- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 33 ตบหน้าสาวเกิดใหม่ (33)
บทที่ 33 ตบหน้าสาวเกิดใหม่ (33)
บทที่ 33 ตบหน้าสาวเกิดใหม่ (33)
หวังชุ่ยฮวาได้ยินเสียงร้องไห้ของอันหนิงก็ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก
หลินอ้ายกั๋วเองก็สะดุ้งสุดตัวเช่นกัน
ทั้งคู่ไม่สนว่าอากาศข้างนอกจะร้อนระอุเพียงใด ต่างพากันรีบวิ่งพรวดพราดออกไปรับลูกสาวทันที
เมื่อเห็นสภาพอันหนิงที่ดูอ่อนแรงจนแทบจะยืนไม่อยู่ เสื้อผ้าชุ่มไปด้วยเหงื่อจนเกิดคราบเกลือขาวโพลนเพราะแดดเผา ใบหน้าแดงก่ำ และเส้นผมยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง หัวใจของหวังชุ่ยฮวาก็บีบรัดด้วยความสงสารจนแทบขาดใจ
หลินอ้ายกั๋วรีบดึงตัวอันหนิงมาสำรวจดูซ้ายขวา "เกิดอะไรขึ้น? ไปเจอเรื่องอะไรมา แล้วเซวียเฟิงล่ะ"
"พ่อคะ..."
อันหนิงโฮออกมาเสียงดังลั่น
อันหนิงเป็นเด็กที่รู้ความเสมอมา ตั้งแต่เข้าเรียนมัธยมปลาย ไม่ว่าจะเจอเรื่องใหญ่แค่ไหนหรืออุปสรรคยากเย็นเพียงใดเธอไม่เคยร้องไห้เลยสักครั้ง พอเธอมาปล่อยโฮแบบนี้ หลินอ้ายกั๋วถึงกับทำตัวไม่ถูก มือไม้สั่นไปหมด
หวังชุ่ยฮวารีบประคองพ่อลูกคู่นี้เข้าบ้าน แล้วกุลีกุจอไปรินน้ำต้มสุกที่เย็นแล้วมาให้อันหนิงหนึ่งแก้ว "หนิงหนิง เป็นอะไรไปลูก? ใครรังแกหนู"
อันหนิงไม่ยอมรับแก้วน้ำ เธอเอาแต่ก้มหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้นจนดวงตาแดงก่ำบวมเป่ง "แม่คะ จะทำยังไงดี? พี่... พี่สาวแอบเอาใบแจ้งผลการเรียนของหนูไปค่ะ เธอเอาไปตั้งหลายวันแล้วแต่ไม่ยอมบอกหนูเลยสักคำ ตอนนี้ก็หาตัวเธอไม่เจอแล้ว..."
"ว่าไงนะ?!"
หลินอ้ายกั๋วได้ยินดังนั้นถึงกับลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ "อันเจี๋ยเอาใบแจ้งผลของแกไปงั้นเหรอ? แกไปได้ยินมาจากใคร"
อันหนิงปาดน้ำตาเบาๆ "หนูไปเจอสหายจางมาค่ะ เขาเป็นคนบอกหนูเอง"
หลินอ้ายกั๋วรู้ดีว่าสหายจางที่อันหนิงพูดถึงคือเสี่ยวจาง บุรุษไปรษณีย์ ในเมื่อเขาเป็นคนพูดเอง เรื่องนี้ย่อมเป็นความจริงอย่างไม่ต้องสงสัย
"ยัยเด็กสารเลว!"
หวังชุ่ยฮวาเริ่มด่ากราดออกมาทันที "เธอจะแอบเอาใบแจ้งผลของแกไปทำไมโดยไม่มีเหตุผล? ไม่ได้การละ ฉันต้องไปลากคอเธอมาให้ได้"
อันหนิงรีบคว้ามือหวังชุ่ยฮวาไว้ "แม่คะ อย่าไปหาเลยค่ะ ตอนนี้ไม่รู้เธอหนีไปอยู่ที่ไหนแล้ว อีกอย่างถึงจะเจอตัวแล้วจะทำอะไรได้? เธออาจจะฉีกใบแจ้งผลของหนูทิ้งไปนานแล้วก็ได้"
อันหนิงพูดจุกอยู่ในลำคอ ท่าทางดูโศกเศร้าอย่างถึงที่สุด "ตอนสอบเกาข่าว เธอก็แอบวางยาในน้ำเพราะไม่อยากให้หนูสอบติดมหาวิทยาลัย พอตอนนี้หนูสอบติด เธอคงแค้นจัดเลยขโมยใบแจ้งผลไปเพื่อไม่ให้หนูได้ไปเรียน"
หลินอ้ายกั๋วฟังแล้วก็รู้สึกว่าทุกคำที่อันหนิงพูดมานั้นถูกต้องที่สุด
หลินอันเจี๋ยแอบเอาใบแจ้งผลไปโดยไม่ปริปากบอกใครสักคำ มั่นใจได้เลยว่าเธอต้องเอาไปทิ้งหรือทำลายทิ้งไปแล้วแน่ๆ เธอมีเจตนาชั่วร้ายชัดเจน คือต้องการดับอนาคตการศึกษาของอันหนิง
"พอเถอะ ไม่ต้องไปตามหาเธอแล้ว"
หลินอ้ายกั๋วตบโต๊ะดังปัง! เขามองไปที่หวังชุ่ยฮวาด้วยแววตาเคร่งขรึมดุดัน เอ่ยย้ำทีละคำอย่างหนักแน่น "นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ตระกูลหลินของเราไม่มีลูกสาวที่ชื่อหลินอันเจี๋ยอีก ต่อไปถ้าเธอโผล่หัวกลับมา ก็ไม่ต้องให้เข้าบ้านเด็ดขาด! ฟังฉันให้ชัดนะ ถ้าคุณกล้าแอบติดต่อกับเธอลับหลัง คุณก็ไม่ต้องอยู่ในบ้านตระกูลหลินอีกเหมือนกัน!"
ที่หลินอ้ายกั๋วต้องพูดตัดขาดอย่างเด็ดขาดและใจดำขนาดนี้ ก็เพราะเขากลัวว่าหวังชุ่ยฮวาจะใจอ่อน กลัวว่าวันข้างหน้าพอหลินอันเจี๋ยมาบีบน้ำตาอ้อนวอนเข้าหน่อย เมียเขาจะยอมใจอ่อนไปช่วยเหลือเธออีก
หลินอันเจี๋ยถึงขนาดเหยียบย่ำน้องสาวแท้ๆของตัวเองให้จมดินได้ จิตใจของเธอช่างอำมหิตเกินคน แถมยังทำเรื่อแบบนี้โดยไม่เลือกวิธีการ ถ้าขืนปล่อยให้เข้าบ้านมาอีก หรือยังข้องแวะกับเธอต่อไป ใครจะรู้ว่าคราวหน้าเธอจะหันมาแว้งกัดทำร้ายใครอีก?
คราวนี้หลินอ้ายกั๋วรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาจริงๆแล้ว
หวังชุ่ยฮวายืนกำมือแน่น แววตามีร่องรอยของการฝืนใจอยู่บ้าง แต่เมื่อเหลือบไปเห็นสภาพอันน่าเวทนาของอันหนิง เธอก็ขบฟันพยักหน้าตกลง "คุณ... ฉัน... ต่อไปฉันจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเธออีก วันนี้เธอทำร้ายหนิงหนิงได้ วันหน้าเธอก็ต้องทำร้ายอันผิงแน่ๆ หรือดีไม่ดี... สักวันเธออาจจะหันมาทำร้ายพวกเราด้วยซ้ำ"
หลินอ้ายกั๋วพยักหน้า "คุณเข้าใจได้แบบนี้ก็ดีแล้ว"
เขาลุกขึ้นเดินออกไปข้างนอก "ผมจะไปบ้านพี่ใหญ่ ไปบอกเรื่องนี้ให้พ่อรู้ นับจากนี้ตระกูลหลินของเราจะตัดขาดกับหลินอันเจี๋ยอย่างเป็นทางการ!"
อันหนิงมองตามแผ่นหลังของหลินอ้ายกั๋วไป เธอรู้ดีว่าครั้งนี้พ่อของเธอตัดสินใจเด็ดขาดแล้วจริงๆ
เธอแอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกในใจ แบบนี้ก็ดีแล้ว ต่อไปตระกูลหลินจะได้ไม่ต้องข้องเกี่ยวกับหลินอันเจี๋ย และจะได้ไม่ถูกเธอลากไปติดร่างแหความซวยในอนาคต
ถือว่าสิ่งที่อันหนิงอุตส่าห์วางแผนมาทั้งหมดนี้... ไม่เสียเปล่าจริงๆ
อันหนิงอาศัยการค้นหาจากความทรงจำของร่างเดิม ประกอบกับการวิเคราะห์อย่างละเอียด จนมั่นใจว่าในชาติก่อน หลินอันเจี๋ยต้องเป็นคนแอบขโมยใบแจ้งผลการเรียนของร่างเดิมไปแน่นอน
ผลการเรียนของร่างเดิมนั้นดีมากมาโดยตลอด แม้ในตอนสอบเกาเข่าครั้งนั้นสติจะเบลอ แต่เธอก็ยังกัดฟันฝืนใช้สมาธิที่เหลืออยู่ตอบคำถามจนครบ
ถึงแม้ร่างเดิมจะจำไม่ค่อยได้ แต่อันหนิงที่มีพลังจิตวิญญาณแก่กล้าสามารถดึงความทรงจำนั้นออกมาดูสิ่งที่เธอเขียนตอบไปได้อย่างชัดเจนทุกตัวอักษร
อันหนิงลองคำนวณคะแนนที่ร่างเดิมควรจะได้ ผลปรากฏว่าแม้คะแนนจะไม่สูงลิ่ว แต่ก็เพียงพอที่จะติดมหาวิทยาลัยสายวิชาชีพได้อย่างแน่นอน
ซึ่งในช่วงต้นทศวรรษที่ 80 การสอบติดมหาวิทยาลัยสายวิชาชีพก็นับว่ามีหน้ามีตามากพอแล้ว
ทว่า ร่างเดิมกลับต้องรอคอยใบแจ้งผลการเรียนไปทั้งชีวิตโดยไม่มีวี่แววว่าจะมาถึง
นี่คือจุดที่ผิดปกติอย่างยิ่ง อันหนิงจึงปักใจเชื่อว่าต้องเป็นฝีมือหลินอันเจี๋ยที่เล่นตุกติก โดยการสวมรอยรับใบแจ้งผลแทนแล้วไม่ยอมบอกให้ร่างเดิมรู้ จนทำให้ความปรารถนาตลอดชีวิตของร่างเดิมต้องพังทลายลง
ครั้งนี้ อันหนิงจึงตัดสินใจเดิมพันว่าหลินอันเจี๋ยจะทำแบบเดิมอีก
เธอคำนวณทุกอย่างผ่านความทรงจำของร่างเดิม และพยายามทำคะแนนสอบให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อแฉความจริงของหลินอันเจี๋ยออกมา
ทว่าเรื่องนี้ก็ถือเป็นความประจวบเหมาะที่พอดีกันอย่างเหลือเชื่อ
ตามปกติแล้ว ใบแจ้งผลการเรียนไม่ควรจะส่งมาถึงเร็วขนาดนี้ เพราะคะแนนเพิ่งจะประกาศออกมาได้ไม่นาน แต่เหตุผลที่ใบแจ้งผลของอันหนิงมาถึงเร็วกว่าใครเพื่อนนั้นมีที่มาที่ไป
เรื่องมีอยู่ว่าศาสตราจารย์ท่านหนึ่งจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แห่งปักกิ่ง มีบ้านเกิดอยู่ที่มณฑล H และเมื่อไม่นานมานี้เขาเพิ่งเดินทางกลับมาเยี่ยมญาติที่ตัวมณฑล ซึ่งประจวบเหมาะกับช่วงที่มีการรวบรวมคะแนนสอบเกาเข่าพอดี ศาสตราจารย์ท่านนี้จึงได้รับทราบเป็นคนแรกๆว่ามีนักเรียนคนหนึ่งที่เลือกสอบเข้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ตำแหน่อันดับหนึ่งของมณฑล
เขาตื่นเต้นดีใจมากและกลัวว่ามหาวิทยาลัยอื่นจะมาชิงตัวนักเรียนคนนี้ไปเสียก่อน จึงรีบโทรศัพท์ไปรายงานอธิการบดีที่ปักกิ่งทันที จากนั้นอธิการบดีจึงสั่งการให้ศาสตราจารย์ทำการรับหลินอันหนิงเข้าเรียนล่วงหน้าเป็นกรณีพิเศษ
ด้วยเหตุนี้ ใบแจ้งผลของอันหนิงจึงถูกออกให้เร็วกว่าปกติ และตกไปอยู่ในมือของหลินอันเจี๋ยเข้าพอดี
หลินอันเจี๋ยรู้ว่าอันหนิงเรียนเก่ง แต่เธอไม่คิดเลยว่าอันหนิงจะเก่งถึงขั้นได้เป็นอันดับหนึ่งของมณฑล ด้วยความอิจฉาริษยาที่พุ่งพล่าน เธอจึงตัดสินใจขโมยใบแจ้งผลไปฉีกทิ้งเพียงเพราะหวังจะให้อันหนิงต้องผิดหวังซ้ำรอยเดิม
แต่ผลปรากฏว่าทันทีที่หลินอันเจี๋ยกลับถึงบ้าน เธอดันมาเจอคณะผู้นำที่แห่มาแจ้งข่าวดีพอดี
พอได้ยินว่าอันหนิงสอบได้อันดับหนึ่ง เธอก็แทบจะขวัญกระเจิง
นั่นคือคะแนนที่สูงที่สุดในมณฑลเชียวนะ! หากนักเรียนที่ได้คะแนนสูงขนาดนี้ไม่ได้รับใบแจ้งผลการเรียนเข้ามหาวิทยาลัย ย่อมต้องมีเงื่อนงำแน่นอน ถ้าอันหนิงรอไปอีกไม่กี่วันแล้วยังไม่ได้ใบแจ้งผล เธอต้องถามหาแน่ และทางการย่อมต้องสืบสวนตามหาจดหมายฉบับนั้น เมื่อถึงตอนนั้น เรื่องชั่วร้ายที่เธอทำไว้ก็จะถูกเปิดโปงจนหมดเปลือก
หลินอันเจี๋ยพอคิดถึงจุดนี้ก็กลัวจนเสียสติ ทำอะไรไม่ถูก จึงได้แต่รีบหอบกระเป๋าหนีออกจากหมู่บ้านเสี่ยวกูไป เธอไม่กล้าแม้แต่จะอยู่ในมณฑล H ต่อไป จึงรีบหอบข้าวของหนีลงใต้ไปทันที
ทั้งหมดนี้... เป็นสิ่งที่อันหนิงคำนวณไว้หมดแล้ว
ในช่วงไม่กี่ปีต่อจากนี้ เธอตั้งใจจะนำพาตระกูลหลินไปสู่ความร่ำรวยมั่งคั่ง หากยังมีตัวป่วนอย่างหลินอันเจี๋ยอยู่ใกล้ๆ คงจะมีแต่เรื่องวุ่นวายไม่จบสิ้น เพื่อความสงบสุข อันหนิงจึงต้องหาทางกำจัดหลินอันเจี๋ยออกไปให้พ้นทาง
นอกจากนี้ เธอยังทำเพื่อให้คนตระกูลหลินผิดหวังในตัวหลินอันเจี๋ยอย่างสิ้นเชิง
และตอนนี้ ทุกอย่างก็เป็นไปตามที่เธอปรารถนา
หลังจากหลินอ้ายกั๋วเดินออกไปแล้ว อันหนิงก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นพลางเอ่ยกับหวังชุ่ยฮวา "แม่คะ อย่าหาว่าหนูใจดำเลยนะคะ ตั้งแต่นี้ไปหนูขอไม่นับหลินอันเจี๋ยเป็นพี่สาวอีก ต่อไปเธอจะเป็นตายร้ายดียังไงหนูจะไม่ขอเข้าไปยุ่ง ถ้าเธออยู่ดีมีสุขหนูจะไม่ขอพึ่งพาบารมี แต่ถ้าเธอลำบาก ก็อย่าได้หวังว่าหนูจะยื่นมือเข้าไปช่วยเลยค่ะ"
หวังชุ่ยฮวาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ "แม่รู้จ้ะ ทั้งหมดนี้มันเป็นความผิดของเธอเอง ไม่ใช่ความผิดของลูกเลย... ต่อให้ลูกจะเกลียดเธอแค่ไหน แม่ก็ไม่มีวันโทษลูกหรอกจ้ะ"
หวังชุ่ยฮวาเองก็เข้าใจดี จากสิ่งที่หลินอันเจี๋ยทำกับอันหนิงไว้ ต่อให้อันหนิงจะเป็นคนนิสัยดีแค่ไหน ก็ย่อมไม่มีวันให้อภัยได้ลง
การที่อันหนิงขอเพียงแค่ตัดขาดความสัมพันธ์ก็นับว่ามีเมตตามากพอแล้ว หากไปเจอคนใจคออำมหิตเข้าจริงๆ ป่านนี้หลินอันเจี๋ยคงโดนเอาคืนอย่างหนักไปแล้วแน่นอน