- หน้าแรก
- สั่งพร็อพประกอบฉาก แต่ไหงได้ลิฟต์อวกาศมาซะงั้น?!
- บทที่ 35 ผู้กำกับกัว: เสี่ยวเจียง สิ่งที่นายทำออกมานี่มันคืออะไร?
บทที่ 35 ผู้กำกับกัว: เสี่ยวเจียง สิ่งที่นายทำออกมานี่มันคืออะไร?
บทที่ 35 ผู้กำกับกัว: เสี่ยวเจียง สิ่งที่นายทำออกมานี่มันคืออะไร?
ซุนซ่างทำงานกับผู้กำกับกัวมานาน เขามองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายรู้สึกว่าหินไฟอีกลูกมันเบาเกินไป ถึงไม่ได้ให้หวงคุนลากต่อ
แต่หินไฟลูกที่สองก็เห็นได้ชัดว่าหนักเกินไป ไม่รู้ว่ากัวฝานจะตัดสินใจยังไง
ในขณะที่ซุนซ่างกำลังกระวนกระวายใจอยู่นั้น กัวฝานก็เอ่ยปากพูดขึ้น
“หินไฟลูกแรกมันเบาไป ลูกที่สองนี่แหละกำลังดี”
เมื่อหวงคุนได้ยินกัวฝานบอกว่าหินไฟลูกที่สองเหมาะสม ดวงตาของเขาก็แทบจะถลนออกมานอกเบ้า
“ผู้กำกับกัว แบบนี้มันไม่เข้าท่านะครับ! พวกเราจะไปลากของหนักขนาดนี้ไหวได้ยังไง ความรู้สึกนี่มันน่าจะปาเข้าไปสองร้อยกว่าจิน (100 กิโลกรัม) แล้วนะครับ พวกเรามาแสดงหนังนะครับ ไม่เห็นจำเป็นต้องใช้ของหนักขนาดนี้เลย!”
หวงคุนคิดในใจว่า ถ้าตอนนี้ไม่ออกโรงประท้วง วันหลังคงได้ใช้ชีวิตอย่างยากลำบากแน่ ๆ เขาจึงอยากจะดับความคิดของกัวฝานตั้งแต่เนิ่น ๆ
อู๋จิงเองก็เคยเป็นนักแสดงมาก่อน ย่อมรู้ดีว่าการลากของหนักไปพร้อม ๆ กับการรักษาสีหน้าท่าทางในการแสดงให้สมบทบาทมันยากขนาดไหน เขาจึงช่วยพูดเกลี้ยกล่อมว่า
“ผู้กำกับกัว ฉันรู้ว่านายอยากให้ภาพมันออกมาดูสมจริงที่สุด แต่หินไฟนี่มันหนักเกินไป ในระหว่างการถ่ายทำอาจจะเกิดอันตรายกับนักแสดงได้นะ”
“อาจารย์ซุน หินไฟสองลูกนี้หนักลูกละเท่าไหร่?”
“ลูกหนึ่ง 60 จิน (30 กิโลกรัม) อีกลูกหนึ่ง 220 จิน (110 กิโลกรัม) ครับ” ซุนซ่างรายงานน้ำหนักไปตามความเป็นจริง
เดิมทีหวงคุนก็เป็นคนอารมณ์ร้อนอยู่แล้ว พอได้ยินตัวเลขนี้ก็หลุดปากโพล่งออกมาทันที
“สองร้อยกว่าจินจริง ๆ ด้วย? ทีมพร็อพของพวกนายเห็นพวกเราเป็นอะไรเนี่ย? ลาโม่แป้งหน้าหมู่บ้านเหรอไง? ถึงได้ทำของหนักขนาดนี้มาให้พวกลากน่ะ?”
เมื่ออู๋จิงได้ยินคำตอบของซุนซ่าง เขากำลังจะพูดเกลี้ยกล่อมกัวฝานต่อ แต่ไม่นึกเลยว่าจะถูกกัวฝานพูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน
“พี่จิงครับ ภาพที่ออกมาจากเลนส์กล้องมันหลอกคนดูไม่ได้หรอกครับ หินไฟลูกแรกเห็นได้ชัดว่ามันเบาเกินไป ซึ่งมันผิดเพี้ยนไปจากหินไฟที่ตั้งค่าไว้ในต้นฉบับอย่างสิ้นเชิง”
“หินไฟในฐานะอุปกรณ์จุดระเบิดที่มีความหนาแน่นสูง มันก็คือระเบิดไฮโดรเจนขนาดจิ๋วดี ๆ นี่เอง แล้วมันจะไปหนักแค่ 60 จินได้ยังไง? เมื่อกี้นี้พี่ก็เห็นแล้วนี่ครับ พอหวงคุนออกแรงลาก หินไฟมันก็ขยับตามอย่างง่ายดายราวกับปลิวลมเลย”
“ถ้าขืนถ่ายทำไปแบบนี้ คนดูเขาจะไปเชื่อได้ยังไงว่านี่คืออุปกรณ์ชิ้นสำคัญ?”
“ของหนักแค่ 60 จิน จะไปมีพลังจุดระเบิดเครื่องยนต์ขับเคลื่อนดาวเคราะห์ให้ขับเคลื่อนโลกทั้งใบได้ยังไง?”
“ขนาดผมพูดเอง ผมยังไม่เชื่อตัวเองเลย”
กัวฝานสมกับเป็นนักโต้วาทีฝีปากเอก พอเขาพูดจบ ทุกคนก็ถึงกับเถียงไม่ออก
“เพราะงั้นผมถึงได้รู้สึกว่าน้ำหนัก 220 จินเนี่ยแหละกำลังเหมาะสม พื้นผิวสัมผัสที่ถ่ายทอดออกมาจะทำให้คนดูเชื่อได้ว่าสิ่งที่ทีมกู้ภัยกำลังขนส่งอยู่นั้นมีความสำคัญมากจริง ๆ”
หวงคุนเงียบไป เขาหันไปมองนักแสดงทีมกู้ภัยคนอื่น ๆ ก็พบว่าสีหน้าของแต่ละคนดูไม่ค่อยสู้ดีนัก
ขนาดหวงคุนที่เป็นคนที่มีพละกำลังมากที่สุดในบรรดานักแสดงทีมกู้ภัย ยังลากหินไฟหนักสองร้อยกว่าจินไม่ไหวเลย แล้วนับประสาอะไรกับพวกเขา
เขาถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง และตัดสินใจพูดความในใจออกไป “ผู้กำกับกัวครับ ผมรู้สึกว่าการมานั่งสร้างความสมจริงอะไรที่นี่มันไม่จำเป็นเลยจริง ๆ นะครับ ภารกิจหลักของพวกเราในตอนนี้ไม่ใช่การถ่ายทำหนังให้เสร็จก่อนหรอกเหรอครับ?”
“พวกเราจำเป็นต้องมานั่งจับผิดเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้ด้วยเหรอครับ?”
กัวฝานเม้มริมฝีปากแน่น ไม่ได้พูดอะไรตอบกลับไป
บรรยากาศในกองถ่ายตกอยู่ในความกระอักกระอ่วนชั่วขณะ
ความจริงแล้วกัวฝานไม่ได้โกรธหรอกนะ
เขาแค่รู้สึกจนปัญญาต่างหาก
เพราะสิ่งที่หวงคุนพูดคือเรื่องจริง
ขนาดนักแสดงทั่วไปที่ไม่ได้แบกของหนัก ยังไม่สามารถการันตีได้เลยว่าจะแสดงออกมาได้สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้พวกเขากำลังถ่ายทำภาพยนตร์ไซไฟ ซึ่งในบทก็มีฉากแอ็กชันอยู่ไม่น้อย และฉากพวกนี้ก็ต้องให้นักแสดงลงมือแสดงเองทั้งหมด
ถ้าให้พวกเขาต้องมาลากหินไฟหนักสองร้อยกว่าจินไปพร้อม ๆ กับการแสดง ผลลัพธ์ของการแสดงก็ต้องลดลงอย่างแน่นอน
“เอาแบบนี้ดีไหมครับ พวกเราใช้วิธีแบบหนังฟอร์มยักษ์ของประเทศอินทรี โดยใช้คนแสดงจริงผสมกับซีจี ฉากแอ็กชันยาก ๆ ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของการสังเคราะห์ภาพในช่วงโพสต์โปรดักชันไป”
เมื่อหวงคุนเห็นกัวฝานนิ่งเงียบไป ก็คิดว่าอีกฝ่ายกำลังรอให้ทุกคนออกความเห็น จึงลองเสนอวิธีแก้ปัญหาขึ้นมา
แต่ใครจะไปคิด ว่าพอเขาไม่พูดก็แล้วไป แต่พอพูดขึ้นมา ความโกรธของกัวฝานก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที
ประเทศอินทรี
ประเทศอินทรีอีกแล้ว
กัวฝานไม่ได้โกรธหวงคุน แต่เขาโกรธตัวเองต่างหาก ที่ไม่ว่าจะถ่ายหนังเรื่องไหนก็เหมือนจะหนีไม่พ้นเงาของประเทศอินทรีอยู่ร่ำไป
ประเทศอินทรีก็เปรียบเสมือนเมฆดำทะมึนที่ไม่มีวันหลบพ้น คอยตามหลอกหลอนกัวฝานอยู่ไม่เลิกรา
ยิ่งไปกว่านั้น เขาก็ไม่มีเงินไปทำซีจีอะไรนั่นจริง ๆ ด้วย
ในท้ายที่สุด กัวฝานก็ไม่ได้แสดงความโกรธออกมา เขาพยายามสงบสติอารมณ์ลงแล้วพูดว่า “ผมหวังว่าภาพยนตร์ของพวกเราจะพยายามถ่ายทำด้วยสถานที่จริงและของจริงให้มากที่สุด ในเมื่อหินไฟหนักสองร้อยกว่าจินมันลากยากนัก งั้นพวกเราก็ใช้สลิงช่วยก็แล้วกัน”
“ไม่ต้องใช้สลิงหรอกครับ หินไฟหนักสองร้อยกว่าจิน จริง ๆ แล้วลากได้สบายมากเลยนะครับ” ในตอนที่เจียงเฉินกับคนในทีมพร็อพกลุ่ม B กำลังเข็นรถที่บรรทุกอุปกรณ์เอ็กโซสเกเลตันเครื่องกลเข้ามา ก็ได้ยินคำพูดของกัวฝานพอดี
หวงคุนได้ยินเสียงก็หันไปมอง พบว่าคนที่พูดดูเป็นเด็กหนุ่มที่อายุน้อยมาก เขาขมวดคิ้ว ไม่คิดจะสนใจเด็กหนุ่มที่พูดจาโอ้อวดคนนี้
แต่ใครจะไปคิด ว่าพอกัวฝาน อู๋จิง และซุนซ่างได้ยินเสียงของอีกฝ่าย บนใบหน้าของพวกเขากลับปรากฏรอยยิ้มดีใจขึ้นมา
กัวฝานรีบหันขวับไปทางที่เด็กหนุ่มคนนั้นเดินมาทันที แล้วพูดว่า “เสี่ยวเจียง ในที่สุดนายก็มาสักที นายเข็นอะไรมาน่ะ คนในทีมพร็อพรีบไปช่วยเขาเข็นหน่อยเร็ว”
ความจริงไม่ต้องรอให้กัวฝานสั่ง คนในกองถ่ายที่รู้จักเจียงเฉินต่างก็รีบพากันเข้าไปช่วยเขาเข็นรถอย่างกระตือรือร้น
ที่ผ่านมาหวงคุนและนักแสดงทีมกู้ภัยคนอื่น ๆ ต้องเข้ารับการฝึกซ้อมแบบปิดมาโดยตลอด จึงยังไม่เคยเห็นหน้าเจียงเฉินมาก่อน
ตอนนี้พอหวงคุนเห็นทุกคนแห่กันเข้าไปช่วยเจียงเฉินเข็นของ ในใจก็รู้สึกสงสัยขึ้นมา
ไอ้หนุ่มนี่เป็นใครกัน ทำไมถึงดูเป็นที่รักของทุกคนขนาดนี้
“ผู้กำกับกัว ของที่อยู่ในกล่องนี้สามารถแก้ปัญหาเรื่องหินไฟหนักเกินไปจนนักแสดงลากไม่ไหวได้ครับ” เจียงเฉินพูดไปพลาง แกะบรรจุภัณฑ์ภายนอกที่ห่อหุ้มรถเข็นออกไปพลาง
“อะไรนะ?” กัวฝานและอู๋จิงต่างก็มองหน้ากันด้วยความงุนงง ไม่เข้าใจว่าสิ่งที่เจียงเฉินพูดเมื่อครู่นี้หมายความว่ายังไง
ตอนแรกพวกเขาตั้งใจจะถามต่อ แต่ในวินาทีที่เจียงเฉินแกะบรรจุภัณฑ์ภายนอกออกจนหมด พวกเขาก็ลืมสิ่งที่กำลังจะพูดไปเสียสนิท
ทุกสิ่งทุกอย่างปรากฏขึ้นมาโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า
โครงกระดูกสีดำที่เปล่งประกายความเย็นชาเชื่อมต่อกันเป็นส่วนหัวไหล่ของมนุษย์ที่มีความกว้างใหญ่ ด้านข้างของหัวไหล่ทั้งสองข้างถูกปกคลุมด้วยโลหะทรงกลมที่เปล่งแสง LED สีส้มอ่อน ๆ ออกมา
บริเวณหัวไหล่ยังมีการจงใจเผยให้เห็นสายไฟและโครงสร้างสีแดงบางส่วนอีกด้วย
เมื่อมองต่ำลงมาจากหัวไหล่ ก็จะเห็นท่อไฮดรอลิกโลหะสีเงินเชื่อมต่อกันเป็นรูปแขนของมนุษย์ ส่วนท่อนล่างก็เกิดจากการนำวัสดุขนาดเท่าหัวแม่มือมาประกอบเข้าด้วยกันจนกลายเป็นส่วนขา
วัสดุทุกชิ้นล้วนผ่านการตัดแต่งมาอย่างประณีต ไม่มีการใช้ชิ้นส่วนแผ่นใหญ่แผ่นเดียวมาประกอบลวก ๆ เพื่อประหยัดเวลา จุดเชื่อมต่อทุกจุดล้วนถูกออกแบบมาให้สอดคล้องกับข้อต่อของร่างกายมนุษย์ ทำให้ดูมีความยืดหยุ่นสูงมาก
พวกกัวฝานกลั้นหายใจ เดินอ้อมไปดูด้านหลังโดยสัญชาตญาณ
สิ่งที่สะดุดตาเป็นอย่างแรกคืออุปกรณ์ที่ดูคล้ายกับกระเป๋าเป้ และแท่นยึดอาวุธหนักแบบสะพายหลัง
หัวใจของกัวฝานกระตุกวูบอย่างแรง
ความรู้สึกถึงกลิ่นอายของเครื่องจักรกลที่หนักแน่นและดุดันซึ่งเกิดจากโลหะหนัก ทำให้กัวฝานรู้สึกราวกับได้หลุดเข้าไปอยู่ในโลกไซไฟ
เขารู้สึกว่าในวินาทีถัดมา ตัวละครไซไฟจากในนิยายหรือการ์ตูนคงจะเดินทะลุมิติมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเขาเป็นแน่
เมื่อมองดูแสงเย็นชาที่สะท้อนออกมาจากวัสดุสีดำตรงหน้า กัวฝานก็สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พยายามสะกดกลั้นน้ำเสียงที่สั่นเทาของตัวเองเอาไว้ แล้วถามขึ้นว่า “เสี่ยวเจียง สิ่งที่นายทำออกมานี่มันคืออะไร?”
(จบบท)