- หน้าแรก
- พรรคมารสิ้นไร้คนเก่งกาจ โชคดีที่ข้าได้เกิดใหม่
- บทที่ 28 ปิดล้อม ปล่อยป๋ายลู่ของข้าเดี๋ยวนี้นะ
บทที่ 28 ปิดล้อม ปล่อยป๋ายลู่ของข้าเดี๋ยวนี้นะ
บทที่ 28 ปิดล้อม ปล่อยป๋ายลู่ของข้าเดี๋ยวนี้นะ
บทที่ 28 ปิดล้อม ปล่อยป๋ายลู่ของข้าเดี๋ยวนี้นะ
จางเซิงจ้องมองไปที่เฟยอวิ๋น
ดูเหมือนว่าตัวตนของนางจะไม่ได้เป็นความลับที่นี่อีกต่อไป เฟยอวิ๋นจึงตัดสินใจปลดเปลื้องการปลอมตัวออกไปเสียดื้อๆ
เผยให้เห็นใบหน้าที่งดงามอ่อนช้อยและหมดจด
จางเซิงนั้นมีความคิดที่ลึกล้ำยิ่งกว่าเฉินเจิ้ง
ในเวลานั้น นังแพศยาผู้นี้แสร้งทำเป็นไล่ตามศิษย์น้องอีกสองคนไป ทั้งยังแกล้งหวังดีช่วยส่งซูฉีออกไปให้พ้นทาง บางทีเป้าหมายที่แท้จริงอาจจะเป็นการล่อเขาให้ออกมาเพื่อลอบโจมตีก็เป็นได้
และเมื่อนางย้อนกลับมาแล้วพบว่ามีใครบางคนกำลังต่อสู้กับจางเซิงอยู่ เฟยอวิ๋นจึงเลือกที่จะซุ่มซ่อนตัวอยู่ในเงามืด เพื่อหวังจะเป็นตาอยู่รอฉวยโอกาสเก็บเกี่ยวผลประโยชน์
หากจางเซิงมีสิทธิ์พูด เขาก็คงจะด่าว่านางก็เป็นเดรัจฉานเช่นกัน!
เปลือกตาของเฉียวป๋ายลู่กระตุกถี่ๆ
หากนางมีสิทธิ์พูด นางก็คงจะบอกว่าพวกมันทุกคนล้วนเป็นเดรัจฉานกันทั้งนั้น
เฉินเจิ้งเองก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเลย จู่ๆ เขาก็ลักพาตัวนางมาเสียดื้อๆ
จางเซิงอย่างน้อยก็ยังรู้จักวิธีวาดฝันสร้างภาพที่สวยหรู
ทว่าเฉินเจิ้งกลับใช้วิชาฝ่ามือกลืนโลหิตกดข่มนางเอาไว้ เฉียวป๋ายลู่ไม่กล้าขัดขืนแม้แต่น้อย เพราะหากดิ้นรนเพียงนิด ลมปราณและโลหิตของนางก็คงถูกสูบกลืนไปจนสิ้น
เฉินเจิ้งโอบรัดเซียนจื่อเฉียวเอาไว้แน่น สายตาของเขาจับจ้องไปที่ภาพมายาของภูตผีที่แตกสลายไปจนหมดสิ้น กระบี่โลหิตเพียงเล่มเดียวนั้นไม่เพียงพอและถูกจางเซิงตีย้อนกลับมา
หลังจากผลักดันกระบี่โลหิตกลับไปได้ จางเซิงก็รีบพุ่งทะยานไล่ตามเฉินเจิ้งมาติดๆ ทันที
"สหายเต๋าเฟยอวิ๋น มัวรอสิ่งใดอยู่เล่า? รีบมาช่วยข้าเร็วเข้า!" เฉินเจิ้งเร่งเร้า
สตรีผู้นี้ปากก็พร่ำบอกว่ามาช่วย แต่แท้จริงแล้วกลับยังคงพยายามยืนดูงิ้วรอจังหวะอยู่
"สหายเต๋า โปรดอย่าตื่นตระหนกไป"
เมื่อเห็นว่าเฉินเจิ้งกำลังจะหลบหนีอย่างไม่คิดชีวิต ในที่สุดเฟยอวิ๋นก็ตัดสินใจลงมือ นางโบกสะบัดมืออันเรียวงาม
"บงกชขาวผุดจากปฐพี!"
ดอกบัวสีขาวบริสุทธิ์ผลิบานขึ้นที่แทบเท้าของจางเซิง กลีบของมันหุบเข้าหากันเพื่อกักขังเขาเอาไว้
จางเซิงซัดฝ่ามือเข้าใส่กลีบดอกบัว แต่กลับพบว่าเป็นการยากที่จะทะลวงฝ่าออกไปได้ในชั่วอึดใจ
กลีบดอกบัวเหล่านั้นแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นอันน่าเหลือเชื่อ และยังคงพ่นแสงสีขาวออกมาอย่างต่อเนื่อง แสงเหล่านั้นราวกับเข็มแหลมคมที่ทิ่มแทงเข้าไปในร่างกายของจางเซิงทีละเล่มๆ จนปรากฏหยาดเลือดผุดพรายขึ้นมา
เฉินเจิ้งเดาะลิ้น
เป็นกระบวนท่าเดียวกันแท้ๆ แต่มันกลับร้ายกาจและอำมหิตกว่าตอนที่เฟยอวิ๋นใช้จัดการเขาในก่อนหน้านี้มากนัก
ก็ใช่น่ะสิ
ในเวลานั้น เฟยอวิ๋นยังต้องการหลอกใช้เขาอยู่ แล้วนางจะตัดใจทำลายหมากตัวดีๆ ทิ้งไปได้อย่างไรเล่า?
สายตาของเฉินเจิ้งจับจ้องไปที่ใบหน้าอันงดงามของเฟยอวิ๋น และเขาก็นึกขึ้นมาได้ว่าเคยเห็นนางที่ใดมาก่อน
คู่นัดหมายของตงเฟิงนั่นเอง
ทว่าก่อนหน้านี้ ระดับพลังที่เฟยอวิ๋นแสดงออกมานั้นดูธรรมดาเอามากๆ เทียบเท่ากับตัวตงเฟิงเอง ซ้ำดวงตาของนางยังกระจ่างใสไร้เดียงสาราวกับนักศึกษาสาวจากชาติภพก่อนของเขาไม่มีผิด
มิเช่นนั้นแล้ว ตงเฟิงก็คงไม่คิดที่จะเกี้ยวพาราสีนางเป็นแน่
เฉินเจิ้งรู้สึกถึงความแปลกประหลาด
มันคือการเสแสร้ง แกล้งทำเป็นหมูเพื่อรอเขมือบเสือ
ไม่อย่างนั้น ก็คงไม่มีทางอธิบายถึงความเปลี่ยนแปลงอันใหญ่หลวงในเวลาอันสั้นเช่นนี้ได้เลย
เฉินเจิ้งรีบหยุดขบคิดถึงปัญหานั้นอย่างรวดเร็ว
ในยามนี้ เขาต้องเผชิญกับทางเลือก
เขาควรจะคุ้มครองเฟยอวิ๋นและเดินทางต่อไป หรือจะร่วมมือกับเฟยอวิ๋นเพื่อจัดการกับจางเซิงดี?
เฟยอวิ๋นเร่งเร้า
"ท่านมัวยืนบื้อทำสิ่งใดอยู่? ข้าตรึงเขาไว้ได้ไม่นานนักหรอกนะ รีบมาร่วมมือกันสังหารไอ้สารเลวนี่เร็วเข้า!"
"มีโอกาสสำเร็จมากน้อยเพียงใด?" เฉินเจิ้งเอ่ยถาม
"เจ็ดส่วน และหากสหายเต๋าเข้าร่วมด้วยก็จะเป็นเก้าส่วน"
เฉินเจิ้งถอนหายใจ
"โอกาสสำเร็จเก้าส่วน ปัดเศษขึ้นไปแล้ว มันจะต่างอันใดกับการรนหาที่ตายเล่า?"
เฟยอวิ๋นถึงกับพูดไม่ออก ก่อนจะกล่าวว่า
"อย่าลืมสิว่าเรายังมีสหายเต๋าซูอยู่อีกคน หากมีสหายเต๋าซูเข้าร่วมด้วย โอกาสสำเร็จย่อมเป็นสิบส่วนเต็มร้อย!"
ในจังหวะนั้นเอง ซูฉีที่รีบรุดหน้ามาตามข้อความของเฟยอวิ๋นก็เดินทางมาถึงพอดี
จากนั้น เขาก็ระเบิดอารมณ์ออกมาทันที
"ไอ้เดรัจฉาน! ปล่อยป๋ายลู่ของข้านะ!"
ป๋ายลู่ของเขาตกอยู่ในอ้อมกอดของชายอื่น ถูกอุ้มเอาไว้ราวกับตุ๊กตา
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับซูฉีที่กำลังโกรธเกรี้ยว เฉินเจิ้งก็รู้สึกเก้อเขินเล็กน้อยพลางหัวเราะเจื่อนๆ
"สหายเต๋า โปรดอย่าเข้าใจผิด เป็นไอ้จางเซิงผู้นั้นต่างหากที่รังแกเซียนจื่อเฉียวก่อน ซ้ำยังคิดจะบำเพ็ญเพียรคู่กับนาง ข้าจึงต้องทุ่มเททุกสิ่งที่มีเพื่อปกป้องเซียนจื่อเฉียวเอาไว้"
"หากท่านไม่เชื่อ ก็ลองถามเซียนจื่อเฉียวดูก็ได้?"
เฉียวป๋ายลู่รีบพยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว
นางสงสัยว่าถ้านางไม่ยอมพยักหน้า นางก็คงจะไม่มีโอกาสได้พยักหน้าอีกเลยตลอดกาล
แม้ว่าซูฉีจะยังคงคลางแคลงใจอยู่บ้าง แต่เขาก็ยอมระงับความโกรธเกรี้ยวเอาไว้
เฉินเจิ้งชี้ไปที่จางเซิง
"สหายเต๋า ท่านมัวยืนอึ้งอยู่ทำไมเล่า? รีบมาร่วมมือกันสังหารไอ้สารเลวที่ชอบข่มเหงรังแกผู้คนผู้นี้เถิด ถือเสียว่าเป็นการทวงคืนความยุติธรรมให้กับเซียนจื่อเฉียวด้วย!"
มุมปากของซูฉีกระตุก
"ท่านช่วยวางป๋ายลู่ของข้าลงก่อนได้หรือไม่?"
"อ้อ ขออภัยที"
มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับสัมผัสนุ่มนิ่มนั่นเลย สาเหตุหลักที่เฉินเจิ้งอุ้มนางเอาไว้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้จางเซิงแย่งชิงตัวนางไปได้ต่างหาก เขาจึงต้องเก็บนางไว้ในอ้อมแขนมาตลอด
เมื่อคิดได้ดังนั้น เฉินเจิ้งจึงรีบปล่อยตัวเฉียวป๋ายลู่ไปในทันที
เมื่อเทียบกับการร่วมมือกันสังหารจางเซิงแล้ว การครอบครองสตรีเช่นนี้ไม่ได้ก่อให้เกิดผลประโยชน์โดยตรงอันใดเลย
ในตอนนี้ เฉินเจิ้งยังไม่บรรลุเคล็ดวิชาบำเพ็ญจิตที่แท้จริงของยอดเขาเหอฮวนด้วยซ้ำ เขาเรียนรู้เพียงแค่เคล็ดวิชาบำเพ็ญจิตระดับพื้นฐานที่สุด ซึ่งก็หยุดอยู่แค่ระดับกลั่นลมปราณเท่านั้น
เมื่อเห็นว่าเฉินเจิ้งยอมปล่อยผู้หญิงของตนโดยไม่มีความอาลัยอาวรณ์ ซูฉีก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาบ้าง
"ฆ่ามัน! ป๋ายลู่ เสริมพลังให้ข้าที!"
ซูฉีดึงคันธนูโค้งออกมาจากแขนเสื้อ ลูกศรที่แฝงไปด้วยร่องรอยของปราณชั่วร้ายควบแน่นขึ้น ก่อนจะพุ่งแหวกอากาศเข้าใส่จางเซิงทีละดอกๆ
เฉียวป๋ายลู่ฮัมบทเพลงออกมาเบาๆ ไม่ว่าบทเพลงนั้นจะมีผลหรือไม่ก็ตาม แต่อานุภาพของลูกศรเหล่านั้นกลับทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมหาศาล แฝงไปด้วยกลิ่นอายความชั่วร้ายอันน่าเกรงขาม
เฉินเจิ้งประหลาดใจเล็กน้อย
เขาไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าเฉียวป๋ายลู่จะมีความสามารถเช่นนี้ นางคือสายสนับสนุนที่สมบูรณ์แบบจริงๆ
รู้อย่างนี้เขาไม่น่าปล่อยมือนางไปก่อนเลย
ทว่าหลังจากนั้น ซูฉีก็ยื่นมือออกไปคว้าบางอย่างในห้วงมิติ พร้อมกับแอบร่ายเวทมนตร์บางอย่างอย่างลับๆ ดวงตาของจางเซิงเคร่งเครียดขึ้นมาทันที เขากระทั่งไม่สนใจลูกศรที่พุ่งเข้ามาเลยด้วยซ้ำ
เฉินเจิ้งโยนธงเคลือบกระดูกขาวออกไป แสงสีซีดจางของมันร่ายเป็นค่ายกล กักขังจางเซิงเอาไว้ภายใน
ความแข็งแกร่งของเฉินเจิ้งก็ได้รับการเสริมพลังขึ้นเมื่ออยู่ภายในค่ายกลเช่นกัน
เคร้ง เคร้ง!
เฉินเจิ้งควบคุมกระบี่โลหิต พุ่งทะยานไปมาและฟาดฟันเข้าใส่อย่างรวดเร็ว
หลังจากที่ถูกกดข่มมาเป็นเวลานาน ในที่สุดมันก็คว้าโอกาสเอาไว้ได้ กระบี่โลหิตดูเหมือนจะตื่นเต้นฮึกเหิมขึ้นมาในทันที
ในขณะเดียวกัน เฉินเจิ้งก็ปลดปล่อยฝ่ามือกลืนโลหิต แสงสีเลือดแปรเปลี่ยนเป็นฝ่ามือขนาดยักษ์กดทับลงมา
จากนั้น เฟยอวิ๋นก็ปลดปล่อยเวทมนตร์อีกบทหนึ่งออกมา
"พิรุณโลหิตบุปผาหลี!"
บนท้องฟ้า เกล็ดหิมะค่อยๆ ควบแน่น รูปร่างของมันคล้ายคลึงกับดอกหลีที่กำลังเบ่งบานเต็มที่
อุณหภูมิลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว
เฟยอวิ๋นกัดนิ้วของตนเองจนเลือดออกแล้วชี้ขึ้นไปบนฟ้า ลมปราณและหยาดโลหิตของนางลอยขึ้นไป ย้อมหิมะสีขาวโพลนให้กลายเป็นสีแดงฉาน
ในวินาทีต่อมา เกล็ดหิมะก็ร่วงหล่นลงมา ราวกับห่าฝนสีเลือด
เกล็ดหิมะแต่ละหยาดหยดประดุจคมมีดที่ถูกอาบชุบด้วยเลือดสด พุ่งโจมตีเข้าใส่จางเซิงโดยตรง
จางเซิงเริ่มรู้สึกวิตกกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยระดับพลังของเขา การต้องต่อกรกับศัตรูถึงสามคนพร้อมกันนั้นนับว่าเสี่ยงเกินไป
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังมีอาการบาดเจ็บรบกวนอยู่อีกด้วย
"ทำไมเจ้ายังไม่มาเป็นโล่กำบังให้ข้าอีก?!"
ในเวลานี้ ปีศาจต้นไม้ได้หลุดพ้นจากสภาวะคับขันมาตั้งนานแล้ว เมื่อไม่มีใครไปสนใจมัน มันจึงรีบดูดซับสารอาหารจากพื้นดินเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บของตนเองอย่างรวดเร็ว
เมื่อได้ยินคำสั่ง มันก็ไม่ลังเลใจเลยแม้แต่น้อย ร่างทั้งร่างของมันผุดขึ้นมาจากผืนดิน แล้วกระโจนเข้าหาจางเซิง เตรียมพร้อมที่จะเป็นโล่เนื้อคุ้มครองเจ้านายให้พ้นภัย
"ผนึก!"
เฉียวป๋ายลู่ร่ายคาถาที่ดูคล้ายกับเวทมนตร์กักขัง ห้วงมิติโดยรอบพลันแข็งตัว กักขังปีศาจต้นไม้เอาไว้
ปีศาจต้นไม้พยายามดิ้นรนโจมตี แต่ก็พบว่ามันยากที่จะหลุดรอดออกไปได้ในระยะเวลาอันสั้น
เฉียวป๋ายลู่เองก็มองสถานการณ์ออกอย่างทะลุปรุโปร่ง
มาถึงขั้นนี้แล้ว พลังของจางเซิงกำลังลดถอยลง หากนางยังคงมัวแต่อู้งานอยู่ ย่อมก่อให้เกิดความไม่พอใจจากทั้งสามฝ่ายเป็นแน่
ไม่ต้องพูดถึงคนอื่น แค่ซูฉีมองแวบเดียวก็รู้แล้วว่านางกำลังใช้ความสามารถที่แท้จริงอยู่หรือไม่
จางเซิงมองดูการโจมตีอันมหาศาลที่ถาโถมเข้าใส่ตัวเขา แล้วระเบิดเสียงหัวเราะออกมาด้วยความโกรธจัด
"ฮ่าฮ่าฮ่า! ไอ้พวกโง่เง่าเอ๊ย!"
"พวกเจ้าละโมบอยากได้สมบัติที่ข้าได้มาจากดินแดนเร้นลับ แต่นี่ข้าไปมีสมบัติที่ไหนกันเล่า?"
"นังแพศยาบางคนมันร้องตะโกนจับโจรทั้งที่ตัวเองนั่นแหละเป็นโจร แล้วพวกเจ้าก็ยังจะไปหลงเชื่อนางอีกงั้นหรือ?"
"เมื่อพวกเจ้าลงมือสังหารข้าสำเร็จ นังแพศยานั่นก็จะถือโอกาสจัดการพวกเจ้าทุกคนตามไป เพื่อกำจัดพยานที่ยังมีชีวิตอยู่ให้สิ้นซาก!"
ใบหน้าที่งดงามของเฟยอวิ๋นเย็นเยียบลง
"อย่าไปเชื่อเขานะ เขากำลังพยายามยุแยงให้แตกคอกัน!"
เฉินเจิ้ง ซูฉี หรือแม้กระทั่งเฉียวป๋ายลู่ ล้วนมีสีหน้าที่แตกต่างกันไป
ทว่าเมื่อมาถึงจุดนี้แล้ว ลูกศรก็ถูกง้างยิงออกไปแล้ว ไม่มีทางหวนกลับได้อีก พวกเขาได้ก้าวเข้าสู่ความขัดแย้งที่ไม่อาจยุติลงได้กับจางเซิงแล้ว
ตู้ม ตู้ม ตู้ม!
ท่ามกลางเสียงคำรามดังกึกก้อง พลังวิญญาณปะทุเกรี้ยวกราด หลุมลึกปรากฏขึ้นบนพื้นดิน
จางเซิงร่วงตกลงไปในหลุม เลือดไหลอาบเป็นสายน้ำ แต่เขาก็ยังคงตะเกียกตะกายยืนขึ้นมาอย่างยากลำบาก
เฟยอวิ๋นใช้วิชาลับบางอย่าง ส่งผลให้มีแสงแห่งสมบัติส่องประกายเจิดจ้าออกมาจากร่างของจางเซิง ซึ่งยากที่จะระงับเอาไว้ได้ในชั่วขณะ
เพียงแค่มองแวบเดียว ก็รู้ได้ชัดเจนว่าเขามีของดีติดตัวอยู่จริงๆ
เฟยอวิ๋นคลี่ยิ้มบางๆ
"ตอนนี้พวกเจ้าเชื่อข้าหรือยังเล่า?"
จางเซิงแค่นเสียงเย็นชา และตัดสินใจดึงคัมภีร์ที่เปล่งประกายเรืองรองออกมาเขย่าให้ดู
"ข้ามีเคล็ดวิชาแท้จริงเก้าหยางโกลาหลอยู่จริงๆ แต่คัมภีร์อีกเล่ม คัมภีร์แท้จริงเก้าหยินโกลาหล และสมบัติวิเศษระดับจิตวิญญาณกระดานหมากฟ้าดิน ล้วนถูกนังแพศยานั่นแย่งชิงไปหมดแล้ว"
"ต้องรวบรวมสมบัติทั้งสามชิ้นให้ครบเท่านั้น จึงจะได้รับมรดกสืบทอดทั้งหมดของนักพรตโกลาหล และนั่นก็คือเหตุผลที่นังแพศยานั่นมุ่งมั่นที่จะตามล่าข้าอย่างเอาเป็นเอาตายเช่นนี้!"
เฟยอวิ๋นส่ายหน้า
"เขาพลิกลิ้นเปลี่ยนเรื่องทุกนาที อย่าไปเชื่อเขา เขาก็แค่พยายามยุแยงให้พวกเราแตกคอกันเท่านั้น"
เฉินเจิ้งและซูฉีพยักหน้ารับ
ทั้งสองฝ่ายสบตากัน ราวกับบรรลุข้อตกลงบางอย่างโดยไร้คำพูด
กลุ่มคนยังคงร่วมมือกันโจมตีจางเซิงต่อไป ทว่าเฉินเจิ้งและซูฉีกลับทิ้งระยะห่างจากเฟยอวิ๋นมากขึ้น
หากสถานการณ์พลิกผัน ทั้งสองคนอาจจะร่วมมือกันจัดการกับเฟยอวิ๋นแทนก็เป็นได้
เฟยอวิ๋นมีสีหน้าเปิดเผยตรงไปตรงมา ดูเหมือนนางจะไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องนี้นัก
แรงกดดันตกไปอยู่ที่จางเซิงอีกครั้ง ร่างที่อาบชโลมไปด้วยเลือดของเขายังคงดื้อดึงต้านทานการปิดล้อมและตลบหลังโจมตีจากหลายทิศทาง
ท้ายที่สุด เขาก็ไม่อาจเอาชนะได้และถูกซัดกระเด็นตกลงไปในหลุมอีกครั้ง
เมื่อตะเกียกตะกายปีนกลับขึ้นมา จางเซิงก็แทบจะสิ้นลมหายใจ แต่เขากลับหัวเราะร่าออกมาอย่างเต็มเสียง
"แสวงหาทางรอดในห้วงแห่งความตาย ไม่ยอมจำนนต่อการต่อสู้ กระตุ้นสายเลือดที่หลับใหลให้ตื่นขึ้นในสมรภูมิรบเพื่อก้าวสู่ความก้าวหน้า"
นี่คือคำแนะนำที่เขาได้รับมาจากศิษย์พี่หญิงแห่งยอดเขาสยบอสูร
และในตอนนี้ จางเซิงก็สัมผัสได้ว่าเลือดในกายของเขากำลังเดือดพล่าน สายเลือดของเขากำลังวิวัฒนาการเลื่อนระดับไปสู่คุณภาพที่สูงส่งยิ่งขึ้น
"ฮ่าฮ่าฮ่า!"
"ขอบใจพวกเจ้าทุกคนมากนะ ที่ช่วยข้ายกระดับสายเลือด!"