- หน้าแรก
- ซุปตาร์ครอสโอเวอร์
- บทที่ 18 เช่าห้องร่วมกัน
บทที่ 18 เช่าห้องร่วมกัน
บทที่ 18 เช่าห้องร่วมกัน
บทที่ 18 เช่าห้องร่วมกัน
“ฉันขอถามหน่อยได้ไหมคะว่าคุณทำงานอะไร”
น้ำเสียงอันอ่อนโยนและใบหน้าที่งดงามของแม่หญิงสาว ทำให้หลิวฟางนึกถึงแม่ของตนเองขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว หลังจากเหม่อไปชั่วครู่ เขาก็พบว่าสองแม่ลูกที่อยู่ตรงข้ามมีท่าทีขุ่นเคืองเล็กน้อย
ให้ตายสิ ผมไม่ได้ตั้งใจจริงๆ
หลิวฟางรีบอธิบาย “ขอโทษด้วยครับ เมื่อสักครู่น้ำเสียงของคุณเหมือนแม่ของผมมาก ผมก็เลย...” ใบหน้าของเขาเจือแววเขินอาย
“อ๋อ ไม่เป็นไร” สองแม่ลูกถอนหายใจอย่างโล่งอก หากเป็นเช่นนี้ก็พอจะเข้าใจได้ เพราะดูแล้วเด็กหนุ่มคนนี้ยังอายุน้อยนัก คงจะคิดถึงแม่เป็นธรรมดา เมื่อครู่ทั้งสองเกือบจะล้มเลิกความคิดที่จะเช่าห้องแล้ว เพราะไม่มีใครกล้าปล่อยให้ลูกสาวของตนไปอยู่ในที่อันตราย
“ฉันขอถามหน่อยได้ไหมคะว่าคุณทำงานอะไร” ผู้เป็นแม่ถามย้ำอีกครั้งอย่างอ่อนโยน
“ผมเพิ่งสอบเข้ามหาวิทยาลัยเสร็จปีนี้ครับ เป็นนักศึกษาใหม่ของวิทยาลัยการละครซ่างตู เพิ่งมารายงานตัววันนี้”
สองแม่ลูกต่างแสดงสีหน้าประหลาดใจ เพราะเด็กสาวก็เป็นนักศึกษาใหม่ของวิทยาลัยการละครซ่างตูเช่นกัน เธอเป็นคนซ่างตูโดยกำเนิด จึงไม่ได้รีบร้อนเรื่องการรายงานตัว จนกระทั่งบ่ายวันนี้ถึงได้รีบไปที่วิทยาลัย เนื่องจากบ้านของเธอกับวิทยาลัยอยู่ห่างกันพอสมควร การเดินทางไปกลับทุกวันจึงไม่สะดวกนัก และหอพักก็ไม่ใช่ตัวเลือกของครอบครัวนี้อย่างเห็นได้ชัด เพราะคนซ่างตูใช้ชีวิตอย่างประณีต ค่อนข้างจะพิถีพิถันเรื่องความสะอาดและสภาพแวดล้อม หอพักมหาวิทยาลัยนั้นแทบไม่ต่างอะไรกับ “เล้าหมู” ที่มีคนมาจากทั่วทุกสารทิศซึ่งมีนิสัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตแตกต่างกันไป ดังนั้น หลังจากที่ครอบครัวพิจารณาแล้วจึงตัดสินใจให้ลูกสาวเช่าห้องพักอยู่ใกล้ๆ เพื่อที่เธอจะได้มีสมาธิในการเรียนมากขึ้นและยังปลอดภัยกว่าด้วย ส่วนค่าเช่าห้องนั้น พวกเขาก็มีความสามารถในการจ่าย แน่นอนว่าพวกเขาก็มีมาตรฐานสำหรับสภาพห้องพักเช่นกัน วันนี้เมื่อเห็นประกาศจากนายหน้า ก็รู้สึกว่าห้องนี้น่าจะดีทีเดียว เมื่อมาดูสถานที่จริงก็พบว่าตรงตามความต้องการของสองแม่ลูก ตอนนี้เหลือเพียงแค่ทำความรู้จักกับเจ้าของห้องเท่านั้น แต่ไม่ว่าจะมองอย่างไร เด็กหนุ่มตรงหน้าก็ดูไม่เหมือนคนอายุสิบแปดสิบเก้าที่เพิ่งสอบเข้ามหาวิทยาลัยปีนี้เลย มันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน?
“แล้วปีนี้คุณอายุเท่าไหร่” ผู้เป็นแม่ถามอีกครั้ง ท้ายที่สุดแล้วนี่คือที่ที่ลูกสาวของเธอจะต้องมาอาศัยอยู่ จึงต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจน
หลิวฟางตะลึง การเช่าห้องนี่ยังเกี่ยวข้องกับอายุของผมด้วยหรือ สุดท้าย เขาก็หยิบบัตรนักศึกษาที่เพิ่งทำเมื่อบ่ายนี้ออกมาส่งให้ทั้งสองคน บนบัตรมีทั้งชื่อ อายุ และสาขาวิชาครบถ้วน บัตรนักศึกษานี้เทียบเท่ากับเอกสารทางการ มีความน่าเชื่อถือสูง ช่วยให้เขาไม่ต้องอธิบายยืดยาว เพราะต่อให้อธิบายไป อีกฝ่ายก็อาจจะไม่เชื่อ
สองแม่ลูกรับไปดูก็อดสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ไม่ได้ เป็นนักศึกษาที่อายุน้อยขนาดนี้เชียวหรือ
ผู้เป็นแม่ภูมิใจในตัวลูกสาวของตนมาโดยตลอด เพราะลูกสาวของเธอเคยเรียนข้ามชั้นถึงสามครั้ง เรียกได้ว่าทั้งเก่งทั้งสวย แต่เมื่อได้เปรียบเทียบแล้วจึงรู้ว่า เด็กหนุ่มที่ดูเด็กจนไม่น่าเชื่อคนนี้กลับโดดเด่นกว่าลูกของเธอเสียอีก
เหอเหวินจิ้งก็ตกใจมากเช่นกัน ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนที่อายุน้อยกว่าเธอถึงสองปีสอบเข้าวิทยาลัยการละครซ่างตูได้
“คุณสอบเข้ามหาวิทยาลัยปีนี้เลยเหรอ” ผู้เป็นแม่ดูเหมือนจะยังไม่ยอมแพ้
“ใช่ครับ คะแนนรวม 739 คะแนน” หลิวฟางจึงตัดสินใจไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว บอกให้หมดไปเลยทีเดียว จะได้ไม่มีใครพยายามซักไซ้ล้วงข้อมูลอีก
สองแม่ลูกถึงกับนั่งไม่ติดเก้าอี้ มีคะแนนสอบเข้ามหาวิทยาลัยสูงขนาดนี้ด้วยหรือนี่
ทันใดนั้น เหอเหวินจิ้งก็นึกขึ้นได้ มีข่าวรายงานจริงๆ ว่าผู้ที่สอบได้คะแนนสูงสุดของประเทศปีนี้เป็นเด็กหนุ่มอายุสิบสามปี แถมยังเลือกเรียนที่วิทยาลัยการละครซ่างตูอย่างน่าฉงนอีกด้วย ใช่แล้ว เขาชื่อหลิวฟาง
“อ๊ะ” เด็กสาวยกมือขึ้นปิดปาก นี่คือเขางั้นเหรอ?!
ผู้เป็นแม่มองมาด้วยสายตาเคลือบแคลง
“แม่คะ เขาคือคนที่สอบได้คะแนนสูงสุดของประเทศปีนี้ ในข่าวก็มีรายงานค่ะ” เหอเหวินจิ้งรีบอธิบาย
“อ๋อ” ผู้เป็นแม่วางใจได้อย่างสมบูรณ์ เป็นนักเรียนก็ดีที่สุดแล้ว ยิ่งอายุน้อยก็ยิ่งดี แบบนี้ลูกสาวของเธอก็จะปลอดภัยยิ่งขึ้น แถมคนนี้ยังเป็นผู้ที่สอบได้คะแนนสูงสุด นิสัยคงไม่เลวร้ายแน่นอน แบบนี้ก็วางใจได้เต็มที่แล้ว
“ไม่ทราบว่าบ้านหลังนี้...” ผู้เป็นแม่เอ่ยขึ้นอีก
“บ้านหลังนี้ผมซื้อไว้ครับ รู้สึกว่ามันใหญ่เกินไป ก็เลยตั้งใจจะหาเพื่อนมาอยู่ด้วยกัน” หลิวฟางอธิบายรวบรัดในคราวเดียว
เด็กสาวไม่รู้ว่าการซื้อบ้านแบบนี้ต้องใช้เงินเท่าไหร่ แต่แม่ของเธอไม่ใช่คนที่ไม่ประสีประสา ย่อมเคยได้ยินเรื่องราคามาบ้าง ในใจจึงคิดว่าดูท่าแล้วพ่อแม่ของเด็กคนนี้คงจะร่ำรวยน่าดู
เมื่อขั้นตอนสุดท้ายของการทำความรู้จักสิ้นสุดลง ก็มาถึงเรื่องค่าเช่าห้อง
หลิวฟางยังคงพูดตรงไปตรงมา “พวกคุณคิดว่าเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสม ลองเสนอราคามาได้เลยครับ”
สุดท้ายก็ตกลงกันที่ราคา 150 หยวนต่อเดือน แม่ของหญิงสาวไม่มีประสบการณ์ด้านนี้โดยตรง แต่ก็ได้ศึกษาข้อมูลมาบ้างก่อนจะมา จึงไม่ได้เอาเปรียบหลิวฟาง เพราะนี่คือราคาตลาดทั่วไปในปัจจุบัน
หลิวฟางไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้ เพราะตัวเขาเองก็ไม่ได้คิดจะหาเงินจากเรื่องนี้อยู่แล้ว แค่อยากหาคนมาอยู่ด้วย เพื่อให้บ้านหลังใหญ่หลังนี้ไม่เงียบเหงาจนเกินไป
เช้าวันรุ่งขึ้น หลิวฟางนั่งแท็กซี่มุ่งหน้าไปยัง “หนึ่งร้อย” ซึ่งก็คือห้างสรรพสินค้าที่หนึ่งแห่งซ่างตู
วันนี้เขาจะมาซื้อคอมพิวเตอร์ที่ต้องการ แค่คิดในฐานะแฮกเกอร์คนหนึ่ง เขาก็อดที่จะตื่นเต้นไม่ได้ ความรู้สึกนั้นเหมือนกับทหารใหม่ที่กำลังจะได้ครอบครองปืนของตัวเอง
เมื่อดูแผนผังแนะนำการซื้อของที่หน้าประตู เขาก็เห็นว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมดอยู่ที่ชั้นหนึ่ง บางทีอาจเป็นเพราะเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างตู้เย็นและโทรทัศน์มีน้ำหนักมากจึงถูกจัดวางไว้แบบนี้ หลิวฟางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
หลังจากสอบถามพนักงานขายถึงตำแหน่งของแผนกคอมพิวเตอร์แล้ว เขาก็ไม่สนใจสิ่งอื่นใด มุ่งตรงไปยังโซนคอมพิวเตอร์ทันที
เมื่อมองดูคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องที่ดีกว่าจอที่บ้านของเขาเสียอีก นิ้วของเขาก็เริ่มคันคะเยอ รีบถามพนักงานขายที่อยู่ตรงนั้นว่า “เครื่องไหนสเปกสูงสุดครับ”
พนักงานขายไม่เข้าใจศัพท์เทคนิคเหล่านี้จริงๆ เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสเปกสูงต่ำเป็นอย่างไร ที่บ้านของเธอยังไม่มีของแบบนี้เลย นับประสาอะไรกับเรื่องอื่น เธอเป็นเพียงพนักงานที่ขายคอมพิวเตอร์ตามป้ายราคาเท่านั้น ดังนั้น ใบหน้าของเธอจึงเต็มไปด้วยความงุนงง
หลิวฟางมองดูก็รู้ทันที จึงถามตรงๆ เลยว่า “คอมพิวเตอร์ที่แพงที่สุดของที่นี่อยู่ไหนครับ”
คำถามนี้เธอเข้าใจ ต้องเข้าใจสิ! พนักงานขายนำหลิวฟางไปยังคอมพิวเตอร์ที่ติดป้ายราคา 19,800 หยวน
“ผมขอลองใช้งานหน่อยได้ไหมครับ” หลิวฟางไม่คาดหวังคำอธิบายจากพนักงานขายอีกต่อไปแล้ว ท้ายที่สุด ของสิ่งนี้ในยุคปัจจุบันไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนจะหาซื้อมาใช้หรือคุ้นเคยได้ เขาจึงเตรียมจะตรวจสอบสเปกคอมพิวเตอร์ด้วยตัวเอง
“ได้ค่ะ”
หลิวฟางเชื่อมต่อเคสคอมพิวเตอร์กับจอภาพอย่างคล่องแคล่ว เสียบปลั๊กไฟ แล้วกดปุ่มเปิดเครื่อง คอมพิวเตอร์ก็ส่งเสียงหึ่งๆ ก่อนจะเริ่มทำงาน
พนักงานขายมองดูเด็กหนุ่มคนนี้เปิดคอมพิวเตอร์ทำงานได้อย่างชำนาญด้วยความตกตะลึง
หน้าจอดับลง ก่อนที่หน้าจอตัวเลือกแบบเดียวกับคอมพิวเตอร์ที่บ้านของเขาจะปรากฏขึ้น ซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการห่วยๆ ของโลกนี้มันช่างน่าหงุดหงิดเสียจริง เขาควบคุมคอมพิวเตอร์เข้าสู่หน้าจอหลักอย่างชำนาญ แล้วตรวจสอบคุณสมบัติต่างๆ ของคอมพิวเตอร์อย่างละเอียด
ในที่สุด เขาก็ได้ข้อสรุปว่า สเปกของคอมพิวเตอร์เครื่องนี้ไม่ใช่การผสมผสานฮาร์ดแวร์ที่ดีที่สุดในปัจจุบัน แม้ว่าจะค่อนข้างทันสมัยในตลาดแล้วก็ตาม มีหน่วยความจำประมาณ 16GB และหน่วยความจำประมวลผลประมาณ 2GB แต่เนื่องจากซอฟต์แวร์ที่เทอะทะและมีประสิทธิภาพต่ำ ทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้ไม่ราบรื่นนัก
ทันใดนั้น หลิวฟางก็เกิดความคิดขึ้นมา คอมพิวเตอร์ เขาสามารถประกอบเองได้นี่ เขาสามารถเลือกใช้ส่วนประกอบคอมพิวเตอร์ให้เป็นระดับสูงสุดในปัจจุบันได้ และซอฟต์แวร์ เขาก็สามารถเขียนเองได้ ระบบ “วินเดี้ยง” นั้นก็สมบูรณ์มากแล้ว โปรแกรมสำนักงาน “อ้วกฟิต” ก็สมบูรณ์มากเช่นกัน
ดูเหมือนว่าซอฟต์แวร์มากมายสามารถสร้างขึ้นมาได้ด้วยมือของเขาเองนี่นา! ดวงตาของเขาทอประกายเจิดจ้า ความคิดนี้ยิ่งทำให้เขามองข้ามคอมพิวเตอร์ในยุคปัจจุบันไปอีก เขาออกจากระบบ ปิดเครื่อง แล้วเดินจากไปอย่างสง่างาม
พนักงานขายคนนี้มองตามเด็กหนุ่มที่จากไปอย่างตกตะลึง ในใจอดไม่ได้ที่จะบ่นว่า ‘ไอ้กระจอก ไม่มีปัญญาซื้อแล้วยังจะมาอวดเก่งอะไรที่นี่อีก’
หลังจากที่หลิวฟางสอบถามจนเจ้าของร้านชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์เล็กๆ แห่งหนึ่งใกล้จะรำคาญจนตาย เขาก็ตัดสินใจลงมือเมื่อทำความรู้จักกับชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ทั้งหมดในร้านแล้ว สุดท้ายก็จ่ายเงินไปประมาณหนึ่งหมื่นหยวนเศษ
เจ้าของร้านทั้งดีใจที่วันนี้ทำกำไรได้ก้อนโต และทั้งโล่งใจที่ในที่สุดก็หลุดพ้นจากการรบกวนของเด็กคนนี้ได้เสียที ไอ้หนูนี่มันน่ารำคาญเกินไปแล้วจริงๆ
หลิวฟางไม่ได้ประกอบคอมพิวเตอร์ที่นั่นทันที เขารวบรวมชิ้นส่วนทั้งหมดรวมถึงลำโพง เคส และจอภาพ ให้เจ้าของร้านแพ็กรวมกันใส่กล่อง แล้วจึงนั่งแท็กซี่กลับบ้าน
หลังจากกลับถึงบ้าน ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ทั้งหมดก็ถูกเขาประกอบขึ้นเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่เอี่ยม
เมื่อดูเวลา ยังไม่ถึงสิบเอ็ดโมงเช้า เขาก็ออกจากบ้านอีกครั้ง มุ่งตรงไปยังร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ที่อยู่ใกล้ๆ ย่านสถานศึกษาก็ดีแบบนี้แหละ มีร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่หนาแน่น
เขามาที่ร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่พร้อมกับฮาร์ดไดรฟ์พกพาขนาด 1GB ที่เพิ่งซื้อมาใหม่ ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีสูงสุดในยุคนี้แล้ว และเพียงพอสำหรับสร้างและจัดเก็บซอฟต์แวร์อย่าง “วินเดี้ยง” ของเขาได้
มื้อกลางวันของเขาจึงเป็นการสั่งข้าวกล่องของโลกนี้มากินที่ร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ เขายังคงพิมพ์คีย์บอร์ดอย่างรวดเร็วเพื่อเขียนโค้ดของ “วินเดี้ยง” และ “อ้วกฟิต” ลงในฮาร์ดไดรฟ์พกพา
เมื่อการกดแป้นพิมพ์ครั้งสุดท้ายสิ้นสุดลง เขาก็อดถอนหายใจยาวออกมาไม่ได้ พอดูเวลา ก็เกือบจะหนึ่งทุ่มแล้ว
หลังจากตรวจสอบอีกครั้งและแก้ไขบั๊กที่เขาคิดว่ามีอยู่สองสามจุด เขาก็กดบันทึกไฟล์
เมื่อมองดูแถบความคืบหน้าในการบันทึกที่กำลังเคลื่อนไป เขาก็อดทอดถอนใจอีกครั้งไม่ได้ ‘มันไม่ง่ายเลยจริงๆ ให้ตายสิ ข้าอุตส่าห์ง่วนอยู่กับมันมาตั้งแปดชั่วโมงเต็ม’
ในไม่ช้า โปรแกรมติดตั้งง่ายๆ ก็ถูกเขียนเสร็จและบันทึกไว้เรียบร้อย หลังจากจ่ายค่าบริการของร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่แล้ว เขาก็เก็บฮาร์ดไดรฟ์ไว้ในกระเป๋าเป้ใบเล็กที่สะพายอยู่ เขาแทบจะอดใจรอไม่ไหวที่จะรีบกลับไปติดตั้งโปรแกรมบนคอมพิวเตอร์และท่องอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาปรารถนาที่สุดในตอนนี้ แต่เสียงท้องร้องประท้วงก็เตือนเขาว่า เขายังไม่ได้กินข้าวเย็นเลย
จำได้ว่าระหว่างทางกลับบ้าน ริมแม่น้ำมีร้านเล็กๆ ของสองสามีภรรยาชาวเสฉวน อาหารรสจัดจ้านของที่นั่นค่อนข้างถูกปากเขา ที่นั่นดูเหมือนจะเป็นย่านสลัม แม้จะอยู่ติดกับย่านที่พักของเขา แต่ก็ดูค่อนข้างสกปรกและวุ่นวาย
เมื่อนึกถึงอาหารเสฉวนรสเผ็ดร้อนหอมกรุ่น เขาก็รู้สึกว่าท้องไส้ปั่นป่วนไปหมด ดูเหมือนจะเลยสองทุ่มไปแล้ว ช่างเป็นการทำร้ายกระเพาะของตัวเองเสียจริง
[จบตอน]