เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 198 วิกฤตเศรษฐกิจ

ตอนที่ 198 วิกฤตเศรษฐกิจ

ตอนที่ 198 วิกฤตเศรษฐกิจ


ซูข่านกับหลู่เฉียนซานได้เดินเข้าไปที่ห้องทำงานของเธอ ผู้คนในสำนักงานยังคงโห่ร้องด้วยความดีใจ

โดยปกติแล้ว สวัสดิการของบริษัทว่านเซี่ยงกรุ๊ปนั้นก็ดีมากอยู่แล้ว การได้เงินเดือนเพิ่ม 2 เท่า ถึงแม้จะเดือนเดียวก็เถอะ และโบนัส ทำให้พนักงานดูดีใจเป็นพิเศษ

สิ่งนี้จะทำให้พวกเขารักองค์กรมากขึ้น และตั้งใจทำงานเยอะกว่าเดิม

หลู่เฉียนซานได้เปิดประตูให้ซูข่าน ใบหน้าที่สวยงามของเธอดูแดงเล็กน้อย นี่เป็นครั้งแรกที่เธอจะได้อยู่ห้องเดียวกับผู้ชาย ซึ่งเธอไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน

ซูข่านได้มองไปรอบๆห้องทำงานของหลู่เฉียนซาน ห้องนี้ไม่ได้ใหญ่เท่าห้องของจางหม่าน มันดูเล็กกว่าเล็กน้อยแต่ก็สวยงามอยู่พอสมควร

มีโซฟาตัวเล็ก ขนาดของมันเข้ากันได้ดีกับห้องแห่งนี้

ซูข่านได้เดินไปนั่งที่โซฟา

"นั่งลง"

ซูข่านชี้ไปยังโซฟาตำแหน่งตรงข้ามของเขา หลู่เฉียนซานเดินตามมาและค่อยๆนั่งลง

ซูข่านเห็นหลู่เฉียนซานเขาจึงถามว่า

"ขายฟิวเจอร์น้ำมันหมดแล้วสินะ ได้เงินทั้งหมดเท่าไหร่?"

หลู่เฉียนซานทำหน้าครุ่นคิดและพูดขึ้นมา

"หากว่าฉันคำนวนไม่พลาดนะคะ เงินที่ได้จะเยอะกว่า 2 เท่าเล็กน้อย ตอนนี้เงินทั้งหมดที่มี่อยู่ในบริษัทมีอยู่ 13,000 ล้านค่ะ"

13,000 ล้าน!!

นี่มันเยอะกว่าที่ซูข่านคำนวนไว้อีก ด้วยราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในสัปดาห์ก่อน มันทำให้เขาได้รับเงินเยอะกว่าเดิมเล็กน้อย

13,000 ล้านและจะได้จากส่วนแบ่งของ HSBC อีก 2,400 ล้าน นี่คือเงินทั้งหมดที่ซูข่านได้รับจากฟิวเจอร์น้ำมันครั้งนี้

แต่มันก็ยังไม่ได้หักเงินที่กู้มาจาก HSBC และเลเวอเรจอีก รวมๆแล้วก็เป็นเงินประมาณ 2,000 ล้าน

เมื่อไม่กี่วันก่อนจางหม่านก็ได้แบ่งเงินจากส่วนนี้ไปอีก 500 ล้านเพื่อโอนไปยังซิงซี กรุ๊ป สำหรับสร้างตึกที่สูงที่สุดในประเทศ

รวมๆแล้วบริษัทว่านเซี่ยงมีสภาพคล่องทางการเงินอยู่ที่ 11,000 ล้าน

ซูข่านได้ให้หลู่เฉียนซานไปทำการชอร์ตตลาดอสังหาริมทรัพย์อีก 5,000 ล้าน สภาพคล่องของบริษัทว่านเซี่ยงเหลืออยู่ที่ประมาณ 6,000 ล้าน

ดูเหมือนว่าจะเหลือน้อยกว่าที่ซูข่านคิดไว้อยู่

ซูข่านส่ายหัว ดูเหมือนว่าเงินที่ได้มากว่าหมื่นล้านได้ใช้ไปเกือบครึ่ง การทำเงินแบบก้าวกระโดนแบบนี้แล้ว นอกจากฟิวเจอร์น้ำมันอย่างอื่นก็ดูเป็นไปได้ยาก

ถ้าคนอื่นรู้ว่าซูข่านกำลังคิดอะไรอยู่ตอนนี้ พวกเขาจะต้องตกใจอย่างแน่นอน

การที่เหลือเงินกว่า 6,000 ล้านแล้วบอกน้อยเนี่ย จะมีสักกี่คนบนโลกใบนี้ การที่เงินจาก 5,000 ล้านกลายเป็น 10,000 ล้านมันไม่ใช่หรอกง่ายๆอีกด้วย

สำหรับบริษัทหลักทรัพย์ที่เพิ่งเปิดใหม่ การหารายได้เข้าบริษัทเยอะขนาดนี้ต้องเป็นที่น่าอิจฉาของใครหลายๆคน

เมื่อคิดเกี่ยวกับตัวเลขแล้ว ซูข่านรู้ว่าเหลือเงินสำหรับให้ทำอย่างอื่นอีก 6,000 ล้านเท่านั้น

"เฉียนซาน"

ซูข่านได้มองไปที่หลู่เฉียนซานและพูดอย่างช้าๆ

"ทีมที่เธอทั้งขึ้นเพื่อชอร์ตตลาดอสังหาริมทรัพย์เซียงเจียงเสร็จรึยัง?"

"รุ่นพี่ของฉันเขาตอบรับแล้วค่ะ พวกเขายินดีที่จะร่วมงานกับเรา"

หลู่เฉียนซานตอบช้าๆ

"อืม"

ซูข่านพยักหน้าและพูดต่อ

"นอกจากนี้แล้ว ฉันจะให้เธอตั้งทีมขึ้นมาอีกทีมสองทีม ฉันจะให้ทีมพวกนี้รับผิดชอบสองอย่าง"

"สองอย่าง?"

หลู่เฉียนซานแสดงท่าทางอยากรู้อยากเห็น

ซูข่านยิ้มและพูดต่อ

"ตอนนี้ประเทศญี่ปุ่นมีการพัฒนาเศรษฐกิจไปในทางที่ดี ตลาดหุ้นของอเมริกาก็ดูมีแนวโน้มที่กำลังจะอยู่ในช่วงขาขึ้น"

สำหรับประเทศญี่ปุ่นแล้ว ก่อนหน้านั้นเศรษฐกิจของพวกเขาดูดีมากขึ้นเรื่อยๆ มีองค์กรขนาดใหญ่ได้เกิดขึ้นมากมาย เทคโนโยลีที่พวกเขาคิดค้นขึ้นมาได้นำไปใช้กับทั้งโลก

การเจริญเติบโตของญี่ปุ่นได้ก้าวมาจนถึงขีดสุด และพวกเขาก็เริ่มที่จะหยิ่งผยองในตัวเอง พวกเขาเริ่มไม่ซื้อของจากอเมริกาอีกเลย

แต่หลังจากที่ญี่ปุ่นได้พ่ายแพ้สงคราม ประเทศอเมริกาก็ได้เข้ามาปกครองอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง

วัฒนธรรมของญี่ปุ่นจึงมีบางอย่างที่ใกล้เคียงกับอเมริกาอย่างมาก โชคยังดีที่ตัวตนของคนญี่ปุ่นทำให้ประเทศของพวกเขาฟื้นตัวกลับมาเร็ว

หลังจากเปิดประเทศอีกครั้งหนึ่ง เศรษฐกิจของประเทศก็ดีขึ้นตามลำดับ

ตั้งแต่ปีที่แล้วตอนที่ซูข่านได้เริ่มเข้าสู่ตลาดหุ้นครั้งแรกในชาตินี้ เขาได้เห็นการเติบโตของหุ้นญี่ปุ่นเรื่อยๆ

แต่สำหรับสหรัญอเมริกาแล้ว ประเทศนี้น่ากลัวกว่าเยอะ

ตั้งแต่ปีนี้ยาวไปจนถึงอีก 20 ปีข้างหน้าก่อนที่จะเกิดวิกฤติการณ์เศรษฐกิจ ตลาดหุ้นของอเมริกาก็มีแต่จะดีอย่างเดียว

หุ้นของตลาดนี้มีแต่สีเขียวในทุกๆวัน นั่นแหละมันทำให้เกิดฟองสบู่ การที่ฟองสบู่เริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆแล้วแตกพร้อมกันทีเดียวมันทำให้เกิดวิกฤติการณ์

ในช่วงเวลานั้นไมโครซอฟต์เริ่มต้นบริษัทด้วยเงินมูลค่าเพียง 2 ล้านเท่านั้น หลังจากผ่านเหตุการณ์นั้นมาได้มูลค่าของบริษัทไมโครซอฟต์ก็ได้กลายเป็น 500,000 ล้านดอลล่าห์

นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้นของบริษัทในอเมริกา

ในช่วงดังกล่าวมีบริษัทจำนวนมากได้พัฒนาไปเป็นยักษ์ใหญ่ ยกตัวอย่างง่ายๆเช่น ยาฮู(Yahoo)

บริษัทเหล่านี้ไม่ได้รับผลกระทบในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจของอเมริกา พวกเรามีเงินทุนที่สูงและมีมูลค่าของบริษัทที่สูงมาก ไม่แปลกที่พวกเขาจะได้ก้าวมาเป็นยักษ์ใหญ่

ในตลาดอเมริกาที่บ้าคลั่งแบบนี้ การที่จะทำเงินได้ในช่วงนั้นเวลานั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก

"หุ้นญี่ปุ่นและหุ้นอเมริกาเหรอคะ?"

หลู่เฉียนซานทวนคำของซูข่านซ้ำด้วยความประหลาดใจ

"ใช่แล้ว"

ซูข่านเห็นหลู่เฉียนซานประหลาดใจ เขาจึงพูดต่อ

"ฉันให้จางหม่านไปตั้งบริษัทที่อเมริกาแล้ว การลงทุนกับไมโครซอฟต์และแอปเปิ้ลอีก แต่มันก็ไม่ใช่สำหรับการลงทุนในเซียงเจียงซักหน่อย"

"โดยทั่วไปแล้วทั้งสองบริษัทนั้นไม่เหมือนกันเลย เป็นเพียงบริษัทที่เปิดขึ้นมาใหม่และต้องการทุน"

"ในอนาคตจะมีบริษัทแบบนี้เกิดขึ้นอีกจำนวนมาก การที่มีบริษัทที่อเมริกาจึงเป็นเรื่องง่ายที่จะลงทุนได้ทุกเมื่อ"

การลงทุนในบริษัทที่จะเติบโตไปเป็นยักษ์ใหญ่ในอนาคตนั้นมันจะทำเงินคืนกลับมาอย่างมหาศาล

บริษัททั้งหลายในอเมริกาล้วนแล้วแต่มูลค่าของบริษัทสูงกว่าหลายแสนล้านดอลล่าห์

นี่ยังไม่รวมธนาคารที่จะกลายมาเป็นธนาคารระดับโลกอีกนะ ยังมีอีกหลายธุรกิจที่ซูข่านไม่ได้เอ่ยถึงอีกมากมาย

จบบทที่ ตอนที่ 198 วิกฤตเศรษฐกิจ

คัดลอกลิงก์แล้ว