- หน้าแรก
- เพลย์บอยอันดับหนึ่งของเมืองหลวง
- บทที่ 1 เปิดเรื่องมาก็โดนฟ้องว่าข่มขืนเลยเนี่ยนะ?
บทที่ 1 เปิดเรื่องมาก็โดนฟ้องว่าข่มขืนเลยเนี่ยนะ?
บทที่ 1 เปิดเรื่องมาก็โดนฟ้องว่าข่มขืนเลยเนี่ยนะ?
บทที่ 1 เปิดเรื่องมาก็โดนฟ้องว่าข่มขืนเลยเนี่ยนะ?
ปวด... ปวดหัวแทบระเบิด
หลินปู้ฝานเบิกตาโพลง นวดขมับที่ปวดตุบๆ ด้วยความมึนงง
เขาเพิ่งจะถูกรถบรรทุกชนจนร่างแหลกเหลวไปแล้วไม่ใช่หรือ? นี่เขาทะลุมิติมาอยู่ต่างโลกจริงๆ งั้นหรือ?
เมื่อสายตาเริ่มปรับโฟกัสได้ ภาพแรกที่ปรากฏคือโคมไฟระย้าคริสตัลขนาดใหญ่ในโรงแรมหรูหรา กลิ่นอายของน้ำหอมผสมผสานกับกลิ่นแอลกอฮอล์ลอยอวลอยู่ในอากาศ ฟูกใต้ร่างนุ่มจนเกินพอดี และที่ข้างกาย มีเรือนร่างอวบอิ่มขาวเนียนของหญิงสาวนางหนึ่งกำลังแนบชิดติดกับเขา
หญิงสาวดูเหมือนจะรู้สึกตัวจากการเคลื่อนไหวของเขา ขนตายาวงอนขยับไหว ก่อนจะค่อยๆ ลืมตาที่เอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตาขึ้นมา
"กรี๊ดดดด!"
เสียงกรีดร้องราวกับใจจะขาดดังลั่น
หญิงสาวผุดลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว ดึงผ้าห่มไหมมาพันตวัดรัดกายจนแน่น หดตัวคุดคู้ไปที่มุมเตียง มองเขาด้วยแววตาน่าสงสาร น้ำตาไหลพรากสั่งได้ดั่งใจนึก "นายน้อยหลิน... ทะ...ทำไมคุณถึงทำกับฉันแบบนี้?"
การแสดงของหล่อนเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ทุกจังหวะการสั่นเทา ทุกเสียงสะอื้นไห้ ราวกับผ่านการซักซ้อมมาเป็นอย่างดี
ทว่าดวงตาอันเฉียบคมของหลินปู้ฝาน กลับจับสังเกตเห็นหางตาของหล่อนที่ลอบมองไปยังกระถางต้นไม้ตรงมุมห้อง... ที่ตรงนั้น มีจุดสีแดงเล็กๆ กำลังกะพริบอยู่
กล้องรูเข็ม
หลินปู้ฝานไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไร ความทรงจำแปลกปลอมถาโถมเข้าสู่สมองราวกับน้ำหลาก ยี่สิบสามปีในชีวิตของ "หลินปู้ฝาน" คุณชายเสเพลอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง ฉายชัดราวกับภาพยนตร์ที่ถูกกดกรอไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
บิดาเป็นผู้มีอิทธิพลในกองทัพ มารดาเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของวงการธุรกิจ พี่สาวเป็นแพทย์นิติเวชระดับท็อป อาอีกสองคนล้วนเป็นข้าราชการระดับสูงในส่วนภูมิภาค และปู่ของเขา... ยิ่งเป็นถึงบุคคลระดับยอดพีระมิดของแคว้นมังกร
เรียกได้ว่าภูมิหลังยิ่งใหญ่คับฟ้า ชาติตระกูลสูงส่งเกินใคร
แต่เจ้าของร่างเดิม กลับเป็นขยะไม่เอาถ่านโดยสมบูรณ์แบบ
ส่วนเขา นักฆ่าระดับแนวหน้าเจ้าของรหัสลับ "พรุ่งนี้" (Tomorrow) หัวหน้าองค์กรนักเก็บกวาดที่มือเปื้อนเลือดมานับไม่ถ้วน กลับทะลุมิติมาอยู่ในร่างของคุณชายเสเพลที่คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิดคนนี้เสียได้
มองดูหญิงสาวตรงหน้าที่ยังคงแสดงละครอย่างสุดความสามารถ ความคิดแรกของหลินปู้ฝานคือ ทำให้หล่อนหุบปากไปตลอดกาล ด้วยทักษะของเขา เขาสามารถทำให้ผู้หญิงคนนี้และไฟล์วิดีโอนั้นระเหยหายไปจากโลกโดยไม่เหลือร่องรอยใดๆ ได้อย่างง่ายดาย
แต่ความคิดนั้นก็แล่นเข้ามาเพียงวูบเดียว
ชาติก่อน เขาเป็นดั่งจอกแหนไร้ราก การฆ่าฟันคือหนทางเดียวในการเอาชีวิตรอด มาชาตินี้ เขามี "ครอบครัว" แล้ว และจากความยึดติดที่ยังหลงเหลืออยู่ของหลินปู้ฝาน ดูเหมือนว่าเขาจะรู้สึกผิดต่อครอบครัวเหล่านี้มาก โดยเฉพาะพี่สาวคนนั้น...
เฮ้อ หลินปู้ฝานลอบถอนหายใจ ในใจคิดว่า ในเมื่อก็รู้ตัวว่าตัวเองไม่เอาไหน แล้วจะหาเรื่องใส่ตัวไปเพื่ออะไรกัน
ทว่าในเมื่อยึดครองร่างของนายมาแล้ว ถ้าอย่างนั้น... ฉันจะยอมเล่นเป็นเพื่อนพวกมันสักหน่อยก็แล้วกัน
หญิงสาวเห็นหลินปู้ฝานไม่ตอบสนองใดๆ แววตาของหล่อนก็ฉายแววลุกลี้ลุกลน ก่อนจะรีบคว้าโทรศัพท์มือถือขึ้นมา และโทรแจ้งความด้วยมือที่สั่นเทา
"หึ" หลินปู้ฝานแค่นหัวเราะในใจ
เปิดเรื่องมาก็โดนผู้หญิงฟ้องร้องปรักปรำว่าข่มขืนเลยเนี่ยนะ? ช่างเป็นการเริ่มต้นที่พังพินาศเสียจริง
ไม่ๆๆ เกมนี้มันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นต่างหาก
ส่วนเหตุผลที่มั่นใจนักหนาว่าเป็นการปรักปรำนั้น... เขาคิดว่าใครก็ตามที่เคยดื่มเหล้าคงรู้กันดีว่า ในยามที่เมามายจนภาพตัด ลำกล้องของคุณมันไม่มีทางผงาดขึ้นมาได้หรอก ไอ้อาการที่เรียกว่า 'เมาจนขาดสติแล้วเกิดอารมณ์ทางเพศ' น่ะ มันไม่มีอยู่จริง...
"ปัง!"
ไม่นานนัก ประตูห้องพักของโรงแรมก็ถูกกระแทกเปิดออกอย่างหยาบคาย กลุ่มตำรวจกรูกันเข้ามา นำโดยชายวัยกลางคนหน้าเหลี่ยม ผมเกรียน ที่มีแววตาดุดัน
"ตำรวจ! ทุกคนห้ามขยับ!" ชายคนนั้นตวาดลั่น สายตาจับจ้องไปที่หลินปู้ฝาน
เขาชื่อ 'ถังซง' เป็นตำรวจสายสืบมือเก๋าประจำสถานีตำรวจเขตตงเฉิง
หลิ่วหรูเยียนรีบพุ่งตัวเข้าไปหาทันที ร้องไห้สะอึกสะอื้นน้ำตาอาบแก้ม "คุณตำรวจคะ ช่วยฉันด้วย! เขา... เขาข่มขืนฉัน!"
ในแววตาของถังซงฉายความรังเกียจและเหยียดหยามออกมาวูบหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าเขาเคยได้ยินชื่อเสียงอันฉาวโฉ่ของ "คุณชายเสเพลอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง" อย่างหลินปู้ฝานมานานแล้ว เขาโบกมือ ตำรวจสองนายก็เดินเข้าไปสวมกุญแจมือเย็นเฉียบเข้าที่ข้อมือทั้งสองข้างของชายหนุ่ม
ตั้งแต่ต้นจนจบ บนใบหน้าของหลินปู้ฝานไม่มีคลื่นอารมณ์ใดๆ ปรากฏให้เห็น ไม่ได้เอ่ยปากแม้แต่ครึ่งคำ ความเยือกเย็นที่ผิดปกตินี้ กลับทำให้ตำรวจมากประสบการณ์อย่างถังซงรู้สึกใจสั่นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
สถานีตำรวจเขตตงเฉิง ห้องสอบสวน
หลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ที่สว่างจ้าแขวนอยู่เหนือศีรษะ สาดส่องใบหน้าที่หล่อเหลาเกินพอดีของหลินปู้ฝานจนดูซีดเซียวไร้สีเลือด
"ชื่อ?"
"……"
"อายุ?"
"……"
"พูดมา! เมื่อคืนมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ทำไมแกถึงไปนอนอยู่กับหลิ่วหรูเยียนได้?" น้ำเสียงของถังซงเต็มไปด้วยแรงกดดัน พยายามใช้คำถามชี้นำเพื่อเค้นคำให้การ
ทำไมแกถึงไปนอนอยู่กับหลิ่วหรูเยียนได้?
คำถามนี้ถามได้ดีจริงๆ หากคุณตอบว่า 'ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน ฉันเมามาก'
ถ้าเช่นนั้นก็ขอแสดงความยินดีด้วย คุณได้ยอมรับแล้วว่านอนกับเธอจริงๆ และคำถามต่อไปก็คือ 'แล้วคุณได้ใช้กำลังบังคับข่มขู่หลิ่วหรูเยียนเพื่อมีเพศสัมพันธ์กับเธอหรือไม่?'
หากเป็นหลินปู้ฝานคนก่อนคงจะลนลานตอบไปแล้วว่า 'ฉันไม่ได้ทำ หล่อนเต็มใจเสนอตัวมาเองต่างหาก'
ถ้าเป็นแบบนั้นก็จบเห่ บวกกับคำให้การของหลิ่วหรูเยียน ข้อหาข่มขืนก็ดิ้นไม่หลุดแน่ๆ
ทว่า ในเวลานี้หลินปู้ฝานเพียงแค่เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ เปลือกตาปิดลงครึ่งหนึ่ง ราวกับกำลังหลับอยู่ ตอนนี้เขากำลังปรับตัวให้เข้ากับร่างกายที่ถูกสุรานารีสูบจนกลวงโบ๋นี้ ในขณะเดียวกันก็กำลังวิเคราะห์ตำรวจที่อยู่ตรงหน้าไปด้วย
ทุกการแสดงออกทางสีหน้าเล็กๆ น้อยๆ ของถังซง ทุกจังหวะการหายใจที่เปลี่ยนไป ล้วนถูกประกอบสร้างขึ้นเป็นข้อมูลตัวบุคคลอย่างสมบูรณ์แบบในหัวของเขา: หหยิ่งยโส เกลียดชังพวกผู้ดีมีอำนาจ และร้อนวิชาอยากสร้างผลงาน
หนึ่งชั่วโมงผ่านไป หลินปู้ฝานไม่แตะน้ำสักหยด และไม่ปริปากพูดแม้แต่คำเดียว
ความอดทนของถังซงหมดลงแล้ว เขาส่งสัญญาณให้เจ้าหน้าที่จดบันทึกออกไป จากนั้นก็มีเสียง "แกร๊ก" ดังขึ้น เขากดปิดกล้องวงจรปิด
ภายในห้องสอบสวนเหลือเพียงพวกเขาสองคนเท่านั้น
"หลินปู้ฝาน อย่าคิดนะว่าแกเงียบแล้วมันจะจบแค่นี้" ถังซงเดินเข้าไปหาเขา มองต่ำลงมาพร้อมกับแค่นหัวเราะอย่างเย็นชา "ไอ้พวกขยะที่คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิดอย่างแก ฉันเห็นมาเยอะแล้ว จะบอกความจริงให้เอาบุญนะ ต่อให้แกไม่พูดสักคำ ฉันก็สามารถส่งแกเข้าซังเตได้ด้วยพยานหลักฐานที่มีอยู่แล้วโว้ย!"
พูดจบ เขาก็ยกมือขึ้น หวังจะตบหน้าหลินปู้ฝานเบาๆ เพื่อเป็นการหยามเกียรติ
ทว่า ข้อมือของเขากลับถูกมือข้างหนึ่งคว้าหมับเอาไว้กลางอากาศ
มือข้างที่สมควรจะถูกใส่กุญแจมือล็อกติดไว้กับเก้าอี้!
ม่านตาของถังซงหดเกร็งอย่างรุนแรง เขาถึงกับมองไม่ทันด้วยซ้ำว่าหลินปู้ฝานปลดกุญแจมือออกไปตั้งแต่ตอนไหน!
"ตัวตลกสิ้นดี"
หลินปู้ฝานค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาที่เคยเกียจคร้าน บัดนี้กลับเย็นเยียบเสียดกระดูก ภายในนั้นเต็มไปด้วยรังสีอำมหิตที่ลึกจนหยั่งไม่ถึง เขาบีบข้อมือของถังซง เพียงแค่ออกแรงเล็กน้อย เสียงกระดูกเคลื่อน "กร๊อบ" ก็ดังก้องชัดเจน
"อ๊ากกก!" ถังซงแผดเสียงร้องลั่น หยาดเหงื่อเย็นผุดพรายขึ้นเต็มหน้าผากในชั่วพริบตา
วินาทีต่อมา หลินปู้ฝานก็ลุกขึ้นยืน มืออีกข้างพุ่งราวกับสายฟ้าแลบเข้าบีบคอถังซง ยกตัวเขาขึ้นจนลอยเหนือพื้น ก่อนจะกระแทกอัดเข้ากับกำแพงอย่างแรง
"อึก..." ถังซง ตำรวจสายสืบมือเก๋าผู้นี้ เมื่ออยู่ใต้เงื้อมมือของหลินปู้ฝาน กลับไม่ต่างอะไรกับไก่ที่รอถูกเชือด สองเท้าลอยเหนือพื้น เขาพยายามดิ้นรนอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่กลับไม่อาจสั่นคลอนมือของหลินปู้ฝานที่บีบรัดคอตัวเองอยู่ได้เลยแม้แต่น้อย
ความรู้สึกขาดอากาศหายใจถาโถมเข้ามาดั่งเกลียวคลื่น หลินปู้ฝานมีสีหน้าเรียบเฉย ปล่อยหมัดหนักๆ กระแทกเข้าที่หน้าท้องของถังซงอย่างจัง
"เชี่ย--"
ถังซงรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดรุนแรงที่แล่นปราดเข้าใส่ช่องท้อง เมื่อถูกปล่อยตัว เขาก็ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น กุมท้องเอาไว้ ขย้อนเอาน้ำดีออกมา ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงทำให้เขาไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้
หลินปู้ฝานมองต่ำลงมาที่เขาด้วยสายตาเย็นชา ซ้ำยังหยิบกระดาษทิชชูบนโต๊ะขึ้นมาเช็ดมืออย่างเชื่องช้า
วินาทีนั้นเอง ประตูห้องสอบสวนก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง
"หยุดเดี๋ยวนี้นะ!"
เสียงผู้หญิงที่ฟังดูเยือกเย็นและเฉียบขาดดังขึ้น ที่หน้าประตูมีผู้หญิงสองคนยืนอยู่ ด้านหลังมีผู้กำกับการสถานีตำรวจที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นเดินตามมาด้วย
หญิงสาวที่เดินนำหน้าสวมชุดเดรสตัดเย็บประณีต นัยน์ตาสวยดุดัน บุคลิกเย็นชา หล่อนคือแพทย์นิติเวชระดับ
ท็อปของประเทศ พี่สาวของหลินปู้ฝาน... 'หลินจือเซี่ย'
เมื่อหล่อนเห็นภาพเหตุการณ์ข้างใน ใบหน้าที่เย็นชาราวกับภูเขาน้ำแข็งก็เผยความประหลาดใจออกมา เอ๊ะ? คนที่นอนกองอยู่บนพื้นมันควรจะเป็นน้องชายไม่เอาถ่านของฉันไม่ใช่เหรอ...
คนที่เดินตามอยู่ข้างกายหลินจือเซี่ย คือ 'ซูวั่งอวี่' ในชุดสูททำงาน หล่อนมีใบหน้าที่สวยสดงดงามระดับล่มเมือง หางตาหงส์ตวัดขึ้นเล็กน้อย ไฝหยาดน้ำตาที่ใต้หางตายิ่งช่วยเพิ่มเสน่ห์เย้ายวนที่ทำให้ผู้คนรู้สึกอยากทะนุถนอม
หล่อนคือเพื่อนสมัยเด็กของหลินปู้ฝาน และยังเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงแห่งวงการกฎหมายของเมืองหลวงอีกด้วย
สายตาของซูวั่งอวี่กวาดมองถังซงที่นอนกองอยู่บนพื้นสลับกับหลินปู้ฝานที่มีสีหน้าไม่ยี่หระ หล่อนลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนจะปรับสีหน้าให้ขึงขัง และกล่าวกับถังซงบนพื้นด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า
"ฉันคือทนายความของหลินปู้ฝาน ซูวั่งอวี่... และตอนนี้ ฉันต้องการขอประกันตัวลูกความของฉันค่ะ"