- หน้าแรก
- คัมภีร์อสูรพิชิตฟ้า
- บทที่ 680 วิชาพรางตา
บทที่ 680 วิชาพรางตา
บทที่ 680 วิชาพรางตา
เจ้าอ้วนน้อยเพิ่งจะกลืนยาวิเศษลงไปสองสามเม็ด ยังไม่ทันได้ดึงสติกลับมาพักหายใจ ก็เห็นกลุ่มผู้ฝึกเทพยุทธ์นิกายหลอมศพเหล่านั้นถูกสังหารจนหมดสิ้นแล้ว!
เจ้าอ้วนน้อยอ้าปากค้าง เบิกตากลมเล็กกว้าง ตกตะลึงจนขากรรไกรแทบจะร่วงลงไปกองกับพื้น
"ข่าวลือไม่ผิดเพี้ยนเลย พี่ซูยังคงดุดันถึงเพียงนี้"
สือเจียนกลืนน้ำลาย ถอนหายใจรำพึงออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ
"พี่ใหญ่ โชคดีที่ท่านมา ข้าคิดถึงท่านแทบตายแล้ว!"
เจ้าอ้วนน้อยนิสัยไม่เปลี่ยน ราวกับก้อนเนื้อขนาดใหญ่ลูกหนึ่ง กลิ้งหลุนๆ เข้ามาอย่างรวดเร็ว โผเข้าสู่อ้อมกอดของซูจื่อโม่ ร้องไห้น้ำมูกน้ำตาไหลพราก ตื่นเต้นดีใจอย่างยิ่ง
ซูจื่อโม่ผลักใบหน้าใหญ่อ้วนท้วนจ้ำม่ำนี้ออกไป พลางหัวเราะด่าทอว่า
"เลิกทำเป็นเล่นได้แล้ว"
สือเจียนก็เดินเข้ามา ประสานมือคารวะซูจื่อโม่ พลางหัวเราะอย่างซื่อๆ ว่า
"พี่ซู ขอบคุณมาก"
"ยี่สิบปีไม่เจอกัน ไฉนจึงเกรงใจขึ้นมาเสียแล้ว" ซูจื่อโม่หัวเราะเบาๆ สีหน้าผ่อนคลาย
ในตอนนั้นที่เมืองเสวียนเทียนในสมรภูมิบรรพกาลระดับต้น เขาเผชิญหน้ากับสี่มหาโจรขี่ม้าเพียงลำพัง เจ้าอ้วนน้อย จี้เฉิงเทียน เหลิ่งโหรว และสือเจียนทั้งสี่คนจากไปแล้วกลับมาใหม่ ยืนหยัดต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับเขา ความกล้าหาญเทียมฟ้า!
พวกเขาคือพี่น้องที่ร่วมเป็นร่วมตายกัน!
เจ้าอ้วนน้อยหัวเราะกล่าว "สือเจียนหน้าเซ่อซื่อบื้อ พี่ใหญ่ท่านไม่ต้องไปสนใจเขาหรอก"
ทั้งสามคนห่างหายกันไปนานเมื่อได้กลับมาพบกันอีกครั้ง ความตื่นเต้นของเจ้าอ้วนน้อยนั้นแสดงออกทางสีหน้าอย่างเห็นได้ชัด
สือเจียนพูดไม่ค่อยเก่ง เพียงหัวเราะแหะๆ อย่างซื่อบื้อ
ซูจื่อโม่ดูเหมือนจะยังคงสงบเยือกเย็น แต่รอยยิ้มบนใบหน้ากลับเพิ่มขึ้นมากอย่างไม่รู้ตัว
"ขอบคุณพี่น้องเผ่าพันธุ์อสูรทั้งหลายที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ"
เจ้าอ้วนน้อยประสานมือคารวะพวกของวานรวิเศษ พลางกล่าวขอบคุณด้วยรอยยิ้ม
ตัวเขาเองก็เป็นคนคุ้นเคยกับผู้อื่นได้ง่ายอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น บนยอดเขาไร้ตัวตน เขากับวานรวิเศษและพยัคฆ์วิญญาณก็รู้จักกันมาตั้งนานแล้ว
"พี่ใหญ่ เรื่องของท่านในแดนเหนือ ข้าฟังจากสือเจียนหน้าเซ่อมาแล้ว"
เจ้าอ้วนน้อยปลอบโยนว่า "ท่านไม่ต้องกลัว ครั้งนี้ท่านตามข้ากลับสำนักเถอะ ข้าจะขอร้องท่านอาจารย์ให้รับท่านเข้ามา สำนักสุสานของพวกเราแม้การสืบทอดจะอ่อนแอ แต่ถึงอย่างไรก็สืบทอดมาอย่างยาวนานนับหมื่นปี ย่อมต้องมีรากฐานอยู่บ้าง!"
"อีกอย่าง ที่ร้ายกาจที่สุดของสำนักสุสานพวกเรา ก็คือการหลบซ่อน! ที่พักของพวกเรา คนนอกไม่มีทางหาเจอเด็ดขาด!"
ซูจื่อโม่ล่วงเกินวังแก้วผลึก แดนเหนือแทบจะรู้กันถ้วนหน้า
ผู้ฝึกเทพยุทธ์ปกติทั่วไป เมื่อเห็นซูจื่อโม่ก็แทบจะหลบหนีไม่ทัน เกรงกลัวว่าตนเองจะถูกหางเลขไปด้วย
แต่เจ้าอ้วนน้อยเมื่อเห็นซูจื่อโม่ กลับไม่มีความกังวลในด้านนี้เลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามเขากลับช่วยซูจื่อโม่คิดหาทางออก หาทางหนีทีไล่
ซูจื่อโม่รู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก ตบไหล่เจ้าอ้วนน้อยเบาๆ
แม้ฟังดูแล้ว นี่จะเป็นวิธีหนึ่ง แต่ก็ไม่ค่อยจะเป็นจริงนัก
เจ้าอ้วนน้อยเป็นจินตันเจินเหริน ต่อให้เป็นศิษย์สืบทอด คำพูดในสำนักก็ไม่อาจมีน้ำหนักมากมายอะไรนัก
สำนักส่วนใหญ่ ไม่มีทางที่จะไปผิดใจกับสำนักระดับสุดยอดอย่างวังแก้วผลึก ขุมกำลังขนาดมหึมาเช่นนี้ เพียงเพราะเขาคนเดียว ได้ไม่คุ้มเสีย
ยิ่งไปกว่านั้น สำนักสุสานแม้จะเป็นหนึ่งในห้ากลุ่มนอกรีต แต่ศิษย์ในสำนักกลับมีน้อยนิด นี่เป็นเรื่องที่ทุกคนรู้กันดี ไม่มีทางที่จะไปต่อกรกับวังแก้วผลึกได้อย่างเด็ดขาด
"พี่ซู ข้า ข้าก็สามารถกลับไปพูดได้นะ สำนักหุ่นเชิดของพวกเรา..."
สือเจียนรวบรวมความกล้า ก็อยากจะช่วยแบ่งเบาความทุกข์ใจของซูจื่อโม่เช่นกัน
ซูจื่อโม่ยิ้มพลางโบกมือปฏิเสธ เปลี่ยนหัวข้อสนทนา กล่าวว่า
"ไม่มีอะไรหรอก เรื่องนี้เอาไว้ค่อยคุยกันทีหลัง ว่าแต่ พวกเจ้าไปเข่นฆ่ากับผู้ฝึกเทพยุทธ์นิกายหลอมศพเหล่านี้ได้อย่างไร?"
สือเจียนกำหมัดแน่นเล็กน้อย กล่าวด้วยความเคียดแค้นว่า
"สำนักหุ่นเชิดของพวกเรากับนิกายหลอมศพ เดิมทีก็เป็นศัตรูคู่อาฆาตกันอยู่แล้ว พวกเขาเห็นข้า ย่อมไม่มีทางปล่อยข้าไปแน่"
"โอ้?"
ซูจื่อโม่เลิกคิ้วเล็กน้อย
บนทวีปเทียนฮวง เก้าสำนักเซียน เจ็ดนิกายมาร หกวัดพุทธ ห้ากลุ่มนอกรีต สี่ฝ่ายมารดั้งเดิม... ท่ามกลางสำนักระดับสุดยอดเหล่านี้ ย่อมมีศัตรูคู่อาฆาตที่เผชิญหน้ากันอย่างดุเดือด มีบุญคุณความแค้นกันมาอย่างยาวนาน!
อย่างเช่นนิกายเทียนกังในเก้าสำนักเซียน กับสำนักตี้ซาในเจ็ดนิกายมาร ก็คือศัตรูคู่อาฆาตกัน
ในบรรดาเก้าสำนักเซียน ก็มีขุมกำลังที่เป็นปรปักษ์เช่นนี้อยู่
อย่างเช่นวังแก้วผลึก ความสัมพันธ์กับหุบเขาเพียวเสวี่ยแห่งจงโจวก็ย่ำแย่อย่างยิ่ง
"เดิมทีไม่มีห้ากลุ่มนอกรีตเลย นิกายหลอมศพถูกก่อตั้งขึ้นโดยคนทรยศคนหนึ่งของสำนักหุ่นเชิด!"
"คนผู้นี้เดิมทีเป็นผู้ฝึกเทพยุทธ์ที่มีพรสวรรค์ที่สุดของสำนักหุ่นเชิด หากฝึกฝนต่อไป อาจมีสิทธิ์ถึงขั้นตั้งตนเป็นจักรพรรดิได้! แต่สุดท้ายคนผู้นี้กลับหลงผิดเข้าสู่วิถีมาร ทุ่มเทความสนใจทั้งหมดไปที่ซากศพ"
"เพื่อหลอมศพ คนผู้นี้เสพติดการเข่นฆ่า ก่อกรรมทำเข็ญอย่างใหญ่หลวง ฝึกฝนตนเองจนไม่เป็นคนไม่เป็นผี ในที่สุดก็สร้างความเกรี้ยวกราดให้กับสำนัก"
เมื่อได้ฟังสือเจียนพูดถึงอดีตของสำนักหุ่นเชิด ทุกคนก็ตั้งใจฟังจนเพลิน
เมื่อเห็นสือเจียนหยุดชะงักไป จิ้งจอกน้อยจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามว่า "แล้วอย่างไรต่อ"
สือเจียนผ่อนลมหายใจเฮือกหนึ่ง กล่าวว่า
"มียอดฝีมือในสำนักเสียดายพรสวรรค์ของเขา ไม่อาจตัดใจทำลายตบะของเขาได้ ตักเตือนอยู่หลายครั้ง ไม่คิดเลยว่าจะกลับถูกเขาสังหารเสียเอง!"
"เฮ้อ คนผู้นี้ร้ายกาจจริงๆ ยอดฝีมือในสำนักหลายคนร่วมมือกัน กลับถูกเขาสังหารฝ่าวงล้อมออกไปได้!"
"แม้สุดท้ายจะทำให้บรรพชนของสำนักตื่นตระหนก แต่คนผู้นี้ก็ตั้งตัวได้แล้ว ในตอนนั้นเขายังร่วมมือกับสำนักพิษซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มนอกรีต หากทุ่มเทหมดหน้าตักเพื่อสังหารเขา สำนักหุ่นเชิดก็จะบาดเจ็บสาหัสเช่นกัน มีอันตรายถึงขั้นล่มสลาย!"
"ด้วยความจนใจ สำนักหุ่นเชิดจึงทำได้เพียงปล่อยเขาไป หลังจากนั้นไม่นาน คนผู้นี้ก็ก่อตั้งนิกายหลอมศพขึ้นบนทวีปเทียนฮวง ขุมกำลังค่อยๆ ยิ่งใหญ่ขึ้น จนกลายเป็นหนึ่งในห้ากลุ่มนอกรีต"
"มิน่าล่ะ"
เมื่อฟังมาถึงตรงนี้ ในดวงตาของซูจื่อโม่ก็เข้าใจกระจ่างแจ้ง กล่าวว่า
"เมื่อครู่นี้ข้าก็รู้สึกเลือนรางว่า วิธีการควบคุมศพศึกของนิกายหลอมศพนี้ กับวิธีการของสำนักหุ่นเชิดพวกเจ้า มีความคล้ายคลึงกันอยู่บ้าง หนึ่งมารหนึ่งธรรม ที่แท้ก็มาจากสำนักเดียวกันนี่เอง"
"น่าเสียดาย แม้จะเคยเป็นศิษย์ร่วมสำนัก แต่ตอนนี้กลับเป็นศัตรูคู่อาฆาตที่ไม่อาจอยู่ร่วมโลกกันได้" สือเจียนกล่าว
เจ้าอ้วนน้อยกลอกตากลมเล็กไปมา กวาดตามองไปรอบๆ เมื่อเห็นว่ามีผู้ฝึกเทพยุทธ์มารวมตัวกันมากขึ้นเรื่อยๆ จึงกล่าวเสียงเบาว่า
"ไปเถอะ ที่นี่ไม่เหมาะจะอยู่นาน ไปกันก่อน!"
"อืม" ซูจื่อโม่พยักหน้า กล่าวว่า
"พวกเจ้าไปก่อน ข้าจะไปแย่งกระบองเหล็กเส้นนั้นมา!"
แม้การต่อสู้เข่นฆ่าระหว่างพวกเขากับนิกายหลอมศพจะสงบลงแล้ว แต่ความเคลื่อนไหวทางนี้ กลับดึงดูดความสนใจของผู้ฝึกเทพยุทธ์มากขึ้น
ตอนนี้ มีผู้ฝึกเทพยุทธ์และอสูรสัตว์จำนวนไม่น้อยลงไม้ลงมือกันแล้ว ล้วนทำไปเพื่ออุปกรณ์เวทระดับสุดยอดที่มีลวดลายธรรมสี่สายที่อยู่กลางอากาศนั่น!
สิ่งที่ซูจื่อโม่หมายตาก็คือของสิ่งนี้เช่นกัน
พวกเขาเดินวนเวียนมาทั้งวัน ผ่านถ้ำพำนักมากว่าสิบแห่ง ก็มีเพียงอุปกรณ์เวทชิ้นนี้ที่มีระดับขั้นสูงสุด
"อย่า อย่าไป!"
เจ้าอ้วนน้อยรีบดึงแขนของซูจื่อโม่ไว้ กล่าวเสียงเบาว่า
"เศษเหล็กผุพังพวกนี้ ไม่มีความจำเป็นต้องไปแย่งชิงหรอก พวกเราเปลี่ยนที่กันเถอะ!"
"หา?" ซูจื่อโม่ชะงักไปครู่หนึ่ง
น้ำเสียงนี้ดูจะอวดดีเกินไปหน่อยมั้ง
อุปกรณ์เวทระดับสุดยอดในสายตาของเจ้าอ้วนน้อย ล้วนเป็นได้แค่เศษเหล็กผุพังงั้นหรือ?
เจ้าอ้วนน้อยกล่าวอย่างมีลับลมคมนัยว่า "ตามข้ามา ข้าจะพาพวกท่านไปอีกที่หนึ่ง!"
"อะไรนะ?" ซูจื่อโม่อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
เจ้าอ้วนน้อยไม่ตอบแต่กลับถามกลับว่า
"วันนี้พวกท่านเห็นถ้ำพำนักปรากฏขึ้นกี่แห่ง?"
ซูจื่อโม่กล่าว "สิบกว่าแห่ง"
"อืม"
เจ้าอ้วนน้อยไม่แปลกใจเลยแม้แต่น้อย กล่าวว่า
"ตามการคำนวณของข้า ถ้ำพำนักเช่นนี้ ยังจะมีปรากฏขึ้นอีกสิบกว่าแห่ง!"
"มากถึงเพียงนี้เลยรึ?" ซูจื่อโม่เผยสีหน้าตกตะลึง ขมวดคิ้วเอ่ยถามว่า
"ถ้ำพำนักมากมายถึงเพียงนี้ ไฉนจู่ๆ ถึงผุดขึ้นมาทั้งหมด หรือว่าสถานที่แห่งนี้เกิดเหตุไม่คาดฝันใดขึ้น?"
"จะว่าอย่างนั้นก็ได้" เจ้าอ้วนน้อยหุบยิ้มอย่างหาได้ยาก กล่าวเสียงต่ำว่า
"ใต้ดินแห่งนี้มีสุสานขนาดใหญ่อยู่แห่งหนึ่ง! ของวิเศษที่แท้จริง ล้วนอยู่ภายในสุสานขนาดใหญ่แห่งนี้!"
"ส่วนถ้ำพำนักที่ปรากฏขึ้นมาเหล่านี้ เป็นเพียงแค่วิชาพรางตาที่เจ้าของสุสานทิ้งไว้เท่านั้น!"
-สองสิงห์:ผู้แปล-