- หน้าแรก
- เพลย์บอยอันดับหนึ่งของเมืองหลวง
- บทที่ 3 แกไม่ใช่หลินปู้ฝาน
บทที่ 3 แกไม่ใช่หลินปู้ฝาน
บทที่ 3 แกไม่ใช่หลินปู้ฝาน
บทที่ 3 แกไม่ใช่หลินปู้ฝาน
กว่าจะกลับมาถึงคฤหาสน์ตระกูลหลินก็เป็นเวลาดึกสงัดแล้ว
ภายในห้องนั่งเล่นสว่างไสว ทันทีที่หลินปู้ฝานก้าวเท้าเข้ามา พ่อบ้านฝูเก๋อก็รีบเข้ามาต้อนรับ ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นฉายแวววิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด "นายน้อย ในที่สุดท่านก็กลับมาเสียที นายท่านกับฮูหยินโทรมาจนสายจะไหม้อยู่แล้วขอรับ"
พูดยังไม่ทันขาดคำ โทรศัพท์มือถือของหลินปู้ฝานก็สั่นอย่างบ้าคลั่ง หน้าจอโชว์หราอยู่สองคำ... 'ตาแก่'
หลินปู้ฝานสไลด์หน้าจอกดรับสาย ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก ปลายสายก็ตะคอกกลับมาด้วยน้ำเสียงทรงพลังที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวราวกับสายฟ้าฟาด
"ไอ้ลูกทรพี! ตอนนี้แกอยู่ที่ไหน!"
'หลินจ้าน' ขุนพลเหล็กแห่งกองทัพแคว้นมังกร บิดาของหลินปู้ฝาน น้ำเสียงของเขาราวกับจะทะลวงผ่านหูฟัง พกพากลิ่นอายของการเข่นฆ่าที่ถูกขัดเกลามาจากสนามรบ แม้จะอยู่ห่างไกลกันนับพันลี้ก็ยังทำให้หลินปู้ฝานสัมผัสได้ถึงแรงกดดัน
"บ้าน" หลินปู้ฝานตอบสั้นๆ ได้ใจความ
ปลายสายเงียบไปชั่วอึดใจ ดูเหมือนกำลังพยายามข่มความโกรธอย่างสุดความสามารถ "เรื่องบนเน็ตฉันรู้หมดแล้ว แกพูดความจริงมาซะ สรุปแล้วมันมีเรื่องพรรค์นั้นจริงหรือเปล่า?"
"ไม่มี"
"ไม่มีจริงๆ นะ?" เมื่อได้ยินคำว่าไม่มี น้ำเสียงของหลินจ้านก็ดูอ่อนลงเล็กน้อย เขารู้จักลูกชายตัวเองดี ถึงจะไม่เอาถ่าน แต่ในสายเลือดก็ยังมีความหยิ่งทะนงของตระกูลหลินอยู่ คงไม่ลดตัวลงไปทำเรื่องต่ำช้าแบบนั้นแน่
แต่ทว่าครั้งนี้ เรื่องมันบานปลายใหญ่โตจนรู้กันไปทั่วบ้านทั่วเมืองแล้ว
ไอ้อินเทอร์เน็ตนี่มันไม่ใช่ของดีจริงๆ เล้ย
"มีคนจัดฉาก" หลินปู้ฝานยังคงตอบสั้นๆ แต่หนักแน่นเด็ดขาด
หลินจ้านเงียบไปอีกครั้ง เขาผ่านสมรภูมิมาครึ่งค่อนชีวิต เล่ห์เหลี่ยมกลอุบายแบบไหนบ้างที่ไม่เคยเจอ พอได้ยินคำว่า "จัดฉาก" เขาก็เข้าใจเรื่องราวไปแล้วเจ็ดแปดส่วน นี่ไม่ใช่แค่เรื่องอื้อฉาวคาวโลกีย์ธรรมดาๆ แต่เป็นการพุ่งเป้ามาที่ตระกูลหลินของเขาต่างหาก
"ต้องการให้ฉันทำอะไรไหม?" น้ำเสียงของหลินจ้านทุ้มต่ำลง
"ไม่จำเป็น" หลินปู้ฝานมองโคมไฟระย้าคริสตัลขนาดใหญ่ในห้องนั่งเล่นด้วยสายตาเรียบเฉย "ตาแก่ วางใจเถอะ เรื่องจิ๊บจ๊อยแค่นี้ผมจัดการเองได้"
"แกน่ะเหรอ?" น้ำเสียงของหลินจ้านเต็มไปด้วยความกังขา แต่สุดท้ายก็กลายเป็นเสียงถอนหายใจ "เอาเถอะ ฉันจะไม่ยุ่ง แต่แกจำเอาไว้ แกคือสายเลือดของตระกูลหลิน ต่อให้ฟ้าถล่มลงมา พ่อคนนี้ก็จะยันเอาไว้ให้แกเอง! ถ้าแก้ปัญหาไม่ได้ ก็ไสหัวกลับมาที่กองทัพ ฉันจะฝึกแกด้วยตัวเอง!"
พูดจบ สายก็ถูกตัดไปดัง "ติ๊ด"
ตามมาติดๆ ด้วยสายที่สอง เบอร์ที่โชว์คือ 'อาหรอง'
'หลินเจี้ยนเยี่ย' น้องชายคนรองของหลินจ้าน ดาวรุ่งพุ่งแรงแห่งวงการการเมือง ขึ้นชื่อเรื่องความเจ้าเล่ห์แสนกลและพลิกแพลงเก่ง
"ปู้ฝาน ไม่ตกใจใช่ไหม?" น้ำเสียงของหลินเจี้ยนเยี่ยอ่อนโยนราวกับสายลมฤดูใบไม้ผลิ ฟังไม่ออกถึงความโกรธเคืองแม้แต่น้อย "อาเห็นหมดแล้วนะ ไอ้พวกปั่นกระแสพวกนี้นับวันยิ่งไร้ขีดจำกัดเข้าไปทุกที จะให้อาหาคนไปคุยกับทางแพลตฟอร์มเพื่อลบไอ้เรื่องบ้าๆ บอๆ พวกนั้นทิ้งไปก่อนไหม?"
"ไม่เป็นไรครับอาหรอง" หลินปู้ฝานปฏิเสธอย่างเด็ดขาด "ปล่อยพวกมันป่วนไป ยิ่งป่วนแรงเท่าไหร่ยิ่งดี"
หลินเจี้ยนเยี่ยที่อยู่ปลายสายชะงักไปอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะหัวเราะเบาๆ "เอาสิ เจ้าเด็กคนนี้โตขึ้นแล้วนี่นา มีความคิดเป็นของตัวเองแล้ว ถ้าอย่างนั้นแกก็จัดการไปตามที่เห็นสมควรเถอะ ถ้าต้องการให้อาออกหน้าเมื่อไหร่ก็บอกมาได้ทุกเมื่อเลยนะ"
พอวางสายจากหลินเจี้ยนเยี่ย โทรศัพท์สายที่สามก็ดังขึ้นแทรกทันที เป็นสายจาก 'อาสาม' หลินเว่ยหมิน
สไตล์ของหลินเว่ยหมินคล้ายคลึงกับหลินจ้านผู้เป็นพี่ชายมาก เขาเป็นคนเด็ดขาดและเถรตรง ปกครองในส่วนภูมิภาคจนได้รับฉายาว่า "พญายมหน้าดำ"
"อาเอง" พอรับสายก็มีคำพูดแค่คำเดียว
"อาสาม"
"ก่อเรื่องเหรอ?"
"เรื่องเล็กน้อยครับ"
"ต้องการให้จัดการไหม?"
"ไม่จำเป็นครับ"
"ดี ถ้าจัดการไม่ได้ ก็บอกมา"
"อืม"
บทสนทนาจบลงอย่างรวดเร็วและกระชับ นับรวมกันแล้วไม่เกินยี่สิบคำ
หลินจือเซี่ยและซูวั่งอวี่ที่ยืนฟังการรับสายรัวๆ อยู่ด้านข้างมีสีหน้าแตกต่างกันไป หลินจือเซี่ยร้อนใจ ส่วนซูวั่งอวี่กลับยิ่งงุนงงหนักเข้าไปอีก
หลินปู้ฝานนี่มันโดนผีสิงหรือเปล่าเนี่ย!
และในที่สุด สายสุดท้ายซึ่งเป็นสายที่สำคัญที่สุดก็โทรเข้ามา... 'เสด็จแม่'
'ซูหว่านชิง' มารดาของหลินปู้ฝาน มหาเศรษฐีหญิงผู้กุมบังเหียนอาณาจักรธุรกิจอันยิ่งใหญ่
"ลูกแม่ ถึงบ้านหรือยัง? บาดเจ็บตรงไหนไหม? หิวหรือเปล่า? แม่ให้ในครัวตุ๋นรังนกไว้ให้ลูกแล้วนะ" น้ำเสียงจากปลายสายอ่อนโยนดั่งสายน้ำ เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักใคร่ตามใจ ราวกับว่าคลื่นลมพายุบนอินเทอร์เน็ตเหล่านั้นในสายตาของหล่อนก็เป็นแค่เรื่องเด็กเล่นขายของเท่านั้น
"แม่ครับ ผมไม่เป็นไร" น้ำเสียงของหลินปู้ฝานอ่อนโยนลงอย่างไม่รู้ตัว
"ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว" น้ำเสียงของซูหว่านชิงเปลี่ยนเป็นเย็นชาในพริบตา แฝงไปด้วยกลิ่นอายของการสังหาร "ผู้หญิงที่ชื่อหลิ่วหรูเยียนนั่น แม่สืบประวัติมาเกือบหมดแล้ว ทางฝั่งโต่วอินแม่ก็จัดการสั่งการไปแล้ว ภายในห้านาที ช่องไลฟ์สดของหล่อนรวมถึงแฮชแท็กที่เกี่ยวข้องทั้งหมด จะหายไปจากอินเทอร์เน็ตอย่างแน่นอน"
ซูหว่านชิงคือผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของโต่วอิน สำหรับหล่อนแล้ว การแบนหลิ่วหรูเยียนสักคน มันง่ายยิ่งกว่าบี้มดเสียอีก
"เดี๋ยวก่อนครับ!" หลินปู้ฝานรีบส่งเสียงห้ามทันที
"หืม?" ซูหว่านชิงแปลกใจเล็กน้อย
"แม่ครับ ไม่ต้องรีบ" หลินปู้ฝานเดินไปที่หน้าต่างกระจกบานใหญ่ ทอดสายตามองแสงสียามค่ำคืนของเมืองหลวงที่สว่างไสว เอ่ยเสียงเรียบ "ปล่อยให้หล่อนเห่าไปเถอะ ยิ่งเห่าดังเท่าไหร่ยิ่งดี กระสุนเพิ่งจะพ้นรังเพลิง อย่าเพิ่งใจร้อน ปล่อยให้มันลอยไปอีกสักหน่อย"
ซูหว่านชิงที่อยู่ปลายสายเงียบไป หล่อนรู้จักลูกชายตัวเองดีเกินไป คำพูดพวกนี้ไม่มีทางที่หลินปู้ฝานคนเดิมที่เอาแต่ใช้อารมณ์และไร้สมองจะพูดออกมาได้แน่
"ลูกแม่ ลูก..."
"แม่ครับ แม่เชื่อใจผมไหม?" หลินปู้ฝานพูดขัดขึ้นมา
"แม่ต้องเชื่อใจลูกอยู่แล้วสิ" ซูหว่านชิงตอบกลับโดยไม่ลังเล "ลูกแม่ทำอะไรก็ถูกไปหมดนั่นแหละ ต่อให้ผิดก็เป็นความผิดของคนอื่น"
"ก็ดีครับ" หลินปู้ฝานกล่าว "เรื่องคราวนี้ไม่ได้พุ่งเป้ามาที่ผมคนเดียว การปิดปากคนๆ เดียวมันไม่มีประโยชน์หรอก เดี๋ยวพวกมันก็หาคนที่สอง ที่สามมาอีก สิ่งที่ผมต้องทำไม่ใช่แค่การเอาตัวรอดออกมาให้ได้อย่างปลอดภัย แต่ต้องทำให้ตระกูลหลินอาศัยเหตุการณ์นี้ก้าวขึ้นไปอีกขั้นให้ได้"
น้ำเสียงของเขาแผ่วเบา แต่เนื้อหาในคำพูดกลับทำให้ราชินีแห่งวงการธุรกิจที่อยู่ปลายสายถึงกับใจสั่น
นี่ใช่ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนที่วันๆ เอาแต่กินดื่มเที่ยวเล่นของหล่อนจริงๆ งั้นหรือ?
ทำให้ตระกูลหลินอาศัยเหตุการณ์นี้ก้าวขึ้นไปอีกขั้น???
พอเถอะ แค่แกไม่ต้องเข้าไปนอนซังเตก็ถือว่าเป็นบุญหัวพวกเราแล้ว...
"ตกลง" ถึงแม้ในใจจะมีข้อกังขามากมาย แต่สุดท้ายซูหว่านชิงก็เลือกที่จะเชื่อใจลูกชาย "แม่จะฟังลูก เงินพอใช้ไหม? เดี๋ยวแม่โอนค่าขนมไปให้อีกสักพันล้านแล้วกัน"
"พอแล้วครับแม่" หลินปู้ฝานรู้สึกอ่อนใจอยู่บ้าง แม่ดีๆ แบบนี้ ขอเบิ้ลอีกโหลได้ไหมเนี่ย ชาติก่อนถ้าเขามีแม่แบบนี้ จะต้องดิ้นรนไปเป็นนักฆ่า เป็นนักเก็บกวาดบ้าบออะไรนั่นทำไมล่ะ
เมื่อวางสาย ห้องนั่งเล่นก็ตกอยู่ในความเงียบสงัด
หลินจือเซี่ยและซูวั่งอวี่ต่างก็มองเขาด้วยสายตาที่เหมือนกำลังมองดูมนุษย์ต่างดาว
"นาย..." ซูวั่งอวี่เป็นฝ่ายเปิดปากพูดก่อน "นายไม่ใช่หลินปู้ฝาน! สรุปแล้วนายเป็นใครกันแน่?"
หลินปู้ฝานหันขวับกลับมา มองซูวั่งอวี่แล้วยิ้มล้อเลียน "ที่ก้นข้างขวามีไฝแดงรูปหัวใจ... ต้นขาด้านในข้างซ้ายมีรอยแผลเป็นเล็กๆ... ตรงหน้าอก..."
"ไอ้ตัวแสบ หุบปากเดี๋ยวนี้นะ!!!" ซูวั่งอวี่ได้ยินดังนั้น ตอนแรกก็ชะงักไป จากนั้นใบหน้าก็แดงก่ำ รีบพุ่งตัวเข้าไปตะครุบปิดปากหลินปู้ฝานเอาไว้แน่น...
หลินปู้ฝานไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงแต่มองเพื่อนสมัยเด็กด้วยสายตาอ่อนโยน ซูวั่งอวี่มองใบหน้าหล่อเหลาของเขาในระยะประชิด ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวเขา ก้อนเนื้อในอกก็พาลเต้นแรงขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ หล่อนกัดริมฝีปากแน่น แค่นเสียงลอดไรฟัน "นายนี่มันหมาจริงๆ!"
หลินปู้ฝานใช้นิ้วจิ้มหน้าผากซูวั่งอวี่ แกะมือหล่อนที่ปิดปากเขาอยู่ออก แล้วหันไปหาหลินจือเซี่ยที่กำลังยืนดูละครฉากนี้อย่างเมามันส์
"เจ๊ สองสามวันนี้ไปทำงานตามปกติเถอะ ไม่ต้องสนใจเรื่องของผม รอผมจัดการกวาดขยะพวกนี้ให้สะอาดก่อนแล้วจะอธิบายให้ฟังทีหลัง"
หลินจือเซี่ยอ้าปากค้าง อยากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่สุดท้ายก็พยักหน้า น้องชายตรงหน้าช่างดูแปลกตาแต่ก็แข็งแกร่ง ทำให้หล่อนรู้สึกสบายใจ ในขณะเดียวกันก็รู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูก
ราวกับว่าน้องชายที่เอาแต่เดินตามหลัง คอยให้หล่อนปกป้องมาตลอด... ได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่เพียงชั่วข้ามคืน