- หน้าแรก
- หนึ่งกระบี่พลิกสวรรค์ ตำนานจอมเทพเยี่ยอู๋โยว
- บทที่ 35 - เยี่ยอู๋โยว! เจ้าไม่กลัวหรือ?
บทที่ 35 - เยี่ยอู๋โยว! เจ้าไม่กลัวหรือ?
บทที่ 35 - เยี่ยอู๋โยว! เจ้าไม่กลัวหรือ?
หลิ่วหรูอวิ๋นมีสีหน้าสงบนิ่งพลางกล่าว "วางใจเถอะ ข้ากำชับเยี่ยปิ่งชวนไปเรียบร้อยแล้ว ไอ้เด็กเหลือขอเยี่ยอู๋โยวนั่นต้องตายสถานเดียว!"
"ขอรับ!"
เยี่ยชิงหมิงเอ่ยด้วยแววตาคาดหวัง "ซูชิงเหอต้องเป็นของข้า ... "
ในเวลาเดียวกัน
ภายในหอว่านเซี่ยง
เยี่ยอู๋โยวค่อยๆ ลืมตาขึ้นภายในห้องฝึกยุทธ์ เมื่อเขากำหมัดทั้งสองข้าง พลังปราณอันปะทุพลุ่งพล่านก็ระเบิดออกมาจากภายในร่างกาย
"ห่างจากขั้นเบิกปราณเพียงก้าวเดียวเท่านั้น!"
"จะใจร้อนเช่นนี้ไม่ได้ ขั้นหลอมกายาคือขั้นแรกเริ่มของวิถียุทธ์ แม้ร่างกายของข้าจะผ่านการชำระล้างจากปราณต้นกำเนิดเต๋าสวรรค์จนแข็งแกร่งมากแล้ว ทว่าการฝึกฝนในตอนนี้ยังสามารถเสริมความแข็งแกร่งต่อไปได้อีก ต้องพยายามไปให้ถึงขีดสุด!"
"ด้วยวิธีนี้ หลังจากบรรลุถึงขั้นเบิกปราณแล้วก็จะสามารถดึงดูดและรองรับพลังปราณได้มากพอ จนเหนือกว่าผู้ที่อยู่ในระดับเดียวกันอย่างเทียบไม่ติด!"
เยี่ยอู๋โยวสงบสติอารมณ์ลง หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งเขาก็รู้สึกว่าตนเองยังสามารถฝึกฝนเคล็ดวิชาได้อีกสักหนึ่งวิชา
ความทรงจำเกี่ยวกับเคล็ดวิชาต่างๆ ผุดขึ้นมาในหัวทีละวิชา
ทันใดนั้นเอง
แววตาของเยี่ยอู๋โยวก็สว่างวาบขึ้น
"คิดออกแล้ว!"
"วิชานี้แหละเหมาะกับข้าในตอนนี้มากที่สุด!"
"เคล็ดวิชากายาไร้พ่ายชางเสวียน!"
"เคล็ดวิชาระดับเก้า!"
เยี่ยอู๋โยวพึมพำกับตนเอง "ตอนที่ข้าได้เคล็ดวิชานี้มาในอดีต พลังของข้าก็ทะลวงผ่านวิถียุทธ์ขั้นที่เก้าหรือขั้นผลัดกายาไปแล้วจึงไม่อาจฝึกฝนได้ มาตอนนี้ข้าอยู่ในขั้นหลอมกายาพอดี ช่างเหมาะสมที่สุดแล้ว!"
เคล็ดวิชากายาไร้พ่ายชางเสวียนแบ่งออกเป็นเก้าเล่ม
สอดคล้องกับวิถียุทธ์ขั้นแรกหรือขั้นหลอมกายาไปจนถึงวิถียุทธ์ขั้นที่เก้าหรือขั้นผลัดกายาพอดี
ซึ่งในแต่ละเล่มล้วนมีวิธีฝึกฝนเฉพาะตัว ทั้งยังผสานกับกระบวนท่าโจมตีที่สอดคล้องกัน
หากฝึกฝนเคล็ดวิชานี้จนสำเร็จลุล่วง เมื่อบรรลุถึงวิถียุทธ์ขั้นที่เก้าหรือขั้นผลัดกายา ต่อให้เป็นเพียงกายามนุษย์ธรรมดาก็จะแข็งแกร่งดั่งกายาไร้พ่าย
ในอดีตเยี่ยอู๋โยวเคยพลาดโอกาสฝึกฝนเคล็ดวิชานี้ไป มาตอนนี้ถือเป็นโอกาสอันดีเยี่ยม
ทันใดนั้น
เยี่ยอู๋โยวก็เริ่มลงมือฝึกฝนทันที
ภายในห้องฝึกยุทธ์แห่งนี้ไม่ขาดแคลนพลังปราณ เขาจึงไม่จำเป็นต้องสิ้นเปลืองหินวิญญาณ
เวลาล่วงเลยผ่านไป
จากยามบ่ายจวบจนดึกดื่น
ป๋ายมู่เฉินจัดการธุระตลอดทั้งวันเสร็จสิ้น ทว่ากลับเห็นลูกสาวยังคงยืนอยู่หน้าห้องฝึกยุทธ์ เขาจึงอดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไปหา
"คุณชายเยี่ยยังอยู่ข้างในอีกหรือ?"
"ใช่เจ้าค่ะ!"
ป๋ายเชียนหลิงมองดูถาดอาหารหน้าประตูที่ยังไม่ถูกแตะต้องเลยสักนิดพลางกล่าว "ตั้งแต่เที่ยงจนถึงตอนนี้ เขาไม่แม้แต่จะออกมาพักหายใจหายคอเลย ช่างเป็นคนบ้าการฝึกยุทธ์เสียจริง!"
"บางทีนี่อาจจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาสามารถใช้พลังขั้นหลอมกายาเอาชนะผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเบิกปราณได้!"
ป๋ายมู่เฉินกล่าวชื่นชม "อัจฉริยะที่ขยันขันแข็งนี่แหละที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด!"
ในเวลาเดียวกัน
ภายในห้องฝึกยุทธ์
จู่ๆ เยี่ยอู๋โยวก็ลืมตาขึ้น
ชั่วพริบตาเดียว
กล้ามเนื้อทั่วร่างของเขาก็ตึงกระชับ พลังอันแข็งแกร่งดุดันสายหนึ่งพวยพุ่งออกมาจากภายในร่างกายอย่างไม่ขาดสาย
และในขณะเดียวกัน
บนผิวหนังของเยี่ยอู๋โยวก็ปรากฏลวดลายสีเขียวอมฟ้าหกสายขึ้นมาจางๆ มันไม่ได้เกิดจากการควบแน่นของพลังปราณ แต่เป็นการรวมตัวของพลังปราณโลหิตบริสุทธิ์
"เคล็ดวิชากายาไร้พ่ายชางเสวียนเล่มที่หนึ่ง ระดับขั้นหลอมกายา ใช้พลังปราณโลหิตควบแน่นเป็นลวดลายกายาไร้พ่าย ช่วยเพิ่มพลังป้องกันและพลังทำลายล้างให้แก่ตนเองได้อย่างมหาศาล โดยมีขีดจำกัดสูงสุดอยู่ที่เก้าลวดลาย!"
"ใช้เวลาเพียงคืนเดียวฝึกฝนจนเข้าสู่ขั้นเริ่มต้นและควบแน่นได้ถึงหกสายก็นับว่าเป็นขีดจำกัดของข้าในตอนนี้แล้ว!"
เยี่ยอู๋โยวลุกขึ้นยืนแล้วใช้ออกด้วยเพลงหมัดมังกรคชสารภายในห้อง เสียงลมพัดหนุนดังกึกก้องราวกับมังกรคำรามและคชสารร้องคำรน กลิ่นอายพลังยิ่งทวีความแข็งแกร่งมากขึ้น
"ยอดเยี่ยมยิ่งนัก พลังเพิ่มขึ้นอย่างน้อยสองเท่าเลยทีเดียว!"
แววตาของเยี่ยอู๋โยวเต็มไปด้วยความยินดี
ในอดีตชาติเขาไม่เคยฝึกฝนเคล็ดวิชากายาไร้พ่ายชางเสวียนนี้ ทว่าเพียงแค่อ่านบันทึกทั้งเก้าเล่ม เขาก็รู้สึกได้ถึงความร้ายกาจของมันแล้ว
มาตอนนี้ได้ลงมือฝึกฝนจริงๆ ถึงได้สัมผัสถึงมันได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
"ได้เวลากลับแล้ว!"
เยี่ยอู๋โยวพ่นลมหายใจออกมาก่อนจะพึมพำกับตนเอง "เมื่อคืนเยี่ยเจิ้งกับพวกตายไปแล้ว ไม่รู้ว่าคืนนี้จะมีใครลงมืออีกหรือไม่ ช่างน่าตื่นเต้นเสียจริง"
เมื่อเปิดประตูห้องฝึกยุทธ์ออก
สองพ่อลูกป๋ายมู่เฉินและป๋ายเชียนหลิงก็เดินเข้ามาหา
"คุณชายเยี่ย"
"อืม"
เยี่ยอู๋โยวเพียงแค่พยักหน้ารับพลางกล่าว "ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปไม่ต้องรอข้าแล้วนะ"
"ได้ขอรับ!"
ป๋ายมู่เฉินรู้ดีว่าเยี่ยอู๋โยวในตอนนี้คือผู้มีพระคุณของเขา
การเอาอกเอาใจผู้มีพระคุณย่อมเป็นเรื่องดี ทว่าก็ต้องทำตามความต้องการของอีกฝ่ายด้วยเช่นกัน
มิเช่นนั้นหากทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจก็รังแต่จะส่งผลเสียเสียเปล่าๆ
"คุณชายเยี่ย ดึกดื่นป่านนี้แล้ว ให้ข้าไปส่งคุณชายเยี่ยที่ตระกูลซูดีหรือไม่ขอรับ?" ป๋ายมู่เฉินเอ่ยอย่างนอบน้อม
"ไม่จำเป็นหรอก"
เยี่ยอู๋โยวกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ในเมืองไท่เสวียนแห่งนี้ คนที่สามารถสังหารข้าได้นั้นมีอยู่ไม่กี่คนหรอก วางใจเถอะ"
"ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็เอาตามที่คุณชายเยี่ยต้องการเถิดขอรับ"
ป๋ายมู่เฉินกล่าวต่อ "จริงสิคุณชายเยี่ย วันนี้ปรมาจารย์ฟางกับปรมาจารย์จี้ได้นำบรรดาปรมาจารย์โอสถวิเศษเริ่มลงมือปรุงโอสถชุบกายาและโอสถรวบปราณแล้ว พรุ่งนี้ก็จะสามารถเริ่มนำออกขายได้ ถึงตอนนั้นคุณชายเยี่ยก็จะได้รับส่วนแบ่งหินวิญญาณแล้วขอรับ"
"บัตรผลึกดำทองของท่าน เมื่อถึงเวลาก็จะสามารถตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของยอดหินวิญญาณได้ ภายภาคหน้าไม่ว่าท่านจะอยู่ที่หอว่านเซี่ยงสาขาใดในจักรวรรดิเทียนเสวียน ท่านก็สามารถใช้จ่ายได้ตลอดเวลาขอรับ!"
"ดี!"
พูดจบเยี่ยอู๋โยวก็โบกมือลาแล้วหันหลังเดินจากไป
เมื่อมองดูแผ่นหลังของเยี่ยอู๋โยวที่เดินจากไป ป๋ายมู่เฉินก็ถอนหายใจพลางกล่าว "เชียนหลิงเอ๋ย หากเจ้าได้แต่งงานเป็นภรรยาของเขา พ่อคิดว่าชาตินี้พ่อคงจะได้อาศัยบารมีลูกเขยคนนี้ช่วยยกระดับฐานะ จนกลายเป็นบุคคลสำคัญแห่งจักรวรรดิเทียนเสวียนได้แน่!"
ป๋ายเชียนหลิงมองดูผู้เป็นพ่อที่กำลังจ้องมองแผ่นหลังของเยี่ยอู๋โยวด้วยความพึงพอใจ นางก็ถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
นางมักจะรู้สึกอยู่เสมอว่าภายในใจของเยี่ยอู๋โยวไม่ได้มีความคิดเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ระหว่างชายหญิงเลยสักนิด ทุกครั้งที่เขามองมาที่นางก็ราวกับกำลังมองท่อนไม้ที่ไร้ความรู้สึก
หรือพูดอีกอย่างก็คือ เยี่ยอู๋โยวไม่ได้คิดอะไรกับนางเลยงั้นหรือ?
พระจันทร์ลอยเด่นกลางสวรรค์
ท่ามกลางหมู่ดาวบนท้องฟ้า มีเมฆดำลอยพาดผ่านเป็นระยะ
เยี่ยอู๋โยวเดินกลับตระกูลซูไปตามถนนอีกครั้ง
ถนนในเมืองไท่เสวียนยามดึกดื่นยังคงเงียบสงัด
บางทีอาจเป็นเพราะวันนี้พลังยุทธ์ของเขาก้าวหน้าขึ้นมาก เยี่ยอู๋โยวจึงรู้สึกตั้งตารอคอยอยู่ลึกๆ
คนของตระกูลเยี่ยตายไปตั้งหลายคน พวกเขาคงไม่ยอมเลิกราง่ายๆ หรอกกระมัง?
ยังมีจวนเจ้าเมืองกับตระกูลเสิ่นอีก พวกเขาก็ส่งคนมาสะกดรอยตามเขาอยู่ตลอด ถึงเวลาลงมือก็จงรีบลงมือ อย่าได้ลังเลเชียว!
เพื่อเปิดโอกาสให้พวกนั้นได้ลงมือ คืนนี้เยี่ยอู๋โยวถึงกับจงใจเลือกเดินลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยเล็กๆ เพื่อกลับตระกูลซู
ภายในตรอกเล็กๆ ที่กว้างไม่ถึงหนึ่งจั้ง
เยี่ยอู๋โยวเอามือไพล่หลังเดินไปเรื่อยๆ ทว่าพอใกล้จะพ้นปากตรอก
ทันใดนั้น
เบื้องหน้าก็ปรากฏร่างของชายชุดดำผู้หนึ่งยืนถือดาบด้วยท่าทีเย็นชา
มาแล้ว!
เยี่ยอู๋โยวมองดูชายถือดาบผู้นั้น ความง่วงงุนในแววตาก็มลายหายไปจนหมดสิ้น ซ้ำยังเปล่งประกายเจิดจ้าขึ้นมาแทน
"หืม?"
ชายชุดดำถือดาบยืนนิ่งงัน เวลานี้เมื่อเขามองไปที่เยี่ยอู๋โยวซึ่งยืนอยู่ใต้แสงจันทร์ เขาก็ถึงกับชะงักไป
เกิดอะไรขึ้น?
ทำไมไอ้เด็กนี่ถึงไม่มีท่าทีหวาดกลัวหรือตกใจเลยสักนิดเมื่อเห็นเขา แต่กลับทำหน้าตา ... ตื่นเต้นยินดีแทนเล่า?
"เยี่ยอู๋โยว! เจ้าไม่กลัวหรือ?" ชายถือดาบตวาดถาม
"กลัวสิ แต่กลัวไปก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี"
เยี่ยอู๋โยวพูดตรงๆ "ข้างหน้ามีหมาป่า ข้างหลังก็มีเสือ จะหนีก็หนีไม่พ้น ข้าอุตส่าห์เปลี่ยนเส้นทางกลับตระกูลซูแล้ว พวกเจ้าก็ยังตามมาดักรอข้าได้อีก!"
"เฮอะ!"
ชายถือดาบกระชากผ้าปิดหน้าออกแล้วมองเยี่ยอู๋โยวพลางกล่าว "ไอ้โง่เอ๊ย เมืองไท่เสวียนก็มีอยู่แค่นี้ จากหอว่านเซี่ยงไปยังตระกูลซูก็มีเส้นทางอยู่ไม่กี่สาย ตั้งแต่เจ้าก้าวเท้าออกจากประตูหอว่านเซี่ยง คนของพวกเราก็สะกดรอยตามเจ้ามาตลอด พวกเราต้องแน่ใจก่อนว่าไม่มีคนอื่นแอบคุ้มครองเจ้าอยู่ พวกเราถึงได้โผล่หน้าออกมา!"
"เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าคือใคร?"
ชายถือดาบเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
เยี่ยอู๋โยวส่ายหน้า
"ตระกูลเสิ่น เสิ่นหยวนเหยี่ย!"
เสิ่นหยวนเหยี่ยหรือ?
ไม่เคยได้ยินชื่อเลยแฮะ
"รู้หรือไม่ว่าเหตุใดข้าถึงกระชากผ้าปิดหน้าออก?"
เสิ่นหยวนเหยี่ยกล่าวต่อ "ก็เพราะเจ้าต้องตายอย่างแน่นอน และคนตายย่อมไม่อาจปริปากบอกได้ว่าใครเป็นคนลงมือสังหาร"
"คนตายไม่อาจปริปากบอกได้ว่าใครเป็นคนลงมือสังหาร ... ประโยคนี้ฟังดูมีเหตุผลทีเดียว!"
เยี่ยอู๋โยวทำทีเป็นน้อมรับคำสอน เขามองไปที่เสิ่นหยวนเหยี่ยพลางกล่าว "ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็เลิกต่อปากต่อคำกันแล้วเริ่มลงมือเลยดีหรือไม่?"
"หืม?"
เมื่อเสิ่นหยวนเหยี่ยได้ยิน เขาก็มีสีหน้ามึนงงไปชั่วขณะ
นี่มันต่างจากสถานการณ์ลอบสังหารในจินตนาการของเขาอย่างสิ้นเชิง!
มันไม่ควรจะเป็นแบบว่า พอเยี่ยอู๋โยวเห็นเขาแล้วก็ต้องหวาดกลัวจนหัวหด พอเห็นเขากระชากผ้าปิดหน้าเพื่อเปิดเผยตัวตนก็ต้องรีบคุกเข่าร้องขอชีวิต จากนั้นก็ยอมมอบของมีค่าทุกอย่างในตัวเพื่อแลกกับการละเว้นชีวิตไม่ใช่หรือ?
"ไอ้เด็กเหลือขอ เจ้าคงจะสติฟั่นเฟือนไปแล้วสินะ ถึงได้ไม่รู้ตัวว่ากำลังจะตาย?"
เสิ่นหยวนเหยี่ยแค่นเสียงเย็น เขากระชับดาบในมือแน่นแล้วก้าวเท้ายาวๆ กระโดดพุ่งทะยานขึ้นไปกลางอากาศ คมดาบกรีดร้องแหวกอากาศฟันฉับลงมาที่เยี่ยอู๋โยว
"ขั้นเบิกปราณระดับปลายหรือ?"
เยี่ยอู๋โยวสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังที่ระเบิดออกมาจากตัวของเสิ่นหยวนเหยี่ย เขาก็พลันรู้สึกหมดสนุกขึ้นมาทันที
เจ้านี่มีระดับพลังฝีมือพอๆ กับเยี่ยเจิ้งเลย
ไม่อาจช่วยขัดเกลาฝีมือให้เขาได้เลยสักนิด!
ดูเหมือนว่าตระกูลเสิ่นจะยังไม่รู้ข่าวการตายของเยี่ยเจิ้งและคนของตระกูลเยี่ย
มิเช่นนั้น พวกเขาคงไม่ส่งยอดฝีมือขั้นเบิกปราณระดับปลายมาดักสังหารเขาเช่นนี้หรอก!
ในเวลานี้
เสิ่นหยวนเหยี่ยที่กำลังพุ่งเข้าสังหาร เมื่อเห็นสีหน้าคาดหวังของเยี่ยอู๋โยวแปรเปลี่ยนเป็นสีหน้าผิดหวังอย่างกะทันหัน ภายในใจของเขาก็ยิ่งโกรธเกรี้ยวจนสุดจะทน
ไอ้บัดซบนี่ มันกำลังคาดหวังสิ่งใดอยู่กันแน่? แล้วมันผิดหวังกับสิ่งใดกัน?
[จบแล้ว]