- หน้าแรก
- วีรกรรมสุดแสบของศิษย์น้องหญิง วิธีจัดระเบียบยุทธภพแบบไม่เหมือนใคร
- บทที่ 29 ล่าเถียวสีเขียวผู้มีผมแตกปลาย
บทที่ 29 ล่าเถียวสีเขียวผู้มีผมแตกปลาย
บทที่ 29 ล่าเถียวสีเขียวผู้มีผมแตกปลาย
บทที่ 29 ล่าเถียวสีเขียวผู้มีผมแตกปลาย
แม้จะมีความระแวดระวังอยู่บ้าง แต่เยี่ยจินก็ยังคงได้รับคำเชิญเข้าร่วมทีม
ยามที่เขาได้รับคำเชิญนั้น เขาได้ชิงมีดพร้าเล่มโตมาจากที่ไหนสักแห่ง และกำลังไล่กวดผู้ฝึกกระบี่สองคนอย่างสำราญใจ ท่าทางของเขาดูราวกับโจรป่าใจโฉดที่กำลังไล่ล่าคนแก่ เด็ก และสตรีไม่มีผิด
นับว่ายังโชคดีที่หนึ่งวินาทีก่อนที่คมมีดจะฟาดฟันลงมา ‘คนแก่ เด็ก และสตรี’ ผู้นั้นก็ทรุดลงกับพื้นพลางยื่นตราประทับออกมาด้วยมือที่สั่นเทา “ศิษย์... ศิษย์พี่เยี่ยจินครับ ศิษย์พี่ของข้ามีเรื่องสำคัญจะเรียนให้ท่านทราบ”
ตราประทับสื่อสารอนุญาตให้พูดคุยกันได้เฉพาะคนในทีมเท่านั้น เพื่อที่จะหยุดพฤติกรรมอันป่าเถื่อนของเยี่ยจิน บรรดาทีมเหล่านั้นเรียกได้ว่าต้องทุ่มเทสรรพกำลังทั้งหมดที่มี
ในที่สุด ข้อความก็ถูกส่งต่อกันมาเป็นทอดๆ จนถึงหูของเยี่ยจิน
“แร้งกระดูกดำ ขอบเขตกำเนิดใหม่สามตัวรึ? แถมตัวหนึ่งกำลังจะรับทัณฑ์อัสนีด้วย?”
เยี่ยจินเลิกคิ้วขึ้น เขารู้สึกสนใจในข้อมูลที่ตกจากฟ้าชิ้นนี้อยู่ไม่น้อย
ไม่ว่าในกล่องนั่นจะมีสมบัติอะไร แต่มันฟังดูน่าตื่นเต้นมาก และน่าจะสนุกกว่าการที่เขาเที่ยวไล่ฟันคนไปวันๆ เป็นไหนๆ
“ก็ได้~” ชายหนุ่มค่อยๆ เก็บมีดลง แววตาฉายร่องรอยแห่งความเสียดายอยู่ลางๆ
“...”
ผู้ฝึกกระบี่ผู้นั้นรีบยัดตราประทับลงในกระเป๋าเฉลียงด้วยตัวที่สั่นงันงก ก่อนจะหันหลังโกยแนบไปอย่างสุดชีวิตด้วยท่าทางแข็งทื่อ
เขาร้องไห้โฮไปตามสายลมขณะที่วิ่งหนี
ฮือๆๆ การที่รอดพ้นจากเงื้อมมือของเยี่ยจินมาได้ กลับไปเขาจะไปกราบไหว้หลุมศพบรรพชนและจุดธูปหอมเพิ่มให้อีกสองดอกอย่างแน่นอน
ในเมื่อตัดสินใจจะเข้าร่วมแล้ว เยี่ยจินจึงครุ่นคิดและตั้งใจจะรวบรวมคนในสำนักของตนเองไปด้วย เพราะมันดูเท่กว่ากันเยอะ
ดินแดนลี้ลับเปิดมาได้เกือบครึ่งเดือนแล้ว สำนักอื่นๆ ต่างก็เริ่มรวมกลุ่มกันได้เกือบหมด แต่พวกเขายังคงต่างคนต่างอยู่ เร่ร่อนกันไปคนละทิศละทาง
เยี่ยจินหยิบตราประทับขึ้นมาติดต่อไปสั้นๆ พลางเอ่ยถามด้วยความหวังดีว่ากำลังทำอะไรกันอยู่
ซูหยวนซวงไม่ตอบเขา เรื่องนี้เขารู้อยู่แล้ว
ทว่าฉีเจวี๋ยกลับตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว
น้ำเสียงของชายหนุ่มแฝงไปด้วยร่องรอยของการสติหลุดที่ยากจะควบคุม: “ข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าข้ากำลังทำอะไรอยู่...”
“สิบหกรอบแล้วนะศิษย์พี่สาม...”
“ไอ้ที่เฮงซวยนี่ พวกเราเดินวนมันมาสิบหกรอบแล้ว...”
เยี่ยจิน: “? ? ?”
ผ่านไปไม่กี่วินาที ฉีเจวี๋ยก็ส่งข้อความมาอีกครั้ง น้ำเสียงของเขาเข้าสู่สภาวะด้านชาไปเสียแล้ว: “รอบที่สิบเจ็ดกำลังจะเริ่มขึ้นแล้วล่ะ~”
เยี่ยจิน: “...”
เยี่ยจินเข้าสำนักมาก่อนฉีเจวี๋ย ในบางแง่มุมเขาจึงเข้าใจความทะเยอทะยานและการยึดติดของซูหยวนซวงได้ดีกว่า หลังจากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เขาจึงตัดสินใจล้มเลิกความตั้งใจที่จะตามหาคนทั้งสอง แล้วไปหาอวิ๋นซีก่อน
ศิษย์น้องเล็กดูจะอ่อนแอไปสักหน่อย แต่บนแผนที่นางกลับปรากฏตัวอยู่ในจุดศูนย์กลางมาเป็นเวลานานแล้ว
แม้จะไม่รู้ว่านางอยู่ที่ไหนกันแน่ หรือทำไมถึงไม่บังเอิญไปเจอพวกกลุ่มของหลินอู๋ว่าง แต่เยี่ยจินก็ยังแอบหวังในตัวยัยหนูนั่นอยู่ลึกๆ จึงพยายามเรียกตัวเด็กสาวมาหา
อวิ๋นซีตอบกลับมาหลังจากผ่านไปหลายวัน
น้ำเสียงของนางดูเกียจคร้าน ราวกับเพิ่งตื่นนอนก็ไม่ปาน: “ข้านอนอยู่ใต้ทะเลค่ะ ยังไม่ได้เข้าไปในเขาวงกตเลย~ แต่พวกท่านรอข้าก่อนก็ได้นะ”
เยี่ยจิน: “...”
เยี่ยจินแทบจะบีบตราประทับให้แหลกคามือ
ชั่วขณะนั้น เขารู้สึกว่าควรจะไปไล่ฟันคนต่อเพื่อให้สมกับความดันโลหิตที่พุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหัน
แต่เยี่ยจินก็ไม่ได้ทำเช่นนั้น
อาจเป็นเพราะแม่น้ำไร้หวนนั้นหนาวเย็นเกินไป รากปราณธาตุไฟที่ชำรุดของเขาจึงไม่ได้แสดงข้อบกพร่องออกมามากนัก อารมณ์และพฤติกรรมของเขายังพอจะควบคุมได้ หลังจากใช้ความคิดครู่หนึ่ง เขาก็แยกตัวไปเล่นสนุกเพียงลำพังโดยไม่มีภาระทางใจใดๆ
ส่วนอวิ๋นซีนั้น นางเพิ่งจะตื่นนอนจริงๆ
นางสงสัยว่าตัวเองคงกินเห็ดมากเกินไปจนฝันว่าตัวเองกลายเป็นล่าเถียวสีเขียวที่ผมแตกปลาย
เส้นผมของล่าเถียวแตกจากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสี่... หลังจากแตกตัวไปหลายครั้ง มันก็กลายเป็นอาณาจักรล่าเถียว
จากนั้นก็มีไก่งวงตัวหนึ่งร่อนลงมาจากฟ้า คาบล่าเถียวขึ้นมาแล้วเริ่มสับกินอย่างบ้าคลั่ง สร้างความเสียหายอย่างหนักให้แก่อาณาจักรของนาง
แล้วนางก็สะดุ้งตื่น... ยามที่นางลืมตาขึ้น เถาโลหิตอสรพิษที่งอกเงยออกมาจากกระหม่อมของนางได้พันธนาการไปทั่วปากปล่องภูเขาไฟจนกลายเป็นก้อนเถาวัลย์ยักษ์ ราวกับสวมหมวกให้แก่ภูเขาไฟอย่างไรอย่างนั้น ตุ้นตุ้นที่เป็นนกกระจิบกำลังยืนอยู่บนก้อนเถาวัลย์ ตั้งอกตั้งใจเคี้ยวหยุบหยับกับเถาโลหิตอสรพิษที่งอกออกมาอย่างไม่หยุดหย่อน
ตุ้นตุ้น: (เคี้ยวๆ) เจ้าสิ่งเล็กๆ นี่ (เคี้ยวๆ) รสชาติไม่เลวเลยแฮะ
“...” อวิ๋นซีรีบสั่งหยุดการเจริญเติบโตทันที
หลังจากได้นอนเต็มอิ่ม โลกทั้งใบก็ดูสว่างไสวขึ้นอย่างประหลาด
ภายใต้ลาวาอันมืดมิดคือทะเลสีชาดที่เต็มไปด้วยภยันตราย สาหร่ายใจอัคคีทั้งสองฝั่งขึ้นเบียดเสียดกันเป็นกลุ่มก้อน แม้แต่ไอหมอกสีขาวเหนือแมกม่าก็ดูแจ่มชัดขึ้นอย่างน่าเหลือเชื่อ
หลังจากทำพันธสัญญากับคุณเผิง ดูเหมือนว่าประสาทสัมผัสทั้งห้าของนางจะทรงพลังขึ้นด้วย
แม้แต่เถาวัลย์ที่นางสร้างออกมาก็หนาขึ้นกว่าเดิมเกินเท่าตัว
เส้นลมปราณเปิดกว้างขึ้น ทางเดินของพลังกว้างขึ้น แม้แต่การดูดซับพลังวิญญาณก็ราบรื่นขึ้นอย่างมาก
เส้นสีแดงสีเดียวกับแมกม่าปรากฏขึ้นที่รากของเถาโลหิตอสรพิษ อักขระรูนที่นางทุ่มเทพลังวิญญาณเพื่อดูดซับมาสถิตอยู่บนนิ้วก้อยขวาของนางราวกับรอยสัก มันมีขนาดเล็กมากเหมือนจุดสีแดงเล็กๆ คนนอกแทบจะไม่สังเกตเห็น และต่อเมื่อนางรวบรวมพลังวิญญาณไว้ที่นั่นเท่านั้น นางถึงจะมองเห็นโครงสร้างภายในของมันได้ทีละนิด
ด้วยความสามารถของนาง การดูดซับอักขระเหล่านี้ได้ก็นับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
อวิ๋นซีกวักมือเรียก นกกระจิบน้อยก็สยายปีกบินลงมาซุกในอ้อมแขนของนางอย่างแม่นยำ พุงน้อยๆ ของมันกลมป่องออกมา
นางอุ้มมันขึ้นมากะน้ำหนักดูสองสามที “ดูท่าเจ้าจะกินไปเยอะเลยนะเนี่ย!”
ตุ้นตุ้นส่งเสียงครางแผ่วเบาแล้วซุกไซ้กับตัวนางอย่างสบายใจ
คุณเผิงที่ทำพันธสัญญาแล้วจะมีชีวิตและตายร่วมกับนาง อาจเป็นเพราะอวิ๋นซีนั้นอ่อนแอเกินไป พลังของคุณเผิงจึงอ่อนแรงลงตามไปด้วย ปัจจุบันจึงมีระดับพลังอยู่เพียงขอบเขตจินตานขั้นต้นเท่านั้น
แม้แต่รูปร่างของมันก็ดูจะเล็กลงกว่าเดิมนิดหน่อย
มีอักขระรูนระหว่างหัวคิ้วของนกกระจิบน้อยที่คล้ายกับบนนิ้วก้อยของนาง มันคงเป็นสิ่งที่เหยียนอวี่ทิ้งไว้ให้แก่พวกนาง
การต้องจากลานายเก่าไปทำให้มันยังคงดูหงอยเหงาอยู่บ้าง มันค่อยๆ สยายปีกออกโอบกอดแขนของอวิ๋นซีไว้ราวกับเด็กน้อย
อวิ๋นซีลูบหัวมันเบาๆ
เมื่อดูเวลาในตราประทับ แม่น้ำไร้หวนเปิดมาได้เกินครึ่งเดือนแล้ว
อวิ๋นซีเงยหน้าขึ้น “พวกเราควรจะขึ้นไปกันได้แล้ว แต่ก่อนหน้านั้น...”
นางเอ่ยอย่างอารมณ์ดี “พวกเรามาเก็บสินเดิมของเจ้าไปให้หมดก่อนดีกว่า~”
...