- หน้าแรก
- วีรกรรมสุดแสบของศิษย์น้องหญิง วิธีจัดระเบียบยุทธภพแบบไม่เหมือนใคร
- บทที่ 17 แข่งรถเข็น ช่างบันเทิงเริงใจ~
บทที่ 17 แข่งรถเข็น ช่างบันเทิงเริงใจ~
บทที่ 17 แข่งรถเข็น ช่างบันเทิงเริงใจ~
บทที่ 17 แข่งรถเข็น ช่างบันเทิงเริงใจ~
ลำดับต่อมา คู่ต่อสู้ของทหารสวรรค์แสนนายก็ได้กลายเป็นหญิงชราที่กินยาเกินขนาด
โอสถวิญญาณที่ผู้ยิ่งใหญ่ขั้นมหายานกินเข้าไปหลังจากสะกดพลังฝึกตนนั้น ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเฉิงเจียงกุ่ยมากนัก การกินเพียงเม็ดเดียวสามารถทำให้เขาคึกคักไปได้นานถึงห้าหรือหกชั่วโมง
ส่วนฉีเจวี๋ยนั้น หากกินเข้าไปหนึ่งเม็ด เขาต้องใช้เวลาอย่างน้อยสามวันกว่าจะระบายพลังงานส่วนเกินในร่างกายออกไปได้หมด
การฝึกฝนจึงเปลี่ยนจากการรุมทึ้งฝ่ายเดียวโดยคนติดยาคนหนึ่ง กลายเป็นการทารุณกรรมซึ่งกันและกันของคนติดยาสองคน
แน่นอนว่าฉีเจวี๋ยไม่มีทางเอาชนะเฉิงเจียงกุ่ยได้ มันยังคงเป็นการถูกทุบตีอยู่ฝ่ายเดียวเช่นเดิม
ฤทธิ์ของยาทำหน้าที่เพียงเพื่อให้มั่นใจว่าพวกเขาจะไม่รู้สึกเหนื่อยหรือสลบไปง่ายๆ แม้จะถูกตีจนน่วม... และเนื่องจากพฤติกรรมทำร้ายตัวเองก่อนหน้านี้ของใครบางคนที่ดูเหมือนการจัดฉาก เฉิงเจียงกุ่ยจึงรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก
ฉีเจวี๋ยจึงถูกเฉิงเจียงกุ่ยไล่กวดและทุบตีแทบจะตลอดเวลา
อวิ๋นซีเฝ้ามองความพยายามของพวกเขาพลางเผยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความปลาบปลื้มใจ
นางเดินไปหาเซี่ยโม่ "ศิษย์พี่รอง ศิษย์พี่รองเจ้าคะ"
เซี่ยโม่ผู้ซึ่งเห็นเหตุการณ์ที่อาจารย์และศิษย์น้องพากันเสียสติไปทีละคน "..."
อวิ๋นซี "ขอนั่งรถด้วยคนสิเจ้าคะ ขอนั่งด้วยคน"
"..." เพราะคราวที่แล้วเขาพานางไปซิ่งรถ เขาจึงถูกผู้อาวุโสสามและผู้อาวุโสเจ็ดสวดชยันโตไปร่วมชั่วโมง แถมยังต้องจำใจเขียนยันต์ส่งวิญญาณปลาสามแผ่นเพื่อเป็นการชดใช้ให้ผู้อาวุโสเจ็ดอีกต่างหาก
ความรู้สึกนั้น ยันต์พวกนั้น
เพียงแค่นึกถึง เซี่ยโม่ก็รู้สึกไม่สบายตัวไปหมด เขาบังคับรถเข็นหนีจากที่เกิดเหตุโดยไม่พูดอะไรสักคำ แต่อวิ๋นซีกลับเร็วกว่าเขา
เด็กสาวกระโดดขึ้นไปยืนข้างหลังรถเข็นของเขาอย่างชำนาญ พลางทำท่าทะยานฟ้าแบบยอดมนุษย์ "กลับบ้านกันเถอะ ไปเลย~"
เซี่ยโม่ "..."
ซูหยวนซวงที่ยืนดูความสนุกอยู่ใกล้ๆ "..."
ดูเหมือนอวิ๋นซีจะชอบ... รถเข็นของเซี่ยโม่มากจริงๆ
ลำพังแค่ตัวเองขึ้นรถยังไม่พอ นางยังเป็นพวกชอบแบ่งปัน จึงอยากจะดึงซูหยวนซวงขึ้นรถมาด้วยกัน
"ศิษย์พี่ใหญ่ มานี่สิเจ้าคะ~"
เด็กสาวส่งยิ้มสดใสพลางโบกมือเรียก
นางไม่ลืมที่จะขยับไปด้านข้าง แบ่งพื้นที่ให้กึ่งหนึ่ง
เซี่ยโม่ "...เจ้านี่ช่างใจกว้างเสียจริง"
อวิ๋นซีกลัวว่าหากเฉิงเจียงกุ่ยรู้เข้าจะหนีไม่พ้น นางจึงคว้าตัวซูหยวนซวงไว้ "ศิษย์พี่ใหญ่ เกาะไว้ให้แน่นๆ นะเจ้าคะ"
ซูหยวนซวง "..."
นางส่ายหน้าพัลวัน ดูเหมือนไม่อยากจะขึ้นรถคันที่ดูไม่น่าไว้วางใจคันนี้เลย
ทว่าคนขับได้สตาร์ทเครื่องยนต์เสียแล้ว
อวิ๋นซีถีบพื้นอย่างแรงและชำนาญ เปลี่ยนรถเข็นสำหรับคนเดียวของเซี่ยโม่ให้กลายเป็นพาหนะสำหรับพวกเขาสามคน
คนเดียวถีบดูจะช้าไปหน่อย
นางสะกิดซูหยวนซวง "ศิษย์พี่ใหญ่ ทำแบบนี้แบบนั้น แล้วก็ทำแบบนั้นแบบนี้เจ้าค่ะ~"
"..."
ซูหยวนซวงไม่เอ่ยวาจา แต่ยอมทำตามอย่างว่าง่าย
เพียงถีบพื้นหนึ่งครั้ง รถเข็นก็พุ่งทะยานออกไปราวกับลูกศร
???
เกิดอะไรขึ้น?
นางชะงักไปครู่หนึ่ง
มันขยับไปจริงๆ มันพุ่งออกไปแล้ว
นางเป็นคนถีบมันออกไปเองหรือ?
ให้ตายสิ... ความรู้สึกภาคภูมิใจที่เกิดขึ้นกะทันหันนี่มันคืออะไรกัน?
อวิ๋นซีสอนขั้นตอนต่อไป "พวกเราต้องทำให้จังหวะตรงกัน มันจะเร็วกว่านี้มาก มาเจ้าค่ะ มาทำตามจังหวะของข้า..."
"หนึ่ง สอง ถีบ"
"หนึ่ง สอง ถีบ"
"เอ้า ฮึ่ย เล่ ฮึ่ย~"
"ว้าว ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านยอดเยี่ยมมากเลยเจ้าค่ะ~"
ดวงตาของอวิ๋นซีเป็นประกาย
"!!!"
ซูหยวนซวงได้ค้นพบโลกแห่งความมหัศจรรย์เข้าเสียแล้ว
มันสนุกมากจริงๆ~
เด็กสาวตัวน้อยสะกิดนางอีกครั้งแล้วกล่าวว่า "พวกเราไปได้เร็วกว่านี้อีกนะเจ้าคะ มันจะน่าตื่นเต้นมากเลยละ"
และเพื่อไม่ให้เซี่ยโม่รู้สึกโดดเดี่ยว นางจึงจัดแจงมอบหมายหน้าที่ให้เขาด้วย
"ศิษย์พี่รอง ท่านมีหน้าที่เบรกเจ้าค่ะ"
อวิ๋นซีอธิบายเพิ่ม "นั่นหมายถึงการทำให้รถเข็นหยุดเจ้าค่ะ"
"..." เซี่ยโม่ดูเหมือนจะเป็นคนอารมณ์คงที่ แต่ความจริงแล้วเขาไม่มีทางเลือก เขาจึงพยักหน้าตอบรับด้วยสีหน้ายอมจำนน "ตกลง"
และแล้ว~
เยี่ยจินกำลังบำเพ็ญเพียรอย่างจริงจังอยู่ที่หลังเขา
ฉีเจวี๋ยกำลังถูกเฉิงเจียงกุ่ยไล่กวดไล่ฟัน
ในขณะที่พวกเขาสามคนกำลังแข่งรถเข็นกันอยู่ภายในสำนัก... ของที่สร้างโดยเหล่ายอดนักประดิษฐ์เครื่องมือวิเศษแห่งดินแดนเซียนนั้นคุณภาพดีเยี่ยมจริงๆ แม้ว่ารถเข็นจะบรรทุกน้ำหนักเกินพิกัดและล้อจะหมุนจนเกิดประกายไฟ แต่มันก็ยังไม่พังทลายลงมา
"..." พูดตามตรง เซี่ยโม่หวังเป็นอย่างยิ่งว่ามันจะพังๆ ไปเสีย
เพราะอย่างไรเสีย ศิษย์น้องของเขาก็ดูจะสนุกจนกู่ไม่กลับแล้วจริงๆ
เซี่ยโม่หยิบหนังสือขึ้นมาบังใบหน้าไว้ครึ่งหนึ่งด้วยมืออันสั่นเทา ส่วนใบหน้าอีกครึ่งหนึ่งยังคงจดจ่ออยู่กับเบื้องหน้า พร้อมที่จะเบรกทุกเมื่อ
ลำพังอวิ๋นซีเป็นแบบนี้ก็นับว่าเป็นเรื่องหนึ่ง
แต่ประเด็นสำคัญคือ... ซูหยวนซวงกลับให้ความร่วมมือดีเหลือเกิน... ไม่ใช่แค่ให้ความร่วมมือ แต่ในแง่หนึ่ง ซูหยวนซวงเป็นคนที่มีความพยายามจะเอาชนะอย่างแรงกล้า ลูกถีบของนางจึงต้องแรงและเร็วขึ้นกว่าของอวิ๋นซีเสมอ
จากที่เคยสนุกสนานในตอนแรก อวิ๋นซีกลับเล่นจนใบหน้าเล็กๆ เริ่มแสดงอาการสติแตกออกมาในอีกรูปแบบหนึ่ง
เซี่ยโม่ได้ยินเสียงกรีดร้องจากเด็กสาว ซึ่งเกือบจะเป็นเสียงเดียวกับตอนที่พวกเขาพบกันครั้งแรก
"เร็วไปแล้ว เร็วไปแล้วเจ้าค่ะ ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านเร็วเกินไปแล้ว..."
"อ๊าย ไม่เอาแล้ว เบรกเจ้าค่ะ รีบเบรกเร็วเข้า..."
"..."
ในช่วงบ่าย ผู้อาวุโสสามกำลังปลูกบัวใบเงาลงในทุ่งสมุนไพรวิญญาณใหม่อีกครั้ง
ชายชราตัวน้อยนั่งยองๆ อยู่ที่หัวมุมถนนด้วยสีหน้าฉงน พลางพึมพำกับตัวเอง "ไม่น่าเป็นไปได้..."
เขาทำตามคู่มือทุกขั้นตอน เหตุใดเขาถึงปลูกได้ไม่ดีเท่าเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนั้น?
บัวใบเงาที่อวิ๋นซีมอบให้เซี่ยโม่ อย่างน้อยมันก็ยังมีดอกตูมโผล่ออกมาบ้าง
หลังจากทุ่มเทแรงกายแรงใจไปทั้งหมด เขาก็ได้รับเพียงบทเรียนอันลึกซึ้งว่า "พืชวิญญาณนั้นปลูกไม่ง่ายเลยจริงๆ"... ผู้อาวุโสสามไม่ยอมรับความจริงข้อนี้และครุ่นคิดอยู่นานแสนนาน
จนกระทั่ง... เสียงรถเข็นที่วิ่งมาด้วยความเร็วดังขึ้นจากข้างหลังอีกครั้ง พร้อมกับเสียงสั่งการที่ร้อนรนของเด็กสาว
"เบรก เบรกเจ้าค่ะ รีบเบรกเร็วเข้า..."
"อ๊ายยย ผู้อาวุโสสามเจ้าคะ..."
"หือ?"
ทันทีที่ผู้อาวุโสสามหันกลับไป เขาก็ถูกรถเข็นที่บรรทุกน้ำหนักเกินพิกัดชนจนลอยขึ้นไปบนฟ้า
"อ๊ายยย..." ชายชรากลายเป็นดาวตกและลับหายไปในที่ห่างไกล
"..."
"..."
"..."
สามสหายผู้ก่อเรื่องเงียบกริบเป็นเป่าสากในทันที
หลังจากผ่านไปไม่กี่วินาที อวิ๋นซีก็พยายามทำลายความกระอักกระอ่วน "รถเข็นคันนี้แข็งแรงทนทานจริงๆ เลยนะเจ้าคะ~"
เซี่ยโม่ "..."
เขาตระหนักได้แล้วว่า ศิษย์น้องคนนี้...
...เป็นพวกหาเรื่องใส่ตัวเก่งจริงๆ เซี่ยโม่ก้มหน้าครุ่นคิด แต่ยังคงรักษาภาพลักษณ์คนใจดีไว้ พลางปลอบเด็กสาวที่ความจริงแล้วไม่ได้ดูหวาดกลัวเลยสักนิด "นับว่ามีพัฒนาการนะ อย่างไรเสียคราวที่แล้วเจ้าชนกระเด็นไปตั้งสามคน คราวนี้เหลือเพียงคนเดียวเอง"
หลังจากเวลาผ่านไปชั่วธูปธูปหมดดอก ที่ผนังภูเขาข้างทุ่งสมุนไพรวิญญาณ เด็กแสบทั้งสามคนพร้อมกับรถเข็นหนึ่งคันกำลังยืนสำนึกผิดหันหน้าเข้าหาฝาผนังพร้อมกัน
ผู้อาวุโสสามหยิบไม้ฟืนอันเล็กมาจากไหนไม่รู้ เริ่มบ่นพร่ำและชี้ไม้ชี้มือไปที่แผ่นหลังของทั้งสามคน
"อวิ๋นซีเป็นแบบนี้ก็นับว่าเป็นเรื่องหนึ่ง แต่ทำไมพวกเจ้าสองคนถึงไปเล่นกับนางด้วย?"
คนหนึ่งก็ศิษย์พี่ใหญ่ อีกคนก็ศิษย์พี่รอง
พวกเจ้าโยนศักดิ์ศรีทิ้งไปเพียงเพื่อจะเล่นเป็นเพื่อนเด็กอย่างนั้นหรือ?
ก่อนหน้านี้ ทั้งคู่ต่างก็เป็นเด็กดีที่ว่าง่ายและรู้จักกาลเทศะ
ในสำนักของพวกเขา ภารกิจอย่างการยืนสำนึกผิดหันหน้าเข้าหาฝาผนังหรือการเข้าสู่หน้าผาสำนึกตน มักจะเป็นหน้าที่ของเยี่ยจินเพียงผู้เดียว
หน้าผาสำนึกตนนั้นเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สองของเยี่ยจินไปเสียแล้ว
เด็กดีหมายเลขหนึ่ง เซี่ยโม่ กลายร่างเป็นนกกระทา ก้มศีรษะลงต่ำมาก
เด็กดีหมายเลขสอง ซูหยวนซวง พยายามก้มศีรษะให้ต่ำยิ่งกว่าเขา... เซี่ยโม่นั่งอยู่บนรถเข็น เมื่อนางเหลือบมองไป เพื่อที่จะให้ศีรษะอยู่ต่ำกว่าเซี่ยโม่ นางเกือบจะทำคอตัวเองหัก แต่สุดท้ายนางก็แพ้ในเรื่องของความสูง กลิ่นอายรอบตัวจึงหม่นหมองลงทันที
เด็กดื้ออวิ๋นซีแอบมองจากด้านข้างแล้วอดไม่ได้ที่จะระเบิดหัวเราะออกมา
ศิษย์พี่ใหญ่คนนี้ ทำไมถึงได้รู้สึกว่า... น่ารักขนาดนี้นะ... ไม้ฟืนฟาดลงบนหลังของนางอย่างไม่ปรานี
เอาเถอะ มันไม่เจ็บเท่าไหร่หรอก
เหมือนการนวดหลังดีๆ นี่เอง~
คนอื่นเขากลัวว่าเหล็กจะตีไม่เป็นดาบ แต่ผู้อาวุโสสามกลับหัวเสียจนอยากจะให้เหล็กกลายเป็นปืนใหญ่ภายในชั่วข้ามคืน เขาขบเขี้ยวเคี้ยวฟันใส่นาง "โดยเฉพาะเจ้า อวิ๋นซี"
"เพื่อเป็นการทำโทษ!" ผู้อาวุโสสามกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง "พวกเจ้าทั้งสามคนต้องมาช่วยข้าปลูกพืชวิญญาณที่นี่ตลอดหลายเดือนต่อจากนี้!"
เขาตั้งใจจะให้อวิ๋นซีเป็นคนปลูกบัวใบเงา เพราะนางเคยทำสำเร็จมาแล้ว
ผู้อาวุโสสามกระหยิ่มยิ้มย่องในความฉลาดของตน แต่เด็กสาวดูจะไม่พอใจกับการจัดแจงนี้นัก "ไม่เอาเถอะเจ้าค่ะ~"
อวิ๋นซีเบะปาก "ผู้อาวุโสสามเจ้าคะ ท่านปลูกแบบนี้ไม่มีทางโตหรอกเจ้าค่ะ..."
"หือ?" ผู้อาวุโสสามถาม "ทำไมล่ะ?"
อวิ๋นซีเริ่มบ่นพร่ำและชี้แนะอย่างใจกว้าง "บัวใบเงาชอบความสงบเจ้าค่ะ ถนนเส้นนี้มีคนเดินผ่านไปมาทุกวัน แถมท่านยังมาจ้องมองมันวันละแปดรอบ มันย่อมไม่มีความสุขหรอกเจ้าค่ะ"
ผู้อาวุโสสาม "...ข้าจ้องมองมันแปดร้อยรอบ ก็ยังเทียบไม่ได้กับที่เจ้าเอารถเข็นมาชนมันครั้งเดียวหรอก"
"..."
เมื่อรู้ตัวว่าผิด นางจึงพึมพำและเปลี่ยนหัวข้อไปที่ประเด็นที่สอง "พืชวิญญาณชนิดนี้ไม่ชอบอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ทางที่ดีควรแยกปลูกทีละต้นเจ้าค่ะ"
"อีกอย่าง ดินปลูกพืชวิญญาณที่นี่ธรรมดามากเจ้าค่ะ บัวใบเงาเป็นพืชที่เลือกมาก ดินที่ใช้ต้องเป็นดินที่ดีที่สุดเท่านั้น"
ถึงจุดนี้ ผู้อาวุโสสามเริ่มไม่คล้อยตาม "นี่คือดินปลูกพืชวิญญาณที่ดีที่สุดเท่าที่หาซื้อได้จากภายนอกแล้วนะ!"
เขาอุตส่าห์ไปซื้อมาจากสำนักราชาโอสถเชียวนะ
"มันไม่ใช่ดินที่ดีที่สุดแน่นอนเจ้าค่ะ" อวิ๋นซีโต้แย้ง
หากดินปลูกพืชวิญญาณทั่วไปสามารถปลูกบัวใบเงาให้รอดได้ พวกเขาคงไม่ต้องตามหามานานหลายปีขนาดนี้หรอก
ผู้อาวุโสสามครุ่นคิดตามและไม่โต้แย้งต่อ เขาขมวดคิ้วจมดิ่งสู่ความคิด "มันต้องพิจารณามากมายขนาดนั้นเลยหรือ?"
"ตอนที่ข้าซื้อต้นกล้ามา พ่อค้าบอกข้าว่าวิธีการเพาะปลูกนั้นง่ายมาก..."
เขายังมี "ตำราลับ" อีกด้วย
อวิ๋นซีชะโงกหน้าเข้าไปดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น "ตำราลับอะไรหรือเจ้าคะ?"
อีกสองคนที่ยืนหันหน้าเข้าหาฝาผนังก็เริ่มมีความสนใจขึ้นมาเล็กน้อย
ตำราลับสำหรับการปลูกบัวใบเงา หากเป็นของจริงย่อมเป็นสมบัติที่ประเมินค่าไม่ได้
สำหรับเด็กๆ ในสำนักของตนเอง ผู้อาวุโสสามก็นับว่าใจกว้างพอตัว เขาจึงตัดสินใจแบ่งปันตำราลับอันมีค่านี้ให้พวกเขาดู
ทั้งสี่คนสุมหัวเข้าหากัน ผู้อาวุโสสามหยิบตำราลับออกมาจากถุงจักรวาลอย่างระมัดระวัง
มันคือกระดาษแผ่นเล็กๆ สีทอง...
บนนั้นเขียนไว้ว่า:
【ขุดหลุมหนึ่งหลุม ฝังดินลงไป】
【นับหนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า...】
ทุกคน "..."