- หน้าแรก
- เอาชีวิตรอดบนทางหลวงกับครอบครัว เปิดเกมได้คริติคอลโชคระดับ เอส
- บทที่ 13 ความลับแตก กู่เยว่กลายเป็นคุณพ่อ?
บทที่ 13 ความลับแตก กู่เยว่กลายเป็นคุณพ่อ?
บทที่ 13 ความลับแตก กู่เยว่กลายเป็นคุณพ่อ?
บทที่ 13 ความลับแตก กู่เยว่กลายเป็นคุณพ่อ?
ในค่ำคืนที่หิมะโปรยปราย เกล็ดหิมะร่วงหล่นจากท้องฟ้าทับถมกันเป็นผืนพรมสีขาว ก่อนจะจับตัวเป็นน้ำแข็งแผ่นบางเนื่องจากอุณหภูมิที่ลดต่ำลงอย่างรุนแรง คนธรรมดาทั่วไปคงต้องหนาวตายในสภาพแวดล้อมเช่นนี้
อย่างไรก็ตาม บนทางหลวงที่เหน็บหนาว รถบ้านที่แสนอบอุ่นคันหนึ่งกลับดูเหมือนมีชีวิต มันโยกคลอนและส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดตามจังหวะอย่างช้าๆ...
ค่ำคืนแห่งการต้องห้ามสัญจรผ่านไปไม่นานนัก มันสิ้นสุดลงเพียงชั่วข้ามคืน
รุ่งเช้ามาเยือน
บนเตียงภายในรถบ้าน น้าซูสื่อหรูเพิ่งจะลืมตาตื่นขึ้น หลังจากใช้แรงไปร่วมชั่วโมงเมื่อคืน เธอที่ดูเหนื่อยล้าจึงหลับสนิทจนไม่ได้ยินแม้แต่เสียงซอมบี้ที่ขูดขีดผนังรถบ้าน เธอพักผ่อนอย่างสงบสุขอยู่ในอ้อมกอดของกู่เยว่จนกระทั่งเช้าตรู่
นี่เป็นการนอนที่สบายและสนิทที่สุดเท่าที่เธอเคยมีมา ในตอนนี้เธอสลัดคราบหญิงสาวผู้ใหญ่ที่แสนสุภาพเรียบร้อยในตอนกลางวันออกไปจนหมดสิ้น ชุดกี่เพ้าสีฟ้าครามของเธอยับย่นดูเย้ายวนใจ ผมยาวที่เคยเกล้าไว้หลุดสยาย มีเส้นผมสีดำบางส่วนเปียกชื้นด้วยเหงื่อปอยลงมา ไฝเสน่ห์ที่หางตาท่ามกลางแววตาที่ฉ่ำปรือด้วยความรักและความขัดเขินนั้นดูงดงามจนแทบหยุดหายใจ
ผ้านวมผืนบางคลุมเพียงช่วงเอว เผยให้เห็นเรียวขาที่อวบอิ่มสวยงามภายใต้ถุงน่องสีเนื้อที่โผล่พ้นรอยผ่าสูงของชุดกี่เพ้า เธอซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของกู่เยว่เกือบทั้งตัว แขนของกู่เยว่โอบรอบเอวคอดกิ่วราวกับงูของเธอ ภายใต้ฝ่ามือสัมผัสได้ถึงความละเอียดอ่อนของผ้ากี่เพ้าและถุงน่อง รวมถึงอุณหภูมิที่ร้อนผ่าวและความยืดหยุ่นที่น่าทึ่งของร่างกายสาวใหญ่ ส่วนมืออีกข้างของเขาลูบไล้ไปตามเส้นผม นิ้วมือสอดประสานอยู่ในปอยผม จมูกกรุ่นกลิ่นหอมเฉพาะตัวของเธอที่เป็นส่วนผสมของกลิ่นกายและอารมณ์ที่ค้างคา
กู่เยว่อดไม่ได้ที่จะลูบคลำเอวของน้าซูสื่อหรู ความรู้สึกพึงพอใจเปี่ยมล้นอยู่ในใจ ภายนอกหน้าต่างพายุหิมะได้สงบลงแล้ว
'ตื่นแล้วเหรอ?'
เมื่อสัมผัสได้ถึงมือที่อยู่ไม่สุขของกู่เยว่บนเอว น้าซูสื่อหรูอดไม่ได้ที่จะซุกใบหน้าที่แดงระเรื่อลงกับไหล่ของเขา เสียงของเธอแผ่วเบาและแหบพร่าจากกิจกรรมก่อนหน้า 'ดูเหมือนจะเช้าแล้วนะจ๊ะ...'
'ผมรู้ครับ' กู่เยว่หัวเราะเบาๆ ในลำคอ
เขาก้มลงจูบหน้าผากที่ชื้นเหงื่อของเธอ ตรงตำแหน่งที่มีไฝเสน่ห์พอดี ใบหน้าของซูสื่อหรูแดงก่ำด้วยความอาย ร่างกายที่อวบอิ่มหดตัวกลับโดยสัญชาตญาณ ทว่าเมื่อนึกถึงเรื่องเมื่อคืนเธอก็รู้สึกผ่อนคลายลงทันที ในเมื่อเธอเป็นผู้หญิงของเขาแล้ว จะต้องอายอะไรอีก? เมื่อคิดได้ดังนั้น ซูสื่อหรูจึงยกเรียวขาสวยขึ้นพาดเอวของกู่เยว่และเป็นฝ่ายรุกจูบเขาอย่างกระตือรือร้น
กู่เยว่เลิกคิ้วขึ้น 'ยังอยากต่ออีกเหรอครับ?'
'ฮึ่ม! ไม่เอาแล้วจ้ะ...' น้าซูสื่อหรูค้อนขวับ ดวงตาสวยเต็มไปด้วยความเขินอาย
'ถ้าอย่างนั้นทำไมถึงเบียดผมเข้ามุมล่ะครับ?' สายตาของกู่เยว่เลื่อนลงต่ำพลางหยอกล้อ
เตียงมีเพียงสองเตียง หวังเวินเซวียนและหวังเผิงเผิงนอนเตียงใหญ่ ส่วนเขานอนคนเดียวบนเตียงเดี่ยวเล็กๆ ตามหลักการแล้วเตียงเดี่ยวสำหรับนอนคนเดียวพอให้คนสองคนเบียดกันได้แบบหวุดหวิด แต่กู่เยว่จองพื้นที่ไปครึ่งเตียงแล้ว เมื่อน้าซูสื่อหรูมานอนด้วย ร่างกายที่มีส่วนโค้งเว้าอวบอิ่มของเธอก็กินพื้นที่ไปถึงสองในสามของเตียงทันที
นั่นทำให้เตียงที่เล็กอยู่แล้วดูอันตรายขึ้นไปอีก ประกอบกับนิสัยของน้าซูสื่อหรูที่ชอบซุกในอ้อมแขนเขา ทำให้เขาถูกเบียดจนติดผนัง กู่เยว่ถึงกับสงสัยว่าน้าอยากจะ 'กิน' เขาหรือเปล่า ทั้งที่พื้นที่ด้านหลังเธอยังเหลืออีกตั้งเยอะ แต่เธอก็ยังดึงดันจะเบียดเข้ามาหาเขา
น้าซูสื่อหรูเมื่อได้ยินดังนั้นก็ไม่มีทีท่าจะถอยกลับ แต่กลับเปลี่ยนเรื่องคุยแทน 'เสี่ยวเยว่ ตอนนี้เธอรู้สึกยังไงบ้าง? ระบบแจ้งแล้วว่า เมล็ดพันธุ์แห่งรัก ได้ถูกปลูกฝังลงไปแล้ว น้าเองก็รู้สึกเหมือนกัน ในใจมันดูว่างเปล่าแต่ก็เหมือนมีอะไรบางอย่างมาเติมเต็ม มันอบอุ่นและประหลาด ราวกับว่าหัวใจของน้าผูกติดกับเธอ... ไม่สิ ต้องบอกว่าเจ้าของหัวใจดวงนี้กลายเป็นเธอไปแล้ว'
พูดอีกอย่างก็คือ กู่เยว่ได้กลายเป็นนายของเธอ หากกู่เยว่ตาย เธอก็ตาย หากกู่เยว่อยู่ เธอก็อยู่
'โอ้?' กู่เยว่ทำหน้าจริงจัง เขาเอื้อมมือไปวางทับตำแหน่งหัวใจของน้า 'จริงเหรอครับ? ไหนขอผมลองสัมผัสดูหน่อยสิ?'
'ตำแหน่งหัวใจเหรอ? อยู่ตรงไหนนะ?'
'ตรงนี้เหรอ? ไม่ใช่นี่นา? หรือต้องขยับไปทางขวาอีกนิด?'
เมื่อรู้สึกถึงมือหนาที่กำลังงมหาอยู่บนทรวงอก น้าซูสื่อหรูอายจนแทบทนไม่ไหว เธอรู้ว่าเจ้าตัวแสบนี่จงใจแกล้งชัดๆ เธอจ้องกู่เยว่เขม็งด้วยดวงตาสวย 'มันใหญ่ไหมล่ะจ๊ะ?'
'ใหญ่ครับ!' เขาโพล่งออกมาแทบทันที พอรู้ตัวอีกทีก็สบเข้ากับสายตาค้อนประหลับประเหลือกของน้าซูสื่อหรู
'อะแฮ่ม ล้อเล่นครับ ล้อเล่น'
กู่เยว่กระแอมเบาๆ ก่อนจะหลับตาลงและตั้งใจสัมผัสอย่างจริงจัง ในตำแหน่งหัวใจของเธอนั้น นอกจากการเต้นที่หนักแน่นแล้ว ดูเหมือนจะมีความรู้สึกเชื่อมต่อที่บางเบาและละเอียดอ่อนจริงๆ ความรู้สึกนั้นอบอุ่นและเหนียวแน่น ราวกับเมล็ดพันธุ์ที่เพิ่งตกลงสู่ดินที่อุดมสมบูรณ์ สงบนิ่งอยู่เงียบๆ และสั่นพ้องกับต้นกำเนิดชีวิตของเขาอย่างแนบเนียน ยิ่งไปกว่านั้น ทุกครั้งที่เมล็ดพันธุ์เติบโตขึ้น จิตวิญญาณ ร่างกาย และด้านอื่นๆ ของเขาก็จะเพิ่มขึ้นทีละนิดด้วย
ดูเหมือนว่าการเติบโตของเมล็ดพันธุ์แห่งรักจะมอบประโยชน์ให้แก่เขา
'ปลูกสำเร็จแล้วครับ' กู่เยว่ยืนยันพลางลืมตาขึ้นมองดวงตาที่พร่ามัวและเต็มไปด้วยความโหยหาของผู้หญิงในอ้อมแขน 'ผมสัมผัสได้ และดูเหมือนมันจะเป็นประโยชน์ต่อผมมากด้วย'
ดวงตาของซูสื่อหรูเป็นประกาย ความกังวลและความเขินอายสุดท้ายหายไป เหลือเพียงความสุขที่บริสุทธิ์ 'จริงเหรอจ๊ะ? ดีจังเลย! น้าเขื่อแล้วว่าพรสวรรค์นี้คือของขวัญจากสวรรค์จริงๆ!' เธออดใจไม่ไหวที่จะเงยหน้าขึ้น เม้มริมฝีปากแดงและเป็นฝ่ายจูบกู่เยว่อย่างกระตือรือร้น
'จะว่าไป เมล็ดพันธุ์แห่งรักนี่เป็นของดีจริงๆ นั่นแหละ สมกับที่เป็นพรสวรรค์ระดับ SSS ซึ่งสูงกว่าระดับ S ของผมถึงสองระดับ ดังนั้นเราต้องทำให้กันและกันมีความสุขเพื่อให้มันโตไวๆ...' กู่เยว่ดื่มด่ำกับคำอธิบายพรสวรรค์พร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปาก เขาโอบแขนรัดให้แน่นขึ้น 'ดูเหมือนว่าจากนี้ไป ผมคงต้องขยันหาวิธีทำให้คุณน้าซูสื่อหรูของผมมีความสุขบ่อยๆ แล้วล่ะ'
ใบหน้าของซูสื่อหรูแดงฉานขึ้นมาทันที เธอพึมพำเบาๆ 'เธอนี่มัน... ทะลึ่งจริงๆ จ้ะ'
การได้โอบกอดสาวงามที่อวบอิ่มสมวัยเช่นนี้ หากไม่ใช่เพราะฟ้าสว่างและถึงเวลาต้องออกสำรวจทางหลวงแล้ว กู่เยว่คงจะ 'รบกวน' เธอต่ออีกแน่
แต่งตัวเสร็จเรียบร้อย
ทันทีที่กู่เยว่ดึงม่านเปิดออก เขาก็เผชิญหน้ากับหวังเวินเซวียนและหวังเผิงเผิงที่อยู่ข้างนอก ทั้งสองยืนอยู่คนละฝั่ง กอดอกทำท่าทางดุร้าย ดวงตาจ้องเขม็งมาที่กู่เยว่พร้อมกับมีประกายไฟวูบวาบอยู่ข้างใน ดูเหมือนพวกเธอจะนอนไม่พอ เพราะทั้งคู่ต่างก็มีรอยคล้ำใต้ตาและดูอ่อนเพลียเล็กน้อย แค่การปรากฏตัวของพวกเธอก็สร้างบรรยากาศที่ตึงเครียดขึ้นมาทันที
เมื่อเห็นสองคนนี้ กู่เยว่คิดในใจว่า 'ซวยแล้ว'
เมื่อคืนเขาไม่ได้ยั้งมือเลย และม่านผืนเดียวก็กันเสียงไม่ได้แน่นอน หวังเผิงเผิงและหวังเวินเซวียนต้องได้ยินทุกอย่างแน่ๆ และก็เป็นไปตามคาด ก่อนที่กู่เยว่จะได้อธิบายอะไร คำพูดที่คมกริบประดุจห่ากระสุนก็พุ่งเข้าใส่เขา:
หวังเวินเซวียน: 'อย่างแรกนะ ฉันไม่สนหรอกว่าพวกนายมาอยู่ด้วยกันหรือทำเรื่องแบบนั้นทำไม แต่ช่วยเกรงใจกันหน่อยได้ไหม? ฉันกับเผิงเผิงอยู่ข้างๆ นี่เอง นายคิดว่าม่านนี่เป็นของวิเศษที่กั้นได้ทุกอย่างหรือไง?'
หวังเผิงเผิง: 'ร้ายกาจมากนะพี่กู่เยว่ วางแผนเรื่องนี้มานานแล้วใช่ไหมคะ?'
หวังเวินเซวียน: 'แน่นอน ฉันรู้สึกผิดสังเกตมาตั้งนานแล้ว ไม่เห็นท่าทางของแม่ตอนกลางวันหรือไง?'
หวังเผิงเผิง: 'ชิๆๆ รักต่างวัยตั้งรอบกว่าๆ นี่มันน่า "จิ้น" จริงๆ เลยเนอะ?'
หวังเวินเซวียน: 'นั่นสิ ในขณะที่พวกเรากำลังหลับ...'
หวังเผิงเผิง: 'คนแก่อายุปูนนี้แล้ว ยังไม่ยั้งมือเลย!'
'ใช่ๆ นายรอวันนี้มาสิบปีแล้วใช่ไหมล่ะ?'
'แม่ฉันมีเสน่ห์ก็จริงนะ แต่การดึงดูดนายได้ขนาดนี้นี่มันสุดยอดจริงๆ กู่เยว่'
'เฮ้อ วีรบุรุษมักพ่ายแพ้ต่อสาวงามจริงๆ'
'วีรบุรุษที่ไหน? คนลามกมากกว่ามั้ง?'
'อื้ม... แล้วพวกเราสองคนควรเรียกนายว่า "คุณพ่อ" ดีไหมนะ?'
'ใช่เลยจ้า~ คุณพ่อ~ คุณพ่อกู่เยว่~ ชอบชื่อนี้ไหมคะ?'
...
'หยุดๆๆๆๆๆ!!'