- หน้าแรก
- ภัณฑารักษ์สยบวิญญาณ ตำนานพยัคฆ์สยบมาร
- ตอนที่ 9 อิทธิฤทธิ์
ตอนที่ 9 อิทธิฤทธิ์
ตอนที่ 9 อิทธิฤทธิ์
ตอนที่ 9 อิทธิฤทธิ์
ผีหลายตนที่กำลังหลับสนิทถูกเว่ยหยวนทุบประตูเรียกจนตื่น
ถึงแม้พวกมันจะกลายเป็นผีไปแล้ว แต่ก็ไม่ใช่ผีร้าย อิทธิพลจากตอนที่ยังมีชีวิตอยู่จึงยังคงหลงเหลืออยู่ อันที่จริง ผีส่วนใหญ่ไม่มีสติสัมปชัญญะ มักจะเคลื่อนไหวตามกฎเกณฑ์ที่เกิดจากความเคยชินตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ ส่วนพวกวิญญาณเร่ร่อนที่มีสติสัมปชัญญะแบบพวกมัน ก็ยังคงรักษากิจวัตรการนอนหลับพักผ่อนเอาไว้ โดยเฉพาะวันนี้ที่เพิ่งจะตกใจกลัวกันมาหมาดๆ ก็ยิ่งเป็นแบบนั้น
ตอนนี้พวกมันล้วนนั่งอยู่ตรงหน้าเว่ยหยวนด้วยท่าทางงัวเงียตาปรือ
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ทั้งที่เพิ่งจะไม่เจอกันแค่แป๊บเดียว แต่พวกมันกลับรู้สึกว่าคนตรงหน้าที่ดูดูลึกลับคาดเดาไม่ได้ผู้นี้ มีกลิ่นอายที่ทำให้พวกมันรู้สึกหวาดกลัวและอึดอัดเพิ่มขึ้นมา จนแทบจะไม่กล้าขัดขืนคำพูดของเขา ทำได้แค่อยู่เฉยๆ อย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว
เว่ยหยวนจัดการเปิดเนตรให้ตัวเองด้วยใบหลิวแตะน้ำอย่างคล่องแคล่ว
จากนั้นก็ลากเก้าอี้มานั่งตรงหน้าฝูงผี สอบถามสาเหตุการตายและความถนัดของผีแต่ละตน
ตนแรกคือผีจมน้ำที่ตัวบวมเป่ง พอเขาตอบเสร็จ เว่ยหยวนก็มองดูมัน แล้วถามกลับด้วยความประหลาดใจเล็กน้อยว่า:
"สรุปก็คือ นายไปตกปลาตอนกลางคืนคนเดียว แล้วเผลอสัปหงก ก็เลยหัวทิ่มตกลงไปในน้ำงั้นเหรอ?"
"ใช่"
"ในเมื่อตอนนั้นง่วงขนาดนั้น ทำไมไม่รีบกลับบ้านไปก่อนล่ะ?"
"ไม่ได้ๆ ออกมาทั้งทีก็ต้องตกอะไรกลับไปให้ได้สักอย่างสิ จะยอมกลับบ้านมือเปล่าได้ยังไง? นายลองคิดดูสิ"
"แล้วสรุปว่าสุดท้ายนายตกอะไรได้ล่ะ?"
"………ฉันตกศพขึ้นมาได้ ศพตัวเองนั่นแหละ พอแหวกดูหน้าก็ตกใจแทบแย่ ถึงได้รู้ว่าตัวเองกลายเป็นผีไปซะแล้ว โดนแหจับปลาเน่าๆ ใต้น้ำเกี่ยวเอาไว้ ก็เลยว่ายขึ้นมาไม่ได้"
ส่วนพี่สาวคนที่สองเป็นนักวาดภาพที่ออกไปหาแรงบันดาลใจ เผลอกินยาฆ่าแมลงตาย ช่วยไว้ไม่ทัน
หุ่นกระดาษสองตัวนั้นรับซื้อมาจากทายาทของช่างฝีมือผู้ล่วงลับคนหนึ่ง มีอายุเก่าแก่พอสมควร ไม่มีความถนัดอะไรเป็นพิเศษ อย่างมากก็เพราะร่างต้นเป็นกระดาษ ก็เลยสามารถลอดใต้ช่องประตูเข้าไปแอบฟังได้
สุดท้ายคือชายในชุดโบราณที่เป็นเจ้าของของอาถรรพ์กระบี่หัก เขากำลังสัปหงกอยู่ พอเห็นเว่ยหยวนถามมาถึงตัวเอง ก็ยืดหลังตรงขึ้นเล็กน้อยตามสัญชาตญาณ แล้วตอบอย่างระมัดระวังว่า: "...ชื่อของข้า ข้าจำไม่ค่อยได้แล้วล่ะ แต่ยังจำได้ว่าเคยรับใช้อยู่ใต้สังกัดแม่ทัพฉี เคยฟันพวกโจรสลัดวอโค่วตายไปหลายคน ไม่รู้ยังไงเหมือนกัน หลับไปตื่นหนึ่งก็มาโผล่ในยุคนี้ซะแล้ว"
กองทัพตระกูลฉี?
เว่ยหยวนประหลาดใจเล็กน้อย
นั่นมันผีแก่รุ่นลายครามหลายร้อยปีเลยนะเนี่ย ทำไมถึงไม่กลายเป็นราชาผีเหมือนในนิทานล่ะ?
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วถามว่า: "งั้นนายก็เป็นเพลงกระบี่สินะ?"
ชายคนนั้นตอบอย่างซื่อสัตย์: "อืม พอเป็นกระบี่กว้าง ดาบ ทวนยาว แล้วก็ปืนคาบศิลาอยู่นิดหน่อย"
น้ำเสียงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบเสริมว่า:
"แต่ก็เป็นแค่วรยุทธ์งูๆ ปลาๆ ในกองทัพเท่านั้นแหละ ต้องตั้งค่ายกลยวนยางถึงจะพอสู้ได้ เอาไปเทียบกับพวกท่านแม่ทัพไม่ได้หรอก"
"ไม่เป็นไร เป็นก็พอแล้ว"
เว่ยหยวนล้วงป้ายเอวเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อ ในที่สุดก็มีเป้าหมายที่สามารถนำวิชาบัญชาการผีมาใช้ได้แล้ว
ในเวลานี้ การตกปลากับวาดรูปเอาไปใช้ปราบปีศาจกำจัดผีไม่ได้หรอกนะ
เขาเลียนแบบคนโบราณประสานมือคารวะทหารผีกองทัพฉี แล้วพูดว่า
"มีเรื่องอยากจะรบกวนให้ช่วยร่วมมือหน่อย รบกวนด้วยนะ"
"มิกล้า มิกล้า"
เว่ยหยวนกางนิ้วทั้งห้าออกเล็กน้อย จากนั้นต่อหน้าต่อตาภูตผีทั้งหลาย ก็มีแสงสว่างวาบขึ้นที่มือขวาของเขา ยันต์ที่มีเนื้อสัมผัสโปร่งแสงปรากฏขึ้นกลางฝ่ามือ
เว่ยหยวนรู้สึกได้ว่ามีพลังงานบางส่วนที่อธิบายไม่ได้กำลังไหลออกไปจากตัว และในระหว่างที่ยันต์ยังคงอยู่ พลังงานนี้ก็ยังคงไหลออกไปเรื่อยๆ เขาไม่กล้าชักช้า สะบัดข้อมือ ประทับยันต์นั้นลงบนกลางหน้าผากของผีทหารที่กำลังตกตะลึงจนไม่กล้าขยับตัว ปากก็ท่องคาถาเสียงต่ำ
"ขึ้นเขารินหินผา พกพาตราประทับ สวมทูนร่มฉัตร เหยียบย่างขุยอังกัง"
"ซ้ายพยุงลิ่วเจี่ย ขวาพิทักษ์ลิ่วติง เทพใดไม่สยบ ผีใดกล้าขวางทาง สั่งการ!"
…………………
อิทธิฤทธิ์ [ขับผี] ได้แสดงผลแล้ว
เว่ยหยวนรู้สึกได้ว่าวิญญาณทหารแห่งกองทัพฉีได้เข้ามาสิงสถิตอยู่ที่มือขวาของตน และอยู่ภายใต้การควบคุมของตนเอง
ในขณะเดียวกัน ก็มีความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูกผุดขึ้นมาในใจ
เป็นความรู้สึกคุ้นเคย
เกี่ยวกับการต่อสู้ด้วยอาวุธเย็น และการใช้อาวุธปืนบางส่วน มันไม่ใช่ทักษะที่ต้องพยายามนึกให้ออก แต่เป็นสัญชาตญาณที่หลอมรวมเข้ากับร่างกายโดยตรง เป็นประสบการณ์ ประสบการณ์ที่ได้จากการขัดเกลาและเอาชีวิตรอดมาจากสนามรบที่โหดร้ายที่สุดในยุคสมัยหนึ่ง
เขาพยายามทำความคุ้นเคยกับความรู้สึกนี้
คิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็เดินไปค้นหาของที่ตู้ข้างๆ
ที่นี่เคยมีผีหลอก ไม่สิ ต้องบอกว่ามีผีอยู่จริงๆ ต่างหาก คนเฝ้าพิพิธภัณฑ์สามคนก่อนหน้านี้เคยซื้อกระบี่เป่าเจี้ยนหลงเฉวียนจากอินเทอร์เน็ตมา เพื่อเอาไว้คุ้มครองบ้านและปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย ถึงแม้ความจริงจะพิสูจน์แล้วว่ามันไม่ได้ช่วยอะไรเลย แต่กระบี่ก็ยังอยู่ ตอนที่พวกเขาหนีไปเพราะความความอาถรรพ์ของที่นี่ ก็ไม่กล้าเอากระบี่ติดตัวไปด้วย
มันคือกระบี่ฮั่นแปดเหลี่ยม
เว่ยหยวนหยิบกระบี่ออกมา ยืนอยู่กลางห้องรับแขก มือกำด้ามกระบี่
หลับตาทำสมาธิ
ความรู้สึกคุ้นเคยบางอย่างผุดขึ้นมา
เว่ยหยวนไม่เคยจับอาวุธมาก่อน แต่ตอนนี้ในใจกลับมีคำวิจารณ์เกี่ยวกับกระบี่เล่มนี้ผุดขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติ
เป็นเหล็กกล้าชั้นดี
แต่ไม่ใช่กระบี่ที่ดี
น่าเสียดาย
เว่ยหยวนพ่นลมหายใจออกมา ขจัดความคิดฟุ้งซ่าน กำกระบี่ไว้ พยายามทำตามสัญชาตญาณและประสบการณ์ในการใช้กระบี่ ทั้งฟัน แทงไปข้างหน้า วาดกระบี่โค้งจากล่างขึ้นบน ตวัดขึ้นเพื่อป้องกัน ถอยก้าวหลบหลีก เป็นเพลงกระบี่ในสนามรบที่เรียบง่าย ไม่มีท่วงท่าสวยงามหรูหราอะไรมากมาย ตอนแรกความเร็วยังช้ามาก ท่าทางยังดูเงอะงะอยู่บ้าง แต่ก็ค่อยๆ คล่องแคล่วขึ้น ความเร็วก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นเช่นกัน
ผีจมน้ำที่อยู่ข้างๆ เห็นเพลงกระบี่ที่ดูแข็งทื่อและเก้งก้างของเว่ยหยวน ก็ทำหน้าตาพิลึกพิลั่น หันไปกระซิบกระซาบวิพากษ์วิจารณ์กับวิญญาณเร่ร่อนอีกตน
เว่ยหยวนไม่ได้ใส่ใจ เพียงแต่พยายามทำความคุ้นเคยกับประสบการณ์นั้นให้มากที่สุด
ทันใดนั้น เขาก็ราวกับมองเห็นสนามรบที่มีซากศพเกลื่อนกลาด
เป็นภาพมุมมองจากที่สูง เป็นประสบการณ์ที่ประทับอยู่ในความทรงจำลึกที่สุดของเศษเสี้ยววิญญาณกองทัพฉีผู้นั้น
ทว่ากลิ่นอายคาวเลือดและจิตสังหารอันโหดร้ายที่มีเฉพาะในสนามรบอาวุธเย็น ก็ยังคงพุ่งเข้ากระแทกจนม่านตาของเว่ยหยวนหดเกร็ง สติสัมปชัญญะพร่ามัวไปชั่วขณะ
ภาพหลอนนั้นสลายหายไปในพริบตา
แต่มันกลับทำให้ประสบการณ์เพลงกระบี่ที่ได้จาก [วิชาขับผี] ระเบิดออกมา
เว่ยหยวนราวกับยืนอยู่ท่ามกลางสนามรบ เบื้องหน้าคือศัตรูที่ดุร้าย ถอยร่นไปด้านหลังหนึ่งก้าวอย่างรวดเร็ว ย่อตัวลงในท่ากึ่งงอเข่า แผ่นหลังเหยียดตึง ราวกับคันธนูที่ถูกง้างจนสุด
กล้ามเนื้อทั่วร่างระเบิดพลังออกมาในพริบตา กระบี่ฮั่นแปดเหลี่ยมในมือพุ่งแทงออกไปด้านหน้าอย่างรุนแรง
เสียงแหวกอากาศดังกึกก้องบาดแก้วหู
เมื่อกระบวนท่าแทงกระบี่ที่แสนเรียบง่ายและเป็นธรรมชาติท่านี้สิ้นสุดลง ตัวกระบี่ที่ตีขึ้นจากเหล็กดามัสกัสก็ยังคงสั่นไหวไม่หยุด
พลังจากวิชา [ขับผี] ในรูปแบบแรก นั่นคือพลังในการขับไล่ผีร้าย ได้ล้นทะลักออกมาพันเกี่ยวอยู่บนตัวกระบี่
ห้องทั้งห้องรู้สึกอบอุ่นขึ้นมามากทีเดียว
ฝูงวิญญาณเร่ร่อนต่างพากันเขย่งปลายเท้า เอาหลังแนบชิดติดกำแพง ไม่กล้าขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
ภายในห้องเงียบสงัดจนน่ากลัว มีเพียงเสียงกระบี่ร้องก้องกังวานต่ำๆ ที่แฝงไปด้วยจิตสังหารค่อยๆ แผ่ซ่านออกมา
เว่ยหยวนหลับตาลง ผ่านไปเนิ่นนานถึงได้พ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมา ชูสองนิ้ววาดออกไป ยันต์ใบหนึ่งปรากฏขึ้นกลางอากาศ ก่อนจะแตกสลายไป เป็นการคลายวิชาขับผี ผีทหารปรากฏตัวขึ้นข้างๆ เขา ท่าทางของผีตนนั้นดูมึนงงไปหมด เว่ยหยวนเก็บกระบี่ ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า เขารู้สึกว่าถึงแม้จะคลายวิชา [ขับผี] แล้ว แต่ความคุ้นเคยในการใช้กระบี่ก็ยังคงหลงเหลืออยู่บางส่วน
ถึงแม้จะเทียบไม่ได้กับนักรบที่รอดชีวิตมาจากสนามรบ แต่ก็ไม่ใช่ระดับที่มือสมัครเล่นทั่วไปจะเทียบติด
เศษเสี้ยววิญญาณทหารกองทัพฉีได้สติกลับมา สังหรณ์ใจอะไรได้บางอย่าง จึงถามขึ้นว่า: "ใต้เท้าต้องการจะ..."
เว่ยหยวนพยักหน้า ชี้ไปที่รองเท้าปักสีแดงคู่นั้น แล้วพูดว่า
"ไอ้เจ้านี่มาเยือนถึงที่แล้ว ยังไงก็ต้องจัดการสักหน่อย"
เขานึกย้อนไปถึงเรือนสี่ประสานที่เห็นในความฝัน รวมถึงตึกไม้สไตล์โบราณที่ดูสมจริงสุดๆ นั่น เขามีสัญชาตญาณบอกว่าตึกไม้นั่นน่าจะมีอยู่จริง และจากเรื่องราวเล่าขานต่างๆ สถานที่แบบนี้น่าจะมีประโยชน์ในการสะกดวิญญาณผีผู้หญิงตนนั้นแน่ๆ
และถ้าจะหาสถานที่ ก็สามารถค้นหาทางอินเทอร์เน็ตได้ แต่ความเร็วมันต้องช้าแน่ๆ
นอกจากนี้ ยังมีอีกวิธีหนึ่ง
"นายไปแจ้งความกับฉันหน่อย"
ผีจมน้ำอ้าปากค้าง: "แจ้งตำรวจจับผีเนี่ยนะ? จะไหวเหรอ?"
เว่ยหยวนหากล่องใบหนึ่งมาใส่รองเท้าปักสีแดง กับปอยผมสีดำที่ฟันขาดมาได้ แล้วพูดว่า:
"เอาของพวกนี้ไป น่าจะพอลองโน้มน้าวให้พวกนั้นช่วยหาสถานที่ได้อยู่นะ"
"ถ้าเดาไม่ผิด รองเท้าปักสีแดงที่เท้าของผู้เคราะห์ร้ายคนก่อนหน้านี้น่ะ น่าจะหายไปแล้วล่ะ"
……………………
ในเวลานี้เอง
รถเก๋งสีดำสนิทคันหนึ่งก็ได้แล่นมาจอดที่หน้าสถานีตำรวจเมืองเฉวียน