- หน้าแรก
- ตั้งแผงสู้ชีวิต เริ่มต้นด้วยการดูดวงหน้าสำนักงานกิจการพลเรือน
- บทที่ 30 ปริญญาเอกที่เหมือนกับการติดคุก
บทที่ 30 ปริญญาเอกที่เหมือนกับการติดคุก
บทที่ 30 ปริญญาเอกที่เหมือนกับการติดคุก
บทที่ 30 ปริญญาเอกที่เหมือนกับการติดคุก
เจียงเฟิงมองไปที่เขา
นักศึกษาคนนั้นกำใบคำร้องขอยุติการศึกษาไว้แน่นจนขอบกระดาษเริ่มชื้นแฉะด้วยเหงื่อ
เสียงวิพากษ์วิจารณ์รอบข้างเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ
"พระเจ้าช่วย ลาออกจากปริญญาเอกเนี่ยนะ เรื่องจริงเหรอ?"
"ฉันรู้จักหมอนี่ เขาชื่อหลิวเว่ยจากคณะฟิสิกส์ อัจฉริยะตัวจริงเลยล่ะ!"
"ขนาดอัจฉริยะยังทนไม่ไหว? เขาโดนทรมานขนาดไหนกันแน่?"
เจียงเฟิงไม่ได้สนใจเสียงนกเสียงกา หน้าต่างระบบปรากฏขึ้นในทัศนวิสัยของเขาแล้ว
ชื่อ: หลิวเว่ย
โครงสร้างกระดูก: กระดูกข้างศีรษะนูนเด่น เส้นปัญญาหยั่งลึกและยาว ดาวบุญส่งสถิตเหนือเศียร
ระดับพรสวรรค์: การวิจัยทางวิชาการ (ระดับเอส)
สถานะปัจจุบัน: ถูกกดดันทางจิตใจ (รุนแรง) แรงบันดาลใจเหือดแห้ง (ชั่วคราว) โชคชะตากำลังถูกพรากไป...
หลังจากอ่านข้อมูลในระบบ เจียงเฟิงก็หันกลับมามองใบหน้าที่ซีดเหลืองของหลิวเว่ยอีกครั้ง
"นั่งลง" เจียงเฟิงชี้ไปที่พื้นตรงหน้า
หลิวเว่ยชะงักไปครู่หนึ่ง
เขาเหลือบมองเก้าอี้พับตัวจิ๋วที่เจียงเฟิงนั่งอยู่ แล้วมองดูพื้นหินอ่อนที่เย็นเฉียบ ก่อนจะยืนนิ่งไม่ขยับ
"ข้านั่งตรงนี้ เจ้านั่งฝั่งตรงข้ามข้า" เจียงเฟิงย้ำ
ริมฝีปากของหลิวเว่ยกระตุก แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้พูดอะไรและยอมนั่งลงบนพื้นฝั่งตรงข้ามเจียงเฟิงแต่โดยดี เขานั่งคุดคู้กอดใบคำร้องไว้แนบอก ท่าทางนี้ทำให้เขาดูตัวเล็กและไร้ที่พึ่งพิงยิ่งกว่าเดิม
"ยื่นมือมา" เจียงเฟิงกล่าว
หลิวเว่ยลังเลครู่หนึ่งก่อนจะยื่นมือขวาออกมา
มันคือมือของนักวิชาการ นิ้วมือเรียวยาว แต่ใต้เล็บกลับมีเศษดินและมีรอยด้านบางๆ ตรงง่ามมือ มันไม่ใช่รอยด้านจากการถือปากกา แต่เหมือนรอยจากการทำงานหนักเสียมากกว่า
เจียงเฟิงไม่ได้สัมผัสมือของเขา แต่กลับโน้มตัวไปข้างหน้าแล้วกดนิ้วที่ซูบผอมลงบนท้ายทอยของหลิวเว่ย ตรงบริเวณกระดูกหยกตามตำราโหงวเฮ้ง
"อาจารย์ที่ปรึกษาของเจ้า หัวล้านใช่ไหม?" เจียงเฟิงถาม
หลิวเว่ยสะดุ้งสุดตัว เงยหน้าขึ้นมองด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงภายใต้กรอบแว่น
"ร่องแก้มของเขาลึกมาก เวลาเขายิ้มมุมปากจะตกลงด้านล่าง แถมยังมีไฝดำอยู่ที่แก้มซ้ายใกล้กับปีกจมูกด้วย" เจียงเฟิงพูดต่อไปพลางขยับนิ้วไปตามกะโหลกศีรษะของหลิวเว่ยอย่างช้าๆ
"คุณ... คุณรู้ได้ยังไง?" เสียงของหลิวเว่ยสั่นเครือ
ลักษณะพวกนี้มันเฉพาะเจาะจงเกินไป!
อาจารย์หวังเจี้ยนกั๋ว ที่ปรึกษาของเขา มีลักษณะแบบนั้นทุกประการ!
"เพราะโชคของเจ้าถูกเขาหยิบยืมไปน่ะสิ" เจียงเฟิงถอนมือกลับแล้วซุกเข้าไปในกระเป๋าตามเดิม
"ตามศาสตร์ดูลักษณะ เจ้ามีราศีประดุจต้นสนหรือต้นสนเขา เกิดมาเพื่อเป็นเสาหลัก ส่วนเขามีลักษณะประดุจเถาวัลย์ ทำได้เพียงเลื้อยพันและเกาะกินผู้อื่น"
"เถาวัลย์รัดต้นสน แย่งชิงสารอาหารจนต้นสนเหี่ยวเฉา ตลอดสามปีมานี้ ผลงานทั้งหมดของเจ้ากลายเป็นปุ๋ยให้เขาไปหมดแล้วใช่หรือไม่?"
ลมหายใจของหลิวเว่ยเริ่มถี่กระชั้น
เขานึกถึงคืนวันที่อดหลับอดนอนทำแล็บ ประมวลผลข้อมูล และเขียนบทความวิจัยนับครั้งไม่ถ้วน
ทุกครั้งที่เขาเอาผลงานไปให้อาจารย์ดู หวังเจี้ยนกั๋วจะดุด่าว่างานของเขาไม่มีค่าอะไรเลย
ทว่าไม่กี่วันหลังจากนั้น แนวคิดและข้อมูลงานวิจัยของเขากลับไปปรากฏอยู่ในบทความใหม่ที่ตีพิมพ์ในชื่อของอาจารย์ในฐานะเจ้าของผลงานหลัก
ส่วนชื่อของเขา ถ้าโชคดีก็อยู่ลำดับที่สามหรือสี่ หรือบางทีก็ไม่มีชื่ออยู่เลยด้วยซ้ำ
"วิทยานิพนธ์เรื่องปรากฏการณ์การทะลุผ่านเชิงควอนตัมที่เจ้าเพิ่งทำเสร็จ จริงๆ มันเสร็จสมบูรณ์แล้วใช่ไหม?" เจียงเฟิงจ้องเข้าไปในตาของเขา
รูม่านตาของหลิวเว่ยหดเกร็งอย่างรุนแรง
เรื่องนี้มีเพียงเขาคนเดียวที่รู้!
บทความนั้นคือผลงานระดับสูงสุดในรอบสามปีของเขา มันดีพอที่จะส่งไปยังวารสารฟิสิกส์ระดับโลก
แต่เขาไม่กล้า เขาประหม่าว่าจะถูกอาจารย์ขโมยผลงานไปอีก
เขาจึงซ่อนไฟล์ไว้ในฮาร์ดไดรฟ์ที่เข้ารหัส แล้วโกหกอาจารย์ว่าการทดลองติดขัดและยังไม่มีความคืบหน้า
"เขา... เขาบอกว่าแนวทางของผมมันผิด แล้วสั่งให้ผมเปลี่ยนหัวข้อใหม่..." หิวเว่ยพูดพร้อมน้ำตาที่คลอเบ้า
"เขาไม่ได้สั่งให้เจ้าเปลี่ยนหัวข้อหรอก เขาแค่ต้องการให้เจ้าส่งมอบผลไม้ที่สุกงอมให้เขาด้วยมือของเจ้าเอง" เจียงเฟิงกระตุกมุมปาก "เจ้าไม่ได้มาเรียนปริญญาเอกหรอก เจ้ากำลังติดคุก แถมยังเป็นการใช้แรงงานทาสให้คนอื่นฟรีๆ อีกต่างหาก"
คำพูดเพียงไม่กี่คำนี้ทำลายกำแพงในใจของหลิวเว่ยจนพังพินาศ
ชายหนุ่มที่เคยเงียบกริบในห้องแล็บและยอมสยบต่ออาจารย์มาตลอด กลับซบหน้าลงกับแขนแล้วปล่อยโฮออกมาอย่างสุดกลั้น เป็นเสียงสะอื้นที่ถูกกดทับไว้มานานหลายปี
เขาอยากจะเลิกเรียน บางครั้งถึงขั้นคิดจะกระโดดลงมาจากดาดฟ้าหอสมุด
เขาคิดว่าเป็นเพราะตัวเองไร้ความสามารถ ที่ทำให้ทุกคนต้องผิดหวัง
แต่ที่ไหนได้ มันไม่ใช่ความผิดของเขาเลยสักนิด
"อย่าเพิ่งลาออก" เสียงของเจียงเฟิงดังขึ้น
เขายื่นมือไปดึงใบคำร้องขอยุติการศึกษาออกมาจากอ้อมแขนของหลิวเว่ย
หลิวเว่ยเงยหน้าขึ้นทั้งน้ำตา มองเขาด้วยความสับสน
เจียงเฟิงไม่ได้อธิบายอะไร เขาหยิบกระดาษที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังของหลิวเว่ยมาพับอย่างเป็นระเบียบ พับไปพับมาจนกลายเป็นเครื่องบินกระดาษ
จากนั้นเขาก็ใช้นิ้วดีดมันออกไป
เครื่องบินกระดาษร่อนถลาไปตามลมก่อนจะตกสู้สนามหญ้าที่อยู่ไกลออกไป
"ดาวการเดินทางของเจ้ากำลังเคลื่อนที่" เจียงเฟิงมองไปที่หลิวเว่ย
"ไม่ต้องซ่อนบทความนั้นอีกต่อไป คืนนี้จงส่งมันไปยังวารสาร ฟิสิกส์ แอพพลาย เลตเตอร์ส ของเยอรมนีซะ"
"ภายในสามวัน เจ้าจะได้รับคำตอบ"
"โชคชะตาทางวิชาการของเจ้าอยู่ทางทิศเหนือ ไม่ใช่ที่นี่ จงเดินออกมาจากอาจารย์จอมสูบเลือดคนนี้ แล้วเจ้าจะทะยานไปได้ไกล"
หลิวเว่ยฟังอย่างเหม่อลอย
สามวันงั้นหรือ?
รอบการพิจารณาของวารสารระดับโลกต้องใช้เวลาอย่างน้อยหลายเดือน
เยอรมนีงั้นหรือ?
เขาไม่เคยคิดจะส่งงานไปต่างประเทศเลย
เขาไม่ได้พูดอะไร
เขาเพียงแค่นั่งอยู่บนพื้น ซบหน้าลงกับหัวเข่าแล้วร้องไห้ออกมาอย่างหนัก
ในเสียงร้องนั้น มีทั้งความอัดอั้นตลอดสามปี ความไม่ยินยอม ความขุ่นเคืองใจ แต่ยิ่งไปกว่านั้นคือความรู้สึกที่ได้รับการปลดปล่อย
ติ๊ง! จำนวนการดูดวงที่ถูกต้อง: 1/3
เสียงแจ้งเตือนจากระบบดังขึ้นในหัวของเขา
เจียงเฟิงดึงปกเสื้อขึ้นมาปิดหน้าให้มิดชิดกว่าเดิม
มันหนาวจริงๆ
เหล่านักศึกษาโดยรอบต่างพากันเงียบกริบ
พวกเขามองดูพี่นักศึกษาปริญญาเอกที่ร้องไห้เหมือนเด็กๆ แล้วหันไปมองชายหนุ่มท่าทางเฉยเมยที่ขดตัวอยู่ในเสื้อขนเป็ดด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน
นี่คือ เจียงกึ่งเทพ จริงๆ ใช่ไหม?
คราวนี้เขาไม่ได้แนะนำให้คนเลิกกัน ไม่ได้แฉความลับ แต่เขากำลังมอบความหวังให้คนอย่างนั้นหรือ?
หลังจากร้องไห้อยู่ประมาณสิบนาที หลิวเว่ยก็ลุกขึ้นยืน
เขามองเจียงเฟิงอีกครั้ง ก่อนจะกวาดสายตาไปรอบๆ แล้วใช้แขนเสื้อเช็ดหน้าอย่างแรง ดวงตาของเขาแดงก่ำ เขาหันหลังเดินจากไป
ฝีเท้าของเขาไม่ดูหนักอึ้งอีกต่อไป แต่มันเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
เขาตัดสินใจที่จะลองเสี่ยงเดิมพันดูสักครั้ง
เมื่อเห็นแผ่นหลังของหลิวเว่ยหายลับไปตรงหัวมุมตึกเรียน ฝูงชนก็เริ่มกระวนกระวายขึ้นมาอีกครั้ง
"ท่านปรมาจารย์! ท่านปรมาจารย์! ดูดวงให้ผมหน่อย! ผมจะสอบเข้าได้ไหม?"
"ท่านปรมาจารย์! เทอมนี้ผมจะสอบตกแคลคูลัสไหมครับ ผมควรทำยังไงดี!"
กลุ่มนักศึกษาพุ่งกรูเข้าไปหา
เจียงเฟิงเพียงแต่ซุกหัวให้ลึกขึ้นไปอีก
ทันใดนั้น เสียงทุ้มดังขึ้นมาจากด้านข้าง
"พ่อหนุ่ม"
เจียงเฟิงปรือตามอง
ชายชราสวมชุดวอร์มสีเทาและรองเท้าวิ่งธรรมดาๆ คู่หนึ่งยืนอยู่ข้างเขา
ชายชราคนนี้อายุประมาณหกสิบถึงเจ็ดสิบปี ผมสีดอกเลา แต่ดูมีสง่าราศีและกระฉับกระเฉง
เขาออกกำลังกายอยู่แถวนี้และเฝ้ามองเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ
"การสนับสนุนให้คนทรยศครูอาจารย์ มันไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีนักหรอกนะ?" ชายชรายืนเอามือไขว้หลัง พลางกวาดสายตามองเจียงเฟิงตั้งแต่หัวจรดเท้า
นักศึกษารอบๆ เมื่อเห็นชายชราคนนี้ก็พากันเงียบเสียงลง บางคนถึงกับกระซิบว่า "สวัสดีครับท่านอธิการบดี"
สายตาของเจียงเฟิงหยุดอยู่ที่ใบหน้าของชายชรา ก่อนจะเลื่อนลงไปมองที่เท้าของเขา
"ข้าเรียกว่าการช่วยให้คนพ้นจากความมืดมิดมาสู่แสงสว่าง" เจียงเฟิงหาวออกมาทีหนึ่งแล้วตอบอย่างเฉื่อยชา
"แล้วก็ ตาเฒ่า"
"เชือกรองเท้าของคุณหลุดแน่ะ ระวังหน่อยเถอะ อายุขนาดนี้แล้วถ้าล้มไปสมองจะได้รับการกระทบกระเทือนเอาได้นะ"