- หน้าแรก
- ภัณฑารักษ์สยบวิญญาณ ตำนานพยัคฆ์สยบมาร
- ตอนที่ 86 มีนกตัวหนึ่ง รูปร่างคล้ายนกเขา เสียงร้องราวกับคนหัวเราะ
ตอนที่ 86 มีนกตัวหนึ่ง รูปร่างคล้ายนกเขา เสียงร้องราวกับคนหัวเราะ
ตอนที่ 86 มีนกตัวหนึ่ง รูปร่างคล้ายนกเขา เสียงร้องราวกับคนหัวเราะ
ตอนที่ 86 มีนกตัวหนึ่ง รูปร่างคล้ายนกเขา เสียงร้องราวกับคนหัวเราะ
ผมชื่อตู้หงอี้ เป็นพนักงานออฟฟิศธรรมดาๆ คนหนึ่ง
อายุใกล้จะสามสิบแล้ว มีแฟนที่คบกันมาเจ็ดปี
ถึงเวลาที่ควรจะแต่งงานสร้างครอบครัวสักที
ชีวิตหลังจากนี้ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องปากท้องและภาระหน้าที่ ซึ่งก็คงไม่ต่างจากเมื่อก่อนเท่าไหร่นัก นี่แหละคือความเป็นจริงของสังคม
เพื่อใช้โอกาสสุดท้ายก่อนสละโสด ผมเลยขอทำเรื่องลาไปทำงานต่างจังหวัดที่แถบกวนไว่ โดยตั้งใจว่าจะฉวยโอกาสนี้ไปปีนเขาฉางไป๋ซานสักครั้ง
ตั้งแต่สมัยอยู่ชมรมปีนเขาตอนมหาวิทยาลัย ผมก็ใฝ่ฝันอยากจะมาปีนเขาลูกนี้มาตลอด
อาจจะเป็นเพราะอยากจะบอกลาชีวิตอันอิสระเสรี ก่อนจะก้าวเข้าสู่โลกของผู้ใหญ่ที่เต็มไปด้วยความรับผิดชอบอย่างเต็มตัว ครั้งนี้ผมเลยตั้งใจชมวิวทิวทัศน์ของภูเขาอย่างลึกซึ้ง ราวกับได้ย้อนกลับไปตอนที่ปีนเขาครั้งแรกสมัยเรียน และโดยไม่ทันรู้ตัว ผมก็เดินหลงทางแยกจากกลุ่มเพื่อนไปซะงั้น
ผมพยายามอาศัยประสบการณ์เดิมบวกกับแอปนำทางในมือถือ เพื่อหาทางกลับไปรวมกลุ่ม
แต่ไอ้แอปนำทางบ้าบอนี่สิ
ดันพาผมเดินหลงเข้ามาในจุดที่เปลี่ยวที่สุดซะได้
ผมหันไปมองรอบๆ พระอาทิตย์ใกล้จะตกดินแล้ว ภูเขาฉางไป๋ซานทั้งลูกดูมืดครึ้มทะมึนทึนราวกับสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์ ผมเริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมาจับใจ รีบหันหลังกลับ แต่แล้วผมก็ได้เห็นสิ่งที่ไม่เคยคิดเลยว่าชาตินี้จะได้เจอ...
…………
"เอ็งว่า ข้าเหมือนคนไหม?"
เสียงนั้นดังมาจากเงามืด เอ่ยถามผมแบบนี้
ผมรู้สึกได้เลยว่ามือและเท้าของตัวเองเย็นเฉียบ สั่นระริกไม่หยุด
มันจะไปเหมือนคนได้ยังไง?! มันไม่เหมือนเลยสักนิด!
หางพวงใหญ่เบ้อเริ่ม ลำตัวเต็มไปด้วยขนฟูฟ่อง
แถมยังมีเขี้ยวและกรงเล็บแหลมคมอีกต่างหาก!
แต่ก่อนจะมาที่นี่ ผมเคยได้ยินเรื่องเล่าของทางกวนไว่มาบ้าง เรื่องที่พวกจิ้งจอกหรือพังพอนชอบมาขอคำทำนายจากคน
ถ้าเราตอบปฏิเสธ พวกมันก็จะตามอาฆาตไล่ล่าเรา นี่มันปีศาจชัดๆ
ผมกำลังจะแต่งงาน แฟนก็รักผมมาก พ่อแม่ก็อายุมากแล้ว ผมจะมาตายที่นี่ไม่ได้เด็ดขาด
ดังนั้นผมจึงได้ยินเสียงตัวเองตอบกลับไปด้วยความสั่นกลัวว่า
"เหมือนสิ แกก็เหมือนคนนั่นแหละ"
เงาดำนั้นหัวเราะร่า ก่อนจะหายวับไปในพริบตา
ผมทรุดฮวบลงกับพื้น ตอนนั้นเองถึงเพิ่งรู้ตัวว่ามือเท้าเย็นเฉียบไปหมด นั่งทำใจอยู่นานกว่าจะดึงสติกลับมาได้ แม้จะกังวลตลอดทางว่าจะเกิดเรื่องร้ายขึ้น แต่สุดท้ายผมก็ลงจากเขามาได้อย่างปลอดภัย ผมรีบซื้อตั๋วรถไฟกลับบ้านในคืนนั้นเลย นั่งใจตุ๊มๆ ต่อมๆ มาตลอดทาง จนกระทั่งถึงบ้านถึงได้รู้สึกโล่งใจในที่สุด
ผมกับแฟนอยู่ด้วยกันมาสองปีแล้ว
ตอนที่ผมกลับไปถึง เธอก็เตรียมกับข้าวอร่อยๆ ไว้เต็มโต๊ะแล้ว เธอเป็นคนเอาใจใส่แบบนี้เสมอ และบ้านก็มักจะเป็นสถานที่ที่ช่วยเยียวยาความเหนื่อยล้าของคนยุคใหม่ได้อย่างดีเยี่ยม ความหวาดกลัวและความตึงเครียดของผมค่อยๆ มลายหายไป เธอรินเหล้าให้ผม ผมดื่มไปนิดหน่อยจนเริ่มมึนๆ อาศัยแสงเทียนสลัวๆ ผมก็เล่าเรื่องเฉียดตายครั้งนี้ให้เธอฟัง
เธอก้มหน้าลง จู่ๆ ก็ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่า: "แล้วคุณเห็นหน้าตาของปีศาจตนนั้นไหม?"
ผมรินเหล้าไปพลางส่ายหน้าไปพลาง: "ไม่เห็นหรอก แค่เห็นลางๆ ว่าหน้ามันมีขนเต็มไปหมด เขี้ยวแหลมเฟี้ยว ปากจู๋ๆ ดูคล้ายๆ จิ้งจอกน่ะ"
จู่ๆ เธอก็หัวเราะออกมา แล้วชี้มาที่หน้าตัวเอง:
"เอ๊ะ ลองเงยหน้าขึ้นมาดูสิ ว่าเป็นแบบนี้หรือเปล่า?"
หัวใจผมกระตุกวูบ
จู่ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่า เรื่องที่ผมกลัวจนต้องรีบซื้อตั๋วกลับบ้านก่อนกำหนด ผมยังไม่ได้บอกใครเลยแม้แต่คนเดียว
แฟนผมไม่มีทางรู้ล่วงหน้าได้เลยว่าผมจะกลับมาวันนี้ แล้วเธอจะเตรียมกับข้าวไว้รอผมได้ยังไงล่ะ
ถ้าอย่างนั้น เธอคือ...
……………………
ณ แคว้นชิงชิว เว่ยหยวนมองดูฝูงหญิงสาวที่มีรูปร่างหน้าตาสะสวยงดงาม แต่กลับรู้สึกทำตัวไม่ถูกจนขนลุกซู่ไปหมด
หญิงสาวเหล่านั้นล้อมรอบตัวเขาไว้เป็นวงกลมหลายชั้น
ดวงตาของพวกเธอเป็นประกาย ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวถามไถ่ไม่หยุด: "เป็นมนุษย์จริงๆ ด้วย มนุษย์ตัวเป็นๆ เลยล่ะ"
"แถมยังหนุ่มแน่นซะด้วยสิ"
"นี่ๆ พ่อหนุ่ม... เอ่อ ไม่สิ หมายถึง ข้าน้อยยังไม่ทราบนามอันไพเราะของท่านเลยเจ้าค่ะ"
หญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มคนหนึ่งจ้องมองเว่ยหยวน พร้อมกับส่งยิ้มอ่อนหวาน แต่สายตากลับจ้องมองเขาอย่างกล้าๆ กลัวๆ:
"ท่านชอบอ่านหนังสือไหมเจ้าคะ มีความมุ่งมั่นที่จะสอบจอหงวนหรือเปล่า?"
เว่ยหยวนบอกชื่อตัวเองไป ก่อนจะส่ายหน้ายิ้มๆ
"หนังสือก็พอได้อ่านมาบ้างครับ แต่ไม่ได้คิดจะไปสอบ จอหงวนอะไรนั่นหรอกครับ"
หญิงสาวอีกคนที่รูปร่างอวบอั๋น ท่าทางซื่อๆ ดวงตาเป็นประกายถามต่อว่า: "แล้วคุณชายเว่ยมีฐานะยากจน แต่มีความรู้ความสามารถดุจเทพเหวินชวี่ (เทพแห่งการศึกษา) จุติลงมาเกิดหรือเปล่า บทความของท่านเขียนได้ดีเยี่ยมเลยใช่ไหม?"
"แล้วท่านมีพี่ชายพี่สะใภ้ไหม พวกเขารังแกท่านหรือเปล่า?"
"คุณชายเว่ย ข้าน้อยมีบทกวีอยู่สองสามบท ไม่ทราบว่าจะขอคำชี้แนะจากท่านสักหน่อยได้ไหม?"
เว่ยหยวนพอจะเดาทางออกแล้ว ฐานะยากจน ชอบอ่านหนังสือ โดนพี่ชายพี่สะใภ้รังแก แต่กลับมีความรู้ความสามารถดุจเทพเหวินชวี่จุติลงมา องค์ประกอบพวกนี้มารวมกัน คุ้นๆ แฮะ พอลองคิดดูดีๆ นี่มันพล็อตเรื่องยอดฮิตของพวกบัณฑิตที่บังเอิญไปเจอจิ้งจอกสาวในนิยายปรัมปราสมัยก่อนชัดๆ
มองดูท่าทางกระตือรือร้นของหญิงสาวเหล่านี้แล้ว ก็อดคิดไม่ได้ว่าพวกเธอกำลังมองเขาเป็นของแปลก
เว่ยหยวนหันไปมองเทพธิดาเพื่อขอความช่วยเหลือ
แต่เธอกลับก้าวถอยหลังไปสองก้าว ยืนมองดูเว่ยหยวนถูกล้อมรอบด้วยรอยยิ้มอย่างสนุกสนาน
ไม่ยอมยื่นมือเข้ามาช่วยเลยสักนิด
หญิงสาวขยับริมฝีปากเป็นคำพูดไร้เสียง
'ชอบคนไหน เดี๋ยวฉันไปขอให้'
เว่ยหยวนถอนหายใจยาว หันกลับมามองจิ้งจอกสาวที่กำลังให้ความสนใจเขาอย่างมาก
ทันใดนั้น เขาก็ยกมือขึ้นตบไปที่กระบี่ฮั่นแปดเหลี่ยมด้านหลัง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า
"ผมไม่ชอบการขีดเขียนบทกวีหรอกครับ ชีวิตนี้ชื่นชอบแค่การใช้ดาบใช้กระบี่เท่านั้น"
ฝูงจิ้งจอกสาวเงียบกริบลงทันที
เว่ยหยวนกำกระบี่ที่ยังอยู่ในฝักไว้ในมือ แล้วก้าวไปข้างหน้าอีกก้าว พร้อมกับยิ้มแล้วพูดว่า:
"แถมผมก็ไม่ได้มีตำแหน่งขุนนางอะไรด้วย ก็แค่เปิดร้านเล็กๆ อยู่ในตลาด เป็นแค่คนธรรมดาๆ คนนึงเท่านั้นแหละครับ"
"หนังสือหนังหาก็ไม่ได้อ่านเยอะแยะ แถมยังไม่ชอบเขียนบทความอะไรด้วย เรื่องแต่งกลอนนี่ไม่ต้องพูดถึงเลย ไม่กระดิกหูสักนิด แต่ถ้าอยากจะประลองกระบี่กันล่ะก็ ผมก็ยินดีเป็นเพื่อนซ้อมให้นะครับ..."
ฝูงหญิงสาวพากันก้าวถอยหลังไปพร้อมกัน สีหน้าประหลาดใจ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นผิดหวัง
ซือลี่เสี้ยวเว่ยจงใจเลือกคำพูดและการกระทำที่ตรงกันข้ามกับชายหนุ่มในตำนานที่มักจะสมหวังกับจิ้งจอกสาวอย่างสิ้นเชิง ซึ่งก็เป็นไปตามคาด หญิงสาวเหล่านี้หมดความสนใจในตัวเขาทันที สีหน้าของพวกเธอเปลี่ยนเป็นเก้อเขิน ดูเหมือนจะมองว่าเขาเป็นพวกจอมยุทธ์บ้าพลังตามชนบทในยุคฉินและฮั่น ซึ่งผู้ชายแบบนี้ไม่สเปคของจิ้งจอกสาวเอาเสียเลย เพียงไม่นาน หญิงสาวเหล่านี้ก็เลิกตื่นเต้นดีใจไปจนหมด
ผ่านไปสักพัก ก็มีเสียงเรียกดังขึ้น พวกเธอจึงพากันสลายตัวไป
เว่ยหยวนถึงกับถอนหายใจอย่างโล่งอก เอาประบี่ไปสะพายไว้ด้านหลังเหมือนเดิม
หันกลับไปมองเทพธิดาที่ทำหน้าประหลาดใจอย่างจนปัญญา
ส่วนแมวดำตัวเล่ยที่อยู่บนไหล่ก็แอบหัวเราะคิกคัก
และในตอนนั้นเอง ก็ยังมีจิ้งจอกสาวอีกตนหนึ่งเหลืออยู่ รูปร่างหน้าตาดูเหมือนเด็กสาวอายุราวๆ สิบหกสิบเจ็ดปี สวมชุดสีขาว ในอ้อมแขนกอดหนังสือเล่มหนาเตอะ ดวงตายังคงจับจ้องมองเว่ยหยวนตั้งแต่หัวจรดเท้า จู่ๆ เธอก็หัวเราะออกมา: "คุณชายท่าทางแบบนี้ ดูน่าสนใจกว่าพวกบัณฑิตทึ่มๆ ในนิยายปรัมปราตั้งเยอะเลยนะคะ"
เธอยื่นมือออกไปทำท่าเชิญชวนอย่างมีมารยาท: "นานๆ ทีชิงชิวจะมีแขกมาเยือน พี่น้องพวกนั้นนิสัยไร้เดียงสาไปหน่อย อาจจะมีเสียมารยาทไปบ้าง ขอให้แขกทั้งสองท่านโปรดอภัยให้ด้วยนะคะ"
เว่ยหยวนตอบว่า: "ผมต่างหากล่ะครับที่เสียมารยาทไป ไม่ทราบว่าจะให้ผมเรียกคุณว่าอะไรดีครับ?"
จิ้งจอกสาวชุดขาวยิ้มตอบว่า: "ฉันชื่อซูค่ะ เรียกฉันว่า ซูอวี้เอ๋อร์ ก็ได้ค่ะ"
………………
เว่ยหยวนและเทพธิดาบอกจุดประสงค์ของการมาเยือนให้ซูอวี้เอ๋อร์ฟัง
ชิงชิวเป็นอาณาจักรที่กว้างใหญ่ มีประชากรอาศัยอยู่มากมาย แต่เผ่าพันธุ์จิ้งจอกชิงชิวนั้นมีสถานะที่สูงส่ง ไม่นานนักก็หาตัวคุณลุงสามของหูหมิงเจอ เมื่อเขาได้ยินว่าหลานชายได้รับบาดเจ็บอยู่ข้างนอก ตอนแรกก็ตกใจ จากนั้นก็รีบไปจัดเตรียมยาสมุนไพรอย่างเร่งรีบ พลางบ่นพึมพำว่า: "หกปีแล้วที่ไม่ยอมกลับมา พอส่งข่าวมาทีไรก็มีแต่เรื่องแบบนี้"
"จริงๆ เลย คุยด้วยไม่รู้เรื่องเลยจริงๆ"
"ขอบคุณทั้งสามท่านมากเลยนะครับที่มาบอกข่าวนี้ เดี๋ยวผมจะรีบไปหาเขาทันที อาณาจักรชิงชิวไม่เหมือนกับโลกภายนอกหรอกนะครับ พวกท่านก็เชิญเที่ยวชมให้สบายใจเลยนะครับ"
พูดจบเขาก็รีบร้อนจากไป มุ่งหน้าสู่โลกมนุษย์ทันที
หลังจากนั้น เทพธิดาก็บอกว่าเธอจะไปหาผู้อาวุโสที่เป็นเพื่อนเก่า แล้วก็ขอตัวจากไป ส่วนแมวดำตัวเล่ยก็ทิ้งท้ายไว้แค่ว่า คืนนี้มีธุระสำคัญต้องไปทำ จะไปตามหาร่องรอยของป๋อฉีสักหน่อย แล้วก็หายตัวไปไหนก็ไม่รู้ ทิ้งให้ซูอวี้เอ๋อร์พาเว่ยหยวนเดินเที่ยวชมอาณาจักรชิงชิวเพียงลำพัง ที่นี่ช่างแตกต่างจากโลกภายนอกจริงๆ ทำให้เขาได้เปิดหูเปิดตาไปไม่น้อยเลยทีเดียว
ภายในเมือง เขาได้เห็นคฤหาสน์หลังใหญ่โตมโหฬาร
แตกต่างจากที่อื่น ตรงที่หน้าคฤหาสน์หลังนี้ไม่ได้มีรูปปั้นสิงโตหินตั้งอยู่ แต่กลับเป็นรูปปั้นหินของจิ้งจอกเก้าหางสองตัว
รูปปั้นหินดูน่าเกรงขาม หางทั้งเก้าชูชันขึ้นด้านหลัง ดูมีมนต์ขลังและศักดิ์สิทธิ์อย่างน่าประหลาด
ประตูใหญ่ปิดสนิท มีการคุ้มกันอย่างแน่นหนา จิ้งจอกสาวหลายคนที่เขาเจอเมื่อครู่ก็เข้าไปในคฤหาสน์หลังนี้ ในนั้นมีเสียงร้องไห้และเสียงทะเลาะเบาะแว้งดังแว่วออกมา เว่ยหยวนรู้สึกประหลาดใจ แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรมากนัก เมื่อซูอวี้เอ๋อร์สังเกตเห็นแววตาอยากรู้อยากเห็นของเว่ยหยวน เธอก็อธิบายเสียงเบาว่า:
"นั่นคือบ้านของจิ้งจอกชิงชิวสาขาหนึ่งค่ะ มีลูกสาวคนหนึ่งในตระกูลแอบหนีออกจากบ้าน กะจะไปลักลอบได้เสียกับชายหนุ่มบนโลกมนุษย์ แต่ก็ถูกจับตัวกลับมาขังไว้ที่นี่ค่ะ"
"ลักลอบได้เสีย...?"
ซูอวี้เอ๋อร์เล่าต่อว่า: "ชายหนุ่มบนโลกมนุษย์คนนั้นมีฐานะยากจน แถมยังป่วยหนักด้วย ผู้หลักผู้ใหญ่ในตระกูลหลายท่านกลัวว่าลูกสาวจะถูกหลอก ก็เลยแอบตามไปดู ได้ยินมาว่าถ้าไปช้ากว่านี้อีกนิดเดียว เธอคงจะคายเน่ยตาน (ยาอายุวัฒนะที่เกิดจากการบำเพ็ญเพียร) ของตัวเองออกมาให้ชายคนนั้นกินไปแล้วล่ะค่ะ"
"เมื่อพันปีก่อน เคยมีจิ้งจอกป่าที่อยู่ข้างนอกถูกผีร้ายหลอกเอาเน่ยตานไปจนหมดตบะบารมี ส่วนผีร้ายตนนั้นก็ได้ฟื้นคืนชีพ แถมยังใช้ตบะบารมีที่ได้มาไปเสวยสุขด้วยความมั่งคั่งและเกียรติยศ เพราะบทเรียนจากครั้งนั้น ผู้หลักผู้ใหญ่ในตระกูลจึงมีปฏิกิริยารุนแรงมากขนาดนี้ เชิญทางนี้ค่ะ คุณชายเว่ย..."
สีหน้าของหญิงสาวแฝงไปด้วยความดูแคลนและไม่ใส่ใจเล็กน้อย
ในเมื่อเป็นเรื่องภายในของครอบครัวคนอื่น เว่ยหยวนก็ไม่อยากจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวอยู่แล้ว เขาจึงพยักหน้าแล้วเดินตามซูอวี้เอ๋อร์ไปชมเมืองชิงชิวต่อ
………………
แครก!
อุ้งเท้าแมวตะปบลงบนหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างแรงด้วยความเจ็บใจ
นอกเมืองชิงชิว ในร้านอินเทอร์เน็ตแห่งหนึ่งในเมืองบนโลกมนุษย์
แมวดำตัวเล่ยที่ใช้เวทมนตร์พรางตา กำลังใช้กรงเล็บขูดคีย์บอร์ดด้วยความหงุดหงิด
ตอนที่อยู่บ้านเว่ยหยวน มันก็ไม่ค่อยสะดวกที่จะออกมาเล่นเน็ตที่ร้านอินเทอร์เน็ตสักเท่าไหร่ พอไม่ได้ออนไลน์นานๆ ก็เลยรู้สึกคันไม้คันมือขึ้นมาบ้าง ในฐานะที่เป็นสัตว์ประหลาดที่มีตบะบารมีถึงห้าร้อยปี มันสามารถจดจำตำแหน่งของแคว้นชิงชิวและเข้าออกได้อย่างอิสระ พอออนไลน์ปุ๊บ ก็บังเอิญไปเจอรองเท้าปักสีแดงคู่นั้นเข้าพอดี
ดูเหมือนอีกฝ่ายก็ไม่ได้ออนไลน์มาหลายวันเหมือนกัน
เจอกันปุ๊บ ก็ท้าดวลกันทันที
ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงพ่นคำหยาบใส่กันอย่างเมามัน
กำลังด่ากันเพลินๆ จู่ๆ ท้องฟ้าก็เริ่มมืดลง ถ้าขืนอยู่ต่อคงเสียงานใหญ่ในคืนนี้แน่ๆ มันเลยต้องจำใจส่งคำขอเป็นเพื่อนไปอย่างเสียดาย ตัวเล่ยเลียอุ้งเท้า ในใจก็แอบชื่นชมคู่แข่งที่ฝีมือสูสีกับมัน แล้วก็นัดแนะว่าจะมาดวลกันใหม่คราวหน้า
มันไม่ได้ดูเลยว่าอีกฝ่ายรับแอดหรือเปล่า กระโดดลงจากเก้าอี้ ชูหางขึ้น แล้วเดินทอดน่องผ่านหน้าเจ้าของร้านไปอย่างสบายใจ และในเวลาเดียวกันนั้น ที่พิพิธภัณฑ์ในเมืองเฉวียน ผีจมน้ำก็เบิกตากว้าง น้ำตาพุ่งปรี๊ด ตบมือฉาดใหญ่ แล้วตะโกนลั่นด้วยความโกรธแค้น
"ไอ้ลูกหมานี่ กล้ามาท้าทายพวกเราเรอะ?! แถมยังบอกว่าไว้เจอกันคราวหน้าอีก?!"
"ถ้าไม่ใช่เพราะลูกพี่อยู่บ้าน แล้วเราเล่นคอมพิวเตอร์ไม่ได้ล่ะก็ พ่อจะด่าให้เสียหมาไปเลย?!"
"มา กดรับแอดเลย!"
หุ่นกระดาษสองตัวร้องฮุยเลฮุยช่วยกันเข็นเมาส์ แล้วก็กระโดดขึ้นไปเหยียบปุ่มคลิกซ้ายอย่างแรง
คลิก
'คุณและนายแมวเป็นเพื่อนกันในเกมแล้ว'
'คุณและพี่ใหญ่ชมรมตกปลาเป็นเพื่อนกันในเกมแล้ว'
ตัวเล่ยไม่รู้เลยว่าหลังจากนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง และก็ไม่รู้ด้วยว่าหลังจากที่มันจากไป เจ้าของร้านอินเทอร์เน็ตที่เห็นรอยขีดข่วนของกรงเล็บแมวบนหน้าจอ จะสูบบุหรี่หมดไปสามมวนรวด จากนั้นก็ไปค้นหาตำนานสยองขวัญในเมือง แล้วถ่ายรูปเป็นหลักฐาน เพื่อขอเข้าร่วมกลุ่มแชทที่มีแต่เจ้าของร้านอินเทอร์เน็ตกว่าสามร้อยคน
มันแค่แอบย่องกลับเข้าไปในแคว้นชิงชิวอย่างเงียบๆ
จากนั้นก็ไปดักซุ่มอยู่บนต้นไม้ รออย่างใจเย็น จนกระทั่งเห็นนกที่มีรูปร่างคล้ายนกเขาบินมาเกาะพักเหนื่อย มันส่งเสียงร้องเหมือนเด็กวัยรุ่นกำลังหัวเราะคิกคัก อาศัยจังหวะที่นกตัวนั้นกำลังไซ้ขน ตัวเล่ยก็พุ่งตะปบเข้าใส่ แล้วร่วงลงมากระแทกพื้นดังตุ้บ
แมวดำสะบัดหัวให้ตั้งสติ แล้วลุกขึ้นยืน
นกตัวนั้นตกใจกลัวจนบินหนีเตลิดไปไกลแล้ว
แต่ตัวเล่ยก็สามารถกัดขนของมันมาได้เส้นหนึ่ง
มันตามกลิ่นไปจนเจอเว่ยหยวน คาบขนเส้นนั้นไปวางไว้บนมือของเขา แล้วมองดูชายหนุ่มที่กำลังงุนงง พลางอธิบายว่า: "นี่คือขนของนกชนิดหนึ่งในแคว้นชิงชิว มันชื่อว่า กว้านกว้าน คนธรรมดาถ้าพกขนของมันติดตัวไว้ ก็จะไม่หลงกลภาพลวงตาอีกต่อไป แกเอาพกติดตัวไว้นะ แล้วพอเข้าสู่ห้วงนิทรา แกก็จะไม่ลืมว่าตัวเองเป็นใคร"
"ป๋อฉีเป็นมหาปีศาจแห่งความฝัน ถ้าอยากจะหามันให้เจอ ก็ต้องเข้าไปหาในความฝันเท่านั้น"
"ที่จางรั่วซู่ส่งฉันมาที่นี่ ก็ไม่ได้ให้มาเฝ้าแกเฉยๆ หรอกนะ"