เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3 แกไม่ใช่หลินปู้ฝาน

บทที่ 3 แกไม่ใช่หลินปู้ฝาน

บทที่ 3 แกไม่ใช่หลินปู้ฝาน


บทที่ 3 แกไม่ใช่หลินปู้ฝาน

กว่าจะกลับมาถึงคฤหาสน์ตระกูลหลินก็เป็นเวลาดึกสงัดแล้ว

ภายในห้องนั่งเล่นสว่างไสว ทันทีที่หลินปู้ฝานก้าวเท้าเข้ามา พ่อบ้านฝูเก๋อก็รีบเข้ามาต้อนรับ ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นฉายแวววิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด "นายน้อย ในที่สุดท่านก็กลับมาเสียที นายท่านกับฮูหยินโทรมาจนสายจะไหม้อยู่แล้วขอรับ"

พูดยังไม่ทันขาดคำ โทรศัพท์มือถือของหลินปู้ฝานก็สั่นอย่างบ้าคลั่ง หน้าจอโชว์หราอยู่สองคำ... 'ตาแก่'

หลินปู้ฝานสไลด์หน้าจอกดรับสาย ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก ปลายสายก็ตะคอกกลับมาด้วยน้ำเสียงทรงพลังที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวราวกับสายฟ้าฟาด

"ไอ้ลูกทรพี! ตอนนี้แกอยู่ที่ไหน!"

'หลินจ้าน' ขุนพลเหล็กแห่งกองทัพแคว้นมังกร บิดาของหลินปู้ฝาน น้ำเสียงของเขาราวกับจะทะลวงผ่านหูฟัง พกพากลิ่นอายของการเข่นฆ่าที่ถูกขัดเกลามาจากสนามรบ แม้จะอยู่ห่างไกลกันนับพันลี้ก็ยังทำให้หลินปู้ฝานสัมผัสได้ถึงแรงกดดัน

"บ้าน" หลินปู้ฝานตอบสั้นๆ ได้ใจความ

ปลายสายเงียบไปชั่วอึดใจ ดูเหมือนกำลังพยายามข่มความโกรธอย่างสุดความสามารถ "เรื่องบนเน็ตฉันรู้หมดแล้ว แกพูดความจริงมาซะ สรุปแล้วมันมีเรื่องพรรค์นั้นจริงหรือเปล่า?"

"ไม่มี"

"ไม่มีจริงๆ นะ?" เมื่อได้ยินคำว่าไม่มี น้ำเสียงของหลินจ้านก็ดูอ่อนลงเล็กน้อย เขารู้จักลูกชายตัวเองดี ถึงจะไม่เอาถ่าน แต่ในสายเลือดก็ยังมีความหยิ่งทะนงของตระกูลหลินอยู่ คงไม่ลดตัวลงไปทำเรื่องต่ำช้าแบบนั้นแน่

แต่ทว่าครั้งนี้ เรื่องมันบานปลายใหญ่โตจนรู้กันไปทั่วบ้านทั่วเมืองแล้ว

ไอ้อินเทอร์เน็ตนี่มันไม่ใช่ของดีจริงๆ เล้ย

"มีคนจัดฉาก" หลินปู้ฝานยังคงตอบสั้นๆ แต่หนักแน่นเด็ดขาด

หลินจ้านเงียบไปอีกครั้ง เขาผ่านสมรภูมิมาครึ่งค่อนชีวิต เล่ห์เหลี่ยมกลอุบายแบบไหนบ้างที่ไม่เคยเจอ พอได้ยินคำว่า "จัดฉาก" เขาก็เข้าใจเรื่องราวไปแล้วเจ็ดแปดส่วน นี่ไม่ใช่แค่เรื่องอื้อฉาวคาวโลกีย์ธรรมดาๆ แต่เป็นการพุ่งเป้ามาที่ตระกูลหลินของเขาต่างหาก

"ต้องการให้ฉันทำอะไรไหม?" น้ำเสียงของหลินจ้านทุ้มต่ำลง

"ไม่จำเป็น" หลินปู้ฝานมองโคมไฟระย้าคริสตัลขนาดใหญ่ในห้องนั่งเล่นด้วยสายตาเรียบเฉย "ตาแก่ วางใจเถอะ เรื่องจิ๊บจ๊อยแค่นี้ผมจัดการเองได้"

"แกน่ะเหรอ?" น้ำเสียงของหลินจ้านเต็มไปด้วยความกังขา แต่สุดท้ายก็กลายเป็นเสียงถอนหายใจ "เอาเถอะ ฉันจะไม่ยุ่ง แต่แกจำเอาไว้ แกคือสายเลือดของตระกูลหลิน ต่อให้ฟ้าถล่มลงมา พ่อคนนี้ก็จะยันเอาไว้ให้แกเอง! ถ้าแก้ปัญหาไม่ได้ ก็ไสหัวกลับมาที่กองทัพ ฉันจะฝึกแกด้วยตัวเอง!"

พูดจบ สายก็ถูกตัดไปดัง "ติ๊ด"

ตามมาติดๆ ด้วยสายที่สอง เบอร์ที่โชว์คือ 'อาหรอง'

'หลินเจี้ยนเยี่ย' น้องชายคนรองของหลินจ้าน ดาวรุ่งพุ่งแรงแห่งวงการการเมือง ขึ้นชื่อเรื่องความเจ้าเล่ห์แสนกลและพลิกแพลงเก่ง

"ปู้ฝาน ไม่ตกใจใช่ไหม?" น้ำเสียงของหลินเจี้ยนเยี่ยอ่อนโยนราวกับสายลมฤดูใบไม้ผลิ ฟังไม่ออกถึงความโกรธเคืองแม้แต่น้อย "อาเห็นหมดแล้วนะ ไอ้พวกปั่นกระแสพวกนี้นับวันยิ่งไร้ขีดจำกัดเข้าไปทุกที จะให้อาหาคนไปคุยกับทางแพลตฟอร์มเพื่อลบไอ้เรื่องบ้าๆ บอๆ พวกนั้นทิ้งไปก่อนไหม?"

"ไม่เป็นไรครับอาหรอง" หลินปู้ฝานปฏิเสธอย่างเด็ดขาด "ปล่อยพวกมันป่วนไป ยิ่งป่วนแรงเท่าไหร่ยิ่งดี"

หลินเจี้ยนเยี่ยที่อยู่ปลายสายชะงักไปอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะหัวเราะเบาๆ "เอาสิ เจ้าเด็กคนนี้โตขึ้นแล้วนี่นา มีความคิดเป็นของตัวเองแล้ว ถ้าอย่างนั้นแกก็จัดการไปตามที่เห็นสมควรเถอะ ถ้าต้องการให้อาออกหน้าเมื่อไหร่ก็บอกมาได้ทุกเมื่อเลยนะ"

พอวางสายจากหลินเจี้ยนเยี่ย โทรศัพท์สายที่สามก็ดังขึ้นแทรกทันที เป็นสายจาก 'อาสาม' หลินเว่ยหมิน

สไตล์ของหลินเว่ยหมินคล้ายคลึงกับหลินจ้านผู้เป็นพี่ชายมาก เขาเป็นคนเด็ดขาดและเถรตรง ปกครองในส่วนภูมิภาคจนได้รับฉายาว่า "พญายมหน้าดำ"

"อาเอง" พอรับสายก็มีคำพูดแค่คำเดียว

"อาสาม"

"ก่อเรื่องเหรอ?"

"เรื่องเล็กน้อยครับ"

"ต้องการให้จัดการไหม?"

"ไม่จำเป็นครับ"

"ดี ถ้าจัดการไม่ได้ ก็บอกมา"

"อืม"

บทสนทนาจบลงอย่างรวดเร็วและกระชับ นับรวมกันแล้วไม่เกินยี่สิบคำ

หลินจือเซี่ยและซูวั่งอวี่ที่ยืนฟังการรับสายรัวๆ อยู่ด้านข้างมีสีหน้าแตกต่างกันไป หลินจือเซี่ยร้อนใจ ส่วนซูวั่งอวี่กลับยิ่งงุนงงหนักเข้าไปอีก

หลินปู้ฝานนี่มันโดนผีสิงหรือเปล่าเนี่ย!

และในที่สุด สายสุดท้ายซึ่งเป็นสายที่สำคัญที่สุดก็โทรเข้ามา... 'เสด็จแม่'

'ซูหว่านชิง' มารดาของหลินปู้ฝาน มหาเศรษฐีหญิงผู้กุมบังเหียนอาณาจักรธุรกิจอันยิ่งใหญ่

"ลูกแม่ ถึงบ้านหรือยัง? บาดเจ็บตรงไหนไหม? หิวหรือเปล่า? แม่ให้ในครัวตุ๋นรังนกไว้ให้ลูกแล้วนะ" น้ำเสียงจากปลายสายอ่อนโยนดั่งสายน้ำ เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักใคร่ตามใจ ราวกับว่าคลื่นลมพายุบนอินเทอร์เน็ตเหล่านั้นในสายตาของหล่อนก็เป็นแค่เรื่องเด็กเล่นขายของเท่านั้น

"แม่ครับ ผมไม่เป็นไร" น้ำเสียงของหลินปู้ฝานอ่อนโยนลงอย่างไม่รู้ตัว

"ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว" น้ำเสียงของซูหว่านชิงเปลี่ยนเป็นเย็นชาในพริบตา แฝงไปด้วยกลิ่นอายของการสังหาร "ผู้หญิงที่ชื่อหลิ่วหรูเยียนนั่น แม่สืบประวัติมาเกือบหมดแล้ว ทางฝั่งโต่วอินแม่ก็จัดการสั่งการไปแล้ว ภายในห้านาที ช่องไลฟ์สดของหล่อนรวมถึงแฮชแท็กที่เกี่ยวข้องทั้งหมด จะหายไปจากอินเทอร์เน็ตอย่างแน่นอน"

ซูหว่านชิงคือผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของโต่วอิน สำหรับหล่อนแล้ว การแบนหลิ่วหรูเยียนสักคน มันง่ายยิ่งกว่าบี้มดเสียอีก

"เดี๋ยวก่อนครับ!" หลินปู้ฝานรีบส่งเสียงห้ามทันที

"หืม?" ซูหว่านชิงแปลกใจเล็กน้อย

"แม่ครับ ไม่ต้องรีบ" หลินปู้ฝานเดินไปที่หน้าต่างกระจกบานใหญ่ ทอดสายตามองแสงสียามค่ำคืนของเมืองหลวงที่สว่างไสว เอ่ยเสียงเรียบ "ปล่อยให้หล่อนเห่าไปเถอะ ยิ่งเห่าดังเท่าไหร่ยิ่งดี กระสุนเพิ่งจะพ้นรังเพลิง อย่าเพิ่งใจร้อน ปล่อยให้มันลอยไปอีกสักหน่อย"

ซูหว่านชิงที่อยู่ปลายสายเงียบไป หล่อนรู้จักลูกชายตัวเองดีเกินไป คำพูดพวกนี้ไม่มีทางที่หลินปู้ฝานคนเดิมที่เอาแต่ใช้อารมณ์และไร้สมองจะพูดออกมาได้แน่

"ลูกแม่ ลูก..."

"แม่ครับ แม่เชื่อใจผมไหม?" หลินปู้ฝานพูดขัดขึ้นมา

"แม่ต้องเชื่อใจลูกอยู่แล้วสิ" ซูหว่านชิงตอบกลับโดยไม่ลังเล "ลูกแม่ทำอะไรก็ถูกไปหมดนั่นแหละ ต่อให้ผิดก็เป็นความผิดของคนอื่น"

"ก็ดีครับ" หลินปู้ฝานกล่าว "เรื่องคราวนี้ไม่ได้พุ่งเป้ามาที่ผมคนเดียว การปิดปากคนๆ เดียวมันไม่มีประโยชน์หรอก เดี๋ยวพวกมันก็หาคนที่สอง ที่สามมาอีก สิ่งที่ผมต้องทำไม่ใช่แค่การเอาตัวรอดออกมาให้ได้อย่างปลอดภัย แต่ต้องทำให้ตระกูลหลินอาศัยเหตุการณ์นี้ก้าวขึ้นไปอีกขั้นให้ได้"

น้ำเสียงของเขาแผ่วเบา แต่เนื้อหาในคำพูดกลับทำให้ราชินีแห่งวงการธุรกิจที่อยู่ปลายสายถึงกับใจสั่น

นี่ใช่ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนที่วันๆ เอาแต่กินดื่มเที่ยวเล่นของหล่อนจริงๆ งั้นหรือ?

ทำให้ตระกูลหลินอาศัยเหตุการณ์นี้ก้าวขึ้นไปอีกขั้น???

พอเถอะ แค่แกไม่ต้องเข้าไปนอนซังเตก็ถือว่าเป็นบุญหัวพวกเราแล้ว...

"ตกลง" ถึงแม้ในใจจะมีข้อกังขามากมาย แต่สุดท้ายซูหว่านชิงก็เลือกที่จะเชื่อใจลูกชาย "แม่จะฟังลูก เงินพอใช้ไหม? เดี๋ยวแม่โอนค่าขนมไปให้อีกสักพันล้านแล้วกัน"

"พอแล้วครับแม่" หลินปู้ฝานรู้สึกอ่อนใจอยู่บ้าง แม่ดีๆ แบบนี้ ขอเบิ้ลอีกโหลได้ไหมเนี่ย ชาติก่อนถ้าเขามีแม่แบบนี้ จะต้องดิ้นรนไปเป็นนักฆ่า เป็นนักเก็บกวาดบ้าบออะไรนั่นทำไมล่ะ

เมื่อวางสาย ห้องนั่งเล่นก็ตกอยู่ในความเงียบสงัด

หลินจือเซี่ยและซูวั่งอวี่ต่างก็มองเขาด้วยสายตาที่เหมือนกำลังมองดูมนุษย์ต่างดาว

"นาย..." ซูวั่งอวี่เป็นฝ่ายเปิดปากพูดก่อน "นายไม่ใช่หลินปู้ฝาน! สรุปแล้วนายเป็นใครกันแน่?"

หลินปู้ฝานหันขวับกลับมา มองซูวั่งอวี่แล้วยิ้มล้อเลียน "ที่ก้นข้างขวามีไฝแดงรูปหัวใจ... ต้นขาด้านในข้างซ้ายมีรอยแผลเป็นเล็กๆ... ตรงหน้าอก..."

"ไอ้ตัวแสบ หุบปากเดี๋ยวนี้นะ!!!" ซูวั่งอวี่ได้ยินดังนั้น ตอนแรกก็ชะงักไป จากนั้นใบหน้าก็แดงก่ำ รีบพุ่งตัวเข้าไปตะครุบปิดปากหลินปู้ฝานเอาไว้แน่น...

หลินปู้ฝานไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงแต่มองเพื่อนสมัยเด็กด้วยสายตาอ่อนโยน ซูวั่งอวี่มองใบหน้าหล่อเหลาของเขาในระยะประชิด ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวเขา ก้อนเนื้อในอกก็พาลเต้นแรงขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ หล่อนกัดริมฝีปากแน่น แค่นเสียงลอดไรฟัน "นายนี่มันหมาจริงๆ!"

หลินปู้ฝานใช้นิ้วจิ้มหน้าผากซูวั่งอวี่ แกะมือหล่อนที่ปิดปากเขาอยู่ออก แล้วหันไปหาหลินจือเซี่ยที่กำลังยืนดูละครฉากนี้อย่างเมามันส์

"เจ๊ สองสามวันนี้ไปทำงานตามปกติเถอะ ไม่ต้องสนใจเรื่องของผม รอผมจัดการกวาดขยะพวกนี้ให้สะอาดก่อนแล้วจะอธิบายให้ฟังทีหลัง"

หลินจือเซี่ยอ้าปากค้าง อยากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่สุดท้ายก็พยักหน้า น้องชายตรงหน้าช่างดูแปลกตาแต่ก็แข็งแกร่ง ทำให้หล่อนรู้สึกสบายใจ ในขณะเดียวกันก็รู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูก

ราวกับว่าน้องชายที่เอาแต่เดินตามหลัง คอยให้หล่อนปกป้องมาตลอด... ได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่เพียงชั่วข้ามคืน

จบบทที่ บทที่ 3 แกไม่ใช่หลินปู้ฝาน

คัดลอกลิงก์แล้ว