- หน้าแรก
- ถอนพิษจอมนาง สู่วิถีผู้ไร้เทียมทาน
- ตอนที่ 242 ท่าทีเสแสร้งของหลิวรูเยียน
ตอนที่ 242 ท่าทีเสแสร้งของหลิวรูเยียน
ตอนที่ 242 ท่าทีเสแสร้งของหลิวรูเยียน
เมื่อเห็นสายตาของซูหาน ภายในใจของคนอย่างเจียงเย่าในยามนี้ก็ก่อเกิดความเสียใจอย่างหาที่สุดไม่ได้
นัยน์ตาอันเย็นชาของซูหานเปรียบดั่งกระบี่คมกริบ ทำให้เขานั่งไม่ติดกระวนกระวายใจ
พวกเจียงเทียนหลงเองก็มาถึงแล้ว พวกเขาเดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าเจียงเย่า สีหน้ายิ่งดูไม่ได้และซีดเซียวลงไปอีก
"ซูหาน เรื่องนี้สำนักไท่สวีของพวกเราทำผิดไปแล้ว"
"พอจะให้โอกาสพวกเราสักครั้งได้หรือไม่"
เจียงเทียนหลงมีสีหน้าย่ำแย่ สายตาที่มองไปยังซูหานแฝงไว้ด้วยความสั่นสะท้านอยู่หลายส่วน
ซูหานมองเจียงเทียนหลงอย่างเย็นชา ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะ
"เจ้าควรจะรู้ดีนะ ว่าบิดาของเจ้าทำเรื่องอันใดลงไป"
"หากไม่ใช่เพราะเขายื่นมือเข้ามาสอดแทรก ตอนนี้จะเกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้นหรือ?"
"ทำผิดก็ล้วนต้องจ่ายค่าตอบแทนทั้งสิ้น"
"นี่..."
เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของเจียงเทียนหลงก็ยิ่งดูไม่ได้ถึงขีดสุด
เจียงเย่าสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ความเสียใจสายแล้วสายเล่าคืบคลานเกาะกุมอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจ ไม่ยินยอมพร้อมใจ ไม่ยินยอมพร้อมใจเลยจริงๆ
"หากข้าซูหาน ไม่มีไพ่ตายซ่อนไว้ล่ะก็ เกรงว่าตอนนี้สำนักกระบี่วิญญาณคงกลายเป็นเพียงประวัติศาสตร์ไปนานแล้ว"
หลังจากได้ยินคำพูดของซูหาน เจียงเทียนหลงและคนของสำนักไท่สวีก็ไม่ได้เอ่ยแย้งอันใด เพราะมันเป็นเช่นนั้นจริงๆ
ซูหานกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
"ไม่ว่าจะทำเรื่องอันใดลงไป ในเมื่อเจ้าสำนักไท่สวีเป็นคนทำ ทำแล้วก็คือทำ"
"ดังนั้นพวกเจ้าก็ต้องชดใช้ด้วยเช่นกัน"
"ข้าพูดถูกหรือไม่ ท่านเจ้าสำนัก"
กล่าวจบ เขาก็หันไปมองฮั่วอันที่อยู่ด้านข้าง ฮั่วอันได้ยินดังนั้นก็พยักหน้า เขามองเจียงเย่าอย่างเย็นชา ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ
"นับตั้งแต่ที่สำนักไท่สวีไปยืนอยู่ฝั่งเดียวกับตำหนักหลิงเซียว..."
"สำนักไท่สวีก็สูญเสียสิทธิ์ในการเลือกไปแล้ว"
เจียงเย่ามีสีหน้าย่ำแย่ เดิมทีคิดว่าฮั่วอันจะละเว้นเขา มอบโอกาสรอดชีวิตให้เขาสักครั้ง ทว่าฮั่วอันกลับไม่เลือกที่จะให้อภัยเขา
"ฮั่วอัน เจ้าไร้เยื่อใยถึงเพียงนี้เชียวหรือ?"
นัยน์ตาของเจียงเย่าเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย เขากล่าวด้วยน้ำเสียงมืดมนพลางกำหมัดแน่น ใบหน้าบิดเบี้ยวเหี้ยมเกรียม ราวกับต้องการจะต่อสู้ชี้เป็นชี้ตายกับฮั่วอันก็มิปาน
ฮั่วอันปรายตามองเจียงเย่าแวบหนึ่ง ก่อนจะอดไม่ได้ที่จะแสยะยิ้ม
"ลงมือกับสำนักกระบี่วิญญาณ แล้วยังคิดจะมีชีวิตรอดอยู่อีกหรือ?"
"ช่างน่าขันสิ้นดี"
ฟุ่บ! เขากระโดดพุ่งตัวเข้าหาเจียงเย่าโดยตรง อีกฝ่ายมีสีหน้าดูไม่ได้ทันที
"ย๊าก!"
เขาแผดเสียงคำรามด้วยความโกรธแค้น นัยน์ตาสาดประกายอำมหิต ทั่วทั้งใบหน้าแดงก่ำไปด้วยเส้นเลือด เจียงเย่าที่บาดเจ็บพุ่งทะยานเข้าปะทะ ราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังจนตรอก
ตึง! ปัง!
"อ๊าก!"
เสียงปะทะอันน่าตื่นตะลึงดังสนั่นหวั่นไหว ทรวงอกของเจียงเย่าราวกับจะระเบิดออก ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยว จ้องมองฮั่วอันอย่างอาฆาตแค้น
กลิ่นอายทั่วร่างของอีกฝ่ายกลับยิ่งดุดันอำมหิตขึ้นไปอีก ชกหมัดเข้าใส่เจียงเย่าอีกครา ปัง! พรวด! เจียงเย่าซวนเซถอยหลัง ดวงตาเบิกกว้างแทบถลน
"กระบี่จงมา!"
เสียงคำรามดังก้อง ฮั่วอันตวาดเสียงทุ้มต่ำ เดิมทีสำนักไท่สวีกับสำนักกระบี่วิญญาณนั้นไม่มีความแค้นเคืองใดๆ ต่อกันเลย
ทว่าเพียงเพราะคำสัญญาจากลั่วเซียว กลับเลือกมายืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับสำนักกระบี่วิญญาณ แล้วยังคิดจะให้เขาปล่อยอีกฝ่ายไปอีก เรื่องนี้ช่างน่าขันนัก
หากวันนี้ไม่มีซูหานอยู่ล่ะก็ เกรงว่าทุกสิ่งทุกอย่างคงเลวร้ายไปหมดแล้ว
เสียงฉึกฉักดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เจียงเย่าถูกกระแทกถอยหลังไปไม่หยุด ดวงตาแดงก่ำ ทั่วร่างเต็มไปด้วยบาดแผลเหวอะหวะอาบชุ่มไปด้วยเลือด
"เจ้า..."
น้ำเสียงของเขาสั่นสะท้าน
เคร้ง! ปราณกระบี่อันน่าสะพรึงกลัวดุจดั่งแสงดาวตก ทิ้งตัวลงมาจากเบื้องบน พุ่งเฉือนผ่านลำคอของเจียงเย่าในชั่วพริบตา
บนใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตกตะลึง ส่วนลึกในแววตายังคงหลงเหลือความไม่ยินยอมพร้อมใจ ถูกสังหารไปเช่นนี้ หากให้โอกาสเขาเลือกได้อีกครั้ง เขาจะไม่มีวันไปตอแยสำนักกระบี่วิญญาณอย่างเด็ดขาด
"ท่านพ่อ!"
"ท่านเจ้าสำนัก!"
เมื่อเห็นเจียงเย่าถูกสังหาร ผู้คนจากสำนักไท่สวีต่างก็มีสีหน้าดูไม่ได้และหวาดกลัวยิ่งขึ้นไปอีก พวกเขาสิ้นหวังแล้วจริงๆ เจ้าสำนักถูกฆ่าตายไปแล้ว
ในเวลาไม่นาน ยอดฝีมือจากสำนักกระบี่วิญญาณก็ลงมือในทันที พร้อมกับเสียงกรีดร้องโหยหวนดังก้องกังวาน ไม่ว่าจะเป็นระดับผู้อาวุโส หรือแม้แต่เจียงเทียนหลง ล้วนไม่อาจรอดพ้นเงื้อมมือสังหารของซูหานและสำนักกระบี่วิญญาณไปได้ ถูกสังหารจนหมดสิ้น
ซูหานรู้ดีว่า พวกรุ่นเยาว์อัจฉริยะบางคนนั้นไม่อาจเก็บไว้ได้อย่างเด็ดขาด หากอีกฝ่ายได้รับวาสนาครั้งใหญ่ แล้วกลับมาหาเรื่องพวกเขา คงมีปัญหาตามมาอีกนับไม่ถ้วนรอเขาอยู่
ต้องรู้ว่าตัวเขานี่แหละคือตัวอย่าง โชคดีนักที่วันนั้นพวกของสวีเอ้าเทียนไม่ได้ฆ่าเขาเสีย มิเช่นนั้น เขาก็คงไม่มีทางมาถึงจุดนี้ได้ในปัจจุบัน
บนพื้นมีซากศพนอนเกลื่อนกลาดระเกะระกะ ไม่เหลือรอดแม้แต่คนเดียว ทั่วทั้งบริเวณต่างตกตะลึงจนหน้าถอดสี
นัยน์ตาของซูหานเรียบเฉย เขาก้าวเท้าเดินไปเบื้องหน้าอย่างเชื่องช้า
และที่ตรงนั้น สวีเอ้าเทียนกับหลิวรูเยียนย่อมสัมผัสได้ถึงสายตาอันเย็นชาไร้ความปรานีของซูหาน ทำให้พวกเขาสะท้านขวัญสั่นระรัว ทั้งสองมีสีหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ แววตาที่มองซูหานเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้นและไม่ยินยอม
"ซูหาน เจ้า..."
"ข้ายังรักเจ้าอยู่นะ"
"ขอเพียงเจ้าช่วยข้าฆ่าสวีเอ้าเทียน ข้าจะยอมอยู่กับเจ้าอย่างแน่นอน"
ใบหน้างดงามของหลิวรูเยียนซีดเผือด น้ำเสียงสั่นเครือ นัยน์ตาสุกใสราวกับสายน้ำมองมาที่ซูหานด้วยท่าทีเย้ายวนกวนกิเลส
ทว่าในสายตาของซูหาน เมื่อมองเห็นท่าทีเช่นนี้ของหลิวรูเยียน กลับทำให้เขารู้สึกสะอิดสะเอียนอยู่บ้าง
สวีเอ้าเทียนมีสีหน้าย่ำแย่ลงไปอีก นัยน์ตาแดงก่ำด้วยเส้นเลือดฝอย เขามองไปที่หลิวรูเยียน
"หลิวรูเยียน เจ้าถึงกับร่านได้ขนาดนี้เชียวหรือ"
เขาขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าสุดท้ายแล้วสตรีผู้นี้กลับยืมมือซูหานมาสังหารตน?
หลิวรูเยียนจ้องมองสวีเอ้าเทียนด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว ก่อนจะแผดเสียงตะโกน
"หากวันนั้นไม่ใช่เพราะเจ้า ข้าจะหักหลังท่านพี่ซูหานของข้าได้อย่างไร"
"ก็เป็นเพราะตระกูลสวีของพวกเจ้ามีอำนาจล้นฟ้า ข้าถึงจำต้องทรยศท่านพี่ซูหาน"
"ท่านพี่ซูหาน ท่านต้องเชื่อข้านะ"
"ที่ข้าทรยศท่าน นั่นก็เพราะข้าถูกข่มขู่"
น้ำเสียงของหลิวรูเยียนสั่นสะท้าน นัยน์ตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ
"หรือว่าท่านพี่ซูหานจะมองไม่ออกเชียวหรือ? ที่ข้าทำไปทั้งหมดก็เพื่อเอาตัวรอดทั้งนั้น "
ฝูงชน "..."
พวกเขามองดูหลิวรูเยียน แล้วก็อดไม่ได้ที่จะเงียบกริบไปตามๆ กัน เหตุใดถึงได้มีสตรีที่หน้าไม่อายเช่นนี้อยู่บนโลกด้วยนะ
"นังแพศยาเอ๊ย"
สวีเอ้าเทียนกำหมัดแน่น ใบหน้าเหี้ยมเกรียม บีบฝ่ามือจนแน่น แค้นใจจนอยากจะบีบคอหลิวรูเยียนให้ตายคามือเสียเดี๋ยวนี้
วันนั้นเขาควรจะบีบคอนังแพศยานี่ให้ตายไปซะ หากไม่ใช่เพราะสตรีผู้นี้มีวิชาห้องหอยอดเยี่ยม ทำให้เขาสุขสมลอยล่องดุจขึ้นสวรรค์ได้ทุกครั้งล่ะก็ นางคงตายไปนานแล้ว
"เลิกยั่วยวนมารยา แล้วหยุดเสแสร้งทำเป็นน่าสงสารได้แล้ว"
ซูหานมองลงมาที่หลิวรูเยียนอย่างราบเรียบ มุมปากที่เย็นชาประดับไปด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน
"อย่าคิดนะว่าแค่บีบน้ำตาจระเข้ ออกมาไม่กี่หยด แล้วข้าจะยอมให้อภัยเจ้าอีกครั้ง?"
"ตอนนี้ข้างกายข้าไม่ต้องการเจ้าอีกต่อไปแล้ว ข้ามีคู่บำเพ็ญเพียรแล้ว หากจะเทียบความงดงามหรือเทียบพรสวรรค์ นางล้วนเป็นดั่งอัจฉริยะปีศาจยิ่งกว่าเจ้าเสียอีก"
ใบหน้าของหลิวรูเยียนซีดขาว นางโพล่งขึ้นมาด้วยความลืมตัว
"ข้ายอมเป็นอนุภรรยาก็ได้"
"แต่ข้าไม่ยอม"
ซูหานแค่นเสียงหัวเราะเยือกเย็น
"อีกอย่าง ในสายตาข้า เจ้ามันช่างน่าสะอิดสะเอียนเป็นที่สุด ยังคิดอยากจะเป็นผู้หญิงของข้า ซูหาน อีกหรือ ชาติหน้าก็อย่าได้หวังเลย"
นัยน์ตาของหลิวรูเยียนเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ร่างกายสั่นเทาอย่างรุนแรง ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าซูหานจะไร้เยื่อใยถึงเพียงนี้
ทันใดนั้น นัยน์ตาของซูหานก็หดเกร็งลง จ้องมองสวีเอ้าเทียนด้วยสายตาที่เย็นยะเยือกเสียดแทงกระดูก อีกฝ่ายมีสีหน้าตื่นตระหนกสุดขีด
"เจ้า..."
ฟุ่บ! ชั่วพริบตา ซูหานก็ยื่นมือออกไปคว้าร่างของอีกฝ่ายขึ้นมาโดยตรง มุมปากประดับไว้ด้วยรอยยิ้มเย็นชา
"พวกเราควรจะมาคิดบัญชีกันได้แล้วกระมัง"