- หน้าแรก
- วีรกรรมสุดแสบของศิษย์น้องหญิง วิธีจัดระเบียบยุทธภพแบบไม่เหมือนใคร
- บทที่ 26 ท่านให้กำเนิดข้าที่ไหนหรือ?
บทที่ 26 ท่านให้กำเนิดข้าที่ไหนหรือ?
บทที่ 26 ท่านให้กำเนิดข้าที่ไหนหรือ?
บทที่ 26 ท่านให้กำเนิดข้าที่ไหนหรือ?
ตำแหน่งของภูเขาไฟบนแผนที่นั้นอยู่ตรงใจกลางของแม่น้ำไร้หวนพอดี
มันจึงทำให้สมาชิกอีกสามคนของสำนักหลิงเซียวที่แชร์ตำแหน่งกับอวิ๋นซีเกิดภาพลวงตาว่า ในที่สุดศิษย์น้องเล็กของพวกเขาก็ลุกขึ้นสู้และเริ่มขยันขันแข็งเสียที
แต่ในความเป็นจริง... นางก็แค่เปลี่ยนที่นอนมาอยู่ข้างปากปล่องภูเขาไฟเท่านั้นเอง
นางหันศีรษะเข้าหาปากปล่องภูเขาไฟ ดึงเอาสาหร่ายใจอัคคีมาห่มต่างผ้าห่มแล้วนอนลงอย่างสบายอารมณ์ รับการอบทรายเพลิงอยู่ภายใต้ธารน้ำแข็ง
เจ้านกกระจิบน้อยทำตามอย่างนางและนอนลงข้างๆ หนึ่งคนหนึ่งนกต่างหลับใหลอย่างสงบเงียบ กลายเป็นภาพลักษณ์แห่งความเงียบสงบอันงดงาม... ชายหนุ่มที่อยู่กลางอากาศซึ่งสละชีพกลายเป็นผู้กล้ามานานหลายปี บัดนี้เหลือเพียงร่างวิญญาณ เขาไม่สามารถเข้าร่วมวงได้ จึงทำได้เพียงเฝ้ามองอยู่ข้างๆ พลางเท้าคางด้วยสีหน้าอยากรู้อยากเห็น หางมังกรสีแดงเข้มของเขาสะกิดตัวนางเบาๆ
"สบายไหม"
ดวงตาของชายหนุ่มโค้งลงเป็นรูปจันทร์เสี้ยว เขาดูหล่อเหลาไม่น้อยยามที่แย้มยิ้ม "ในรอบหลายพันปีมานี้ เจ้าเป็นสิ่งมีชีวิตตัวแรกที่ตุ้นตุ้นพามาที่นี่นะ"
มันสบายมากจริงๆ
ความร้อนที่พวยพุ่งออกมาจากปากปล่องภูเขาไฟค่อยๆ แผ่ซ่านไปทั่วร่าง หลั่งไหลเข้าสู่สรีระภายในพร้อมกับพลังวิญญาณ หลังจากนอนอยู่ตรงนั้นเพียงชั่วครู่ ก็รู้สึกราวกับได้ขัดสีฉวีวรรณตัวเองในโรงอาบน้ำขนาดใหญ่มาสามวันเต็ม สิ่งสกปรกและปราณขุ่นมัวในร่างกายถูกชะล้างออกไปจนหมดสิ้นในคราวเดียว
อวิ๋นซีรู้สึกราวกับว่าตัวเองกำลังจะเบ่งบานอีกครั้ง นางชูมือขึ้นถามเหมือนเด็กประถมว่า "แล้วก่อนหน้านี้มันพาอะไรมาหรือคะ"
ชายหนุ่มที่มีกายเป็นมนุษย์หางเป็นมังกรหวนนึกถึงอดีตครู่หนึ่ง "อืม ก็พวกสัตว์อสูรน่ะ สัตว์อสูรทั้งหมดในท้องทะเลนี้ล้วนถูกมันจับมาทั้งนั้น"
ทุกครั้งตุ้นตุ้นจะจับสัตว์อสูรมาให้เขาช่วยย่างให้กิน
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ชายหนุ่มก็ใช้หางมังกรชี้ไปที่ข้างตัวอวิ๋นซีด้วยความสนใจพลางเคาะพื้นสองที "สัตว์อสูรที่มันฆ่า มักจะถูกข้าย่างให้ตรงนี้แหละ ตรงที่เจ้านอนอยู่นี่เลย"
ปลาเผาบนกระทะร้อนชัดๆ
อวิ๋นซี: "..."
อวิ๋นซีพลันหูตาสว่าง "มิน่าเล่า ตอนนี้ถึงไม่เห็นสัตว์อสูรใต้ทะเลเลยสักตัว"
พวกที่ขึ้นฝั่งได้ก็หนีไปหมดแล้ว ส่วนพวกที่ขึ้นไม่ได้ก็คงไปเกิดใหม่บนสวรรค์กันหมดแล้ว
ต่อมาเมื่อเวลาผ่านไปหลายพันปีและไม่มีวัตถุดิบสำหรับทำปลาเผาเหลืออีก ตุ้นตุ้นก็เริ่มหันมาย่างสาหร่ายกินแทน
บางครั้งมันจะบินขึ้นไปยังเขาวงกตเพื่อจับสัตว์อสูรมาบ้าง แต่เมื่อโตขึ้นและเริ่มรู้จักความ มันก็ไม่กล้ากินทีเดียวจนหมด ทุกครั้งที่จับสัตว์อสูรมาได้ มันจะทำท่าทางระแวดระวังและดูน่าสงสารราวกับถูกข่มเหง
อีกอย่าง ตุ้นตุ้นยังเป็นเพียงเด็กน้อย สัตว์อสูรข้างบนนั้นบางตัวมันก็สู้ไม่ได้ และทุกครั้งที่ถูกรังแก มันก็จะกลับมาส่งเสียงครางเครือเพื่อขอให้เขาลูบหัวปลอบใจ
ภายหลังตุ้นตุ้นก็แง่งอนจนเลิกขึ้นไปบนเกาะ และกินเพียงสาหร่ายกับพืชวิญญาณเท่านั้น
เมื่อนึกถึงภาพนั้น ชายหนุ่มก็รู้สึกทั้งขำทั้งสงสาร "หากเจ้าไม่มา ข้าเกรงว่ามันคงจะกินทะเลแห่งนี้จนเกลี้ยงเป็นแน่"
"เอ๊ะ?"
อวิ๋นซีลุกขึ้นนั่งพลางชี้ที่ตัวเอง "ข้าหรือคะ"
นางสำรวจตัวเองครู่หนึ่ง แล้วหันไปมองเจ้านกกระจิบ 'ย่าง' ที่นอนแผ่หลาอยู่ข้างๆ แววตาของนางฉายแววใสซื่อไร้เดียงสาตามฉบับนักศึกษา "แต่ต่อให้ข้ามาก็ไม่มีประโยชน์หรอกค่ะ ตัวข้าคนเดียวไม่พอให้มันกินอิ่มหรอก..."
"..."
ชายหนุ่มชะงักไปครู่หนึ่งพลางกลอกตา "ข้าหมายถึง ข้าอยากให้เจ้าพามันออกไป แล้วให้มันไปหาของกินข้างนอกโน่น"
อย่างไรเสีย โลกภายนอกก็กว้างใหญ่กว่านัก
"อ๋อ อ๋อ~"
อวิ๋นซีล้มตัวลงนอนอย่างโล่งอก ขอแค่ไม่กินนางก็พอแล้ว
อืม... เดี๋ยวก่อนนะ?
เดี๋ยวนะ?
เด็กสาวเด้งตัวลุกขึ้นนั่งอีกครั้งพลางชี้ที่ตัวเองซ้ำ "ท่านจะให้ข้าพามันออกไปหรือคะ"
ในดินแดนลี้ลับที่เป็นเสมือนสถานที่ท่องเที่ยวและมีเจ้าของเช่นนี้ สัตว์อสูรถือเป็นทรัพย์สินของดินแดนลี้ลับและโดยทั่วไปไม่อนุญาตให้นำออกไป
แน่นอนว่ามีวิธีที่จะนำสัตว์อสูรออกไปได้อยู่สองทาง
ทางแรกคือฆ่าสัตว์อสูรนั้นแล้วนำศพออกไป ซึ่งสามารถนำไปปรุงโอสถ หลอมอาวุธ หรือแม้แต่นำไปย่างกิน เรียกได้ว่าเป็นรูปแบบการใช้งานที่ครบวงจร
ทางที่สองคือการทำพันธสัญญา
เมื่อพิจารณาสถานการณ์ปัจจุบัน ทางเลือกที่จะฆ่าคุณเผิงนั้นคงเป็นไปไม่ได้
อวิ๋นซีพอจะเข้าใจความหมายของชายหนุ่มผู้นี้ได้ลางๆ
มันเท่ากับว่านางได้พบมรดกสืบทอดในแม่น้ำไร้หวนและได้รับสัตว์เทพมาครอบครอง... ทว่า
อวิ๋นซีเท้าคางครุ่นคิด "ข้าคิดว่าข้าคงเลี้ยงมันไม่ไหวหรอกค่ะ..."
คุณเผิงกินเยอะเกินไปจริงๆ
ดวงตาของชายหนุ่มโค้งลง หางมังกรของเขาสะกิดหน้าผากนางเบาๆ
"เจ้าเลี้ยงไหวแน่นอน~"
"และมีเพียงเจ้าเท่านั้น..."
เขาพูดอย่างไม่ใส่ใจ ราวกับว่าการเลี้ยงคุณเผิงเป็นเรื่องที่ง่ายที่สุดในโลก
"ข้าสละชีพอยู่ที่แม่น้ำไร้หวนแห่งนี้มาพันปีแล้ว ในช่วงเวลานั้น ข้าได้เห็นผู้ฝึกตนมาทุกรูปแบบ..."
ชายหนุ่มหลุบตาลง ร่างวิญญาณของเขาล่องลอยมาอยู่ข้างกายนาวดุจสายลม เขายิ้มอย่างอ่อนโยน "แต่พืชวิญญาณที่กลายร่างเป็นมนุษย์ได้... เจ้าคือคนแรกจริงๆ"
รูม่านตาของอวิ๋นซีขยายกว้างด้วยความตกใจ ปลายนิ้วของนางขดเข้าหากันโดยสัญชาตญาณด้วยความระแวดระวัง
"เจ้าไม่ต้องกังวลไป ข้าชื่อเหยียนอวี่"
เขาแนะนำตัว "ข้าคือมังกรเพลิงที่ดับสูญไปเมื่อหนึ่งพันปีก่อน~"
เหยียนอวี่หัวเราะ "ข้าตายไปนานแล้ว ข้าจะไม่แพร่งพรายความลับของเจ้าหรอก"
ที่ปากปล่องภูเขาไฟ ลาวาค่อยๆ ไหลเลี่ยงพวกเขาไปทางตีนเขา
ในที่ที่เปลวเพลิงไหลผ่าน อักขระรูนรูปร่างประหลาดปรากฏขึ้นลางๆ
กลุ่มอักขระหนาแน่นเริ่มกะพริบแสงสีแดงอันน่าลึกลับ
พลังงานจากลาวาค่อยๆ ควบแน่นเข้าสู่ร่างของนกกระจิบน้อย
มันดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึงความร้อนเบื้องล่าง จึงสะลึมสะลือคลานขึ้นมาบนตักของอวิ๋นซี
อักขระรูนพุ่งออกมาจากแกนโลก หมุนวนรอบตัวพวกเขาอย่างช้าๆ
เหยียนอวี่หลุบตาลงพลางยิ้ม "มิน่าเล่า ตุ้นตุ้นถึงเลือกเจ้า"
ตุ้นตุ้นไม่ชอบกลิ่นของคนแปลกหน้า หลายปีมานี้มีผู้ฝึกตนมากมายที่พบเจอมันในน่านน้ำแห่งนี้ แต่อวิ๋นซีคือคนเดียวที่มันพามาที่นี่
นั่นเป็นเพราะเด็กสาวคนนี้มีกลิ่นอายบางอย่างที่คล้ายคลึงกับเขา
ตุ้นตุ้นพึ่งพาเขาเพื่อความอยู่รอดในแม่น้ำไร้หวนมาเกือบพันปี กลิ่นของเขาจึงเป็นกลิ่นที่มันคุ้นเคยที่สุด
อวิ๋นซีเกิดความสงสัย "คล้ายกันตรงไหนหรือคะ"
นางก้มลงดม... นางไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี มันมีกลิ่นที่คุ้นเคยและน่าสบายใจอยู่จริงๆ แต่ไม่ได้รู้สึกว่าคล้ายคลึงกันเลย
อีกอย่าง เหยียนอวี่คือมังกร
ส่วนนางเป็นเพียงเถาโลหิตอสรพิษที่กลายร่างมาเท่านั้น~
เหยียนอวี่ดูเหมือนจะรู้ว่านางกำลังคิดอะไรอยู่ เขาจึงยิ้มเม้มริมฝีปาก "โลกใบนี้อุดมไปด้วยทรัพยากร มีสมบัติสวรรค์พิภพนับไม่ถ้วน พืชวิญญาณเหล่านั้นที่เติบโตมานานนับพันหรือหมื่นปี ต่อให้พยายามอย่างหนักก็ยังไม่มีโอกาสที่จะกลายร่างได้เลย แต่เจ้ากลับทำได้..."
"เจ้าไม่ใช่เถาโลหิตอสรพิษธรรมดาหรอกนะ..."
เมื่อพูดถึงตรงนี้ อวิ๋นซีก็นึกถึงความสงสัยที่นางเคยมีมาก่อน
ในช่วงเวลากว่าสองเดือนนับตั้งแต่ทะลุมิติมา นางยังไม่ได้เรียนรู้วิชาบำเพ็ญเพียรใดๆ เพื่อปกปิดกลิ่นอายหรือพละกำลังเลย
ทว่าแม้แต่เฉิงเจียงกุยที่อยู่ในขอบเขตมหายานขั้นต้น ก็ดูเหมือนจะมองไม่เห็นร่างที่แท้จริงของนาง
มีเพียงเหยียนอวี่เท่านั้นที่มองออก ซึ่งนั่นทำให้คำพูดของเขาดูมีความน่าเชื่อถือขึ้นมาบ้าง
จะว่าไปแล้ว... อวิ๋นซีเลิกคิ้วขึ้น "ถ้าอย่างนั้นข้าก็นับว่าเก่งกาจไม่เบาเลยสินะคะเนี่ย~"
"..." ชายหนุ่มไม่คิดว่านางจะหลงตัวเองได้ขนาดนี้ เขาจึงหัวเราะออกมา "ถึงข้าจะไม่รู้ว่าทำไมเจ้าถึงกลายร่างได้ แต่ข้าสัมผัสได้..."
เขาดมกลิ่นอีกครั้ง "เจ้ามีกลิ่นเลือดมังกรติดตัวอยู่"
หากประสาทสัมผัสในการดมกลิ่นของเขาไม่ผิดเพี้ยนไป มันเป็นเลือดของเขาเองเสียด้วยซ้ำ
อวิ๋นซีกะพริบตาถี่ๆ ประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลด้วยสมองอันน้อยนิดของนาง
นางตบฝ่ามือตัวเองดังฉาด
"ข้าเข้าใจแล้วค่ะ"
เด็กสาวสวมสีหน้าแบบยอดนักสืบจิ๋วโคนันที่เพิ่งบรรลุความจริง "สรุปคือ เลือดของท่านไหลเวียนอยู่ในตัวข้า..."
เหยียนอวี่: "...จะพูดแบบนั้นก็คงได้มั้ง..."
แต่ทำไม... ฟังดูมันแหม่งๆ ชอบกล?
อวิ๋นซีเองก็รู้สึกว่ามันฟังดูแปลกๆ นางพลันนึกถึงฉากในนิยายที่ 'รักแรกที่ไม่อาจลืม' ของประธานบริษัทจอมเผด็จการหนีไปพร้อมกับ 'ลูกในท้อง' เป็นเวลาหลายปี แล้วจากนั้นลูกกับประธานบริษัทก็ได้มาพบกันหลังจากที่รักแรกคนนั้นลาโลกไปแล้ว
นางเริ่มสวมบทนักสืบโซเชียล อุ้มนกกระจิบเหมือนคุณป้าหน้าปากซอยอุ้มหลานมานั่งคุยซุบซิบกับคนอื่น "ท่านให้กำเนิดข้าที่ไหนหรือคะ? แล้วท่านให้กำเนิดข้ากับใครกัน?"