- หน้าแรก
- วาสนาภรรยาสายชิล ทะลุมิติมาเป็นภรรยาทหาร แถมอุ้มท้องแฝดรับโชค
- บทที่ 22: ไม่รู้เลยสักนิดว่าเขาพละกำลังเหลือล้นแค่ไหน
บทที่ 22: ไม่รู้เลยสักนิดว่าเขาพละกำลังเหลือล้นแค่ไหน
บทที่ 22: ไม่รู้เลยสักนิดว่าเขาพละกำลังเหลือล้นแค่ไหน
พวกพี่ชายของเธอล้วนรูปร่างสูงใหญ่ และถึงแม้เจียงเชี่ยนจะเป็นผู้หญิง เธอก็มีส่วนสูงถึงร้อยหกสิบห้าเซนติเมตร พอสวมรองเท้าก็สูงเกือบร้อยหกสิบเจ็ดเซนติเมตร ซึ่งถือว่าเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างสูงทีเดียวสำหรับยุคสมัยนี้
แต่เมื่อไปยืนเทียบกับหานซื่อกั๋ว ความแตกต่างกลับเห็นได้ชัดเจน เพราะขนาดถอดรองเท้า พ่อหนุ่มคนนี้ก็ยังสูงปาเข้าไปตั้งร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตร แถมที่ว่ามาก็แค่การกะเกณฑ์ด้วยสายตาของเธอเท่านั้น แต่ตอนนี้พอลองมองดูดีๆ เขากลับดูสูงใหญ่กว่านั้นเสียอีก
"คุณสูงเท่าไหร่คะ?" เจียงเชี่ยนเป็นคนตรงไปตรงมา จึงเอ่ยถามสิ่งที่อยากรู้แบบไม่อ้อมค้อม
"ร้อยแปดสิบเจ็ดเซนติเมตรครับ" หานซื่อกั๋วตอบ
เป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆ เขาสูงเกินร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตรเสียอีก
เจียงเชี่ยนทอดถอนใจอยู่เงียบๆ ก่อนจะเอ่ยปากชม "คุณตัวสูงมากเลยนะคะ อากาศข้างบนนั้นสดชื่นกว่าข้างล่างหรือเปล่าคะเนี่ย?"
เมื่อได้ยินคำพูดหยอกล้อน่ารักๆ ของหญิงสาว หานซื่อกั๋วก็เผยยิ้มและตอบกลับไปว่า "เมื่อก่อนผมไม่ได้ตัวสูงขนาดนี้หรอกครับ ก่อนจะเข้ากรมผมสูงไม่ถึงร้อยแปดสิบเซนติเมตรด้วยซ้ำ แต่พอเข้าไปเป็นทหารก็เลยโตขึ้นมาอีกหน่อยน่ะครับ"
"แล้วคุณเข้ากรมตอนอายุเท่าไหร่หรือคะ?"
"สิบเจ็ดครับ" หานซื่อกั๋วตอบคำถามอย่างฉะฉาน
เจียงเชี่ยนรู้สึกประหลาดใจจริงๆ "คุณไปเป็นทหารตั้งแต่อายุยังน้อยขนาดนั้นเลยหรือคะ?"
หานซื่อกั๋วยิ้มบางๆ "สิบเจ็ดก็ไม่ถือว่าน้อยแล้วนะครับ"
เจียงเชี่ยนเข้าใจความหมายของเขาดี สำหรับสังคมชนบท เด็กหนุ่มอายุสิบเจ็ดก็ถือว่าโตพอจะออกเรือนมีครอบครัวได้แล้ว
"ตอนอายุสิบเจ็ดมีโอกาสเข้ามาพอดี ผมก็เลยรีบคว้าเอาไว้ พอได้เข้าไปอยู่ในกองทัพ ผมถึงได้รู้ซึ้งว่าเมื่อก่อนตัวเองก็เป็นแค่กบในกะลาครอบเท่านั้นเอง" หานซื่อกั๋วรำพึงรำพันด้วยความเจียมตัว
จากนั้นเขาก็เล่าเรื่องราวตอนที่เพิ่งเข้าไปเป็นทหารใหม่ๆ ให้เธอฟัง
ยิ่งฟัง เจียงเชี่ยนก็ยิ่งรู้สึกเลื่อมใสเขาอย่างอดไม่ได้ "คุณเก่งมากจริงๆ ค่ะ ทั้งความมุ่งมั่นและวินัยในตัวเองของคุณเป็นสิ่งที่หาได้ยากมากเลยนะคะ"
เด็กหนุ่มลูกชาวนาที่ไร้เส้นสายภูมิหลัง แต่กลับสามารถไต่เต้าจนกลายมาเป็นคนสนิทของท่านหัวหน้าได้—ต่อให้เธอจะไม่ได้เห็นความเหนื่อยยากของเขาด้วยตาตัวเอง แต่เธอก็สัมผัสได้เลยว่าเขาต้องทุ่มเทหยาดเหงื่อแรงกายไปมากขนาดไหน
บนโลกใบนี้ไม่มีของฟรีหรอกนะ
หากไร้ซึ่งความสามารถ แม้จะมีพายเนื้อร้อนๆ ตกหล่นลงมาใส่มือ มันก็คงจะร้อนลวกจนต้องเผลอสะบัดทิ้งไปโดยสัญชาตญาณอยู่ดี
พูดกันตามตรงก็คือ หากขาดความพยายามและความสามารถ ต่อให้มีโอกาสทองหล่นทับ ก็ไม่มีทางคว้ามันเอาไว้ได้หรอก!
เมื่อได้ฟังคำพูดของหญิงสาว มุมปากของหานซื่อกั๋วก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม "คุณเองก็เก่งมากเหมือนกันนะครับ ผมได้ยินมาว่าตอนที่โรงเรียนเปิดสอบคัดเลือก มีคนไปสมัครตั้งเยอะแยะ แต่เขารับแค่สองอัตรา และคุณก็เป็นหนึ่งในนั้น"
หลังจากเอาแต่เล่าเรื่องของตัวเองไปตั้งเยอะ เขาก็อยากจะรับฟังเรื่องราวของเธอบ้าง
เจียงเชี่ยนเองก็ตอบกลับอย่างถ่อมตัว "ฉันก็แค่ดวงดีน่ะค่ะ"
"ถ้าไม่มีความสามารถเป็นทุนเดิม ก็ไม่มีโชคหรอกครับ ความสามารถคือสะพานเชื่อมไปสู่ความโชคดีต่างหาก" ในฐานะคนที่เคยผ่านประสบการณ์นั้นมา หานซื่อกั๋วเข้าใจสัจธรรมข้อนี้เป็นอย่างดี
เจียงเชี่ยนยิ้มบางๆ "ก็ถือว่าโชคดีค่ะ ที่ฉันไม่ได้ทำเรื่องขายหน้าให้พ่อกับแม่ต้องอับอาย"
"จะขายหน้าได้ยังไงล่ะครับ คุณทำให้คุณลุงกับคุณป้าหน้าบานด้วยความภาคภูมิใจต่างหาก" หานซื่อกั๋วเอ่ย เขาดูออกเลยว่าการอบรมสั่งสอนของตระกูลเจียงนั้นยอดเยี่ยมมาก ดีกว่าครอบครัวของเขาเองเสียอีก
เพราะพี่สะใภ้ใหญ่ของเขาไม่ใช่คนดีนัก เมื่อวานนี้หล่อนก็แสดงสีหน้าบึ้งตึงใส่เขาแล้ว เป็นการค่อนขอดกลายๆ ว่าตอนที่หล่อนแต่งงานเข้ามา หล่อนได้สินสอดแค่เงินยี่สิบหยวนกับเฟอร์นิเจอร์ 'สามสิบหกขา' เท่านั้น
แต่หานซื่อกั๋วไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านกับเรื่องนี้เลยสักนิด
เงินเก็บกว่าร้อยละเก้าสิบของตระกูลหานล้วนมาจากน้ำพักน้ำแรงของเขาทั้งสิ้น ในเมื่อตอนนี้เขากำลังจะแต่งภรรยาเข้าบ้าน การที่เขาจะมอบของหมั้นเป็น 'สามหมุนหนึ่งเสียง' ให้เธอแล้วมันจะผิดตรงไหน?
หล่อนมีสิทธิ์อะไรมาปั้นหน้ายักษ์ใส่เขา? หานซื่อกั๋วไม่คิดจะยอมทนให้หล่อนมาทำพฤติกรรมแบบนี้ใส่หรอกนะ!
จังหวะนี้เขาจึงหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาปรึกษากับเจียงเชี่ยน "พ่อกับแม่ตั้งใจไว้ว่า หลังจากที่ผมแต่งงานแล้ว พวกท่านจะแยกบ้านให้กับเราสองพี่น้องน่ะครับ เพียงแต่ผมต้องไปประจำการอยู่ที่อื่นตลอดทั้งปี ก็เลยต้องส่งเงินเลี้ยงดูพวกท่านปีละหนึ่งร้อยหยวนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในยามบั้นปลายชีวิต"
เงินหนึ่งร้อยหยวนต่อปี หารออกมาก็ตกเดือนละไม่ถึงสิบหยวน ซึ่งไม่ได้มากมายอะไรนักสำหรับหานซื่อกั๋วที่มีเงินเดือนสูงถึงเจ็ดสิบหยวน
แต่แน่นอนล่ะว่า สำหรับคนทั่วไปแล้ว นี่ก็ไม่ใช่เงินก้อนเล็กๆ เลยทีเดียว
"การเลี้ยงดูพ่อแม่ยามแก่เฒ่าถือเป็นความกตัญญูที่ลูกๆ พึงกระทำอยู่แล้วล่ะค่ะ ถือเป็นเรื่องที่สมควรอย่างยิ่ง" เจียงเชี่ยนรู้ดีว่าเขากำลังบอกกล่าวให้เธอรับรู้ไว้ล่วงหน้า เธอจึงแสดงจุดยืนของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา
หานซื่อกั๋วยิ้มรับ "ถ้าอย่างนั้น ต่อไปในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรในครอบครัวของเรา เราก็มาปรึกษากันแบบนี้ดีไหมครับ?"
กับดัก นี่มันกับดักชัดๆ
เจียงเชี่ยนไม่ได้หลอกง่ายขนาดนั้นหรอกนะ ถึงแม้ว่าเธอจะพึงพอใจในตัวเขามาก แต่จะให้ยอมรับคำว่า 'ครอบครัวของเรา' รวดเร็วปานกามนิตหนุ่มแบบนี้ เธอก็ทำใจยอมรับไม่ได้หรอก
ไม่ใช่ว่าเธอเล่นตัวหรือกั๊กเขาเอาไว้หรอกนะ แต่ในฐานะหญิงสาวรักนวลสงวนตัว เธอจะยอมหลวมตัวง่ายๆ แบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด
เธอจึงเลี่ยงที่จะตอบคำถามและเปลี่ยนเรื่องคุยทันที "ไม่รู้เหมือนกันนะคะว่าวันนี้พี่สี่ของฉันจะอยู่ที่ทำงานหรือเปล่า เดี๋ยวเราลองแวะไปดูที่นั่นกันเถอะค่ะ"
"แล้วพี่สี่ได้เข้าไปทำงานในเมืองตั้งแต่เมื่อไหร่หรือครับ?" ถึงแม้อีกฝ่ายจะไม่ยอมตกหลุมพรางที่เขาวางไว้ แต่หานซื่อกั๋วก็ไม่ได้เร่งรัดอะไร เขาชวนเธอคุยต่อสัพเพเหระพลางปั่นจักรยานไปตามทางอย่างสบายๆ
"พี่สี่ของฉันเขาเป็นคนดวงดีน่ะค่ะ" เจียงเชี่ยนมักจะยิ้มออกมาเสมอเมื่อเอ่ยถึงพี่สี่ฝาแฝดของตนเอง
เธอรู้สึกมาตลอดว่าคนที่หัวหมอและเจ้าเล่ห์แสนกลที่สุดในบ้าน ก็คือพี่สี่ เจียงโส่วชวนนี่แหละ
สองพี่น้องไปเรียนชั้นมัธยมปลายด้วยกัน แต่ไปๆ มาๆ เจียงโส่วชวนพี่สี่ของเธอกลับหัวไวหลักแหลมกว่าใคร ในขณะที่เธอเรียนจบตามเกณฑ์ปกติ เขากลับแอบไปสอบเทียบจนได้วุฒิบัตรจบการศึกษามาครองก่อนใครเพื่อน แถมพอเรียนจบก่อนเธอ เขาก็หาตำแหน่งงานชั่วคราวทำได้หน้าตาเฉย
และภายในเวลาเพียงแค่หนึ่งปี เขาก็สามารถไต่เต้าจากพนักงานชั่วคราวขึ้นเป็นพนักงานจัดซื้อตัวจริงเสียงจริง ซึ่งเป็นตำแหน่งที่อุดมไปด้วยผลประโยชน์มากมายก่ายกอง ตอนนี้หน้าที่การงานของเขากำลังรุ่งโรจน์สุดๆ เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จจนน่าทึ่งเลยล่ะ
หานซื่อกั๋วหลุดหัวเราะออกมาเมื่อได้ฟัง "คุณก็บอกว่าตัวเองดวงดี พี่สี่ก็บอกว่าดวงดี นี่คุณโยนความดีความชอบให้เรื่องดวงไปเสียหมดเลยนะครับเนี่ย" หญิงสาวช่างถ่อมตัวเหลือเกิน
เจียงเชี่ยนยิ้ม "ฉันพูดความจริงนี่คะ ถึงแม้ว่าเราจะพยายามอย่างหนักก็เถอะ แต่ที่ทุกอย่างสำเร็จลุล่วงมาได้แบบนี้ โชคชะตาก็มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งเลยล่ะค่ะ"
การมีความสามารถคือรากฐานของความโชคดีก็จริง แต่ในโลกนี้ก็มีคนเก่งกาจมากมายที่ไม่มีวันได้พบกับโอกาสทองของตัวเอง ดังนั้นโชคชะตาจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากจริงๆ
ทั้งสองคนคุยสัพเพเหระกันไปตลอดทางจนกระทั่งปั่นจักรยานเข้าสู่ตัวอำเภอ
ระยะทางที่ปั่นมานั้นไม่ได้ใกล้เลยสักนิด แถมหานซื่อกั๋วก็ไม่ได้ปั่นเร็วอะไรนัก
พวกเขาใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงกว่าจะปั่นมาถึงตัวอำเภอ แต่เพราะได้พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวกันมาตลอดทาง จึงรู้สึกราวกับว่าเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจนแทบไม่รู้ตัว
"คุณเหนื่อยหรือเปล่าคะ? เราแวะหาที่นั่งพักกันก่อนดีไหม?" ในที่สุดเจียงเชี่ยนก็เพิ่งนึกขึ้นได้จึงรีบเอ่ยถามเขา
"แค่นี้สบายมากครับ ไม่ระคายผิวผมหรอก" หานซื่อกั๋วหันไปมองหน้าเธอ
เธอช่างเป็นคนที่ใส่ใจและห่วงใยความรู้สึกของคนอื่นเสมอ ถ้าเขาได้ผู้หญิงดีๆ แบบเธอมาเป็นภรรยา ชีวิตคู่ในอนาคตของเขาคงจะมีแต่ความสุขความเจริญเป็นแน่
แต่ถึงแม้เขาจะปั่นจักรยานโดยมีเจียงเชี่ยนซ้อนท้ายมาด้วย สำหรับหานซื่อกั๋วแล้ว น้ำหนักตัวของเธอช่างเบาหวิวราวกับขนนก ไม่ได้สร้างภาระใดๆ ให้กับเขาเลยแม้แต่น้อย
เธอยังไม่รู้เลยสักนิดว่าพละกำลังของเขานั้นเหลือล้นมากแค่ไหน
แต่เอาเถอะ... รอให้อนาคตมาถึง เขาจะค่อยๆ ทำให้เธอประจักษ์แจ้งแก่ใจเอง
เจียงเชี่ยนรู้ดีว่าทหารย่อมมีพละกำลังแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไป แต่เธอไม่คาดคิดเลยว่าจะแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้ หลังจากที่ต้องปั่นจักรยานให้เธอซ้อนท้ายมาเป็นเวลานานสองนาน เขากลับไม่มีอาการหอบเหนื่อยให้เห็นเลยสักนิด
ด้วยพละกำลังอันมหาศาลดุจมนุษย์เหล็กของเขา เธอชักจะหวั่นใจแล้วสิว่าในอนาคตตัวเองจะต้องรับศึกหนักแค่ไหน...
พลันนึกไปถึงคำศัพท์สแลงติดเรทที่เธอเคยผ่านตาในชาติก่อน อย่างคำว่า 'เครื่องจักรที่ไม่มีวันดับ' หรือ 'เครื่องตอกเสาเข็ม' อะไรเทือกนั้น...
หยุดนะ ห้ามคิดอะไรลามกปะปนไปไกลกว่านี้เด็ดขาด!
เจียงเชี่ยนรีบสลัดความคิดอกุศลหน้าไม่อายในหัวทิ้งไปอย่างรวดเร็ว และจับมันปิดผนึกเอาไว้ชั่วคราว
"ตกลงว่าเราจะลองแวะไปที่ทำงานของพี่สี่ดูใช่ไหมครับ? ถ้าเขาอยู่ จะได้ชวนเขาออกมากินข้าวด้วยกันเลยดีไหม?" หานซื่อกั๋วเอ่ยถาม
"ตกลงค่ะ" เจียงเชี่ยนไม่ได้ขัดข้องอะไรอยู่แล้ว ยังไงเธอก็ต้องพาว่าที่คู่หมั้นไปแนะนำให้พี่สี่รู้จักอยู่ดี
หานซื่อกั๋วเอ่ยถามเส้นทาง เจียงเชี่ยนจึงคอยบอกทางให้เขา ทั้งสองคนมุ่งหน้าตรงไปยังที่ทำงานของเจียงโส่วชวนทันที
ไม่นานนัก พวกเขาก็มาถึงที่ทำงานของพี่สี่
เจียงเชี่ยนเคยแวะเวียนมาหาพี่สี่ที่นี่มาก่อน คุณลุงยามหน้าประตูจึงจำเธอได้ทันที เจียงโส่วชวนเคยฝากฝังน้องสาวไว้กับเขา แถมเจียงโส่วชวนยังเป็นคนเข้าสังคมเก่งและรู้จักรักษาน้ำใจคน เขามักจะแอบเอาผักกาดขาวหรือหัวไชเท้าเล็กๆ น้อยๆ มาแบ่งปันให้คุณลุงยามอยู่เสมอ
เป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆ พอคุณลุงยามเห็นเจียงเชี่ยน เขาก็ส่งยิ้มทักทายทันที "อ้าว วันนี้มาหาพี่สี่ของหนูหรือ?"