- หน้าแรก
- ภัณฑารักษ์สยบวิญญาณ ตำนานพยัคฆ์สยบมาร
- ตอนที่ 4 งาน
ตอนที่ 4 งาน
ตอนที่ 4 งาน
ตอนที่ 4 งาน
ตอนนี้เวลาตีสามสิบห้านาที ยามอิ๋นในสมัยโบราณ
อากาศแจ่มใส
ฉันเพิ่งหนีออกมาจากพิพิธภัณฑ์ศิลปะพื้นบ้านที่ลูกชายฉันทิ้งไว้ให้
ฉันรู้สึกว่า... ฉันรู้สึกว่าฉันโดนผีหลอกเข้าแล้ว
ครึ่งปีมานี้ คนที่จ้างมาหนีไปสามคนแล้ว พวกเขาบอกว่าทนไม่ไหว บอกว่าตอนดึกๆ มักจะมีเสียงเคาะประตู บอกว่าจะมีเลือดไหลออกมาจากกำแพง บอกว่าจะได้ยินเสียงฝีเท้าอยู่ข้างนอก แต่พอเข้าไปใกล้ๆ ก็จะหายไป พวกเขาบอกว่า ไม่ทำแล้ว จะไป
มีผีเหรอ?
ฉันไม่เชื่อหรอก
นี่คือสิ่งสำคัญที่สุดที่ลูกชายทิ้งไว้ให้ เป็นหยาดเหงื่อแรงกายทั้งชีวิตของเขา ฉันจะปล่อยให้สถานที่แห่งนี้ถูกทิ้งร้างไปแบบนี้ไม่ได้ ในเมื่อไม่มีใครเฝ้า งั้นฉันก็จะเฝ้าเอง ฉันปิดประตู รออยู่ที่นี่ บนโลกนี้ไม่มีผีหรอก
แต่เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นมาจริงๆ
ฉันรวบรวมความกล้าตะโกนถามไปว่าใครอยู่ตรงนั้น ก็ไม่มีใครตอบ
แต่ฉันเห็นคนอยู่ตรงนั้นจริงๆ นะ
ต้องเป็นการแกล้งกันแน่ๆ
ฉันคิดว่า ต้องเป็นพวกนั้นอยากจะอัปค่าจ้างก็เลยทำเรื่องพรรค์นี้ขึ้นมาแน่ๆ
ฉันค่อนข้างโมโห กำไฟฉายแน่นแล้วเดินไป เปิดประตูออกอย่างเดือดดาล แต่ข้างนอกก็ไม่มีอะไรเลย ฉันคิดว่า หรือว่าจะมีผีจริงๆ นะ ฉันหันหลังกลับไป แต่ข้างหลังก็ไม่มีอะไรเหมือนกัน แต่ฉันก็ยังรู้สึกว่ามีอะไรแปลกๆ อยู่ดี ฉันปิดประตู ล็อคให้แน่นหนา
ฉันกะว่าจะกลับไปนอนต่ออีกสักหน่อย
แต่พอล้มตัวลงนอนได้ไม่นาน ไฟในห้องน้ำก็สว่างขึ้น
ฉันเงยหน้าขึ้นมอง ที่นี่ไม่ใหญ่เท่าไหร่ ห้องน้ำอยู่ห่างจากเตียงแค่สิบกว่าก้าว แต่ฉันเริ่มลังเลแล้ว แต่ก็นะ นี่ต้องเป็นเพราะสายไฟเก่าแน่ๆ พรุ่งนี้เช้าค่อยดูอีกที
หยดแหมะ หยดแหมะ
เหมือนน้ำในห้องน้ำจะรั่ว
ตึก... ตึก... ตึก...
เหมือนเสียงคนใส่รองเท้าแตะเหยียบน้ำ เดินอยู่บนพื้นไม้
มันใกล้เข้ามาแล้ว ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
เสียงหยดน้ำเหมือนจะไกลออกไปเรื่อยๆ
ฉันลืมตาขึ้นไปมอง แต่ก็ไม่เห็นอะไรเลย
ฉันหลับตาลง
เสียงฝีเท้าเริ่มขยับเข้ามาใกล้อีกครั้ง
ห้าก้าว สามก้าว
มันหยุดลงแล้ว
ผ่านไปหลายนาที ก็ไม่มีความเคลื่อนไหวอะไร ฉันค่อยๆ ลืมตาขึ้น ก็ไม่มีอะไรเลย เป็นแค่ถุงพลาสติก ที่ถูกลมพัด ฉันถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกจริงๆ เหงื่อออกท่วมตัวเลย
หนาวนิดหน่อย หรือว่าหน้าต่างจะปิดไม่สนิทนะ
ฉันดึงผ้าห่มมาห่มให้แน่นขึ้นอีกหน่อย
แต่ก็ยังมีลมเย็นๆ พัดมาอยู่ดี ฉันอยากจะดูว่าหน้าต่างลมรั่วจริงๆ หรือเปล่า
ฉันหันหน้าไป
มัน... อยู่ในผ้าห่มของฉัน
………………
ฟางหงป๋อซ่อนตัวอยู่ในรถของตัวเอง พอนึกถึงประสบการณ์ที่เพิ่งเจอมาเมื่อกี้ ร่างกายก็สั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้
ใบหน้าที่บวมเป่งเพราะแช่น้ำมานาน แนบชิดอยู่กับตัวเขาในผ้าห่ม เป่าลมรดต้นคอเขา บอกว่าหนาวจัง ขอยืมไอหยางมาทำให้ร่างกายอุ่นหน่อยสิ ไอหยางนั่นมันใช่ของที่จะให้ยืมกันได้หรือไง?!
ฟางหงป๋อกำพวงมาลัยแน่นจนมือขาวซีด สีหน้าดูบิดเบี้ยวไปบ้างเพราะความหวาดกลัวและโกรธเกรี้ยว
ไม่เอาแล้ว!
บ้านสุดแสนจะอาถรรพ์หลังนี้ อาหยางยังหนุ่มยังแน่นก็ตายจากไปแล้ว ต้องเป็นเพราะมัวแต่หมกมุ่นอยู่กับของพวกนี้จนโดนทำร้ายเอาแน่ๆ!
ช่างมันเถอะ! อยากจะเป็นยังไงก็ช่าง!
แต่เขาก็นึกถึงคำพูดก่อนตายของลูกชาย ที่บอกว่าหวังว่าเขาจะช่วยปกป้องหยาดเหงื่อแรงกายของตัวเองไว้ เขาก็เลยตัดใจไม่ลง แต่พูดน่ะมันก็ง่าย จะให้เขาเข้าไปอีกเขาไม่ยอมเด็ดขาดแล้ว สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความลังเล สั่นเทาขณะจุดบุหรี่สูบ เปิดโทรศัพท์มือถือดูเวลา
ตีสามกว่าๆ
บนแอปพลิเคชันอีเมลมีจุดสีแดงเห็นได้ชัด
มีคนส่งอีเมลมา
เขาลังเลใจ สายตาคาดหวังของลูกชายยังคงวนเวียนอยู่ตรงหน้า สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจ เปิดอีเมล เปิดเรซูเม่ดู แล้วก็มองดูรูปถ่ายติดบัตร
เป็นใบหน้าของชายหนุ่มที่มีเครื่องหน้าคมคาย
เว่ยหยวน
หน้าอกของฟางหงป๋อกระเพื่อมขึ้นลงอย่างหนักหน่วง ในที่สุดไม่รู้ว่ารู้สึกโชคดีหรือเสียดาย เขาพ่นลมหายใจออกมาอย่างซับซ้อนสุดแสน นิ้วมือเคาะหน้าจออย่างรวดเร็ว เปลี่ยนเงินเดือนจากสามพันเป็นห้าพัน มีที่พักและอาหารให้ แล้วก็กดส่งไปให้อีกฝ่าย
จากนั้นก็ขยี้บุหรี่ทิ้ง ฟุบหน้าลงกับพวงมาลัย ไม่อยากจะขยับตัวไปไหนอีกเลย
……………………
"หลอกให้หนีไปแล้วเหรอ?"
"หนีไปแล้ว"
"ดีมาก แค่นี้ก็ไม่มีปัญหาแล้ว หึๆ ที่นี่ยังไงก็เป็นถิ่นของพวกเราพี่น้องอยู่ดี"
"สาธุ สาธุ"
ภายในพิพิธภัณฑ์ศิลปะพื้นบ้าน เงาร่างที่ตามนุษย์มองไม่เห็นหลายร่างกำลังแปะมือกัน สีหน้าเต็มไปด้วยความปีติยินดี ร่างหนึ่งตัวเปื้อนโคลนเปียกน้ำไปทั้งตัว ไม่รู้ว่าไปจมน้ำตายที่อ่างเก็บน้ำไหนมา อีกร่างหนึ่งสวมชุดโบราณสีเทาหม่นๆ มีแผลฉกรรจ์น่ากลัวอยู่ที่หน้าอก และยังมีผู้หญิงหน้าเขียวคล้ำคนหนึ่ง ไม่รู้ว่ากินยาพิษอะไรเข้าไปถึงได้ตาย
และสุดท้ายก็มีหุ่นกระดาษสองตัวจับมือกันหมุนติ้วๆ อยู่กลางอากาศ
หุ่นกระดาษแก้มป่อง ออกแรงสุดชีวิต เปิดประตูตู้เย็นใบเล็กออก
แล้วก็เดินโซเซอุ้มกระป๋องออกมาใบหนึ่ง เปิดออกแล้วข้างในก็มีธูปจุดไฟปักอยู่สามก้าน
ผีหลายตนล้อมวงกันเข้ามาใกล้ๆ สูดดมด้วยใบหน้าเคลิบเคลิ้มหลงใหล น้ำอัดลมขวดนั้นยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์ไร้รอยขีดข่วน แต่ถ้ามีคนมาจิบสักอึก ก็จะพบว่ามันบูดเหม็นเปรี้ยวไปหมดแล้ว ดื่มไม่ได้อีกต่อไป
ผีแก่ในชุดโบราณที่มีแผลฉกรรจ์บนหน้าอกปรบมือชื่นชม:
"ยอดเยี่ยมยิ่งนัก ของสิ่งนี้ทุกครั้งที่ได้ลิ้มรส ช่างราวกับได้ดื่มสุราชั้นเลิศและน้ำค้างอมฤต เมื่อก่อนไม่เคยได้ลิ้มรสมาก่อนเลย"
ผีจมน้ำตัวบวมฉุพูดอย่างภาคภูมิใจ: "หึๆ นั่นมันแน่อยู่แล้ว นี่มันโคล่านะเว้ย ยุคของแกไม่มีของแบบนี้หรอก คราวนี้พอหลอกตาแก่นั่นไปได้ ที่นี่ก็เป็นของพวกเราแล้ว ในห้องเก็บของยังมีอีกเยอะเลย"
ชายชุดโบราณเลียริมฝีปาก ก่อนจะเอ่ยอย่างลังเล:
"แต่ถ้าเขาหาคนมาอีกล่ะ จะทำยังไง?"
"นั่นยังต้องถามอีกเหรอ?"
ผีจมน้ำยื่นมือไปปาดคอตัวเอง แสยะยิ้มชั่วร้าย แล้วหัวเราะอย่างเหี้ยมเกรียม:
"ที่นี่ ถิ่นของข้า!"
"ใครกล้ามาแย่ง อัดมันให้ตายไปเลย!"
………………
หลังจากฟางหงป๋อหนีหัวซุกหัวซุนออกมาจากพิพิธภัณฑ์ศิลปะพื้นบ้าน เขาก็ขลุกอยู่ในรถตลอดทั้งคืน
พื้นที่แคบๆ ในรถกับกลิ่นบุหรี่ที่ตลบอบอวล ทำให้เขารู้สึกอุ่นใจขึ้นมาได้บ้าง
จนกระทั่งได้รับคำตอบที่แน่ชัดจากชายหนุ่มที่ชื่อเว่ยหยวน เขาถึงได้ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ นัดแนะเวลาเจอกันเรียบร้อย สถานที่ก็อยู่ใกล้ๆ กับพิพิธภัณฑ์ศิลปะพื้นบ้าน และพอท้องฟ้าเริ่มสว่าง หัวใจที่แขวนต่องแต่งอยู่ตลอดเวลาถึงได้วางลง
พอถึงตอนเที่ยง เขาก็ได้เห็นชายหนุ่มที่ส่งเรซูเม่มา
สวมเสื้อฮู้ดสวมหัว ชุดวอร์ม ดูแล้วร่างกายกำยำแข็งแรงดี
เขาลองสืบดูคร่าวๆ ว่ามีแฟนหรือยัง พอได้คำตอบว่ายังไม่มี ในใจก็ยิ่งโล่งอกขึ้นไปอีก ชายโสดวัยยี่สิบกว่าๆ พลังหยางน่าจะแข็งแกร่งกว่าหน่อย เผลอๆ อาจจะยังบริสุทธิ์อยู่ด้วยซ้ำ กลางวันแสกๆ อยู่กับชายหนุ่มแบบนี้ คงไม่เจอผีเข้าอีกหรอกมั้ง ชายหนุ่มแบบนี้ไม่เหมือนกับตัวเขาเองด้วย คงไม่ถูกทำให้กลัวจนหัวหดง่ายๆ หรอก
เขาขับรถพาเว่ยหยวนมุ่งหน้าไปยังพิพิธภัณฑ์ศิลปะพื้นบ้านอย่างช้าๆ
ระหว่างที่จอดรถ ก็แกล้งทำเป็นถามขึ้นมาลอยๆ:
"พ่อหนุ่ม กลัวผีไหม?"
เว่ยหยวนมองดูหน้าต่างที่สีเขียวลอกไปตั้งเยอะจนเห็นรอยด่างดำ แล้วตอบว่า:
"ผีเหรอครับ? พวกเราเป็นนักวัตถุนิยม บนโลกนี้จะมีผีได้ยังไงกันครับ?"
เขายิ้มตอบ สองมือซุกอยู่ในกระเป๋าเสื้อ มือขวากำป้ายเอวพยัคฆ์หมอบไว้แน่น
พิพิธภัณฑ์ศิลปะพื้นบ้าน กับหุ่นกระดาษในรูปถ่ายนั่น ดูมีกลิ่นอายความชั่วร้ายอยู่บ้าง
เพื่อป้องกันความซวยที่จะก้าวเท้าเข้าไปในแดนปัญหาเพียงเพื่อเงินห้าพันหยวน เขาถึงกับพกป้ายเอวพยัคฆ์หมอบติดตัวมาด้วย ถ้าเกิดอะไรผิดปกติขึ้นมา ก็พร้อมเผ่นทันที ไม่ทำงานนี้แล้ว ดูทรงแล้ว น่าจะมีโอกาสเป็นไปได้แฮะ?
ฟางหงป๋อจอดรถไว้ข้างๆ
"…พวกเราถึงแล้ว"