เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 338 ไปหาตาเฒ่า

บทที่ 338 ไปหาตาเฒ่า

บทที่ 338 ไปหาตาเฒ่า


ข้อตกลงเพิ่มเติมสำหรับโรงงานวิกผมบาซาร์จะมุ่งเน้นให้ความสำคัญต่อการเลือกชาวบ้านจากหมู่บ้านซูเจียเข้ามาทำงานก่อนเป็นอันดับแรก

ในข้อตกลงยังระบุอีกด้วยว่าหากชาวบ้านหมู่บ้านซูเจียฝ่าฝืนกฎและข้อบังคับของบริษัท บริษัทมีสิทธิที่จะเลิกจ้างได้ทันที

ทางผู้ใหญ่บ้านหรือชาวบ้านเองต่างก็เห็นด้วยกับข้อตกลงนี้ คนที่ไม่สามารถทำตามกฎได้ก็ไม่สมควรที่จะทำงานต่อกับคนอื่น ในเมื่อคนอื่นสามารถทำงานได้ภายใต้ข้อบังคับเดียวกัน

แนวความคิดของคนสมัยนี้นั้นเป็นอะไรที่น่าชื่นชมอย่างมาก พวกเขาไม่ชอบคนที่เกียจคร้านหรือสร้างปัญหาให้กับคนอื่น หากมีคนประเภทนี้ในหมูบ้านบ้าน บางทีพวกเขาอาจจะโดนเฆี่ยนตีจนตายเลยก็ได้

แต่ในระบบโรงงานจะใช้การเฆี่ยนตีไม่ได้ไง มันจำเป็นต้องลงนามในข้อตกลงของทั้งสองฝ่ายก่อน

จริงๆโรงงานหรือบริษัทจะเขียนกฎขึ้นมาเองยังไงก็ได้อยู่แล้วเพราะมันเป็นข้อบังคับของภายใน แต่ข้อบังคับพวกนี้หากว่าคนภายนอกรู้มันจะส่งผลกระทบไม่ดีเท่าไหร่ ในระดับมณฑลยังพอเข้าใจได้อยู่

แต่ถ้าเป็นระดับโลกเมื่อไหร่มันจะมีผลกระทบตามมาเยอะ การซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีการทารุณพนักงานเท่ากับว่าเป็นการสนับสนุนเรื่องนี้ คนทั้งโลกส่วนใหญ่จะพร้อมใจกันเลิกใช้สินค้าพวกนี้ทันที

แล้วยังมีเรื่องมาตรฐานโรงงานอีก หากจะเป็นสินค้าที่วางขายทั่วโลกโรงงานจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญก่อน

การลงนามข้อตกลงเกี่ยวกับเงื่อนไขต่างๆก็เป็นไปได้ด้วยดี

หลังจากนั้นสูเจิ้งเหมาก็ได้จัดงานเลี้ยงฉลองโดยการซื้อหมูและแกะมาอย่างละ 2 ตัว แล้วก็ยังมีเนื้อสัตว์อื่นๆอย่าง ไก่ เป็ด ห่าน ปลาและเนื้อวัว รวมไปถึงผักต่างๆที่สามารถหาได้ในฤดูนี้อีกด้วย

ชาวบ้านหมู่บ้านซูเจียรวมไปถึงนายกเทศมนตรีและผู้นำท้องถิ่นของมณฑลนี่ก็ได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานเลี้ยง นอกจากนี้สูเจิ้งเหมายังจ้างนักร้องมาให้ความบรรเทิงที่งานเลี้ยงอีก

งานเลี้ยงฉลองที่หมู่บ้านซูเจียนั้นได้รับความสนใจอย่างมาก ทุกวันนี้งานเทศกาลหรือกิจกรรมที่ให้ความบันเทิงยังมีน้อยอยู่ ส่วนใหญ่ก็มุ่งเน้นไปทางการแสดงซะมากกว่า

งานเลี้ยงที่มีนักร้องมาร้องเพลงให้เนี่ยเป็นอะไรที่หาได้ยากมาก แถมยังจัดงานในหมู่บ้านนอกตัวเมืองอีก ข่าวการจัดงานเลี้ยงของสูเจิ้งเหมาจึงเป็นโด่งดังของเมืองกิ่วหลู่อย่างมาก

งานเลี้ยงฉลองของสูเจิ้งเหมานั้นจัดติดต่อกันสามวันสามคืน มีผู้คนจำนวนมากหลั่งไหลกันเข้ามาที่งานเลี้ยงนี้ ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาต้องการที่จะมารับชมการแสดงจากนักร้อง

การแสดงแบบนี้ไม่ได้มีบ่อยครั้งนั้น ดังนั้นพวกคนจากที่อื่นลงทุนนั่งรถหรือเดินจากหมู่บ้านอื่นเพื่อมารับชม บางคนยอมเดินเป็นกิโลๆเลยก็มี

นี่เป็นเรื่องปกติสำหรับคนในยุคนี้ที่คนรุ่นหลังคงจะนึกไม่ถึงกัน สำหรับคนธรรมดาทั่วไปหรือชาวบ้านแบบนี้ กิจกรรมทางวัฒนธรรมหรือความบันเทิงมันแทบไม่มีเลย

จากนั้นชื่อของหมู่บ้านซูเจียเองก็กลายเป็นหมู่บ้านที่มีชื่อเสียงที่สุดในมณฑล ขนาดคนที่อยู่มณฑลอื่นยังรู้จักกับหมู่บ้านซูเจียแห่งนี้เลย นับเป็นความภาคภูมิใจในมณฑลจริงๆ

หลังจากเสร็จสิ้นทุกอย่างแล้ว ซูข่านและคนอื่นๆก็ออกจากหมู่บ้านซูเจียโดยรถของสูเจิ้งเหมา การหารถจากในตัวเมืองมายังซูเจียนั้นก็เป็นเรื่องที่ยากพอสมควร แต่การหารถกลับไปยากยิ่งกว่า

เมื่อมาถึงในตัวเมืองแล้วซูข่านและคนอื่นๆก็ซื้อตั๋วรถไฟและมุ่งหน้ากลับไปที่หนานจิงทันที เรื่องในหมู่บ้านซูเจียได้รับการจัดการเรียบร้อยแล้ว

จริงๆแล้วซูข่านยังมีอีกหลายวิธีในการจัดการกับหมู่บ้านซูเจียให้กลายเป็นจุดศูนย์กลางอุตสาหกรรมที่ยิ่งใหญ่ได้ แต่ก็มันมีเงื่อนไขอะไรบางอย่างที่วุ่นวายเล็กน้อย

แถมกว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีก็ใช้เวลานาน เนื่องจากชาวบ้านที่นั่นไม่ได้เป็นพวกที่มีการศึกษาหรือว่าเชี่ยวชาญทางด้านเทคนิค กว่าจะจับมาทำงานได้ก็อาจจะใช้เวลาหลายปี

โรงงานวิกผมเลยเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดแล้ว ผลลัพธ์ต่างๆก็สามารถเห็นผลได้ในระยะสั้น ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะก็ไม่จำเป็น แค่ใช้ฝีมือกับเครื่องจักรเล็กน้อยก็สามารถผลิตวิกผมออกมาได้แล้ว

นอกจากนี้ตลาดสำหรับวิกผมเองก็กว้างมาก สามารถขายได้ทั้งในยุโรปและอเมริกา

ดีไม่ดีอาจจะเห็นผลลัพธ์พวกนี้ในอีก 2-3 เดือนข้างหน้าก็ได้ ที่หมู่บ้านซูเจียจะต้องเปลี่ยนไปกลายเป็นจุดศูนย์รวมของกิ่วหลู่อย่างแน่นอน

"เอาใจคนแก่นี่มันเหนื่อยจริงๆเลย"

ซูข่านที่นั่งอยู่บนรถไฟและมองวิวข้างนอกได้กับพูดกับตัวเองเบาๆ

"ตาเฒ่านั่นก็รักบ้านเกิดเหมือนกับนี่นา"

รถไฟได้เริ่มออกจากสถานีไปอย่างช้าๆ ซูข่านคิดกับตัวเองว่าอีกไม่นานเขาก็ต้องนั่งรถไฟกลับมาที่นี่อีก จากนั้นซูข่านก็หลับตาลง

สองวันต่อมารถไฟก็ได้มาถึงยังเมืองหนานจิง

เมื่อมาถึงแล้วซูขานก็เห็นรถที่จางเฉียงได้จัดเตรียมมารับพวกเขา ซูข่านจึงหันไปพูดกับเจียงเฝิง

"เจียงเฝิง นายพาคนอื่นกลับบ้านไปก่อน"

"ครับพี่สาม"

หลี่เจียงเฝิงตอบด้วยความเคารพ

จากนั้นซูข่านก็หันไปพูดกับซงหมิงเจียงต่อว่า

"หมิงเจียง นายพาฉันไปบ้านของตาเฒ่าที"

หลังจากที่ทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้ว เป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องไปรายงานให้ตาเฒ่าได้รับรู้ ซูข่านคิดว่าเขาจะเล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นที่นั่นให้กับตาเฒ่าฟัง

ยุคนี้ยังไม่มีสิ่งที่เรียกว่าสมาร์ทโฟนหรืออินเตอร์เน็ต ตาเฒ่าที่อยู่หนานจิงจะไม่สามารถเห็นภาพจาพหมู่บ้านซูเจียได้เลย

ซูข่านไม่รอช้าเดินขึ้นไปนั่งบนรถทันที จากนั้นซงหมิงเจียงก็ขึ้นตามและออกรถเพื่อมุ่งหน้าไปยังบ้านของตาเฒ่าแห่งตระกูลซู

ระหว่างทางซูข่านที่มองไปนอกหน้าต่างนั้นก็ประหลาดใจเล็กน้อย เขาเห็นรถบนถนนมากขึ้นกว่าก่อนหน้านี้ ดูเหมือนตอนนี้จะเริ่มมีรถยนต์เพิ่มมากขึ้นแล้ว

ซึ่งมันบ่งบอกได้ถึงเศรษฐกิจของเมืองนี้ที่้ติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว การคมนาคมจะเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศให้ยิ่งใหญ่ได้ ซูข่านรู้สึกมีความสุขมาก

ไม่นานรถก็ได้จอดลงที่หน้าบ้านของตาเฒ่า

ซูข่านเปิดประตูลงจากรถและเดินเข้าไปในบ้านของตาเฒ่า ตอนนี้ตาเฒ่าทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาอย่างเดียว จัดว่าอยู่ในกลุ่มกึ่งเกษียณแล้วก็ว่าได้

เวลาที่ไม่มีใครมาหาเขาก็จะใช้เวลาทั่วไปอยู่กับสวนเพื่อดูแลต้นไม้และดอกไม้ของเขา

ช่วงนี้ใกล้ถึงฤดูหนาวพอดี ดอกไม้และต้นไม้บางชนิดจำเป็นต้องได้รับการเปลี่ยนกระถางเพื่อให้เข้ากับฤดูหนาวนี้ ซึ่งตาเฒ่าก็ทำทุกอย่างด้วยความใส่ใจ

เมื่อซูข่าน้เดินเข้ามา ยามที่อยู่ตรงประตูก็ก้มหัวเล็กน้อยและเปิดประตูให้กับซูข่าน

วันนี้ซูข่านไม่เห็นเลขาหลี่ที่หน้าบ้าน

แสดงว่าเลขาหลี่น่าจะต้องไปจัดการงานบางอย่างที่ได้รับมอบหมายตากตาเฒ่าแน่ๆ ซูข่านไม่สนใจและมุ่งไปยังส่วนของหลังบ้านทันที

แล้วก็เป็นไปอย่างที่เขาคาดไว้ ซูข่านเห็นตาเฒ่ากำลังเปลี่ยนกระถางให้กับดอกไม้อยู่ เขาจึงเดินไปที่ด้านหลังของตาเฒ่า

เมื่อเข้าใกล้จู่ๆตาเฒ่าก็พูดขึ้นมาโดยไม่ได้หันกลับมามอง

"กลับมาจากหมู่บ้านซูเจียแล้วรึ?"

"ครับคุณปู่"

พวกคนเฒ่าคนแก่นี่ดูถูกไม่ได้เลย หูของพวกเขานั้นดีและไวมากๆ ขนาดซูข่านเดินมาอย่างเงียบๆด้านหลังตาเฒ่ายังรู้ตัวเลย

"เดี๋ยวปู่ตัดแต่งกิ่งดอกไม้พวกนี้ก่อน ไว้เดี๋ยวเราไว้คุยกัน"

ชายชราพูดด้วยรอยยิ้มอย่างใจดี สายตาของเขาจับต้องไปที่ก้านของต้นไม้อย่างไม่ละสายตา

"ดอกไม้พวกนี้ ถ้าไม่ตัดกิ่งออกไปบ้าง เดี๋ยวใบมันจะไปแย่งสารอาหารแล้วดอกไม่สวยเอา"

"ครับคุณปู่"

ซูข่านรู้ได้ทันทีว่านี่คือคำสอนของตาเฒ่า

สักพักหนึ่งตาเฒ่าก็ได้วางกรรไกรตกแต่งกิ่งไม้ลงและพูดกับซูข่านด้วยรอยยิ้ม

"เข้าไปข้างในกันเถอะ"

ซูข่านเดินตามตาเฒ่าไปยังห้องโถง

จบบทที่ บทที่ 338 ไปหาตาเฒ่า

คัดลอกลิงก์แล้ว