เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 17 ชีวิตที่สงบสุข

ตอนที่ 17 ชีวิตที่สงบสุข

ตอนที่ 17 ชีวิตที่สงบสุข


ตอนที่ 17 ชีวิตที่สงบสุข

ผมชื่อฟางเฉิง เฉิงที่แปลว่าล้มเหลว

อายุสามสิบ ยังโสด

ปกติแล้วนอกจากทำงาน ก็ชอบไปปีนเขากับเพื่อนๆ เป็นนักปีนเขาครับ

ภูเขาแถวๆ นี้ที่พอจะปีนได้ พวกเราก็ปีนกันไปจนครบหมดแล้ว

ผมเริ่มรู้สึกเบื่อๆ นิดหน่อย

จู่ๆ ในกลุ่มก็มีคนส่งข้อความมา บอกว่าเจอภูเขาลูกหนึ่งที่ยังไม่เคยมีใครปีน

ผมมองดูคนที่ส่งข้อความมา ผมพอจะจำเขาได้

เขาไม่ได้คุยในกลุ่มมาตั้งนานแล้ว

แต่พอเห็นว่ามีเขาให้ปีน ผมก็รู้สึกสนใจมาก

ผมเลยติดต่อเขาไป

พวกเราออกเดินทางกันทั้งหมดเจ็ดคน นั่นเป็นภูเขาที่หาดูได้ยากจริงๆ ทิวทัศน์สวยงามมาก

ยากจะจินตนาการได้ว่า แถวนี้ยังมีภูเขาที่รักษาความสมบูรณ์แบบดั้งเดิมไว้ได้ขนาดนี้

แต่น่าเสียดายที่พวกเราเจอฝนตกหนักเข้า

จังหวะที่รีบหาที่หลบฝน ก็เห็นบ้านไม้หลังหนึ่งบนเขา เป็นบ้านของคนเฝ้าป่า แต่คนเฝ้าป่าไม่อยู่

แต่ลูกสาวของเขาอยู่

พวกเรานั่งกินข้าวกันบนเขา เพื่อนทั้งเจ็ดคนนอนพักผ่อนเบียดเสียดกัน แต่ผมนอนไม่ค่อยหลับ

ผมเลยเดินออกมาข้างนอก กะว่าจะเดินเล่นสูดอากาศดูวิวสักหน่อย

ที่นี่ควรจะอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองแท้ๆ

ผมมองไปไกลๆ แต่กลับมองไม่เห็นแสงไฟแม้แต่นิดเดียว

อาจจะเป็นเพราะหมอกกลางคืนวันนี้มันหนาไปหน่อยล่ะมั้ง

ผมคิดในใจ

บ้านไม้ของคนเฝ้าป่ายังเปิดไฟอยู่ ดึกขนาดนี้แล้วทำไมยังไม่นอนอีกนะ?

ผมอยากจะเข้าไปคุยกับแม่สาวคนนั้นสักหน่อย

หน้าต่างไม่ได้ปิด

เธอกำลังส่องกระจกแต่งหน้าอยู่

ผมขยี้บุหรี่ทิ้ง ไม่ได้เข้าไปรบกวนเธอ ทำเพียงแค่รอเงียบๆ

เธอใช้ดินสอเขียนคิ้วค่อยๆ วาดคิ้วอย่างประณีต ใช้เครื่องสำอางสมัยใหม่ ใช้ลิปสติกสีแดงสด

แต่งออกมาได้สวยจริงๆ เลยนะ

ในใจผมคิดขึ้นมาอย่างอดไม่ได้

จู่ๆ ผมก็ได้ยินเสียงดั่งฉีกขาดสวบสาบ ผมไม่ได้สนใจ มัวแต่เหม่อลอยคิดถึงเรื่องราวชีวิตของตัวเอง

ทำอะไรก็ไม่สำเร็จสักอย่าง อายุขนาดนี้แล้วยังทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้เลย ได้แต่เอาความสนใจไปลงกับงานอดิเรก เพื่อจะได้ไม่ต้องมานั่งนึกถึงความล้มเหลวของตัวเอง ผมเริ่มหมดอารมณ์อยากคุยด้วยแล้ว กะจะหันหลังเดินจากไป แต่เสียงฉีกขาดสวบสาบนั้นกลับดังขึ้นเรื่อยๆ

ผมเงยหน้าขึ้น เห็นผู้หญิงที่นั่งหันหลังให้ผมยื่นมือออกมา จับที่หน้าผากแล้วออกแรงฉีกไปทั้งสองข้าง

ผิวหน้าสะท้อนอยู่ในกระจกถูกลอกออกมาแบบนั้นเลย!

หนังมนุษย์ที่แต่งหน้าไว้อย่างประณีตสะอาดสะอ้าน ถูกวางกองไว้อย่างเป็นระเบียบข้างๆ

ภายใต้หนังมนุษย์นั่น มีแต่กระดูกทั้งนั้น

มันหันมามองผม

แล้วก็รำพึงออกมาอย่างอดใจไม่อยู่ว่า:

"เป็นหนังที่ดูดีจริงๆ เลยนะเนี่ย"

……………………

กึก—

เว่ยหยวนวางกล่องไม้ใบหนึ่งลงบนแท่นในพิพิธภัณฑ์ พ่นลมหายใจออกมา ยื่นมือไปปรับตำแหน่งเล็กน้อยจนเริ่มพอใจ ถึงได้ถอยหลังออกมาหนึ่งก้าว มองดูกล่องไม้ที่วางอยู่ท่ามกลางของสะสมต่างๆ ได้อย่างไม่ขัดตา

วิญญาณทหารกองทัพฉียืนอยู่ข้างๆ เว่ยหยวน

ส่วนอีกสี่ตนที่เหลือม้วนตัวกอดกันกลม อยู่ห่างจากตรงนี้ไปไกลลิบ แทบอยากจะวิ่งหนีออกไปข้างนอก

ในกล่องไม้นั้น บรรจุรองเท้าปักลายดิ้นทองคู่หนึ่งไว้

นั่นคือของดูต่างหน้าที่หว่านชีเหนียงทิ้งไว้

ความดุร้ายดั้งเดิมหายไปหมดแล้ว เหลือเพียงรองเท้าคู่หนึ่งที่มีพลังลี้ลับ

เว่ยหยวนเคาะกล่องเบาๆ เพื่อเตือนรองเท้าคู่นั้นว่าอย่าเที่ยวแอบออกไปเดินเล่น และห้ามเต้นรำเด็ดขาด

จะแอบเปิดคอมพิวเตอร์ฟังเพลงงิ้วด้วยยิ่งห้ามคิดเลย

จากนั้นเขาก็หยดเลือดหนึ่งหยดลงบนตัวล็อคของกล่อง ถือเป็นการสะกดเอาไว้

หลังจากที่ความอาฆาตบนร่างของหว่านชีเหนียงสลายไป เขาก็ได้รับอิทธิฤทธิ์ [เบิกวิญญาณ] เพราะเขาคือซือลี่เสี้ยวเว่ยพยัคฆ์หมอบในยุคนี้ เขาดูเหมือนจะแบกรับบางสิ่งบางอย่างไว้ เลือดของเขาสามารถผสมเข้ากับผลของอิทธิฤทธิ์ [ขับผี] ได้ และมีความสามารถในการข่มพวกสิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติได้ในระดับหนึ่ง

เขาเปิดประตูเหล็กด้านนอกสุดออก จากนั้นก็เปิดประตูม้วนที่หน้าต่างข้างๆ

กลับมาจากเจียงหนานได้หลายวันแล้ว ฝนฤดูใบไม้ร่วงตกทีหนึ่งความหนาวก็เพิ่มขึ้นทีหนึ่ง ส่วนฝนฤดูใบไม้ผลิยิ่งตกก็ยิ่งทำให้บรรยากาศอุ่นขึ้นเรื่อยๆ เว่ยหยวนบิดขี้เกียจ รู้สึกเฉื่อยชาเล็กน้อย เมื่อไม่มีภูตผีปีศาจมาคอยรบกวนและคุกคาม ในที่สุดเขาก็สามารถสบายใจได้บ้างเสียที

เขาเปิดโทรศัพท์มือถือ ในนั้นมีไฟล์บันทึกเสียงไฟล์หนึ่ง

ต้องขอบคุณเทคโนโลยีสมัยใหม่ เขาได้บันทึกเสียงเพลงงิ้วเพลงสุดท้ายที่หว่านชีเหนียงร้องไว้ได้

เว่ยหยวนสมัครบัญชีใหม่ แล้วส่งไฟล์เสียงนี้ไปยังเว็บไซต์ใหญ่ๆ หลายแห่งในเสินโจว

ผ่านไปครู่หนึ่งก็มีคนมาแสดงความคิดเห็น หรืออาจจะเป็นเพราะฝ่ายตรวจสอบจงใจดันไฟล์เสียงที่ยาวไม่มากนี้ให้อยู่ในตำแหน่งที่เด่นชัด ยอดผู้เข้าฟังและยอดคอมเมนต์จึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

คอมเมนต์ทั้งหมดเต็มไปด้วยความทึ่งและชื่นชม มีบ้างบางส่วนที่พูดจาอิจฉาตาร้อนแต่ก็หายวับไปอย่างรวดเร็ว

"ขอจองพื้นที่แถวหน้า ถามคุณหล่อๆ ทั้งหลายหน่อยครับ ว่าใครเป็นคนร้อง?"

"เช็ดเป็ด ยอมก้มหัวให้เลย น้ำเสียงและท่วงทำนองนี่คือของจริงสุดๆ!"

"แม่ถามว่าทำไมผมถึงคุกเข่าฟังเพลง"

"เสียดายที่ตัวผมไร้การศึกษา คำว่าเช็ดเป็ดคำเดียวครองโลก"

"เทพธิดาลงมาจุติ ลำบากท่านแล้วครับ!"

มุมปากของเว่ยหยวนยกขึ้นเล็กน้อย

เห็นไหมล่ะ

ยังมีคนอีกมากมายที่ชอบมันนะ

หลังไมค์ของบัญชีนั้นมีข้อความส่งมาไม่หยุด มีทั้งคำชม และมีบริษัทเพลงส่งมาด้วย เว่ยหยวนไม่ได้สนใจเลยสักอย่าง เขาปิดแอปไปทันที แล้วลากเก้าอี้มาตัวหนึ่ง วางไว้ที่หน้าร้าน แล้วนั่งเอนกายบนเก้าอี้ไม้

ในหูฟังคือเพลงที่มีความชัดเจนระดับต้นฉบับ

เพลงสุดท้ายของนางเอกงิ้วคนสุดท้ายแห่งเจียงหนานเต้าในโลกใบนี้

มีคุณป้าแถวนั้นออกมาเดินเล่นซื้อผัก ส่วนคุณลุงทั้งหลายก็รีบออกไปเล่นหมากรุกแต่เช้า จู่ๆ ก็เห็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะพื้นบ้านแห่งนี้กลับมาเปิดอีกครั้ง ต่างคนต่างก็มีสายตาแปลกๆ เหล่าคุณตาที่ยังดูแข็งแรงแกว่งแขนเดินออกกำลังกาย ต่างก็ยอมเดินอ้อมไปไกลหน่อย ดีกว่าจะยอมเดินผ่านหน้าประตูร้านนี้

มีคุณป้าคนหนึ่งเดินวนอยู่หลายรอบ สุดท้ายก็อดใจไม่ไหวต้องเดินเข้ามาหา แล้วพูดว่า:

"พ่อหนุ่ม พักอยู่ที่นี่งั้นเหรอ..."

เว่ยหยวนถอดหูฟังออกแล้วพยักหน้า ยิ้มถามว่า: "ครับคุณป้า มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ?"

คุณป้ามองไปที่พิพิธภัณฑ์ที่กลับมาเปิดใหม่อีกครั้ง อึกอักอยู่นานถึงพูดออกมาว่า:

"บ้านหลังนี้น่ะนะ มันไม่ค่อยสะอาดเท่าไหร่หรอก"

"ฟังคำเตือนของป้าเถอะ อย่าอยู่ที่นี่ต่อเลยนะ"

เว่ยหยวนกล่าวขอบคุณแล้วยิ้มพูดว่า: "ขอบคุณมากครับคุณป้า แต่สังคมสมัยใหม่ของเราเน้นหลักวิทยาศาสตร์นะครับ จะไปมีผีสางเทวดาที่ไหนกัน? อีกอย่างผมยังหนุ่มยังแน่น พลังหยางแข็งแกร่ง ไม่กลัวของพวกนั้นหรอกครับ"

หลังจากส่งคุณลุงคุณป้าไปแล้ว เว่ยหยวนก็หรี่ตานอนพิงเก้าอี้ผ้าใบ อาบแดดอย่างเกียจคร้าน

บันทึกคดีที่ป้ายเอวพยัคฆ์หมอบเปิดขึ้นมานั้นเขายังไม่ได้เปิดดูเลย

จากชื่อเรื่อง เว่ยหยวนพอจะเดาได้ลางๆ ว่าบันทึกคดีเล่มนี้คงจะไม่ธรรมดาแน่นอน

อย่างน้อยตอนนี้เขาก็ยังไม่มีอารมณ์จะดู

มีเพียงเมื่อสูญเสียไปถึงจะรู้ซึ้งถึงคุณค่า หลังจากผ่านเรื่องที่เจียงหนานเต้ามา ตอนนี้เขารู้สึกว่าชีวิตที่สงบสุขนี่แหละคือสิ่งที่ดีที่สุด หากไม่จำเป็น ในใจเขาก็ไม่ได้คิดจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องภูตผีปีศาจด้วยตัวเอง ตอนนี้เขานั่งอาบแดด หลับตาฟังเพลงงิ้ว มือเคาะพนักพิงเบาๆ พลางฮัมเพลงตามไปด้วย

ยังไม่ทันจบเพลง

ไกลๆ ก็มีเสียงเครื่องยนต์คำรามดังขึ้น ราวกับเสียงคำรามของสัตว์ร้าย

รถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์คันหนึ่งมาจอดหยุดอยู่หน้าพิพิธภัณฑ์ต่อหน้าต่อตาผู้คน หญิงสาวในชุดหนังเดินลงมาจากรถ เธอถอดหมวกกันน็อกออก เผยให้เห็นผมสั้นที่ดูโฉบเฉี่ยวและทะมัดทะแมง ส่วนเว้าส่วนโค้งงดงาม เธอวางหมวกกันน็อกไว้บนรถอย่างไม่ใส่ใจนัก

เว่ยหยวนได้ยินเสียงจึงลืมตาขึ้น มองดูผู้หญิงที่ควรจะเป็นนักพรตเต๋าคนนี้ แล้วทักว่า

"ผู้กองโจว?"

โจวอี๋พยักหน้ายิ้ม แล้วพูดว่า: "ภัณฑารักษ์เว่ย"

เว่ยหยวนตั้งใจจะอ้าปากอธิบายว่าเขาไม่ใช่ภัณฑารักษ์ของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ แต่เมื่อเห็นท่าทางของโจวอี๋แล้ว เขาก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้อีก จึงยิ้มแล้วข้ามประเด็นนั้นไป เขาถอดหูฟังออก ลุกขึ้นเชิญแขกเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ แล้วพูดว่า

"ไม่นึกเลยว่าผู้กองโจวจะมาหาผมที่พิพิธภัณฑ์นี้ด้วยตัวเอง"

โจวอี๋บอกว่า: "มาขอบคุณนะคะ แล้วก็เอาของมาให้ด้วย"

เธอหยิบกล่องไม้ที่มีความยาวถึงสามเชียะออกมาจากด้านข้างมอเตอร์ไซค์ แล้วยื่นให้เว่ยหยวน

"กระบี่ของคุณฉันดูแล้วล่ะค่ะ มันใช้การไม่ได้แล้ว"

"นี่คือของตอบแทนค่ะ"

เว่ยหยวนเปิดกล่องกระบี่ออก ข้างในยังคงเป็นกระบี่ฮั่นแปดเหลี่ยมเล่มหนึ่ง มาพร้อมกับฝักกระบี่ พอยกขึ้นมาก็รู้สึกถึงน้ำหนักที่หนักแน่นและประณีต แม้จะไม่ได้อยู่ในสภาวะที่บัญชาการวิญญาณทหารเขาก็ยังแยกแยะคุณภาพของกระบี่ได้ อดไม่ได้ที่จะพูดว่า

"กระบี่ดีจริงๆ"

โจวอี๋บอกว่า: "คุณชอบก็ดีแล้วค่ะ"

"เล่มนี้เป็นผลงานของสายมังกรพยัคฆ์ที่ตีขึ้นเมื่อปีที่แล้ว ทั้งฝีมือและจุดศูนย์ถ่วงสามารถเทียบเคียงได้กับกระบี่ของแม่ทัพในสมัยโบราณเลยล่ะค่ะ ในท้องตลาดหาดูได้ยากมาก ในหน่วยปฏิบัติการพิเศษมีอยู่เล่มหนึ่งพอดี ฉันเลยทำเรื่องแลกออกมา ถือเป็นการตอบแทนที่คุณช่วยชีวิตพวกเราไว้ค่ะ"

เว่ยหยวนใช้นิ้วดีดคมกระบี่เบาๆ ฟังเสียงกระบี่กังวานใส ลูบมือไปตามตัวกระบี่ จากนั้นก็เก็บกระบี่เข้ากล่อง วางไว้ข้างตัว แล้วหันไปมองโจวอี๋: "ผู้กองโจวมาที่นี่ คงไม่ได้มีแค่เรื่องนี้เรื่องเดียวใช่ไหมครับ?"

จบบทที่ ตอนที่ 17 ชีวิตที่สงบสุข

คัดลอกลิงก์แล้ว