- หน้าแรก
- สั่งให้เปิดบ้านผีสิง ไม่ใช่ให้เอาผีจริงมาปล่อย
- บทที่ 47 ถานลู่!
บทที่ 47 ถานลู่!
บทที่ 47 ถานลู่!
บทที่ 47 ถานลู่!
"อย่า! อย่าปิดประตู! มีอะไรค่อยๆ พูดค่อยๆ จากัน!"
หลินเฟิงมองประตูแก้วที่ถูกเฉินอวี่คล้องด้วยล็อกตัวยู พลางกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก น่องขาทั้งสองข้างเริ่มเป็นตะคริวอย่างควบคุมไม่ได้
"สารวัตรหวัง ลุงหวัง! พวกเราทำอะไรกันครับเนี่ย? พอปิดประตูปุ๊บ คนที่ไม่รู้เรื่องก็นึกว่าร้านเถื่อนของผมจะโดนกวาดล้างแล้วสิ!"
หลินเฟิงหัวเราะแห้งๆ ขณะพยายามดึงมือออกจากอุ้งมือใหญ่ของหวังเจิ้นกั๋ว
ดึงไม่ออก
ดึงไม่ออกเลยแม้แต่น้อย
ใบหน้าใหญ่โตของหวังเจิ้นกั๋วขยับเข้ามาใกล้ทันที
"จะหนีไปไหน? รู้สึกผิดเหรอ?"
"ผมจะรู้สึกผิดอะไรกัน! ผมทำธุรกิจถูกกฎหมายและเป็นผู้เสียภาษีรายใหญ่เลยนะ!"
หลินเฟิงตะโกนกลบเกลื่อนความรู้สึกหวาดหวั่นในใจ
"หลักๆ คือนี่มันดึกดื่นค่อนคืนแล้ว ชายโฉด...เอ๊ย ไม่ใช่ ชายฉกรรจ์หลายคนมาขังตัวเองอยู่ในห้อง ข่าวลือออกไปมันจะกระทบกับชื่อเสียงของผม!"
"เลิกพูดจาไร้สาระได้แล้ว"
หวังเจิ้นกั๋วคลายมือที่จับหลินเฟิงออกทันที
"นั่งลง"
หวังเจิ้นกั๋วชี้ไปที่ม้านั่งตัวเล็กๆ ฝั่งตรงข้าม
หลินเฟิงเหลือบมองเทพผู้พิทักษ์ประตูร่างใหญ่สองคนที่หน้าทางเข้า ได้แต่ขยับตัวไปนั่งลงอย่างว่าง่าย พลางห่อตัวด้วยความประหม่า
"สารวัตรหวัง ท่านจะสอบปากคำผมหรือว่า..."
"หลินเฟิง คุณอยากฟังผมเล่านิทานให้ฟังสักเรื่องไหม?"
หวังเจิ้นกั๋วพูดแทรกขึ้นมาทันที เขาล้วงเข้าไปในกระเป๋า หยิบซองบุหรี่หงถ่าจื่อที่ถูกทับจนแบนออกมา ดึงบุหรี่มวนหนึ่งแล้วเคาะเบาๆ บนหลังมือ
"นิทานเหรอครับ?"
หลินเฟิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหัวเป็นพัลวัน
"อย่าๆๆ ไม่เอาครับ! ผมเป็นคนกลัวเรื่องผีที่สุดเลย แล้วนี่ผมยังต้องสรุปบัญชี เตรียมของสำหรับวันพรุ่งนี้..."
"เอาล่ะ คุณอยากฟัง"
หวังเจิ้นกั๋วจัดการจุดบุหรี่ให้ตัวเองแล้วสูดเข้าไปลึกๆ
หลินเฟิง: "..."
"เดี๋ยวนะครับ นี่ท่านกำลังขอความเห็นผมอยู่เหรอ? นี่มันเหมือนออกคำสั่งบังคับกันมากกว่านะ!"
"แค่กๆ ท่านสารวัตร ถึงผมจะอยากฟังมาก แต่ผมเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าท่อในห้องน้ำยังรั่วอยู่..."
หลินเฟิงพยายามดิ้นรนเป็นครั้งสุดท้าย
"เฉินอวี่"
หวังเจิ้นกั๋วเอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับไปมอง
"ครับ!"
เฉินอวี่ที่ยืนอยู่หน้าประตูยืนตรงแน่ว
"ถ้าเถ้าแก่หลินอยากไปเข้าห้องน้ำ นายไปเป็นเพื่อนเขา ตลอดทาง ห้ามห่างแม้แต่ก้าวเดียว เข้าใจไหม?"
"รับทราบ! รับประกันว่าจะทำภารกิจให้สำเร็จลุล่วง!"
เฉินอวี่จ้องมองไปยังตำแหน่งเข็มขัดของหลินเฟิง เตรียมพร้อมที่จะเข้าไปช่วยปลดกระดุมได้ทุกเมื่อ
หลินเฟิงรีบหนีบขาสองข้างเข้าหากันทันที พลางเค้นรอยยิ้มที่ดูแย่ยิ่งกว่าร้องไห้ออกมา
"ไม่... ไม่ต้องแล้วครับ ผมก็ไม่ได้ปวดขนาดนั้น ท่านหวังเชิญเล่าเลยครับ เชิญเลย ผมจะตั้งใจฟัง ไม่ใช่แค่ฟังนะ ผมจะจดบันทึกด้วย!"
หวังเจิ้นกั๋วเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง
"เมื่อสิบกว่านาทีก่อน ในหอประชุมใหญ่เฮงซวยนั่น..."
เสียงของหวังเจิ้นกั๋วดังขึ้น
"เด็กที่ชื่อจางเหวินคนนั้น ยืนอยู่กลางเวที"
...
"ขอบคุณพวกคุณ"
"ขอบคุณจริงๆ ที่พวกคุณมาถึงที่นี่ได้ มาเพื่อฟังผมพูด"
ซุนเสวี่ยควบคุมตัวเองไม่อยู่ "ฮือ" ออกมาแล้วร้องไห้โฮ
"อย่าขยับ!" เฉินอวี่กัดฟันพูด ขอบตาของเขาก็แดงก่ำเช่นกัน
จางเหวินบนเวทีเผยรอยยิ้มเขินอาย
"จริงๆ แล้ว ผมไม่ได้ติดเกมเลยครับ"
จางเหวินเกาหัว เหมือนกำลังเล่าเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่น่าอับอาย
"วันนั้น ผมไปร้านอินเทอร์เน็ตแค่ครั้งเดียว แถมยังไปเป็นเพื่อนร่วมชั้นเพื่อค้นหาข้อมูลด้วยซ้ำ แต่ผลคือครูประจำชั้นมาเห็นเข้า เลยโทรศัพท์ไปฟ้องพ่อของผม"
"แค่เพราะเรื่องนี้เนี่ยนะ?"
เฉินอวี่ที่อยู่ข้างล่างอดไม่ได้ที่จะสบถออกมา
"นี่มันบ้าอะไรวะ แค่นี้จะเรียกว่าติดเกมได้ยังไง!"
จางเหวินถอนหายใจ แววตาหม่นลง
"ใช่ครับ ในบ้านธรรมดาทั่วไป เรื่องแบบนี้อย่างมากก็แค่โดนด่า หรือโดนหักค่าขนมนิดหน่อย"
"แต่ที่บ้านของผม... ในสายตาของอาฉิน นี่คือข้ออ้างชั้นดีสำหรับเธอเลย"
เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขาดูเลื่อนลอยไปบ้าง
"พ่อของผมเดินทางไปทำธุรกิจต่างถิ่นตลอดทั้งปี ที่บ้านจึงเป็นอาฉินที่คอยจัดการทุกอย่าง เธออยากจะโอนบ้านในเขตโรงเรียนชุดนั้นให้เป็นของลูกชายแท้ๆ ของเธอมาโดยตลอด ซึ่งก็คือน้องชายต่างแม่ของผม"
"แต่ในพินัยกรรมของคุณปู่เขียนไว้ว่าบ้านหลังนั้นเป็นของผม เว้นแต่ว่า... เว้นแต่ว่าผมจะกลายเป็นคนไร้ค่า หรือไม่ก็ตายไปแล้ว"
"คืนวันนั้น ผมยังทำการบ้านอยู่เลย"
น้ำเสียงของจางเหวินเริ่มสั่นเครือ
"กริ่งหน้าประตูดังขึ้น อาฉินเป็นคนไปเปิดประตู ผมได้ยินเสียงเธอหัวเราะ"
"ผมเดินออกไป เห็นชายฉกรรจ์สามคนในชุดฝึก พวกเขาถือสายรัดสีดำและกระบองไฟฟ้าอยู่ในมือ"
"ผมถามอาฉินว่าพวกเขาเป็นใคร เธอไม่สนใจผม แค่ชี้มาที่ผมแล้วพูดกับคนพวกนั้นว่า
"ก็ไอ้เด็กเวรนี่แหละ พาตัวไปเลย จัดการมันให้ดีๆ"
"ผมตะโกนสุดชีวิต ตะโกนว่า 'แม่ครับ ผมไม่ได้เล่นเน็ต ผมหาข้อมูลอยู่จริงๆ นะครับ!' ผมตะโกนว่า 'พ่อครับ ช่วยผมด้วย!'"
"แต่ผมถูกพวกเขากดลงกับพื้น ใช้เทปกาวปิดปาก"
"ตอนที่ถูกลากขึ้นรถตู้คันนั้น ผมมองผ่านหน้าต่างรถ เห็นอาฉินยืนอยู่ชั้นล่าง"
จางเหวินหยุดพูดไปชั่วครู่
"วันแรกที่เข้ามาที่นี่..."
จางเหวินหดคอโดยไม่รู้ตัว
"ไม่มีการให้คำปรึกษาด้านจิตวิทยา ไม่มีหมอมาซักถาม สิ่งที่ต้อนรับผมคือไม้กระบองที่ฟาดลงมาบนหัว"
"พวกเขาถอดเสื้อผ้าผมจนหมด แล้วให้ผมคลานไปตามทางเดินเหมือนหมา บอกว่าเป็นการขับไล่ไอชั่วร้ายออกจากตัว"
"ผมไม่ยอม ผมไม่ยอมจริงๆ"
แววตาของจางเหวินพลันสาดประกายดื้อรั้นออกมา
"ผมเป็นคน ไม่ใช่สัตว์เดรัจฉาน ไม่ใช่คนบ้า ทำไมผมต้องคลานด้วย?"
"ผมลุกขึ้นยืน แล้ว... ก็เป็นกระบองไฟฟ้าสีดำแท่งนั้น"
เด็กหนุ่มเลิกแขนเสื้อขึ้น เผยให้เห็นรอยแผลเป็นสีดำเกรียมที่น่าเกลียดน่ากลัวราวกับตะขาบเป็นทางยาวบนแขน
"เสียง 'เปรี๊ยะๆ' มันดังมากจริงๆ ครับ วินาทีนั้น ผมงงไปหมดเลย"
"ผอ.หยาง... อ้อ ไม่ใช่ ปีศาจตนนั้น เขาเหยียบหน้าผม แล้วถามว่ายอมไหม"
"ผมจ้องเขม็งไปที่เขา ผมไม่ร้องไห้ จริงๆ นะครับ ตอนนั้นผมไม่มีน้ำตาสักหยดเลย"
"ผมพูดว่า: 'แกกำลังทำผิดกฎหมาย'"
"คำพูดนี้ แลกมากับการบำบัดที่เพิ่มขึ้นสามเท่า ผมถูกขังอยู่ในห้องมืดเจ็ดวันเจ็ดคืน ไม่มีแสงสว่าง ไม่มีเสียง มีเพียงอาหารขึ้นรากับน้ำน้อยนิดที่น่าสมเพช"
"ตอนออกมา ผมก็ยังไม่ยอม หยางหยงบอกว่าผมกระด้างกระเดื่อง บอกว่าผมเป็นตัวปัญหา ต้องเพิ่มอาหารพิเศษให้ผม"
"แต่ว่า..."
น้ำเสียงของจางเหวินเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน
"ในนรกขุมนี้ ผมได้เห็นหิ่งห้อยตัวหนึ่ง"
"คืนนั้น ผมเพิ่งถูกลงทัณฑ์เสร็จ ถูกโยนกลับเข้าห้องขังเดี่ยวเหมือนหมาตายตัวหนึ่ง เจ็บไปทั้งตัว ขยับนิดเดียวก็ปวดแปลบไปถึงหัวใจ"
"กำแพงห้องข้างๆ จู่ๆ ก็มีเสียงดังขึ้นสองครั้ง ตึง, ตึง"
"จากนั้น ที่รูหนูตรงมุมกำแพง ก็มีหมั่นโถวครึ่งลูกยื่นเข้ามา"
จางเหวินยื่นมือออกไป ทำท่าทางในอากาศ
"หมั่นโถวลูกนั้นแข็งไปหน่อย แล้วก็มีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวนิดๆ แต่ในตอนนั้น มันหอมกว่าอะไรทั้งนั้น"
"มีเสียงเบาๆ ดังมาจากอีกฝั่ง"
"เพื่อนเอ๋ย กินซะ กินแล้วจะได้ไม่เจ็บ"
"ฉันชื่อซุนเสี่ยวเทียน ซุนจากซุนหงอคง เสี่ยวเทียนจากไร้กฏไร้สวรรค์"
"เสี่ยวเทียน!!!"
ซุนเสวี่ยกรีดร้องออกมาอย่างเจ็บปวดใจสลาย
"เป็นน้องชายฉัน! นั่นมันน้องชายฉัน! เสี่ยวเทียน!"
"ตั้งแต่วันนั้น เสี่ยวเทียนก็กลายเป็นพี่ใหญ่ของผม ถึงแม้ว่าเขาจะเด็กกว่าผมหลายปี แล้วก็ตัวเตี้ยกว่าผมก็ตาม"
น้ำเสียงของจางเหวินอ่อนโยนลงอย่างที่สุด
"เขาเก่งเรื่องเล่าเรื่องตลกมาก ทุกครั้งที่ผมใกล้จะทนไม่ไหวอยากจะเอาหัวโขกกำแพง เขาก็จะเล่าเรื่องตลกที่เขาแกล้งครูที่โรงเรียน หรือเรื่องที่เขาไปขโมยทับทิมบ้านข้างๆ จากห้องข้างๆ"
"มีครั้งหนึ่ง ผมเหม่อลอยอยู่ที่ลานกว้าง ไม่เห็นว่าหยางหยงเดินเข้ามา ไม่ทันได้โค้งคำนับแล้วตะโกนว่า 'ขอบคุณพระคุณ'"
"ไม้เท้านั่นของหยางหยง เดิมทีตั้งใจจะฟาดลงที่ท้ายทอยของผม เสี่ยวเทียน... เจ้าโง่คนนั้น เขาวิ่งพรวดเข้ามา กอดขาของหยางหยงไว้ แล้วตะโกนว่า 'ท่านผอ.สบายดีไหมครับ ท่านผอ. ผมจะท่องคัมภีร์ขอบคุณพระคุณให้ท่านฟัง!'"
"ไม้เท้านั่นฟาดลงบนไหล่ของเสี่ยวเทียน ผมได้ยินเสียงกระดูกร้าว"
"แต่เขาก็ไม่ปล่อยมือ แถมยังขยิบตาให้ผม ให้ผมรีบวิ่งหนีไป"
จางเหวินสูดจมูก ยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาที่ไม่มีอยู่จริง
"คืนนั้น เราสองคนร้องไห้กันทั้งคู่ ไม่ใช่เพราะเจ็บ แต่เพราะไม่อยากตาย"
"เราไม่อยากตายในบ่อโคลนเน่าๆ นี่ ไม่อยากกลายเป็นพวกปัญญาอ่อนที่เอาแต่ปล่อยน้ำลายยืด พอเจอหน้าคนก็คุกเข่าลงทันที"
"เราจะกลับบ้าน"
ประกายแสงในดวงตาของเด็กหนุ่มสว่างขึ้นเรื่อยๆ
"เราเริ่มวางแผนแหกคุก"
"ตอนนั้นใกล้จะถึงวันขอบคุณพระคุณแล้ว สถาบันจะจัด 'ชั้นเรียนขอบคุณพระคุณแบบเปิด' ที่น่าขยะแขยงนั่น จะเชิญผู้ปกครองกับผู้นำหลายคนมาเยี่ยมชม"
"นั่นเป็นโอกาสเดียว เพราะมีแค่วันนั้นที่ประตูใหญ่จะเปิดออก จะมีรถบรรทุกที่มาส่งของให้โรงอาหารเข้าออก"
"ผมกับเสี่ยวเทียนใช้เวลาทั้งหมดสามเดือนเต็ม"
จางเหวินชูสามนิ้วขึ้นมา น้ำเสียงร้อนรน
"เราใช้โอกาสตอนทำความสะอาดห้องน้ำ แอบดูตารางเวลาเปลี่ยนเวรของรปภ. แค่สามนาทีเท่านั้น ตรงนั้นจะมีจุดบอดอยู่"
"เราถึงกับแอบเก็บยาบำบัดที่แจกให้ทุกวันเอาไว้ บดเป็นผง เตรียมเอาไปโรยในอาหารของสุนัขป่าที่เฝ้ายาม"
"ทุกอย่างถูกวางแผนไว้อย่างรัดกุม จริงๆ นะครับ นั่นเป็นครั้งที่เราเข้าใกล้เสรีภาพมากที่สุด"
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ร่างกายของจางเหวินก็เริ่มสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
"แต่! แต่!!!"
"คาดไม่ถึงเลยว่า การปรากฏตัวของคนคนหนึ่งจะทำให้แผนการหลบหนีของเราพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง!"
จางเหวินพูดลอดไรฟันในตอนนี้
"คนคนนั้นก็คือ..."
"ถานลู่!"
[จบตอน]