- หน้าแรก
- ฉันก็แค่ปากหมาจนจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิดต้องร้องไห้
- บทที่ 50 : ผู้คุ้มครองตาย ! บ้าไปแล้ว !
บทที่ 50 : ผู้คุ้มครองตาย ! บ้าไปแล้ว !
บทที่ 50 : ผู้คุ้มครองตาย ! บ้าไปแล้ว !
คนแก่เหล่านั้นบ้าไปแล้ว คราวนี้คือบ้าไปโดยสิ้นเชิง
เพราะพวกเขาไม่ใช่คนธรรมดาสามัญ แต่ในสมัยนั้นพวกเขาคืออัจฉริยะชั้นยอด ติดอันดับหัวกะทิในรุ่นของทั้งประเทศหลง
แม้กระทั่งตอนนี้พวกเขาทั้งหมดก็ยังดำรงตำแหน่งที่ได้รับการเคารพนับถือในตระกูลของตน มิฉะนั้นแล้วจะมากลายเป็นผู้คุ้มครองได้อย่างไรกันล่ะ
ดังนั้นเมื่อพูดถึงความรู้ มุมมอง และความเข้าใจเกี่ยวกับการฝึกฝน พวกเขาต้องพิจารณาแง่มุมเหล่านี้ด้วย
ในกับประเทศหลงอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้แท้จริงแล้วมีไม่กี่คนหรอกที่แข็งแกร่งกว่าพวกเขา
แต่ด้วยเหตุนี้เอง พวกเขาจึงรู้ดีว่าการเลื่อนขั้นจากขอบเขตศิษย์ยุทธ์ 1 ดาวไปสู่ขอบเขตมหาปรมาจารย์ยุทธ์ในเวลาแค่เดือนเดียวนั้นเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อขนาดไหน
ไม่ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องน่าเหลือเชื่อ แต่มันไร้สาระสิ้นดี ! มันเป็นเรื่องที่น่าขันที่สุดเท่าที่เคยมีมา !
ทว่าข้อเท็จจริงก็ได้ปรากฏอยู่ตรงหน้าแล้ว
แล้วจะไม่ให้บ้าได้ยังไงอีก
มันก็เหมือนกับศรัทธาของนักคณิตศาสตร์ล่มสลายลงเมื่อกฎฟิสิกส์จบลงนั่นแหละ
สิ่งนี้พลิกผันความเข้าใจเกี่ยวกับการฝึกฝนของพวกเขาไปโดยสิ้นเชิง
“นี่มัน... เป็นไปได้ยังไง ? นี่มันเป็นไปได้ยังไงกัน ? ? ?”
“เลื่อนขั้นเป็นมหาปรมาจารย์ยุทธ์ภายในหนึ่งเดือน—พรสวรรค์แบบนี้ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นอัจฉริยะธรรมดา ๆ แล้ว !”
“เสนาบดีซู เสนาบดีฉิน พวกท่านช่วยอธิบายเรื่องนี้ให้พวกเราฟังหน่อยเถอะ ! ว่าตกลงแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ? ? ?”
คนแก่อีก 2 คนกุมหัวพร้อมสีหน้าแบบว่ากูขอบ้าแป๊บ แต่เมื่อเห็นอีก 2 คนที่ไม่พูดไม่จาอะไรเลยก็ได้แต่อึ้ง
“เสนาบดีซู ? เสนาบดีฉิน ? ยังอยู่มั้ยเนี่ย ?”
เสนาบดีฉินส่ายหัว จากนั้นก็หันไปมองเสนาบดีซูด้วยสีหน้าประหลาดใจ
“เฮีย... ตะกี๊นังหนูซือหานนั่นใช้... ใช้วิชาลับของตระกูลซู วิชาหัตถ์หยกขาวใช่มั้ย”
เสนาบดีซูกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ใบหน้าแข็งทื่อและสั่นเทาขณะพูด
“นั่น นั่นไม่ใช่หัตถ์หยกขาว... หัตถ์หยกขาวมันแค่ทำให้มือขาวเหมือนหยก แล้วมันก็เพิ่มแค่ความสามารถในการป้องกันเท่านั้น”
“แต่สิ่งที่ยัยหนูพวกนั้นใช้คือเปลี่ยนทั้งมือให้กลายเป็นหยก นี่มันต่างกันคนละเรื่องเลย...”
“ไม่นะ นี่มันแย่แล้วทุกคน...”
เมื่อเห็นว่าหน้าผากของเสนาบดีซูเต็มไปด้วยเหงื่อเย็นที่ไหลลงมาตามแก้มและปกเสื้อ แต่เขากลับไม่กล้าขยับ เสนาบดีฉินจึงรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ
“เฮีย มะ... ไม่เป็นไรใช่มั้ย”
เสนาบดีซูค่อย ๆ หันหน้ามามองด้วยริมฝีปากซีดเผือดเพราะความหวาดกลัว
“พวกเธอ... พวกเธอไม่ได้ใช้หัตถ์หยก... พวกเธอใช้หัตถ์แยก...”
หลังจากพูดยังไม่ทันจบเสนาบดีซูก็แทบจะร้องไห้โฮ
“เหี้ยแล้วไง กูไม่น่ามาเพราะอยากรู้อยากเห็นเล้ย ก่อเรื่องยุ่งตายห่าแล้วมั้ยล่า...”
“เร็ว ๆ ๆ ! รีบวิ่ง ๆ !”
เมื่อได้ยินเแบบนั้นคนแก่ทั้ง 3 ที่เหลือก็ลืมบ้าและทำหน้างงเต้ก
“เกิดอะไรขึ้นเสนาบดีซู ทำไมกระวนกระวายแบบนี้ หัตถ์แยกอะไรนั่นมันอะไรกัน”
“พอ ๆ ๆ หยุดถามเลย ! ตอนนี้พาผมออกจากที่นี่ด่วน พวกเราต้องรีบหนีก่อน !”
เสนาบดีฉินตกใจ และโดยไม่รู้ตัวก็ได้ประคองเสนาบดีซูที่กำลังจะล้มพร้อมทั้งถามด้วยความงุนงง
“ไม่ใช่สิเฮีย ทำไมต้องให้เราพาไปล่ะ อยากไปก็ไปเองเลยสิ”
“ไม่ไหว ขาตะคริวแดก เดินไม่ได้แล้ว...”
ทั้ง 3 คนต่างอึ้งกับสิ่งที่ตัวเองได้ยิน
“ไม่เอาสิเฮีย ทำไรอยู่...”
“หวัดดีทุกทั่น ~”
ทันใดนั้นเอง น้ำเสียงเยาะเย้ยแปลก ๆ ก็ดังขึ้นในหูของพวกเขาทำให้ทั้ง 4 คนสะดุ้งโหยง
แต่สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่านั้นคือความรู้สึกกดดันที่ยากจะบรรยายซึ่งทำให้หนังหัวเสียวแปล๊บไปหมดที่มาพร้อมกัน
“ใคร ? ! ตะกี๊ใครพูด”
“หาดูสิ”
หลังจากที่พูดจาไร้สาระอีกครั้ง พวกคนแก่ที่ยังไม่เจอใครแถวนี้ก็ตั้งสติกลับมาสู่โลกความเป็นจริงโดยด่วน
“ส่งเสียงพันลี้ ? นี่ใช่ส่งเสียงพันลี้จริงเหรอเนี่ย ? ? ?”
เมื่อเห็นว่าทั้ง 3 คนกำลังจะพูด เสนาบดีซูผู้หวาดกลัวจะตายอยู่แล้วจึงรีบห้ามปรามและโค้งคำนับโดยไม่สนใจความรู้สึกเสียวแปล๊บที่หนังหัวเลย
“ผู้...น้อย คา... ระ... วะ... ผู้อาวุโส !”
“เราจะรีบไปเดี๋ยวนี้ เดี๋ยวนี้เลยครับ !”
เมื่อเห็นว่าไม่มีเสียงตอบกลับ เฮียซูซึ่งรู้สึกว่าคุณทวดกำลังเรียกหาอยู่ก็คิดได้เร็วอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิต
“ท่านผู้อาวุโสโปรดวางใจ พวกผมไม่เห็นอะไรเลยครับ และเราจะไม่ยอมให้ใครพูดถึงเรื่องนี้แม้แต่คำเดียว พวกเราจะกลับบ้านไปเก็บตัวเงียบ ๆ ตอนนี้เลย เว้นแต่ว่าตระกูลเราจะเผชิญกับวิกฤตความเป็นความตายพวกเราจะไม่มีวันออกมาจากที่กักตนอีกเลยในชาตินี้ !”
เมื่อได้ยินเแบบนั้นทั้ง 3 คนก็ตกใจสุดขีด ถ้าพวกเขายังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นอีกก็ไม่สมควรที่จะมีชีวิตอยู่จนอายุปูนนี้แล้วล่ะ
เมื่อเห็นเสนาบดีซูเหงื่อท่วมตัวหัวใจของพวกเขาก็ยิ่งปั่นป่วน
คราวนี้ไม่มีใครกล้าพูดอะไร โชคดีที่เสียงนั้นดูเหมือนจะไม่ต้องการทำอะไร และในไม่ช้ามันก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ก็ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอก ไปกินไปดื่มตามใจชอบนั่นแหละ ชีวิตคือการสนุกสนานนะ”
เมื่อได้ยินเแบบนั้นเสนาบดีซูจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“ตามที่ท่านสั่งครับ”
เมื่อรู้สึกว่าสายตาที่น่ากลัวนั่นหายไปแล้ว หัวใจของเสนาบดีซูก็เต้นแรงขึ้นทันที เขารีบคว้าแขนของเสนาบดีฉินพลางร้องออกมาด้วยความตกใจ
“ไม่ต้องพูด ! เร็วเข้า ไปกันเถอะ !”
ในเวลานี้ อีก 3 คนจะกล้าพูดอะไรอีก พวกเขาหน้าซีดเผือดรีบช่วยพยุงเสนาบดีซูแล้วก็หายตัวไปจากที่นั่นทันที
...
บนต้นไม้อีกต้นหนึ่ง
อาจารย์หูเองก็ตกใจไม่แพ้กัน
นอกจากนี้ เขายังชื่นชอบผงพริกยี่หร่าเป็นอย่างมากอีกด้วย
แต่หลังจากเป็นอาจารย์มานานหลายปี ครั้งนี้เขาได้เปิดหูเปิดตาโดยแท้จริง
“ฆะ... ฆ่าเรียบเลยเหรอ ?”
“แม้แต่ราชาปิศาจก็ตายแล้วเหรอ”
“และระดับการฝึกฝนของพวกเธอ...”
อาจารย์หูมองด้วยความตกใจ ปากเดี๋ยวอ้าเดี๋ยวหุบแต่ก็ไม่รู้จะพูดอะไร
ถึงแม้เขาจะเป็นเพียงบรรพชนยุทธ์ก็ตาม แต่เขาก็สามารถรับรู้ถึงความผันผวนของโลหิตปราณที่แผ่ออกมาจากพวกลั่วซือหานได้อย่างชัดเจน
มหาปรมาจารย์ยุทธ์ !
ขอบเขตมหาปรมาจารย์ยุทธ์ทุกคนเลยเร้อออออออ !
เนื่องจากตัวเองยังเป็นเพียงแค่ขอบเขตบรรพชนยุทธ์เอง แล้วเรื่องนี้จะไม่ทำให้เขาตกใจได้อย่างไร
เด็กที่พึ่งพลังตื่นได้เพียง 2 เดือนกลับมีระดับการฝึกฝนสูงเกือบเท่าตัวเองที่อายุ 40 ปี นี่มันโกหกหลอกลวงกันชัด ๆ ไม่ใช่หรือ
“ไม่แปลกใจเลยที่พวกเธอไม่กลัว กับระดับการฝึกฝนขนาดนี้พวกเธอย่อมมีเหตุให้ภาคภูมิใจอยู่แล้ว”
“ยิ่งไปกว่านั้น เป็นกลยุทธ์ที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง และระเบียบวินัยที่เข้มงวดยังเป็นเครื่องรับประกันว่าพลังรบจะเพิ่มขึ้นอย่างมกา ดูเหมือน ตัวอาจารย์จะไม่...”
“! ! !”
“ใคร ? !”
ก่อนที่อาจารย์หูจะพูดจบก็มีคนมาตบไหล่เบา ๆ
เขาตกใจมากจนเกือบล้ม
โชคดีที่มือใหญ่ข้างหนึ่งช่วยประคองหลังไว้จึงช่วยหลีกเลี่ยงเหตุการณ์น่าอายได้
อย่างไรก็ตาม เมื่อเขาหันหน้าไปและว่าคนที่นั่งย่อตัวอยู่ข้าง ๆ ซึ่งตบไหล่ตนนั้นเป็นเด็กหนุ่มน่าตาดีคนหนึ่งดวงตาของเขาก็หรี่ลงทันที
“คุณ……”
แม้ว่าเขาจะตกใจกับฝีมือของพวกลั่วซือหานอยู่ก็ตาม แต่เขาก็เป็นถึงขอบเขตบรรพชนยุทธ์ การที่ใครบางคนสามารถเข้าใกล้เขาได้โดยที่ตนไม่รู้ย่อมแสดงว่าระดับการฝึกฝนของคน ๆ นั้นต้องสูงกว่าราชันยุทธ์
ใครจะรู้ อีกฝ่ายอาจเป็นจอมยุทธ์ขอบเขตปราชญ์ยุทธ์ก็เป็นได้ !
แล้วเขาจะไม่รู้สึกตกใจได้อย่างไรที่คนอายุน้อยขนาดนี้กลับมีความรู้ความสามารถมากมายขนาดนี้
“ใจเย็น ๆ”
เด็กหนุ่มตบไหล่เขาอีกครั้งพร้อมกับยิ้มอย่างอ่อนโยน
“ขอบคุณที่ปกป้องพวกเธอนะ”
อาจารย์หูรู้สึกตกใจเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายใครก็เลยผ่อนคลายลง
“เอ่อ... ไม่เป็นไรครับ ผมแค่... เอ่อ... เป็นห่วงว่าอาจจะมีอะไรเกิดขึ้นกับอัจฉริยะเหล่านี้น่ะ”
“แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่า... ผมจะคิดมากไป”
อาจารย์หูรู้สึกเขินเล็กน้อย
“ไม่หรอก ผมก็ยังรู้สึกขอบคุณคุณมากอยู่ดี สมัยนี้หาอาจารย์ดี ๆ แบบคุณได้ยากแล้วล่ะ”
เมื่อได้ยินคำชมอาจารย์หูก็รู้สึกเขินเล็กน้อย
ที่สำคัญคือการได้รับการยกย่องจากคนหนุ่มแบบนี้กลับรู้สึกแปลกประหลาดอย่างยิ่ง
เมื่อเห็นอาจารย์หูเกาหัว เด็กหนุ่มจึงหัวเราะเบา ๆ แล้วมองสำรวจเขา
“ดูเหมือนคุณจะติดอยู่ขอบเขตบรรพชนยุทธ์เก้าดาวมาได้สิบปีแล้วสินะ”
ขณะที่เขาพูดมือก็เบา ๆ เอาผลไม้สีฟ้าออกมายัดใส่มือให้
“ของนี่ช่วยคุณทะลวงคอขวดได้ ขอบคุณอีกครั้งที่ช่วยคุ้มครองนะ”
เมื่ออาจารย์หูมองผลไม้ในมือสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน
“นะ... นี่มันสมุนไพรระดับปราชญ์ ผลกล้วยไม้ใยเหรอ ? ? ?”
“เดี๋ยวก่อน ๆ ? !”
อาจารย์หูรีบกระโดดลงจากต้นไม้และมองไปยังเด็กชายที่กำลังจะจากไปด้วยความกังวลใจ
“ผมรับสมบัติชิ้นนี้ไม่ได้ ! คุณควรเอาไว้ใช้เอง !”
เมื่อได้ยินเแบบนั้นเด็กหนุ่มจึงโบกมือไปด้านหลังแล้วพูดว่า...
“ไม่ต้องหรอก คุณเอาไปใช้แล้วขยันฝึกเถอะ หวังว่าในอนาคตคุณจะบ่มเพาะนักศึกษาที่ยอดเยี่ยมอีกหลาย ๆ คนนะ”
เปลือกตาของอาจารย์หูกระตุกเบา ๆ เขาดีใจเป็นอย่างยิ่ง
ไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าการทำหน้าที่อาจารย์ธรรมดา ๆ แบบนี้จะนำไปสู่โอกาสอันน่าทึ่งเช่นนี้ได้ด้วย
อย่างไรก็ตาม เขาไม่ใช่คนโง่ เขารู้ว่าการมาเยี่ยมของเด็กหนุ่มไม่ได้มีจุดประสงค์เพียงเพื่อให้ของกับตนเท่านั้น
คิดถึงเรื่องนี้แล้วก็พลันนึกอะไรบางอย่างออก
“เอ่อ... คุณไม่ต้องห่วงนะ วันนี้ผมไม่เห็นอะไรทั้งนั้น แล้วก็จะไม่พูดอะไรด้วย !”
ช่างเถอะ
เด็กหนุ่มโบกมืออีกครั้ง
และเขาเพียงแค่ก้าวเท้าออกไปก้าวเดียว ร่างก็หายวับไปอยู่อีกหลายสิบเมตรข้างหน้าแล้ว
2 ก้าวต่อมาร่างของเขาก็หายไปจากสายตาสร้างความประหลาดใจให้แก่อาจารย์หูเป็นอย่างยิ่ง