- หน้าแรก
- ยอดเซียนวิถีซุ่มบำเพ็ญ
- บทที่ 42 ชุยเจ๋อสร้างรากฐาน
บทที่ 42 ชุยเจ๋อสร้างรากฐาน
บทที่ 42 ชุยเจ๋อสร้างรากฐาน
บทที่ 42 ชุยเจ๋อสร้างรากฐาน
เกาะโอสถ
“ข่าวใหญ่... ครานี้สำนักปล่อยโอสถสร้างรากฐานออกมาสามเม็ด เม็ดแรกถูกชุยเจ๋อแลกไปอย่างไร้ข้อกังขา... เม็ดที่สองตกอยู่ในมือของศิษย์พี่หร่วนเทียนโซ่ว”
“เม็ดที่สาม... เพิ่งจะถูกอู่หลงจื่อแลกไปเมื่อครู่นี้เอง!”
“อู่หลงจื่อหรือ? ข้าจำได้ว่าความดีความชอบของเขายังขาดอยู่อีกนิดหน่อย ไม่รู้ว่าไปหยิบยืมมาจากผู้ใด... คนผู้นี้จิตใจเย็นชานัก ถึงกับยังมีคนกล้าเดิมพันด้วยอีกหรือ?”
“สำนักมอบโอสถสร้างรากฐานให้ แต้มผลงานเป็นเพียงข้อกำหนดพื้นฐานเท่านั้น พวกเราศิษย์หลายสิบคนร่วมมือกันลงขันก็พอจะมีแต้มถึง ทว่าเจ้าดูสิว่าสำนักจะยอมให้เจ้าแลกหรือไม่? การมอบให้อู่หลงจื่อ ย่อมเป็นเพราะเห็นว่าเขามีหวังในการสร้างรากฐานนั่นเอง...”
...
เหนือยอดเขาน้ำตกเย็น บรรดาศิษย์จำนวนมากต่างพากันปรุงโอสถด้วยวิชาวารีไปพลาง สนทนาสัพเพเหระกันไปพลาง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยาที่มีต่ออู่หลงจื่อ
ฟางชิงกลับไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้เท่าใดนัก
แม้เขาจะจ่ายทรัพยากรวิญญาณไป ทว่าในสายตาของเขา มันก็เป็นเพียงค่าคุ้มครองเท่านั้นเอง
สมาคมห้ามังกรรับค่าคุ้มครองไปแล้ว ก็ได้มอบการคุ้มครองให้แก่เขาในยามที่เขายังอ่อนแอ ทั้งยังมีเส้นสายและความสัมพันธ์อีกมากมาย
มิพักต้องเอ่ยถึงเรื่องอื่น หากไร้ซึ่งสมาคมห้ามังกร บ่อน้ำพุวิญญาณในถ้ำพำนักก็คงมิอาจสร้างขึ้นมาได้!
และเมื่อจ่ายค่าคุ้มครองไปแล้ว ก็ยังไม่เคยได้ยินว่าจะมีใครได้คืน
หรือจะกล่าวว่า ยามที่เขามอบให้ไป เขาก็ไม่ได้คิดว่าจะได้คืนอยู่แล้ว
‘อู่หลงจื่อ... ไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่?’
หลังจากกลับมาถึงถ้ำพำนัก ฟางชิงก็เริ่มอยากจะเสี่ยงทายตามความเคยชิน จากนั้นก็ฝืนข่มใจไว้ แล้วเริ่มคำนวณเรื่องของฮั่วเหลียนฮัวแทน: “หืม? ที่แท้สำนักก็ไหวตัวทันนานแล้ว ยามนี้กำลังแอบตรวจสอบอยู่เงียบๆ งั้นหรือ? ถึงกับไม่ต้องให้ข้าลงมือ คนผู้นี้ก็มีดาวมรณะทับหัวเสียแล้ว ไม่เพียงแต่ตนเองต้องตาย แต่ทั้งวงศ์ตระกูลยังต้องเผชิญกับภัยพิบัติอีกด้วย?”
แม้เรื่องที่เกาะเฟยอวี่ตระกูลฮั่วเป็นไส้ศึกจะลึกลับซับซ้อนเพียงใด ทว่าเรื่องใดที่เคยทำลงไป ย่อมต้องทิ้งร่องรอยไว้เสมอ!
อีกอย่าง สำนักปี้ไห่คงไม่มานั่งใช้เหตุผลกับเกาะเฟยอวี่อยู่แล้ว!
เมื่อใดที่มีความสงสัย ย่อมสามารถบุกทำลายล้างตระกูลและยึดทรัพย์ได้ทันที... จากนั้นค่อยหาหลักฐานอย่างใจเย็น!
“ใบหน้าที่คุ้นเคย กำลังจะหายไปอีกคนแล้วสินะ...”
ฟางชิงทอดถอนใจคำหนึ่ง ก่อนจะมาที่บ่อน้ำพุวิญญาณ เริ่มต้นปรุงโอสถ
ครานี้ เขาไม่ได้ปรุงน้ำทิพย์วิญญาณระดับต่ำเพื่ออุ่นบ่อ แต่กลับเริ่มต้นปรุง ‘วารีทิพย์วิญญาณน้ำแข็ง’ ทันที!
กรรมวิธีการปรุงน้ำทิพย์วิญญาณนี้ได้มาจากจงอู๋ฝู และจากการที่สำนักปี้ไห่ทำศึกกับตระกูลจง ของวิเศษวิญญาณสายน้ำแข็งต่างๆ จึงถูกยึดมาได้ไม่น้อย ฟางชิงเพียงแค่ไปเดินดูตามแผงลอยในตำหนักกิจการทั่วไปนิดหน่อย เขาก็สามารถรวบรวมมาได้ครบอย่างง่ายดาย
“หัวใจสำคัญของการปรุงโอสถด้วยวิชาวารี... ประการแรกอยู่ที่การปรุงน้ำทิพย์วิญญาณ!”
“วารีทิพย์วิญญาณน้ำแข็งระดับหนึ่ง แสงเย็นวิญญาณน้ำแข็งระดับสอง แสงเร้นลับวิญญาณน้ำแข็งระดับสาม... ไม่รู้ว่าในอนาคตข้าจะมีวาสนาได้เห็นโฉมหน้าของมหาอิทธิฤทธิ์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังนี้หรือไม่?”
“วารีทิพย์วิญญาณน้ำแข็งนี้มีคุณสมบัติเย็นจัด ในด้านการบดขยี้สมุนไพรไปจนถึงการรักษาฤทธิ์ยา ก็นับว่ามีอานุภาพไม่เลวเลยทีเดียว...”
หลายชั่วยามต่อมา ฟางชิงมองขวดหยกในมือ พลางพยักหน้าเงียบๆ
บนผิวขวดหยกในยามนี้ ถูกปกคลุมไว้ด้วยชั้นน้ำแข็งสีขาวบางๆ
เห็นได้ชัดว่า วารีทิพย์วิญญาณน้ำแข็งชุดนี้ ปรุงสำเร็จเรียบร้อยแล้ว
“ลำดับต่อไป คือโอสถผงหลอมปราณ...”
ฟางชิงชี้นิ้วออกไปอย่างไม่ใส่ใจ ภายใต้การร่ายเคล็ดควบคุมวารี วารีทิพย์วิญญาณน้ำแข็งดูราวกับมังกรน้ำแข็งตัวหนึ่ง วนเวียนอยู่เหนือบ่อน้ำพุวิญญาณ
วัตถุดิบหลักของ ‘โอสถผงหลอมปราณ’ หลายชุดพลันระเบิดออก กลายเป็นผงละเอียดในพริบตา
...
ด้วยการช่วยเหลือของสัมผัสเทวะและน้ำทิพย์วิญญาณ แม้ฟางชิงจะเพิ่งเคยปรุงโอสถผงหลอมปราณเป็นครั้งแรก ทว่าเขากลับมีโชคดีไม่น้อย บ่อแรกก็ประสบความสำเร็จทันที
“รูปลักษณ์ด้อยกว่าของแท้อยู่ขั้นหนึ่ง... พิษโอสถดูจะเกินมาตรฐานไปเล็กน้อย”
เขากวาดสัมผัสเทวะไปทั่วบ่อน้ำพุวิญญาณ มองดูผลึกผงยาที่เริ่มตกตะกอนอยู่ที่ก้นบ่อ พลางแอบครุ่นคิด
ในขณะเดียวกัน สองมือก็ประสานมุทรา ส่งพลังเวทสายแล้วสายเล่าเข้าไปในบ่อน้ำพุวิญญาณ
“การปรุงโอสถด้วยวิชาวารีนั้นเชื่องช้า ทว่ากลับมีข้อดีประการหนึ่ง คือสามารถใช้เวลาเพื่อยกระดับคุณภาพของโอสถได้...”
“อย่างเช่นโอสถผงหลอมปราณบ่อนี้ที่มีรูปลักษณ์ไม่สมบูรณ์นัก ขอเพียงบ่มเพาะต่อไปอีกไม่กี่วัน... ก็น่าจะยกระดับขึ้นเป็นระดับสมบูรณ์ได้... พิษโอสถก็จะลดลงไปอยู่ในระดับที่เหมาะสมเช่นกัน”
“หากเป็นโอสถผงหลอมปราณระดับสมบูรณ์ที่ผ่านการบ่มเพาะด้วยวิชาวารี... บางทีอาจจะกลายเป็นโอสถระดับยอดเยี่ยมได้หรือไม่?”
หลายวันต่อมา
ฟางชิงมองดูโอสถผงหลอมปราณระดับสมบูรณ์ชุดหนึ่งในมือ พยักหน้า ก่อนจะลองแตะที่ปลายลิ้นเล็กน้อย
เพียงชั่วพริบตา ภายในทะเลปราณตันเถียนของเขา พลังเวทวารีดำที่พลุ่งพล่านดูเหมือนจะได้รับการชักนำ เริ่มโคจรอย่างบ้าคลั่งไปตามเส้นชีพจรทั่วร่าง
“ไม่เลว สมแล้วที่เป็นโอสถที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ฝึกตนหลอมลมปราณขั้นปลายในการเพิ่มพูนพลังบำเพ็ญ... ด้วยความช่วยเหลือของโอสถนี้ ข้ามีความมั่นใจว่าภายในสี่ถึงห้าปี ข้าจะสามารถยกระดับพลังบำเพ็ญขึ้นสู่หลอมลมปราณขั้นเก้าได้...”
และในอีกห้าปีข้างหน้า ก็คืองานประลองศิษย์สืบทอดแล้ว!
ฟางชิงแอบวางแผนในใจ: “ถึงตอนนั้น คัมภีร์ธรรมบาลพระมหามาตราวชิระของข้าก็น่าจะบรรลุระดับขั้นแรกสมบูรณ์ เทียบเท่ากับการบ่มเพาะกายเนื้อระดับสอง...”
“หัวใจสำคัญของการสร้างรากฐาน อยู่ที่การรวมจิง ชี่ เสิน ให้เป็นหนึ่งเดียวเพื่อการผลัดเปลี่ยน... ข้ามีสัมผัสเทวะแล้ว หากมีการบ่มเพาะกายเนื้อระดับสองเพิ่มมาอีก ด่านแก่นแท้แห่งกายและแก่นแท้แห่งวิญญาณย่อมมิอาจขวางข้าได้แน่นอน!”
“แม้แต่ด่านแก่นแท้แห่งปราณ เคล็ดลับอยู่ที่การ ‘ทำให้พลังเวทกลายเป็นของเหลว’ ซึ่งต้องการคุณภาพและปริมาณของพลังเวทที่สูงมาก... แต่ข้าสามารถฝึกฝน ‘อรรถกถาคัมภีร์วารี’ จนถึงหลอมลมปราณขั้นเก้าสมบูรณ์ได้โดยไม่เปลี่ยนเป็นพลังเวท【วารีทะยาน】 ทว่ากลับกักเก็บมันไว้ แล้วไปฝึกฝน ‘คัมภีร์เฮยหลิง’ จนถึงผสานปราณระดับเก้า จากนั้นจึงเปลี่ยนกลับมาเป็นปราณหยวนทั้งหมด... นี่คือพลังเวทระดับเก้าอย่างน้อยสองสาย เมื่อนำมาทับซ้อนกัน อย่างไรเสียก็น่าจะผ่านด่านแก่นแท้แห่งปราณไปได้ใช่หรือไม่?”
“ดูท่าแล้ว ต่อให้ไม่มีโอสถสร้างรากฐานช่วย อัตราความสำเร็จในการสร้างรากฐานของข้าก็น่าจะสูงจนน่าตกใจ!”
“แต่หากสร้างรากฐานล้มเหลว ผลลัพธ์คือเส้นชีพจรขาดสะบั้นจนถึงแก่ความตาย มิอาจเสี่ยงดวงได้... อย่างน้อยต้องมีโอสถสร้างรากฐานไว้ประกันความเสี่ยงสักเม็ดจึงจะดี...”
“คงมิอาจไม่ยอมสร้างรากฐานไปตลอด แล้วคอยสะสมปราณหยวนจนกลายเป็นผู้ฝึกตนหลอมลมปราณที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์หรอกนะ?”
ต่อให้จะฝึกฝนเคล็ดวิชาระดับเก้าได้เป็นสิบชุด ทว่าหลอมลมปราณอย่างไรก็สู้สร้างรากฐานไม่ได้ นี่คือปัญหาของความแตกต่างทางคุณภาพ
ฟางชิงแอบวางแผนการใหญ่ในการสร้างรากฐานของตนเอง หากทุกอย่างราบรื่น หลังงานประลองศิษย์สืบทอดครั้งต่อไป เขาก็จะสามารถบรรลุสร้างรากฐานได้สำเร็จ!
‘ถึงตอนนั้น ต่อให้เป็นสถานที่บ้าๆ นั่น... ช่างเถอะ สถานที่นั่นมักจะไม่ใช้เหตุผล ข้านึกว่าบรรลุสร้างรากฐานแล้วจะสามารถอวดบารมีได้ ไม่แน่ว่าอาจจะมีระดับตำหนักม่วงลงมาเล่นระเบิดปลาใส่ข้าอีกก็ได้...’
เพียงแต่ ต่อให้จะรู้ดีว่ากู่สู่คือส้วมหลุมและสถานที่บ้าๆ แต่ฟางชิงก็ยากที่จะตัดใจได้ลง
อย่างไรเสีย ปัญหาเรื่องพรสวรรค์ของเขาก็ยังคงเป็นความเจ็บปวดในใจตลอดกาล
ผู้ฝึกตนที่มีพรสวรรค์ระดับกลาง ส่วนใหญ่ทั้งชีวิตล้วนวนเวียนอยู่เพียงหลอมลมปราณ มีเพียงโอกาสริบหรี่ที่จะทะลวงสู่สร้างรากฐานได้สำเร็จ
และหลังจากสร้างรากฐานแล้ว พลังบำเพ็ญมักจะหยุดชะงัก ร้อยละเก้าสิบเก้าล้วนติดอยู่ที่ด่านสร้างรากฐานขั้นต้นนี้เอง!
หากไร้ซึ่งทรัพยากรมหาศาล ฟางชิงรู้สึกว่าการที่ตนเองจะบรรลุแก่นทองคำนั้นเป็นเรื่องที่ไกลเกินเอื้อม
ทว่าทรัพยากรและเคล็ดวิชาของกู่สู่... คือยารักษาชั้นเลิศสำหรับปัญหานี้!
หากมิใช่เพราะ ‘คัมภีร์เฮยหลิง’ เขาคงยังติดอยู่ที่ธรณีประตูของการปรุงโอสถด้วยวิชาวารี
หากไร้ซึ่ง ‘คัมภีร์ธรรมบาลพระมหามาตราวชิระ’ เรื่องสัมผัสเทวะก็ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง
และ ‘วิชาพยากรณ์ดอกเหมย’ ยิ่งช่วยแก้ปัญหาใหญ่เรื่องความปลอดภัยของตนเองได้อีกด้วย
“ดังนั้น... สถานที่บ้าๆ นั่นยังคงต้องไป ข้ายังมีนัดหมายเรื่องเคล็ดวิชามหาตะวันกับจิ้งจอกเฒ่าอยู่ หวังว่าสัตว์อสูรตัวนั้นจะรักษาคำพูดบ้างนะ... อีกอย่าง อย่ามาเล่นระเบิดปลาใส่ข้าล่ะ ก่อนการค้าขายครั้งต่อไป ข้าต้องคำนวณดวงชะตาเพื่อถามความเป็นมงคลหรือเคราะห์ร้ายก่อนเสมอ...”
ต้องยอมรับว่า ตั้งแต่ถูกนักพรตซอมซ่อลงมาเล่นระเบิดปลาใส่คราวก่อน ฟางชิงก็เริ่มจะมีอาการหวาดระแวงขึ้นมาบ้างแล้ว
...
ในขณะที่ฟางชิงกำลังปิดด่านเพียรบำเพ็ญอยู่นั้น
เกาะหมื่นสมบัติ
ภายในถ้ำพำนักแห่งหนึ่ง
ฮั่วเหลียนฮัวค่อยๆ เก็บพลัง พลางลูบจี้หยกสีเขียวมรกตที่ข้างเอว: ‘ผลเก็บเกี่ยวคราวก่อน ส่งมอบให้ทางบ้านจัดการหมดแล้ว... ตามข้อตกลง ควรจะส่งโอสถที่ช่วยเพิ่มพูนพลังบำเพ็ญมาให้ข้าชุดหนึ่งได้แล้วกระมัง’
‘การบำเพ็ญเพียรในช่วงหลอมลมปราณ ขอเพียงมีโอสถเพียงพอ ต่อให้เป็นพรสวรรค์ระดับต่ำก็ยังสามารถรุดหน้าอย่างก้าวกระโดดได้’
‘ด้วยความช่วยเหลือนี้ ข้าอาจจะพอชิงตำแหน่งศิษย์สืบทอดในครั้งหน้าได้หรือไม่นะ?’
‘หากได้รับโอสถสร้างรากฐานจากสำนักมาหนึ่งเม็ด และทางบ้านสนับสนุนมาให้อีกหนึ่งเม็ด ภายใต้โอสถสร้างรากฐานสองเม็ด ข้าต้องสร้างรากฐานสำเร็จแน่นอน!’
ขณะที่เขากำลังวาดฝันถึงอนาคตที่สวยงาม สีหน้าพลันเปลี่ยนไปกะทันหัน
ครืน!
ถ้ำพำนักสั่นสะเทือนรอบหนึ่ง ม่านแสงป้องกันถูกทำลายลง
ซ่า!
เศษหินจำนวนมากกระเด็นว่อน
“ใครกันบังอาจมาบุกถล่มถ้ำพำนักของข้า?”
ฮั่วเหลียนฮัวรีบหยิบโล่กระดองเต่าออกมาปกป้องตนเอง น้ำเสียงแฝงไว้ด้วยความหวาดกลัว
ผู้ที่กล้าบุกทำลายถ้ำพำนักของศิษย์สายในภายในสำนัก มีเพียง...
“เกาะลงทัณฑ์ ตำหนักลงทัณฑ์ ชุยเจ๋อ!”
ลำแสงกระบี่สายหนึ่งพุ่งออกมา มิได้โชติช่วงนัก ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยเจตนาทำลายล้างหมื่นอาคมที่น่าเกรงขาม
เพียงกระบี่เดียว ก็ทำให้โล่กระดองเต่าที่เป็นศาสตราวิเศษระดับสูงแตกสลายกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
ตามมาด้วยลมกรดที่น่าสะพรึงกลัวสายหนึ่ง ซัดจนฮั่วเหลียนฮัวกระอักเลือด ร่างทั้งร่างลอยไปติดผนังราวกับภาพวาด
“คือศิษย์พี่ชุย? ไม่สิ... อาจารย์อาชุย? ท่าน... สร้างรากฐานสำเร็จแล้วหรือ? เหตุใดจึงมาจับกุมศิษย์? ศิษย์ถูกใส่ร้ายนะขอรับ!”
ด้วยความหวังอันน้อยนิดในใจ ฮั่วเหลียนฮัวจึงรีบตะโกนออกมาทันที
“เปล่าประโยชน์ คนของตระกูลฮั่วทุกคนในสำนักถูกจับกุมหมดแล้ว ยันต์สื่อสารแม้เพียงใบเดียวก็ส่งออกไปไม่ได้...”
ชุยเจ๋อดูเยาว์วัยนัก คางแหลมเล็กน้อย ดวงตาเป็นประกาย มุมปากประดับด้วยรอยยิ้มที่ดูไม่แยแสต่อโลก: “เกาะเฟยอวี่ของพวกเจ้าบังอาจสมคบคิดกับศัตรูภายนอก เปิดเผยความลับใหญ่ของสำนัก เตรียมตัวถูกล้างตระกูลแล้วหรือไม่?”
ฮั่วเหลียนฮัวใบหน้าซีดเผือด: “ข้า... พวกเจ้ารู้ได้อย่างไร?”
มาถึงขั้นนี้แล้ว เขารู้ดีว่าคำแก้ตัวใดๆ ล้วนไร้ผล
“จะว่าไปแล้ว... ก็เป็นเพราะเจ้าที่เผยช่องโหว่ออกมานั่นแหละ”
รอยยิ้มที่มุมปากของชุยเจ๋อยิ่งดูประหลาดล้ำ
“เป็นไปไม่ได้! ข้าขอยืนยันว่าข้าทำทุกอย่างอย่างรอบคอบที่สุด... ไม่มีทางทิ้งร่องรอยไว้แน่นอน!”
รูม่านตาของฮั่วเหลียนฮัวหดวูบ หากเป็นเพราะเขาที่ทำให้ความลับรั่วไหล จิตใจแห่งเต๋าของเขาคงต้องพังทลายเป็นแน่!
อย่างไรเสีย เขามั่นใจว่าตนเองจัดการทุกอย่างอย่างระมัดระวังที่สุดแล้ว ไม่ควรทิ้งร่องรอยไว้เลยแม้แต่น้อย!
“เหอะๆ... เจ้าถามแล้วข้าต้องบอกเจ้างั้นหรือ?”
ชุยเจ๋อแค่นเสียงเย็นชา ลำแสงกระบี่พลันวาบขึ้น
ศีรษะของฮั่วเหลียนฮัวกระเด็นหลุดออกไป เลือดพุ่งกระฉูดราวกับน้ำพุ
หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น ชุยเจ๋อเดินออกจากถ้ำพำนัก ก็ได้พบกับผู้อาวุโสเทียนสิง
เห็นได้ชัดว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ ล้วนอยู่ในสัมผัสเทวะของมหาผู้บำเพ็ญสร้างรากฐานขั้นปลายผู้นี้ทั้งสิ้น
“ผู้อาวุโส ทุกอย่างจัดการเรียบร้อยแล้วขอรับ”
ชุยเจ๋อทำความเคารพอย่างนอบน้อม
“อืม... หลังจากนี้จงประกาศ ‘คำสั่งล้างเกาะ’ กวาดล้างตระกูลฮั่วแห่งเกาะเฟยอวี่ให้สิ้นซากเสีย”
ผู้อาวุโสเทียนสิงกล่าวอย่างไร้อารมณ์: “บรรพชนตระกูลฮั่วผู้นั้นเพียรบำเพ็ญมาหลายปี แต่ก็ยังคงเป็นเพียงสร้างรากฐานขั้นต้น ประจวบเหมาะที่จะให้เจ้าใช้ทดสอบกระบี่... ข้าผู้เฒ่าจะไปคุมเชิงให้เจ้าด้วยตนเอง”
“ขอบพระคุณผู้อาวุโส!”
ชุยเจ๋อทำความเคารพอย่างนอบน้อม ในดวงตาแฝงไว้ด้วยความกระหายที่จะประลอง
ในฐานะมือกระบี่ ย่อมชมชอบการต่อสู้ เพื่อเสาะหาโอกาสในการทะลวงขอบเขตพลังบำเพ็ญจากการต่อสู้เป็นตาย