- หน้าแรก
- ภัณฑารักษ์สยบวิญญาณ ตำนานพยัคฆ์สยบมาร
- ตอนที่ 82 ความกล้าหาญของเซี่ยงอวี่ ไร้ผู้ใดเทียบเทียมได้ในประวัติศาสตร์
ตอนที่ 82 ความกล้าหาญของเซี่ยงอวี่ ไร้ผู้ใดเทียบเทียมได้ในประวัติศาสตร์
ตอนที่ 82 ความกล้าหาญของเซี่ยงอวี่ ไร้ผู้ใดเทียบเทียมได้ในประวัติศาสตร์
ตอนที่ 82 ความกล้าหาญของเซี่ยงอวี่ ไร้ผู้ใดเทียบเทียมได้ในประวัติศาสตร์
ต้องเผชิญหน้ากับกองทัพนับพันนับหมื่นที่ล้อมรอบ ด้วยทหารม้าเพียงยี่สิบแปดนาย แต่กลับยังกล้าลั่นวาจาเช่นนี้
แม้จะถูกกองทัพนับหมื่นจ้องมอง แต่ทหารคนสนิทที่อยู่เบื้องหลังกลับไม่คิดว่านั่นเป็นเพียงคำพูดโอ้อวด
ตลอดห้าพันปีของประวัติศาสตร์ชนชาติฮว๋าเซีย มีวีรบุรุษและผู้กล้านับไม่ถ้วน แต่กลับมีเพียงผู้เดียวที่กล้าทำเช่นนี้
เว่ยหยวนกำกระบี่แน่น รู้สึกเสียวซ่านไปถึงกระดูกก้นกบ กระแสไฟฟ้าอ่อนๆ แล่นพล่านไปตามกระดูกสันหลัง ทำให้ร่างกายของเขาแอบสั่นสะท้านเบาๆ มันคือความตื่นเต้นและประหลาดใจหลังจากที่หายตกตะลึง แล้วเขาก็เข้าใจในที่สุด ว่าการสืบทอดรอยประทับที่สำคัญที่สุดในคลังสมบัติแห่งต้าฮั่นนี้ มันคืออะไรกันแน่
มันคือ 'ศึกไกเซี่ย' คือโอกาสที่จะได้ประลองฝีมือกับ 'ฉ้อปาอ๋อง นั่นเอง
เว่ยหยวนกำกระบี่ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ทว่าทหารผ่านศึกที่อยู่ตรงหน้ากลับถอยหลังตามสัญชาตญาณ ไหล่ของทั้งสองชนกัน
ทหารผ่านศึกหันขวับมามอง ใบหน้าของเขาคือแบบฉบับของชายฉกรรจ์ชาวกวนซี อยประทับหนึ่งในหลายๆ รอยที่รวมกันเป็นภาพลวงตานี้เปล่งแสงออกมาจากดวงตาของเขา สมรภูมิในภาพลวงตาเริ่มหยุดนิ่งลงทีละนิด และความทรงจำเมื่อสองพันปีก่อนก็ถูกถ่ายทอดออกมา
………………
ข้า ไม่มีนามสกุล มีเพียงชื่อตัว
เป็นชาวฉิน
แต่กฎหมายของฉินนั้นเข้มงวดและโหดร้ายมาก วันหนึ่งข้าแอบดื่มเหล้า แล้วก็เผลอทำเรื่องโง่ๆ ลงไปตอนเมา เลยถูกจับไปเป็นนักโทษใช้แรงงาน แต่ก็ยังดีที่ไม่ได้ถูกลดขั้นไปเป็นทาส อย่างน้อยก็ยังมีความหวังว่าจะได้กลับบ้านหลังรับโทษเสร็จ
แต่จู่ๆ จิ๋นซีฮ่องเต้ก็สวรรคต
จากนั้นก็มีข่าวส่งมาว่า แม่ทัพเหมิงเถียนและองค์ชายฝูซูได้รับราชโองการให้ปลิดชีพตัวเอง
องค์ชายรองหูไห่ขึ้นครองราชย์แทน
จริงๆ แล้วเรื่องพวกนี้มันก็ไม่ได้เกี่ยวกับข้าเลยนะ เรื่องของพวกชนชั้นสูงน่ะ มันจะมาเกี่ยวอะไรกับชาวบ้านธรรมดาๆ อย่างข้า ที่วันๆ หวังแค่จะรับโทษให้เสร็จแล้วกลับบ้านไปใช้ชีวิตสงบๆ แต่จู่ๆ ก็มีนักโทษกลุ่มหนึ่งลุกฮือขึ้นก่อกบฏ หัวหน้าชื่อเฉินเซิ่ง กับ อู๋กวง แล้วพวกมันก็ตั้งตนเป็นอ๋องซะงั้น
แต่ตอนที่ตั้งตนเป็นอ๋องน่ะ เหลือแค่เฉินเซิ่งคนเดียวแล้ว แม่ทัพของมันคนนึงชื่อโจวเหวิน บุกมาประชิดเมืองเสียนหยางแล้ว
มีแม่ทัพคนหนึ่งมารวบรวมพวกเราไว้ด้วยกัน
เขาบอกว่าจะไปปราบกบฏ ถ้าปราบสำเร็จ พวกเราไม่เพียงแต่จะได้รับการอภัยโทษ แต่ยังจะได้ความดีความชอบทางทหารด้วย
นั่นคือสิ่งที่ลูกผู้ชายชาวรัฐฉินทุกคนใฝ่ฝันอยากจะได้
พวกเราไม่มีทางเลือก ก็เลยตกลง
อ้อ ใช่ แม่ทัพคนนั้น ชื่อว่า จางหาน
พวกเรามีแค่นักโทษกับทาส แต่ศัตรูมีทหารนับแสน แต่ภายใต้การนำของแม่ทัพจางหาน พวกเราก็ชนะ พวกเรากอบกู้วิกฤตของรัฐฉินได้ ข้าไม่ได้เป็นนักโทษอีกต่อไปแล้ว แต่กลายเป็นทหารที่มีความดีความชอบ หลังจากรบชนะ ก็สามารถนั่งกินเหล้าได้อย่างผ่าเผย เพราะมันคือรางวัลพระราชทาน
หลังจากนั้นพวกเราก็ตระเวนรบไปทั่วแผ่นดินเสินโจว พวกที่ตั้งตนเป็นอ๋อง เป็นแม่ทัพ พวกเศษเดนของหกแคว้น ล้วนถูกกองทัพของแม่ทัพจางหานบดขยี้จนพินาศย่อยยับ และในที่สุด ที่เมืองติ้งเถา พวกเราก็ได้เผชิญหน้ากับแม่ทัพที่มีชื่อเสียงและบารมีมากที่สุดในกลุ่มกบฏในตอนนั้น——
เซี่ยงเหลียง แห่งแคว้นฉู่
ในศึกครั้งนั้น พวกเราตัดหัวแม่ทัพกบฏคนนี้ได้สำเร็จ
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่เริ่มมีคนขนานนามว่าแม่ทัพจางหานคือแม่ทัพที่เก่งกาจที่สุดในยุคปัจจุบันของรัฐฉิน
แต่ก็ยังมีคนไม่ยอมรับ พวกเขาคิดว่าสาเหตุหลักที่ทำให้รัฐฉินมีศัตรูผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด จนประเทศชาติต้องแตกแยก เป็นเพราะกองกำลังทหารชั้นยอดของรัฐฉินส่วนใหญ่ถูกส่งไปประจำการอยู่ที่ชายแดน เพื่อป้องกันการรุกรานของพวกซยงหนู ทำให้ไม่มีกำลังพลกลับมาช่วยปราบปรามกบฏต่างหาก และแม่ทัพที่เก่งที่สุดของฉินตัวจริง ก็คือ หวังหลี่ หลานชายของแม่ทัพหวังเจี่ยน ต่างหาก
ส่วนกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุด ก็คือกองทัพกำแพงเมืองจีนที่เพิ่งจะรบชนะพวกซยงหนูอย่างราบคาบเมื่อหลายปีก่อน จนพวกมันไม่กล้าลงมาเลี้ยงม้าทางตอนใต้ของกำแพงเมืองจีนอีกเลย
พวกเราย่อมไม่ยอมรับอยู่แล้ว แต่ไม่นาน โอกาสที่จะได้ประลองฝีมือกันก็มาถึง
แม่ทัพหวังหลี่นำกองทัพกำแพงเมืองจีนมาร่วมปราบกบฏ และร่วมมือกับพวกเรา เพื่อกวาดล้างพวกเจ้าแคว้นที่เหลืออยู่
ข้าเคยประลองฝีมือกับทหารผ่านศึกคนหนึ่งในกองทัพของเขา
เขาก็เป็นพวกที่ผ่านการสู้รบอาบเลือดมาอย่างโชกโชนเหมือนกัน ฝีมือยิงธนูของเขาไม่เป็นรองพวกซยงหนูเลย ทักษะการใช้ดาบก็เหี้ยมโหดมาก พวกเราสู้กันจนเสมอกัน ต่างฝ่ายต่างก็ยอมรับในฝีมือของกันและกัน และสัญญากันไว้ว่า หลังจบศึกครั้งนี้ เราจะไม่ประลองอาวุธกันอีก แต่จะมาดวลเหล้ากันแทน ต้องหาผู้ชนะให้ได้
พวกเจ้าแคว้นที่เรียกตัวเองว่าอ๋องทั้งหลาย ไม่กล้าแม้แต่จะเผชิญหน้ากับพวกเราเลยด้วยซ้ำ
และในวันนั้นเอง ก็มีกองทัพกองหนึ่งปรากฏตัวขึ้นมาต่อกรกับพวกเรา
ข้ายืนพิงกำแพงบนที่สูง มองไปไกลๆ เห็นชายสวมชุดเกราะนำทัพข้ามแม่น้ำมา แต่กลับสั่งให้เจาะเรือทิ้ง ทุบหม้อไหทิ้งให้หมด ทำตัวเหมือนคนบ้าชัดๆ ข้ากับเพื่อนยังพนันกันเลยว่า พวกมันต้องแพ้พ่ายภายในไม่กี่วันแน่ๆ ฮ่าๆ พวกเราไม่คิดเลยว่าพวกเราจะแพ้ ในกองทัพของเรามีแม่ทัพจางหานที่เคยกวาดล้างพวกเศษเดนของหกแคว้นมาแล้ว แถมยังมีกองทัพกำแพงเมืองจีน ซึ่งเป็นกองกำลังชั้นยอดชุดสุดท้ายของรัฐฉินอีกด้วย
แถมพวกเรายังมีกำลังพลถึงสี่แสนนาย!
ฝ่ายศัตรูมีไม่ถึงห้าหมื่นนายด้วยซ้ำ
ศึกครั้งนี้ชนะแน่
หลังจากนั้นข้ายังได้ยินเรื่องน่าขันอีกเรื่องหนึ่งด้วยนะ
ชายที่นำทัพมา ชื่อว่า เซี่ยงจี๋ ลุงของเขา เซี่ยงเหลียง ก็ตายด้วยน้ำมือของพวกเรานี่แหละ ส่วนปู่ของเขา เซี่ยงเยี่ยน ซึ่งเป็นแม่ทัพชื่อดังของแคว้นฉู่ ก็ตายด้วยน้ำมือของหวังเจี่ยน ปู่ของแม่ทัพหวังหลี่ และตอนนี้ เขาก็กำลังจะตายตามไปอีกคน
ข้ามองไปที่ป้ายบอกเขตแดน
ที่นี่คือ จวี้ลู่
ภาพความทรงจำตรงหน้าเว่ยหยวนหมุนวน เปลี่ยนไปเป็นสมรภูมิรบที่พังพินาศ
ความทรงจำของทหารผ่านศึกผุดขึ้นมาอีกครั้ง
พวกเราแพ้แล้ว...
ข้าเห็นเพื่อนรักถูกฟันตาย ข้าไม่มีความกล้าพอที่จะก้าวไปข้างหน้า จึงวิ่งหนีเอาชีวิตรอดมาได้ ระหว่างที่วิ่งหนีอย่างเอาเป็นเอาตายนั้น ข้าก็ยังไม่อยากจะเชื่อเลยว่า กองทัพนักโทษที่เคยกวาดล้างกบฏมาทั่วหล้า กองทัพกำแพงเมืองจีนที่เคยปราบพวกซยงหนูจนราบคาบ เมื่อมารวมตัวกันเป็นกองทัพชั้นยอดสี่แสนนายที่ไร้เทียมทานในแผ่นดิน กลับต้องมาพ่ายแพ้ให้กับกองทัพที่มีกำลังพลเพียงห้าหมื่นนาย
ในการรบแบบเผชิญหน้า รบเก้าครั้ง แพ้เก้าครั้ง!
ท่ามกลางควันไฟ ข้าเห็นเหล่าเจ้าแคว้นที่เคยยิ่งใหญ่ ต้องคุกเข่าอยู่ที่หน้าประตูค่าย ชายหนุ่มขี่ม้าสีดำตัวสูงใหญ่เดินผ่านพวกเขาไปอย่างสง่าผ่าเผย ในวันนั้น ข้าได้รู้ชื่อของเขา เซี่ยงจี๋ ชื่อรอง อวี่ ชายผู้สั่นสะเทือนไปทั่วหล้าด้วยการรบเพียงครั้งเดียว เอาชนะสองแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุค และเอาชนะกองทัพที่มีกำลังพลมากกว่าฝ่ายตนเองถึงเกือบสิบเท่า สถาปนาตนเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในแผ่นดิน
เขายังหนุ่มมาก
ปีนั้น เขาเพิ่งจะอายุแค่ยี่สิบห้าปีเท่านั้น
ข้าไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ แต่พอนึกถึงภาพการทะลวงค่ายในตอนนั้น ข้าก็ไม่มีความกล้าพอที่จะจับดาบอีกเลย น่าเสียดายที่ในกลียุคแบบนี้ ไม่มีความสงบสุขหลงเหลืออยู่เลย เซี่ยงอวี่เป็นแม่ทัพที่กล้าหาญ แต่ไม่ใช่ผู้ปกครองที่ดี แผ่นดินก็ยังคงวุ่นวายอยู่เหมือนเดิม ในที่สุดข้าก็ต้องชักดาบออกมาอีกครั้ง และมายืนอยู่ที่นี่
แต่ว่านะ...
ทหารผ่านศึกเงยหน้าขึ้นมองเงาร่างบนยอดเขา ใบหน้าเต็มไปด้วยความสับสน
เซี่ยงอวี่ผู้เป็นใหญ่ ก็มีวันนี้กับเขาด้วยหรือ?
พวกเรา จะสามารถล้อมจับเขาได้จริงๆ หรือ?
……………………
เว่ยหยวนลืมตาขึ้น คิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็เอื้อมมือไปแตะไหล่ของชายที่สวมชุดเกราะรบสีแดง ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นซือลี่เสี้ยวเว่ยของกองทัพฮั่น ความทรงจำก็หลั่งไหลเข้ามาเช่นกัน นี่คือแม่ทัพม้าที่ติดตามหลิวปัง(ฮั่นเกาจู๊)มาอย่างยาวนาน เขาสวมชุดเกราะขุนพล ในฝ่ามือมีเหงื่อเย็นซึมออกมา
ภาพความทรงจำขาดๆ หายๆ แต่ก็ยังคงหลอมรวมกับความทรงจำของทหารฮั่นคนอื่นๆ แล้วฉายภาพเบื้องหน้าเว่ยหยวน
เซี่ยงอวี่ ผู้เป็นใหญ่...
ในที่สุดก็มาถึงจุดนี้จนได้
แม่ทัพม้า หยางซี กำทวนในมือแน่น ความทรงจำต่างๆ ผุดขึ้นมาในหัว
เขานึกถึงศึกที่เผิงเฉิง
กองกำลังพันธมิตรของบรรดาเจ้าแคว้นจำนวนห้าแสนหกหมื่นนาย ฉวยโอกาสตอนที่เซี่ยงอวี่ไปตีแคว้นฉี เข้าโจมตีแคว้นฉู่ โดยมีเซียวเหอ เตียวเหลียง เฉินผิง เชาเซิน โจวป๋อ ฝานคว่าย กว้านอิง เหล่าขุนนางและแม่ทัพยอดฝีมือของราชวงศ์ฮั่น รวมถึงบรรดาผู้ว่าต่างๆ เข้าร่วมรบ เรียกได้ว่าเป็นการทุ่มเทกำลังทั้งหมดที่มีในแผ่นดินเข้าห้ำหั่น และเซี่ยงอวี่ก็ถูกตีกระหนาบทั้งหน้าและหลัง
ศึกนี้ต้องชนะแน่นอน
แม้แต่เตียวเหลียงเองก็คงคิดไม่ถึงว่าเหตุการณ์ต่อไปจะเป็นเช่นไร
เซี่ยงอวี่กลับมาแล้ว
พร้อมกับทหารเพียงสามหมื่นนายเท่านั้น
ในกองกำลังพันธมิตรของฮั่น ฝานคว่ายและกว้านอิงอาจจะไม่เก่งเรื่องการวางกลยุทธ์ แต่เรื่องการนำทัพบุกตะลุย พวกเขาคือแม่ทัพที่เก่งกาจที่สุดในแผ่นดิน และรับหน้าที่เป็นแม่ทัพกองหนุน
ฝานคว่ายเป็นแม่ทัพองครักษ์ของฮั่นอ๋อง ส่วนกว้านอิงเคยนำทัพตีแตกกองทัพศัตรูถึงสิบหกกองทัพ ตีเมืองได้สี่สิบหกเมือง เคยปราบปรามรัฐหนึ่งรัฐ ยึดครองสองมณฑล ห้าสิบสองอำเภอ จับกุมแม่ทัพได้สองคน เสนาบดีและอัครมหาเสนาบดีอย่างละคน รวมถึงขุนนางระดับสองพันสืออีกสิบคน
เขาคือแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ที่หยางสี่ไม่อาจเทียบเคียงได้เลย
แต่กลับถูกเซี่ยงอวี่ตีแตกพ่ายอย่างรวดเร็ว แถมยังไม่มีการส่งข่าวมาบอกล่วงหน้าเลย รุ่งสาง หยางสี่เห็นเซี่ยงอวี่เริ่มโจมตี ด้วยกำลังพลเพียงสามหมื่นนาย ทหารเหล่านั้นวิ่งตามหลังเซี่ยงอวี่ พุ่งเข้าโจมตีกองทัพพันธมิตรห้าแสนหกหมื่นนายราวกับคนไม่กลัวตาย
เริ่มโจมตีตอนรุ่งสาง
พอถึงตอนเที่ยง ทุกอย่างก็จบลง
ทหารฮั่นตายไปหนึ่งแสนนาย
บรรดาเจ้าแคว้นแตกพ่ายกระจัดกระจาย
กองทัพฉู่ชนะขาดลอย
จากนั้นกองทัพฉู่ก็ไล่ตามตี กองทัพที่มีกำลังพลไม่ถึงสามหมื่นนาย ไล่ล่ากองทัพที่เหลืออีกกว่าแสนนาย จากเผิงเฉิงไปจนถึงหลิงปี้ กองทัพฮั่นถูกทำลายย่อยยับ ฮั่นอ๋องถูกไล่ล่าจนต้องหนีไปทางจงหยวน หยางสี่มองดูผู้ชายที่ยืนตระหง่านอยู่ไกลๆ ด้วยสายตาเหม่อลอย เขาพยายามรวบรวมสติ ในฐานะแม่ทัพ เขาย่อมรู้ดีว่าการใช้ทหารชั้นยอดนับหมื่นนายล้อมจับคนเพียงยี่สิบกว่าคน ย่อมต้องชนะอย่างแน่นอน
ฝั่งตรงข้ามไม่มีทางฝ่าวงล้อมออกไปได้หรอก
แต่เขาก็ยังคงรู้สึกใจสั่นอยู่ดี...
ครั้งนี้ มีกองกำลังที่ใหญ่กว่าครั้งก่อนมาก เซียวเหอและเชาเซินรับหน้าที่ดูแลเสบียง เตียวเหลียงและเฉินผิงรับหน้าที่วางแผนกลยุทธ์ ส่วนแม่ทัพก็มีสี่แม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่แห่งแผ่นดิน ขาดเพียงเซี่ยงอวี่เท่านั้น หานซิ่น อิงปู้ และเผิงเยว่ก็มากันครบแล้ว ถึงขั้นยอมเสียสัตย์ ฉีกสัญญาพันธมิตรลอบโจมตีทีเผลอ ต้องระดมกำลังพลถึงสามแสนนาย เพื่อมารับมือกับกองทัพฉู่ที่อ่อนล้าเพียงหนึ่งแสนนายของเซี่ยงอวี่
ฟ้าลิขิต ภูมิประเทศ ความสามัคคี ล้วนเข้าข้างพวกเรา
รวมยอดฝีมือจากทั้งเก้าแคว้น เพื่อมาสังหารคนเพียงคนเดียว
และนี่ก็เป็นครั้งที่สองแล้ว
ช่างเป็นเรื่องที่เหลือเชื่ออะไรเช่นนี้...
เพียงแต่ครั้งนี้ มีผู้ชายคนหนึ่งชื่อ หานซิ่น เพิ่มเข้ามาด้วย
เขาเคยถามหานซิ่นว่าจะใช้กลยุทธ์อะไรเพื่อเอาชนะเซี่ยงอวี่ หานซิ่นไม่ได้ตอบตรงๆ ผู้ชายหน้าตาธรรมดาคนนั้น ดวงตาเป็นประกายราวกับมีไฟลุกโชน เขายิ้มแล้วบอกว่า "ข้าเคยเป็นคนถือดาบให้เซี่ยงอวี่ นิสัยของเขาไม่มีทางเห็นหัวข้าหรอก ข้ายอมทนลอดหว่างขาคนได้ แต่เซี่ยงอวี่กลับใช้กำลังฆ่าคน"
"แต่ในยุคปัจจุบันนี้ เรื่องการจัดทัพและบัญชาการรบ ผู้ที่ไร้พ่าย มีเพียงข้ากับเซี่ยงอวี่เท่านั้น"
หานซิ่นหยุดพูดไปครู่หนึ่ง หยางสี่แอบมองไปที่ค่ายทหารกองกลางด้วยความกังวลใจ ที่นั่นคือค่ายของฮั่นอ๋อง
แม่ทัพใหญ่ไม่ค่อยรู้จักระวังคำพูดต่อหน้าฮั่นอ๋องเอาเสียเลย
แต่เห็นได้ชัดว่าหานซิ่นไม่ได้สนใจ เขานิ่งเงียบไปพักใหญ่ แล้วพูดขึ้นมาว่า:
"ข้ารู้ดีว่าข้าคือยอดคนแห่งยุค แต่ข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่า ระหว่างข้ากับเซี่ยงอวี่ ใครกันแน่ที่เป็นยอดคนอันดับหนึ่งของยุคนี้"
ดังนั้น หานซิ่นจึงแบ่งทัพออกเป็นห้าสาย โดยให้ตัวเองเป็นทัพหน้า และใช้กำลังพลที่ใกล้เคียงกันเข้าต่อกรกับเซี่ยงอวี่
และผลก็คือ แม่ทัพผู้ไร้พ่ายแห่งยุคคนนี้ กลับพ่ายแพ้เสียแล้ว
แต่ตอนที่เซี่ยงอวี่บุกโจมตี ก็ถูกกองทัพปีกซ้ายและขวาของฮั่นซิ่นโอบล้อม นี่อาจจะเป็นกลยุทธ์ของหานซิ่นก็ได้ เพราะยังไงซะ เขาก็โดดเด่นเรื่องการวางแผนกลยุทธ์ไปทั่วทั้งเก้าแคว้นอยู่แล้ว แต่หยางสี่พอนึกถึงชายหนุ่มที่ดวงตาเป็นประกายคนนั้น จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่า ตอนที่เผชิญหน้ากับเซี่ยงอวี่ หานซิ่นคงจะทุ่มสุดกำลังไปแล้วจริงๆ
แต่เขาก็ยังคงเตรียมแผนสำรองเอาไว้
และในศึกครั้งนี้ หานซิ่น เทพแห่งสงคราม ก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับเซี่ยงอวี่
แต่เซี่ยงอวี่ อ๋องแห่งแคว้นฉู่ กลับต้องพ่ายแพ้ให้กับแม่ทัพแห่งแคว้นฮั่น
พวกเขาทั้งคู่ต่างก็แพ้เพียงแค่ครั้งเดียว และก็แพ้ในศึกเดียวกัน แพ้ด้วยน้ำมือของกันและกัน สองยอดอัจฉริยะทางการทหารที่พันปีจะมีสักคน ได้เผชิญหน้ากันในศึกแห่งโชคชะตาด้วยวิธีที่ทำให้เขารู้สึกทั้งอิจฉาและริษยา ในฐานะแม่ทัพ เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกทอดถอนใจ
จากนั้นก็คือความจริงที่แสนจะเย็นชาและโหดร้าย—
ไม่มีความเห็นอกเห็นใจ หรือการปล่อยให้อีกฝ่ายรอดไปได้เลย
หานซิ่นใช้กลยุทธ์โจมตีทางจิตวิทยา
ท้ายที่สุด ก็ใช้ทหารชั้นยอดนับหมื่นนาย ไล่ล่าคนเพียงยี่สิบกว่าคน
และจำนวนทหารที่ไล่ล่าก็ยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเยอะยิ่งดี
หยางสี่ถอนหายใจ กำทวนในมือแน่น เว่ยหยวนก็ถือกระบี่ มองตามสายตาของหยางสี่ และทหารฮั่นที่เรียงรายอยู่ ไปยังเงาร่างนั้น ทุกคนต่างก็มีความหวาดกลัวและหวาดระแวงซ่อนอยู่ในแววตาเหมือนๆ กัน—
ใช่แล้ว เขาถูกมองว่าเป็นคนโหดร้าย สายตาสั้น และให้ความสำคัญกับชื่อเสียงมากเกินไป ไม่ใช่คนที่จะสามารถขึ้นเป็นใหญ่ในแผ่นดินได้ ตอนนี้ก็มาถึงทางตันแล้ว การใช้ทหารนับหมื่นนายไล่ล่าคนเพียงยี่สิบกว่าคน เขาต้องตายอย่างแน่นอน
แต่เมื่อเขายกทวนขึ้น ดวงตาสว่างไสวราวกับพายุที่โหมกระหน่ำ ควบม้าศึกพุ่งทะยานลงมา
พู่สีแดงที่ปลายทวนปลิวไสวทวนกระแสลม ราวกับเมฆดำที่พัดพามาอย่างต่อเนื่อง
เสียงม้าศึกที่ควบทะยาน ดังกึกก้องราวกับเสียงฟ้าร้อง
แม้แต่อานุภาพของทหารนับหมื่นนายก็ยังถูกข่มจนมิด
เขาก็ยังคงเป็นฉ้อปาอ๋องอยู่ดี
คนที่เคยทำให้ต้องระดมยอดฝีมือจากทั้งเก้าแคว้น มารวมพลังกันเพื่อสังหารเป็นครั้งที่สอง!
เว่ยหยวนชักกระบี่ออกมา ก้าวเท้าเข้าไปปะปนกับทหารฮั่น ถูกผลักดันให้พุ่งตรงไปยังทิศทางของเซี่ยงอวี่