- หน้าแรก
- วันนี้มันบรรลุเซียนแล้วหรือยังเนี่ย
- บทที่ 51 ภารกิจของฉีเตี่ยน
บทที่ 51 ภารกิจของฉีเตี่ยน
บทที่ 51 ภารกิจของฉีเตี่ยน
บทที่ 51 ภารกิจของฉีเตี่ยน
ทว่ากระแสความนิยมเล็กๆ ในช่วงไลฟ์สดกลับไม่ได้ดึงดูดลูกค้าให้มาที่สำนักงานเพิ่มขึ้นเลย พอข้ามวันมา สำนักงานก็ยังคงเงียบเหงาไร้ผู้คนมาเยือนเหมือนเดิม จะมีก็แต่คนที่เดินผ่านไปมาแล้วแวะถ่ายรูปเช็คอิน หัวเราะคิกคักแล้วแชร์ลงโซเชียล ดูเหมือนจะกลายเป็นจุดถ่ายรูปเช็คอินไปซะแล้ว
ก็แหงล่ะ คนที่กำลังเดือดร้อนเพราะโดนสิ่งชั่วร้ายรังควาน ใครมันจะมีกะจิตกะใจมานั่งดูไลฟ์สดเล่า
พวกที่เข้ามาดูเยว่เหวินในวันนั้นก็มีแต่พวกว่างจัดหาความบันเทิงใส่ตัวทั้งนั้น โอกาสที่คนพวกนี้จะอาศัยอยู่ในเมืองหมายเลขเจ็ดแถมยังบังเอิญกำลังจะเจอเรื่องลี้ลับพอดี มันช่างริบหรี่เหลือเกิน
แต่ถึงยังไงก็ถือว่าได้สร้างชื่อเสียงให้เป็นที่รู้จักแล้วล่ะนะ ผลลัพธ์ย่อมดีกว่าการไปแปะป้ายโฆษณาตามเสาไฟฟ้าหรือแจกใบปลิวตามสี่แยกแน่นอน
จนถึงสิบโมงเช้าของวันรุ่งขึ้น ก็ยังไม่มีใครมาจ้างงานเลย เยว่เหวินกับจ้าวซิงเอ๋อร์ก็เลยปิดสำนักงาน ควบมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันจิ๋วบึ่งไปที่เป่าจือหลินด้วยกัน
เมื่อวานเขาส่งข้อความไปหาฉีเตี่ยนแล้ว ช่วงนี้ฉีเตี่ยนกำลังปฏิบัติภารกิจรักษาความปลอดภัยอยู่ที่ศูนย์จัดแสดงของเป่าจือหลิน จะมีเวลาว่างก็แค่ช่วงพักกินข้าวเที่ยงเท่านั้น เยว่เหวินเลยนัดเลี้ยงข้าวเขาแถวๆ นั้นแหละ พวกเขาออกเดินทางล่วงหน้าสักหน่อย จะได้แวะเอาของที่ยึดมาได้ไปตรวจสอบซะเลย
ช่วงนี้ที่เป่าจือหลินดูวุ่นวายคึกคักเป็นพิเศษ ศูนย์จัดแสดงหลักกำลังเตรียมงานประมูลที่กำลังจะมาถึง แค่ก้าวเข้าสู่เขตแดนของค่ายกล ก็เห็นผู้บำเพ็ญเพียรในชุดฝึกวิชาหลายคนกำลังเดินตรวจตราอย่างเข้มงวดแล้ว
การให้บริการรักษาความปลอดภัยแก่บริษัทหรือเศรษฐีในท้องถิ่น ถือเป็นหนึ่งในช่องทางหารายได้หลักของบรรดาสำนักเซียนมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แม้แต่สำนักเซียนโบราณระดับท็อปของโลกมนุษย์ ก็ยังรับงานประเภทนี้อยู่บ้าง เพื่อช่วยรักษาความสงบเรียบร้อยในสังคมไปพร้อมๆ กับการหาเงินเข้าสำนัก
เยว่เหวินมองดูแล้วก็รู้สึกอิจฉาตาร้อน งานสเกลใหญ่แบบนี้มีแต่สำนักใหญ่บิ๊กเบิ้มในท้องถิ่นเท่านั้นแหละที่กล้ารับ สำนักงานกิ๊กก๊อกของเขาไม่มีทางเอื้อมถึงหรอก
พวกผู้ฝึกวิชามารหรือพวกโจรตีนแมวแถวๆ เมืองเจียงเฉิง พอได้ยินว่างานนี้สำนักเสวียนเฟิงหรือสำนักหลินเจียงเป็นคนคุม ก็เผ่นแน่บไปตั้งแต่ยังไม่เริ่มแล้ว ลองเปลี่ยนเป็นสำนักงานผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลเยว่เป็นคนคุมสิ รับรองว่าพวกมันต้องแห่กันมาโชว์ฝีมือกันให้ควั่กแน่ๆ
ช่วยไม่ได้นี่นา
คราวนี้ต้องรอคิวเรียกนานกว่าคราวที่แล้วนิดหน่อย หลังจากรออยู่พักหนึ่ง หน้าจอบนผนังหน้าห้องก็ขึ้นหมายเลขคิวของพวกเขา เยว่เหวินกับจ้าวซิงเอ๋อร์สวมหน้ากากแล้วก็เดินเข้าไปในห้องพร้อมกัน
ตอนแรกจ้าวซิงเอ๋อร์ก็ขี้เกียจมาหรอก แต่เยว่เหวินคะยั้นคะยอให้นางมาฟังราคาประเมินด้วยกันให้ได้ ในเมื่อเป็นของที่ได้มาด้วยกัน เขาก็ไม่อยากตัดสินใจเอาเองคนเดียว
"สวัสดีครับทั้งสองท่าน ผมชื่อกวนปัว เป็นผู้เชี่ยวชาญประเมินของวิเศษหมายเลข 65 ของเป่าจือหลินครับ" ชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมนิดๆ นั่งอยู่หลังโต๊ะ ส่งยิ้มให้อย่างสุภาพ
เทียบกับไอ้หนุ่มเมื่อคราวที่แล้ว ชายวัยกลางคนคนนี้ดูน่าเชื่อถือกว่าเยอะเลยแฮะ งานประเมินของวิเศษแบบนี้ ยิ่งแก่พรรษาก็ยิ่งดูน่าไว้ใจล่ะนะ
"สวัสดีครับ อาจารย์กวน" เยว่เหวินทักทายตอบ แล้วก็ล้วงเอาของวิเศษจากป้ายหยกเจี้ยจื่อออกมาอย่างคล่องแคล่ว "งั้นเรามาเริ่มกันเลยนะครับ"
"เชิญครับ" กวนปัวพยักหน้ารับ
เยว่เหวินล้วงเอาก้อนเนื้อที่ยังไม่รู้ว่าเป็นอะไรออกมาเป็นอย่างแรก แล้วถามว่า "พอดูออกไหมครับว่านี่คืออะไร มีสรรพคุณอะไรบ้าง"
กวนปัวสวมถุงมือ แล้วโน้มตัวเข้าไปมองดูลายเส้นบนก้อนเนื้อแข็งปั๋งอย่างละเอียด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาถาม "ขอผมลองเฉือนดูนิดนึงได้ไหมครับ รับรองว่าไม่ทำให้พลังวิญญาณและสรรพคุณของมันลดลงแน่นอน ไม่งั้นดูแค่ภายนอกคงบอกยากครับ"
"ได้ครับ เชิญเลย" เยว่เหวินอนุญาต
กวนปัวหยิบมีดพกเล่มเล็กเงาวับออกมา กรีดลงบนก้อนเนื้อเบาๆ กลิ่นอายที่แฝงไปด้วยพลังวิญญาณก็ระเหยออกมาทันที
"นี่น่าจะเป็นเลือดเนื้อของอสูรปีศาจธาตุสายฟ้ากับธาตุดินสักชนิดหนึ่ง หลังจากนำมาหลอมแล้ว พลังวิญญาณทั้งหมดก็จะถูกผนึกไว้ข้างใน ไม่มีพิษ รสชาติงั้นๆ วิธีการหลอมดูหยาบๆ น่าจะเป็นฝีมือของพวกอสูรปีศาจ ถ้าเป็นผู้บำเพ็ญเพียรมนุษย์ทำ งานจะประณีตกว่านี้เยอะ" กวนปัวพินิจพิเคราะห์ไปพลาง สรุปผลไปพลาง "ถ้าคุณได้มาจากแถวๆ เมืองเจียงเฉิงนี่ล่ะก็ ผมขอเดาว่าน่าจะเป็นหมีชนเขาจากเขตรกร้างที่ถูกอสูรปีศาจตัวอื่นฆ่าตาย แล้วเอาเลือดเนื้อบางส่วนมาหลอมเก็บไว้กินตอนฝึกวิชา"
"สรรพคุณของมันก็คือ เวลาฝึกวิชาวรยุทธ์ ถ้ากินเข้าไปก่อน จะช่วยเสริมปราณโลหิตและเพิ่มพละกำลังได้ระยะหนึ่ง ทำให้การฝึกมีประสิทธิภาพมากขึ้น ของแบบนี้ออกฤทธิ์ช้า ไม่ค่อยมีประโยชน์ในการต่อสู้จริงเท่าไหร่ กินทีละชิ้นเล็กๆ ก็พอ ห้ามกินเยอะเด็ดขาด... ไม่งั้นเดี๋ยวท้องผูก"
"งั้นก้อนนี้ข้ายกให้เจ้าละกัน" เยว่เหวินเลื่อนก้อนเนื้อไปทางจ้าวซิงเอ๋อร์
จ้าวซิงเอ๋อร์ปรายตามองเขา "เถ้าแก่ท้องผูกเหรอ"
"ก็ข้าไม่ค่อยได้ฝึกวรยุทธ์นี่นา..." เยว่เหวินตอบอย่างเซ็งๆ ความรู้สึกเหมือนทำคุณบูชาโทษยังไงยังงั้น
จ้าวซิงเอ๋อร์ขมวดคิ้ว "ที่จริงข้าก็ไม่อยากกินหรอกนะ ไอ้ก้อนนี้ดูหน้าตาไม่น่าอร่อยเลยสักนิด"
"ถ้ากินยากนัก ลองจิ้มกับผงบาร์บีคิวดูก็ได้ครับ รสชาติก็คล้ายๆ เนื้อวัวอบแห้งนั่นแหละ" กวนปัวแนะนำเพิ่มเติม
"เจ้าก็เก็บไว้เถอะน่า อย่ามัวแต่ลีลาเสียเวลาเลย" เยว่เหวินดันก้อนเนื้อไปทางจ้าวซิงเอ๋อร์อีกรอบ พร้อมกับส่งยิ้มอย่างพอใจให้กวนปัว สมกับเป็นอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญจริงๆ มีแต่คำแนะนำที่มีประโยชน์ทั้งนั้น
ที่จริงเขาก็อยากให้จ้าวซิงเอ๋อร์ได้ของที่มีประโยชน์กลับไปบ้าง ไม่งั้นก็ดูเหมือนเขาจะเอาเปรียบเด็กผู้หญิงเกินไปหน่อย รู้สึกตะขิดตะขวงใจยังไงก็ไม่รู้
หลังจากจ้าวซิงเอ๋อร์เก็บเนื้ออสูรปีศาจไปแล้ว เยว่เหวินก็ล้วงเอากล่องยาออกมาอีกกล่อง "แล้วไอ้นี่ล่ะครับ มีสรรพคุณอะไรบ้าง"
"ยาสงครามเหรอครับ" กวนปัวเหลือบมองแวบหนึ่ง แล้วหยิบกล่องขึ้นมาตรวจดู "น่าจะเป็นยาเสริมพลังแบบห่วยๆ ผลข้างเคียงรุนแรงมาก ฉีดเยอะๆ แล้วสมองจะเสื่อม ปกติเขาเอาไว้ฉีดให้พวกสัตว์เลี้ยงวิเศษหรืออสูรปีศาจอะไรเทือกนั้นแหละครับ ถ้าผู้บำเพ็ญเพียรมนุษย์มีร่างกายแข็งแกร่งพอจะทนผลข้างเคียงไหว เขาก็คงไม่มาพึ่งไอ้พลังติ๊ดจิ๋วแค่นี้หรอก"
"ที่แท้ก็ยาสงครามสำหรับสัตว์นี่เอง" เยว่เหวินแอบผิดหวัง
ของพรรค์นี้หวงต้าหู่ใช้ได้ แต่พวกเขาสองคนขืนใช้เข้าไปมีหวังซวยแน่ เก็บไว้ก็ไม่มีประโยชน์ แถมยาพวกนี้กล่องก็ไม่ครบ เอาไปขายมือสองก็ยาก คนซื้อคงกลัวโดนย้อมแมว
"เก็บไว้เถอะ" จ้าวซิงเอ๋อร์บอก "เผื่อวันข้างหน้าเราเลี้ยงกวางดาวหน้าโง่ไว้เป็นสัตว์เลี้ยงไง"
"นี่เจ้าสู้กับพวกมันเสร็จแล้วรู้สึกว่ามันน่ารักขึ้นมางั้นเหรอ..." เยว่เหวินบ่นอุบ ก่อนจะล้วงของออกมาอีกสองชิ้น "จริงสิ ยังมีไอ้สองชิ้นนี้อีก"
เขาเอาค้อนกับประแจของพี่น้องกวางดาวออกมาวางบนโต๊ะ "ของสองชิ้นนี้ถึงจะเป็นแค่เครื่องมือช่างธรรมดาๆ แต่มันแข็งมากเลยนะครับ เอาไปงัดกับอาวุธวิเศษยังไม่เป็นรอยเลย ช่วยดูให้หน่อยสิครับว่ามันทำมาจากวัสดุอะไร"
ถึงเครื่องมือพวกนี้จะไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร แต่ถ้าวัสดุมันมีค่า ก็น่าจะขายได้ราคาดีอยู่
ไหนๆ ก็มาแล้ว ลองถามดูสักหน่อยก็ไม่เสียหาย แต่ใครจะไปคิดว่าพอกวนปัวเห็นเครื่องมือสองชิ้นนี้เข้า ก็ทำหน้าตกตะลึงแล้วโพล่งขึ้นมาว่า "นี่มันเครื่องมือของช่างฝีมือจากสำนักเทียนกงนี่นา"
"หืม?" เยว่เหวินเลิกคิ้ว "สำนักเทียนกงเหรอ"
ชื่อสำนักนี้เขาก็พอเคยได้ยินมาบ้าง เป็นสำนักช่างฝีมือที่มีชื่อเสียงโด่งดังในวงการผู้บำเพ็ญเพียร สืบทอดวิชามาจากยุคโบราณ เชี่ยวชาญทั้งการหลอมอาวุธ การวางค่ายกล และการก่อสร้าง ของวิเศษและสิ่งก่อสร้างชื่อดังหลายแห่งก็ล้วนเป็นผลงานของพวกเขา
"ใช่ครับ วัสดุที่ใช้ทำคือเหล็กลายเต๋าเก้าชั้น ซึ่งมีแต่สำนักเทียนกงเท่านั้นที่หลอมได้ ใครมันจะบ้าเอาวัสดุล้ำค่าขนาดนี้มาตีเป็นเครื่องมือช่างล่ะครับ ถ้าไม่ใช่ช่างฝีมือของสำนักเทียนกงทำไว้ใช้เอง ปกติที่ด้ามจับจะมีหมายเลขสลักไว้นะครับ" กวนปัวหยิบค้อนขึ้นมา พลิกดูที่ก้นด้าม
แล้วก็เป็นอย่างที่เขาบอกจริงๆ ที่ก้นด้ามค้อนมีตัวเลข "4090" สลักเอาไว้
เยว่เหวินลองพลิกดูที่ก้นประแจบ้าง ก็เห็นตัวเลขสลักไว้แบบเนียนๆ เหมือนกัน
"แล้วเครื่องมือประจำตัวของช่างฝีมือสำนักเทียนกง ไปตกอยู่ในมืออสูรปีศาจสองตัวนั้นได้ยังไงกันนะ" เยว่เหวินขมวดคิ้วครุ่นคิด ก่อนจะนึกถึงความเป็นไปได้ขึ้นมาอย่างหนึ่ง "หรือว่า..."
"เครื่องมือพวกนี้ช่างฝีมือไม่มีทางยอมให้ห่างตัวเด็ดขาด ถ้าพวกคุณยึดมาจากอสูรปีศาจล่ะก็ มีความเป็นไปได้สูงมากที่มันจะตกหล่นอยู่ในเขตรกร้างแล้วอสูรปีศาจพวกนั้นเก็บได้ หรือไม่ก็..." กวนปัวเว้นจังหวะไปนิดนึง ก่อนจะพูดต่อ "ช่างฝีมือคนนั้นอาจจะถูกฆ่าตายไปแล้ว"
"ถ้าเป็นแบบนั้น เอาของพวกนี้ไปคืนเจ้าของน่าจะดีกว่านะครับ" เยว่เหวินเสนอ
ในวงการผู้บำเพ็ญเพียร มีกฎที่ไม่ได้เขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรเกี่ยวกับความเป็นเจ้าของสมบัติวิเศษอยู่ข้อหนึ่ง
ถ้าคุณไปแย่งสมบัติมาจากมือคนอื่นตรงๆ คุณก็คือโจร แต่ถ้าของวิเศษของคุณถูกอสูรปีศาจปล้นไป แล้วผมไปแย่งมาจากอสูรปีศาจอีกที ผมก็ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรทั้งนั้น
แน่นอนว่าถ้าเจ้าของเดิมอยากได้ของคืน ส่วนใหญ่ก็จะเจรจาตกลงราคากันอย่างฉันมิตร
เพียงแต่ว่าจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีกฎหมายข้อไหนมาระบุเรื่องพวกนี้ให้ชัดเจน เพราะมันยังมีช่องโหว่สีเทาๆ อยู่เยอะแยะไปหมด ยกตัวอย่างเช่น ถ้าผมจ้างอสูรปีศาจไปแย่งของวิเศษคุณมาให้ผม ใครมันจะไปรู้เบื้องลึกเบื้องหลังล่ะ
บางทีเรื่องพวกนี้ก็วัดกันที่ตบะใครสูงกว่า คนนั้นก็เสียงดังกว่านั่นแหละ
เครื่องมือช่างของสำนักเทียนกงพวกนี้ เก็บไว้ก็ไม่มีประโยชน์ แถมยังมีหมายเลขสลักไว้อีก เอาไปขายก็คงไม่มีใครกล้ารับซื้อ... แถมต่อให้ขายไป คนซื้อก็เอาไปทำอะไรไม่ได้อยู่ดี ถ้าเอาไปคืนเจ้าของเดิม สำนักใหญ่ๆ พวกนี้น่าจะรู้ธรรมเนียมปฏิบัติอยู่แล้ว ยังไงก็ต้องมีน้ำใจตอบแทนบ้างแหละ คงไม่ให้เสียเปรียบหรอก
คิดไปคิดมา บางทีของชิ้นนี้อาจจะเป็นรางวัลชิ้นใหญ่ที่สุดจากการต่อสู้ครั้งนี้เลยก็ได้
ตอนแรกที่เยว่เหวินเก็บค้อนกับประแจสองอันนี้มา เขาก็ลังเลอยู่เหมือนกัน โชคดีที่ความงกเข้าครอบงำ คิดซะว่าเอาไปชั่งกิโลขายก็ยังดีกว่าทิ้งขว้าง ใครจะไปรู้ว่ามันจะกลายเป็นลาภลอยก้อนโตซะงั้น
ขอบคุณความยากจนจริงๆ
...
หลังจากออกจากห้องประเมินของวิเศษลงมาข้างล่าง ก็เห็นฉีเตี่ยนยืนรออยู่ที่โถงรับรองแล้ว
เขายังคงใส่ชุดฝึกวิชาตัวเก่งที่ซักจนซีดจาง ผมม้ายาวปรกหน้า สีหน้าเย็นชาดูเท่เหมือนเดิม พอเห็นเยว่เหวินกับจ้าวซิงเอ๋อร์เดินลงมา เขาก็ส่งยิ้มทักทาย "ข้าดูพวกเจ้าในไลฟ์สดด้วยนะ สุดยอดไปเลย ข้ายังเปย์ยูเอฟโอให้เจ้าลำนึงด้วยนะ"
"ต้องขอบคุณเจ้าที่แนะนำให้ข้ารู้จักรายการนี้ไง ข้าถึงได้มาเลี้ยงข้าวตอบแทนเจ้านี่ไง" เยว่เหวินยิ้มตอบ
หลังจากเจอกันมาหลายครั้ง พวกเขาก็สนิทกันมากขึ้น ไม่ต้องมามัวเกรงใจอะไรกันให้มากความ ทั้งสามคนเดินคุยกันอย่างสนุกสนาน ออกจากตึกตรงไปที่ร้านอาหารใกล้ๆ กับเป่าจือหลิน
ร้านนี้ฉีเตี่ยนเป็นคนเลือกร้านเอง บนถนนเส้นนี้ไม่ค่อยมีร้านอาหารเท่าไหร่ ร้านนี้อยู่ใกล้เป่าจือหลินที่สุดแล้ว แต่พอเดินมาถึง ปรากฏว่าร้านปิดซะงั้น
"กลางวันแสกๆ ทำไมร้านปิดล่ะเนี่ย" จ้าวซิงเอ๋อร์บ่นพึมพำ
"ไม่รู้เหมือนกันแฮะ" เยว่เหวินบอก "งั้นเราเปลี่ยนร้านกันเถอะ"
"แถวนี้มีร้านอาหารอยู่ร้านเดียวนี่แหละ ขืนเดินไปไกลกว่านี้ ถ้าเกิดมีเหตุฉุกเฉินขึ้นมาข้าจะกลับมาไม่ทัน ไม่ได้หรอก" ฉีเตี่ยนขัดขึ้น "เราสั่งเดลิเวอรี่มากินกันเถอะ กลับไปกินที่ห้องพักข้าก็ได้"
"โอเค เอาตามนั้นก็ได้" เยว่เหวินตกลง "งั้นข้าจะเป็นคนสั่งเดลิเวอรี่ชุดใหญ่ไฟกระพริบเอง"
"ให้ข้าสั่งดีกว่า" จ้าวซิงเอ๋อร์แทรกขึ้น "ช่วงนี้ข้าเพิ่งกดโค้ดส่วนลดมาได้เพียบเลย"
"โธ่เอ๊ย ข้าเป็นคนเลี้ยงข้าวเพื่อนนะ จะให้เจ้ามาจ่ายเงินได้ไง" เยว่เหวินแย้ง
"ฉีเตี่ยนก็เป็นเพื่อนข้าเหมือนกันนี่นา" จ้าวซิงเอ๋อร์เถียง
"เจ้าเป็นผู้ช่วย ยังไงข้าก็ต้องเป็นคนจ่ายสิ..." เยว่เหวินยืนกราน
"เจ้าอย่าลืมสิว่าเงินเดือนเจ้าเดือนละเท่าไหร่" จ้าวซิงเอ๋อร์สวนกลับ
"..."
ฉีเตี่ยนยืนดูภาพเหตุการณ์ตรงหน้า จู่ๆ ก็รู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก เขาลองหยั่งเชิงดู "หรือว่าให้ข้า..."
ทั้งสองคนหันขวับมามองเขาเป็นตาเดียว พร้อมกับพูดประสานเสียงกันว่า "แบบนั้นมันจะไปดีได้ไงเล่า!"
...
หลังจากฉีเตี่ยนสั่งเดลิเวอรี่เสร็จ เยว่เหวินก็ถามขึ้น "ภารกิจคุ้มกันของพวกเจ้ามันตึงเครียดขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย ขนาดจะกินข้าวยังห่างจากที่ประจำการไม่ได้เลย"
"ปีก่อนๆ ก็ไม่เท่าไหร่นะ แต่ปีนี้ของประมูลชิ้นสุดท้ายของเป่าจือหลินมันค่อนข้างตึงมือน่ะสิ ได้ข่าวมาว่ามีพวกที่เกี่ยวข้องกับเผ่ามารหมายตาของชิ้นนี้อยู่ พวกเราก็เลยต้องเฝ้าระวังกันตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง" ฉีเตี่ยนอธิบาย
เยว่เหวินถามด้วยความอยากรู้ "ของอะไรมันจะดึงดูดใจได้ขนาดนั้น"
แล้วก็ได้ยินฉีเตี่ยนตอบกลับมาว่า "มันคือกระถางทองแดงภูเขางูน่ะ"