เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 894 วุ่นวายคนเดียว สู้พากันวุ่นวายทั้งหมู่บ้านดีกว่า

บทที่ 894 วุ่นวายคนเดียว สู้พากันวุ่นวายทั้งหมู่บ้านดีกว่า

บทที่ 894 วุ่นวายคนเดียว สู้พากันวุ่นวายทั้งหมู่บ้านดีกว่า


บทที่ 894 วุ่นวายคนเดียว สู้พากันวุ่นวายทั้งหมู่บ้านดีกว่า

"ทำไมพวกเราถึงยังไม่ออกไปบุกดันเจี้ยนเซนสักทีล่ะ?"

"อะแฮ่ม ระวังคำพูดคำจาหน่อย ต้องบอกว่าบุกตีเมืองไฮปาสิถึงจะถูก"

"จะอันไหนก็ช่างเถอะน่า! ให้มานั่งแกร่วอยู่ในที่สบายๆ แบบนี้ทุกวัน กระดูกกระเดี้ยวข้าจะผุหมดแล้วนะ อึดอัดกับบรรยากาศแบบนี้สุดๆ ไปเลย ทางโบสถ์ยังไม่สั่งให้บุกอีกหรือไง?"

ณ เมืองป้อมปราการในแนวหน้าแห่งที่หนึ่ง ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของลัทธิหวนคืนสู่ป่า

อันเลซี่ ผู้กล้าที่รับจ้างมาจากโบสถ์แสงศักดิ์สิทธิ์ กำลังบ่นอุบอิบกับผู้บัญชาการอย่างหงุดหงิดใจ ส่วนไคอัส พี่ชายของเธอ ก็กำลังยืนพิงกำแพงหลับตาพักผ่อนโดยไม่ได้ออกความเห็นอะไร

แต่ดูจากท่าทางของเขาแล้ว ก็คงจะรู้สึกขัดใจกับสถานการณ์ในตอนนี้อยู่ไม่น้อยเหมือนกัน

รอยยิ้มร่าเริงที่อันเลซี่มักจะมีให้เห็นอยู่เสมอ บัดนี้มลายหายไปจนหมดสิ้น บนใบหน้าเหลือเพียงความหงุดหงิดและความไม่เข้าใจ เธอบ่นต่อว่า:

"ทางโบสถ์จ้างข้ามาโดยคิดค่าแรงเป็นรายวันนะเว้ย! พอไม่มีสงครามให้รบ ข้าก็สบายดีอยู่หรอก แต่ท่านน่ะ ไม่ห่วงเงินทองของเทพแสงศักดิ์สิทธิ์บ้างหรือไง? ค่าตัวพวกข้ามันแพงหูฉี่เลยนะ"

ผู้บัญชาการทำหน้าเจื่อน พลางปาดเหงื่อเย็นๆ บนหน้าผาก แล้วตอบกลับไปว่า:

"ถึงท่านจะกระตือรือร้นอยากออกรบขนาดไหน... แต่เบื้องบนสั่งให้รอดูลาดเลาก่อน ข้าก็ไม่กล้าส่งพวกท่านออกไปปะทะกับศัตรูตามอำเภอใจหรอกครับ โปรดอดทนรออยู่ที่นี่อย่างสงบๆ ไปก่อนเถอะ ความสงบสุขมันไม่ดีตรงไหนหรือไง? ถือซะว่าข้าขอร้องล่ะครับ"

"ท่านนี่มัน... เฮ้อ พี่ ไปกันเถอะ"

อันเลซี่อ้าปากเตรียมจะเถียง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา ได้แต่ถอนหายใจยาวด้วยความเหนื่อยหน่าย แล้วหมุนตัวเดินจากไป

วันนี้เข้าสู่วันที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ ที่แนวหน้าแห่งที่หนึ่งประกาศหยุดยิง

จะเรียกว่าหยุดยิงก็คงไม่ค่อยถูกนัก เพราะไม่ว่าจะเป็นกองกำลังกบฏหรือสามมหาศาสนา ต่างก็ไม่ได้มีการเซ็นสนธิสัญญาสงบศึกอะไรกันเลย ทั้งสองฝ่ายยังคงเป็นศัตรูคู่อาฆาตที่พร้อมจะเปิดศึกชี้ชะตากันได้ทุกเมื่อ

ทว่า ในความเป็นจริงแล้ว การปะทะกันแบบเต็มรูปแบบกลับยุติลงอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

การสู้รบระหว่างสามมหาศาสนากับกองกำลังกบฏต่างก็หยุดชะงักลงอย่างพร้อมเพรียงกัน แนวหน้าแห่งที่หนึ่งและแห่งที่สาม ซึ่งอยู่ในความดูแลของลัทธิหวนคืนสู่ป่าและโบสถ์จันทราทมิฬ กลับเข้าสู่สภาวะสงบเงียบอย่างที่ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อนในช่วงที่สงครามเพิ่งปะทุขึ้น จะมีก็แต่แนวหน้าแห่งที่สอง ภายใต้การควบคุมของโบสถ์แสงศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น ที่ยังคงมีการปะทะกันอยู่ประปราย โดยมีโบสถ์ประกายดาวเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีอยู่ฝ่ายเดียว

ถ้าไม่ติดว่าทั้งสองฝ่ายไม่มีทางญาติดีกันได้ อันเลซี่ก็คงจะคิดว่ากองทัพของทั้งสองฝั่งกำลังฮั้วกันจัดฉากละครตบตาชาวบ้านอยู่แน่ๆ

แต่ต่อให้เป็นการจัดฉาก นี่มันละครเรื่องอะไรกันเนี่ย?

ยังไม่รู้เลยว่าฝั่งกองกำลังกบฏมีสภาพเป็นยังไงหลังจากหยุดยิง แต่ฝั่งลัทธิหวนคืนสู่ป่าเนี่ยสิ พวกเขาดันไปบ้าจี้ตามคำเชิญชวนของโบสถ์แสงศักดิ์สิทธิ์ หันมาจัดตั้งโครงการสวัสดิการสังคมแบบทุ่มสุดตัว ไม่ว่าจะเป็นการแจกจ่ายของยังชีพให้ผู้ประสบภัย หรือการฟื้นฟูเขตที่อยู่อาศัย ซึ่งล้วนแต่เป็นงานที่กินแรงและกินเวลาทั้งนั้น คนที่ไม่รู้เรื่องคงนึกว่าสงครามมันจบลงไปแล้วแน่ๆ

งานของอันเลซี่และไคอัสในตอนนี้ ก็คือการลงพื้นที่ไปช่วยดูแลโครงการสวัสดิการพวกนี้แหละ แต่เอาเข้าจริงก็ไม่มีใครกล้ามาใช้พวกเธอให้ทำนู่นทำนี่หรอก วันๆ ก็เลยว่างจนไม่รู้จะทำอะไรดี

คนปกติทั่วไปควรจะเห็นคุณค่าของความสงบสุขที่ได้มาอย่างยากลำบากใช่ไหมล่ะ พวกทหารฝั่งลัทธิหวนคืนสู่ป่าเองก็รู้สึกว่าสถานการณ์ในตอนนี้มันดีมากแล้ว จนเริ่มมีกระแสไม่อยากจะกลับไปทำสงครามอีกครั้งโผล่ขึ้นมาในหมู่ทหาร

อันเลซี่รู้สึกว่า ในบรรดากองทัพทั้งหมด มีแค่เธอกับพี่ชายเท่านั้นล่ะมั้ง ที่รู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันดูทะแม่งๆ พิกล

คนอื่นๆ เอาแต่ดื่มด่ำกับความสงบสุขอย่างหน้าตาเฉย โดยไม่กังวลเลยสักนิดว่ากองกำลังกบฏฝั่งตรงข้ามจะบุกมาเมื่อไหร่?

"หลังจากคลุกคลีอยู่กับบรรยากาศแบบนี้มาหลายวัน ข้าชักจะเริ่มรู้สึกว่าสถานการณ์ตอนนี้มันดูปกติแล้วสิ..."

อันเลซี่เดินคอตกไปตามทาง ระหว่างทางก็เห็นสาวกของลัทธิหวนคืนสู่ป่ากางเต็นท์แจกจ่ายของยังชีพอยู่

ผู้ประสบภัยที่ใบหน้าเปื้อนยิ้ม เพียงแค่กล่าวคำว่า "ขอให้ทวยเทพคุ้มครอง" กับสาวกที่ยิ้มแย้มแจ่มใสไม่แพ้กัน ก็สามารถรับถุงยังชีพที่อัดแน่นไปด้วยข้าวของกลับไปได้เลย หากชาวไรด์มาเห็นภาพนี้เข้า คงได้แต่อิจฉาตาร้อนผ่าว โลกนี้มีเรื่องดีๆ แบบนี้ด้วยหรือ ที่ไม่ต้องออกแรงทำงานก็มีข้าวกินฟรีๆ!

ตอนแรกที่เห็นภาพนี้ อันเลซี่ก็รู้สึกว่ามันแปลกประหลาดมากๆ แต่พอดูไปนานๆ เข้า เธอก็เริ่มจะชินชาไปเสียแล้ว

ราวกับว่าเป้าหมายที่แท้จริงของการห้ำหั่นกันระหว่างสามมหาศาสนากับกองกำลังกบฏมาตลอด ก็คือการได้มากางเต็นท์แจกของยังชีพให้ผู้ประสบภัยในดินแดนทุรกันดารแห่งนี้อย่างนั้นแหละ

"ความสงบสุขมันก็ดีอยู่หรอก" ไคอัสยังอุตส่าห์ปริปากพูดกับน้องสาวบ้างประปราย

"แต่โอกาสที่พวกเราจะได้กลับไปดันเจี้ยนเซน มันดูริบหรี่เหลือเกิน..."

เด็กสาวถอนหายใจยาว เดินโซซัดโซเซเหมือนคนไร้เรี่ยวแรง ดูท่าทางคงจะตั้งใจทำตัวตลกๆ ให้ดูน่าเอ็นดู

"ข้าล่ะอยากจะกลับไปสัมผัสความรู้สึกเฉียดตายในนั้นอีกจังเลยแฮะ เมื่อก่อนข้าเกลียดความรู้สึกแบบนั้นจะตายไป แต่พอไม่ได้เจอมันมานานๆ เข้า ทำไมข้าถึงรู้สึกโหยหามันขึ้นมาก็ไม่รู้"

สำหรับอันเลซี่แล้ว ดันเจี้ยนเซนมันก็เปรียบเสมือนเต้าหู้เหม็นนั่นแหละ ถึงกลิ่นมันจะเหม็นบรรลัย แต่พอกินเข้าไปแล้วกลับอร่อยเหาะจนหยุดไม่ได้ - ซึ่งในพื้นที่อาหารที่ตั้งอยู่ข้างป้อมปราการฟาร์รอน ก็มีของกินที่ให้ความรู้สึกแบบนั้นอยู่จริงๆ นะ

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร หรือบางทีเธออาจจะมีสายเลือดของพวกมาโซคิสต์แฝงอยู่ก็เป็นได้? สรุปก็คือ ตอนนี้อันเลซี่คิดถึงดันเจี้ยนเซนแทบจะขาดใจอยู่แล้ว

เส้นทางต่างๆ ภายในดันเจี้ยนที่เธอยังสำรวจไม่ครบ ถ้วน ถูกบันทึกอยู่ในความทรงจำของเธออย่างชัดเจน ความรู้สึกสะใจสุดขีดตอนที่สวมบทบาทเป็นปีศาจดูดวิญญาณแล้วกวาดล้างศัตรูในโลกในภาพวาด มันช่างเย้ายวนใจเสียเหลือเกิน การได้ทิ้งภาระทุกอย่างไว้เบื้องหลัง แล้วดื่มด่ำไปกับการสังหารหมู่ มันทำให้เธอหลงใหลจนโงหัวไม่ขึ้นเลยล่ะ

แน่นอนว่า นี่ไม่ได้หมายความว่าเธอเห็นด้วย หรืออยากจะกลายเป็นปีศาจดูดวิญญาณหรอกนะ

หากต้องการจะกลับเข้าไปในดันเจี้ยนเซนอีกครั้ง ก็มีเพียงสองทางเลือกเท่านั้นที่รอเธออยู่

ทางเลือกแรก คือการร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับกองทัพสามมหาศาสนา จนกว่าจะได้รับชัยชนะและเดินทัพเข้าสู่เมืองไฮปาอย่างสง่าผ่าเผย จากนั้นก็ค่อยเข้าไปลุยดันเจี้ยนเซนต่ออย่างเปิดเผย พร้อมกับดื่มด่ำความสะใจจากการสังหารหมู่ไปในตัว

แต่ด้วยบรรยากาศการหยุดยิงที่แสนจะพิลึกพิลั่นนี้ ทางเลือกนี้คงจะถูกปิดตายไปเรียบร้อยแล้ว

ส่วนอีกทางเลือกหนึ่งน่ะหรือ...

"นั่นก็คือพวกเราต้องถอนตัวออกจากกองทัพของโบสถ์ กลับไปเป็นนักผจญภัยอิสระเหมือนเดิม แล้วก็ค่อยไปหาประตูเทเลพอร์ตสักบานเพื่อมุดเข้าไปในดันเจี้ยนเซน แล้วก็ลุยให้มันสะใจไปเลย"

พูดตามตรงนะ ตอนนี้อันเลซี่กำลังพิจารณาทางเลือกนี้อยู่อย่างจริงจังเลยล่ะ

"แต่พวกเรายังต้องการความช่วยเหลือจากเทพแสงศักดิ์สิทธิ์อยู่นะ" จู่ๆ ไคอัสก็โพล่งขึ้นมา

อันเลซี่เบ้ปาก แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ

ที่พวกเขายอมเข้ามาร่วมวงไพบูลย์ในสงครามครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เพราะค่าจ้างมหาศาลที่โบสถ์แสงศักดิ์สิทธิ์เสนอให้หรอกนะ

แต่เป็นเพราะโบสถ์แสงศักดิ์สิทธิ์ให้คำมั่นสัญญาว่า หลังจากที่สงครามสิ้นสุดลง พวกเขาจะทุ่มเททรัพยากรทุกอย่างเพื่อช่วยสองพี่น้องปราบปรามมอนสเตอร์เผ่าปีศาจ และอาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งหมดที่โบสถ์ครอบครองอยู่ ก็จะถูกเปิดให้พวกเขาเลือกใช้ได้ตามใจชอบ

พวกเขาคือผู้กล้า และมีเพียงผู้ที่มีความเคียดแค้นต่อเผ่าปีศาจอย่างสุดซึ้งเท่านั้น ถึงจะคู่ควรกับตำแหน่งนี้

เป้าหมายของพวกเขา คือการเด็ดหัวสี่จตุรเทพเผ่าปีศาจให้จงได้ และเพื่อการนั้น พวกเขาจำเป็นต้องพึ่งพากำลังสนับสนุนจากขั้วอำนาจเก่าแก่อย่างโบสถ์แสงศักดิ์สิทธิ์

"สุดท้ายก็ต้องทำตามน้ำไปก่อนสินะ อ้อ ไม่สิ ต้องเรียกว่าการร่วมมือกันเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันต่างหากล่ะ"

อันเลซี่พึมพำกับตัวเอง

"พวกเราจะต้องกวาดล้างยอดฝีมือเผ่าปีศาจให้สิ้นซาก เพื่อปลดแอกคนรุ่นนี้ให้พ้นจากภัยคุกคามของพวกมัน และทำให้ชื่อของพวกเราถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ให้จงได้"

"อ๊ากกกก~~~"

ในขณะที่เธอกำลังประกาศปณิธานอันยิ่งใหญ่ของตัวเองอยู่นั้น เสียงร้องโหยหวนปนเสียงครางที่ฟังดูแปลกหูก็ดังแว่วมาจากลานกว้างใกล้ๆ

เธอหันขวับไปมองตามเสียง ก็เห็นเชลยศึกจากกองกำลังกบฏกลุ่มหนึ่งถูกจับมัดแล้วให้นั่งล้อมวงกันเป็นวงกลม โดยมีนักบวชของลัทธิหวนคืนสู่ป่ายืนอยู่ตรงกลาง นักบวชคนนั้นกำลังใช้เครื่องเผยแผ่ศาสนาที่เปิดเครื่องจนสุดกำลัง จ่อเข้าใส่เหล่าเชลยศึก เพื่อครอบงำจิตใจของพวกเขาให้ได้มากที่สุด

เสียงร้องที่ได้ยินเมื่อครู่ ก็มาจากเชลยศึกพวกนี้นี่แหละ แววตาของพวกเขาเริ่มเลื่อนลอย ไร้จุดโฟกัส และค่อยๆ ตกอยู่ในภวังค์ ความศรัทธาของพวกเขากำลังถูกปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ตามระดับพลังงานของเครื่องเผยแผ่ศาสนาที่ถูกเร่งขึ้นเป็นระดับที่สอง

เพียงไม่นาน เชลยศึกเหล่านี้ก็เริ่มพึมพำประโยคอย่าง "ขอให้ทวยเทพคุ้มครอง" หรือ "ขอความเมตตาจากทวยเทพ" ออกมาอย่างกระท่อนกระแท่น เผยให้เห็นถึงธาตุแท้ของความเป็นมนุษย์อย่างชัดเจน

"ถ้าไม่ติดว่าเรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นทุกวันล่ะก็ ข้าคงคิดว่าสามมหาศาสนาเป็นมูลนิธิการกุศลไปแล้วจริงๆ นะเนี่ย"

อันเลซี่หันกลับไปมองเบื้องหลัง

ด้านหลังของเธอ คือเหล่าสาวกที่กำลังแจกจ่ายของยังชีพด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ส่วนด้านหน้าของเธอ คือนักบวชที่กำลังใช้เครื่องมือล้างสมองเชลยศึก เธอกับไคอัสเปรียบเสมือนเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างสองภาพเหตุการณ์ที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วนี้

กองกำลังทั้งหมดภายใต้สังกัดของสามมหาศาสนา ต่างก็กำลังง่วนอยู่กับการ "เปลี่ยนเชลยให้กลายเป็นพวกเดียวกัน" ซึ่งก็คือภาพเหตุการณ์ที่เห็นอยู่นี่แหละ

เรื่องนี้ทำให้อันเลซี่รู้สึกข้องใจเป็นอย่างมาก ข้อสงสัยของเธอก็คือ:

"เชลยที่ถูกล้างสมองพวกนี้ เอาแต่ท่องคาถาขอให้ทวยเทพคุ้มครอง โดยไม่เจาะจงว่ากำลังสวดภาวนาถึงเทพเจ้าองค์ไหน... แล้วคำสวดภาวนาแบบนี้ ทวยเทพจะไปรับรู้ได้ยังไงกันล่ะ?"

ผู้ที่มีความศรัทธา มักจะเชื่อมั่นว่าคำสวดภาวนาของตน จะต้องส่งไปถึงเทพเจ้าที่ตนเคารพศรัทธาอย่างแน่นอน แต่ถ้าคำสวดภาวนานั้น มุ่งเป้าไปที่คำว่า "ทวยเทพ" ลอยๆ โดยไม่ได้ระบุชื่อเทพเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งล่ะ?

อันเลซี่พูดติดตลกว่า:

"ถ้ามีเทพเจ้าองค์ไหนชื่อว่า 'ทวยเทพ' ขึ้นมาจริงๆ ล่ะก็ คงจะกวาดความศรัทธาจากคนพวกนี้ไปได้เป็นกอบเป็นกำเลยล่ะมั้ง"

และในตอนนั้นเอง พวกเขาก็สังเกตเห็นคนหน้าแปลกหน้าคนหนึ่ง กำลังเดินถือลูกแก้วคริสตัลวนเวียนไปมารอบๆ กลุ่มเชลยศึก ดูจากเครื่องแต่งกายแล้ว หมอนี่น่าจะมาจากศูนย์บัญชาการใหญ่ของโบสถ์แสงศักดิ์สิทธิ์แน่ๆ

เมื่อเดินเข้าไปใกล้ ก็ได้ยินหมอนั่นกำลังพึมพำอะไรบางอย่างอยู่คนเดียว:

"ความเข้มข้นของความศรัทธาในบริเวณนี้กำลังพุ่งกระฉูดเลยแฮะ ดูเหมือนว่าการสวดภาวนาแบบไม่เจาะจงเป้าหมาย ก็สามารถช่วยเพิ่มความศรัทธาได้เหมือนกัน ทุกอย่างกำลังเป็นไปตามแผนเลย... เอ๊ะ พวกท่านคือผู้กล้าในตำนานสองคนนั้นใช่ไหมเนี่ย?"

นักเวทจากศูนย์บัญชาการใหญ่หันขวับมาเห็นอันเลซี่กับพี่ชายเข้าพอดี ประสาทสัมผัสที่เฉียบคมของเขาทำเอาอันเลซี่ยังแอบทึ่ง เพราะระยะห่างระหว่างพวกเขาก็ไม่ได้ใกล้กันสักเท่าไหร่เลย

เมื่อกี้หมอนี่พูดถึงเรื่องอะไรกันนะ?

ยังไม่ทันที่เธอจะเอ่ยปากถาม นักเวทคนนั้นก็ชิงพูดขึ้นมาก่อน:

"ข้าได้รับคำสั่งให้มารับพวกท่านครับ รบกวนกลับไปที่ศูนย์บัญชาการใหญ่ของโบสถ์กับข้าสักหน่อยเถอะครับ"

"มารับพวกเรางั้นหรือ?"

อันเลซี่หันไปสบตากับไคอัส ก่อนจะถามกลับไปว่า "คำสั่งของใคร?"

ไม่ต้องเดาก็รู้ คงจะเป็นคำสั่งของท่านอัครสังฆราชแหงๆ อย่าบอกนะว่ามีงานใหม่เข้ามาอีกแล้ว?

"เป็นคำสั่งสายตรงจากองค์พระสันตะปาปาครับ"

"พระสันตะปาปา!?"

————————————

ท้องฟ้าเหนือเมืองไฮปาในวันนี้ ช่างปลอดโปร่งแจ่มใส ไร้เมฆหมอกมาบดบัง แสงแดดสาดส่องลงมาอย่างอบอุ่น

นักผจญภัยหลายคนที่เพิ่งกลับออกมาจากดันเจี้ยนเซน ถึงกับเอาเก้าอี้ผ้าใบมากางนอนอาบแดดกันอย่างสบายใจเฉิบ เพื่อผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากการผจญภัย

ข้างๆ กันนั้น ก็มีกวีพเนจรกำลังบรรเลงเพลงขับกล่อมอยู่ ซึ่งในบรรยากาศแบบนี้ นักผจญภัยก็มักจะใจป้ำทิปให้อย่างงามเสมอ

นอกจากเสียงเพลงแล้ว ที่นี่ยังมีโชว์เดี่ยวไมโครโฟนให้ฟังฟรีๆ อีกด้วยนะ

"นี่เจ้าบ้าไปแล้วหรือไง ถึงได้เอาข้อมูลไปป่าวประกาศให้คนเขารู้กันทั่วแบบนี้น่ะ ดันเจี้ยนเซนในสคาเมลอนเขาไม่ได้เล่นกันแบบนี้นะเว้ย!"

"สิ่งที่เจ้าควรทำก็คือ เอาข้อมูลระดับเอ็กซ์คลูซีฟแบบนี้ ไปเร่ขายให้พวกองค์กรกระเป๋าหนัก เพื่อกอบโกยผลประโยชน์ให้ได้มากที่สุด แล้วก็รีบชิงลงมือใช้ประโยชน์จากข้อมูลนั้นก่อนใครเพื่อน พอข้อมูลมันเริ่มหมดราคาเมื่อไหร่ ค่อยเอามาปล่อยฟรีเพื่อสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองต่างหากล่ะ!"

"แล้วนี่มันเรื่องอะไร ที่เจ้าดันเอาข้อมูลมาปล่อยฟรีๆ ตั้งแต่แรกเนี่ย คำขอโทษของเจ้า ข้าไม่ขอรับเว้ย!"

ณ ศูนย์บัญชาการใหญ่ของโบสถ์ประกายดาว เฮอร์วีกำลังตบโต๊ะฉาดใหญ่ ทะเลาะวิวาทกับลูลูโวที่นั่งตัวสั่นงันงกอยู่ฝั่งตรงข้าม

ลูลูโวที่ปกติมักจะทำตัวกร่างไม่เกรงกลัวใคร วันนี้กลับตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบสุดๆ สีหน้าท่าทางของเธอดูราวกับลูกนกตกน้ำที่น่าสงสารจับใจ ซึ่งภาพลักษณ์แบบนี้ ยิ่งทำให้เฮอร์วีรู้สึก...

อยากจะด่าให้หนักกว่าเดิมเข้าไปอีก

"เจ้านี่มันจริงๆ เลย... เฮ้อ ข้าล่ะหมดคำจะพูดกับเจ้าจริงๆ"

เฮอร์วีกระแทกตัวลงนั่งบนเก้าอี้ด้วยความหงุดหงิด พลางยกมือนวดขมับ แล้วพูดต่อว่า:

"ข้าเข้าใจเจตนาของเจ้านะ การแบ่งปันข้อมูลให้คนอื่นได้รับรู้ มันก็เป็นเรื่องดี ข้าก็นับถือในความใจกว้างของเจ้า แต่ข้อมูลที่เจ้าเอาไปปล่อยคราวนี้ มันรุนแรงเกินไปหน่อยว่ะ มันส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจของพวกเราอย่างหนักเลยนะ โชคดีนะที่ตอนนี้พวกเราไม่ได้อยู่ในช่วงสงคราม แล้วข้อมูลก็ยังไม่ได้แพร่สะพัดออกไปเป็นวงกว้าง ไม่อย่างนั้นล่ะก็ ผลลัพธ์มันจะเลวร้ายจนคาดไม่ถึงเลยล่ะ"

ลูลูโวพยักหน้ารัวๆ ราวกับไก่จิกข้าวสาร พลางพูดเสียงอ่อยๆ ว่า "ข้าขอโทษ ข้าผิดไปแล้ว..."

การแบ่งปันข้อมูล คือคุณธรรมอันดีงามของนักผจญภัย

แต่สิ่งที่ลูลูโวเอามาแฉ ซึ่งก็คือคำพูดของฟรัมพ์ตนั้น มันกลับกลายเป็นระเบิดลูกใหญ่สำหรับกองกำลังกบฏเลยทีเดียว

หลังจากที่เกิดความโกลาหลวุ่นวายขึ้นในช่วงแรก บรรดาสาวกที่ศรัทธาพังทลาย ก็ถูกเวทสงบจิตระดับสูงอัดเข้าใส่หน้าจนต้องสงบสติอารมณ์ลงไปชั่วคราว ทำให้เมืองไฮปาได้กลับมามีความสงบสุขอีกครั้ง

แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่ความสงบสุขชั่วคราวเท่านั้น เมื่อฤทธิ์ของเวทมนตร์หมดลงเมื่อไหร่ พวกเขาก็คงจะกลับมาอาละวาดกันอีกครั้งแน่ๆ

"ผู้คนในสคาเมลอน ไม่เหมือนกับคนในอาณาจักรอานอร์หรอกนะ ที่นี่ ผู้คนส่วนใหญ่มักจะหวังพึ่งพาทวยเทพ เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการโดยไม่ต้องลงแรง"

เฮอร์วีถอนหายใจยาว แล้วพูดต่อ

"เรื่องแบบนี้ ต่อให้เป็นในโบสถ์ประกายดาว ก็ยังหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย คำพูดที่เจ้าเอาไปป่าวประกาศเมื่อกี้ มันก็เหมือนกับการเอามีดไปแทงใจดำคนพวกนี้เข้าอย่างจังเลยล่ะ"

"แล้วทีนี้พวกเราจะเอายังไงกันดีล่ะ พอจะมีวิธีแก้สถานการณ์บ้างไหม?" สาวน้อยค้างคาวเอ่ยถามขึ้นมา

เฮอร์วีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นทำท่าปาดคอ

"จะฆ่าพวกเขาทิ้งงั้นหรือ!?" ลูลูโวอุทานด้วยความตกใจ

"ข้าหมายถึงการตัดขาดความสัมพันธ์ต่างหากล่ะโว้ย!"

เฮอร์วีรีบแก้ความเข้าใจผิดอย่างหงุดหงิด:

"มาถึงขั้นนี้แล้ว พวกเราก็คงต้องตัดหางปล่อยวัดคนพวกนั้นไปซะ พวกเรามีนักรบที่มีทั้งความศรัทธาอันแรงกล้าและพร้อมที่จะลงมือทำอยู่อีกเพียบ การเขี่ยพวกเกียจคร้านที่เอาแต่สวดภาวนาขอพรไปวันๆ ทิ้งไป ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรหรอก"

"แล้วเราจะทำยังไงกันดีล่ะ?" อัศวินประกายดาวที่ยืนอยู่ข้างๆ เอ่ยถามขึ้น

"เริ่มเปลี่ยนวิธีการหาเสียงตั้งแต่ตอนนี้ วินาทีนี้เลย!" ดวงตาของเขาเปล่งประกายเจ้าเล่ห์ "ป่าวประกาศออกไปเลยว่า กวินต้องการเพียงผู้กล้าที่พร้อมจะลงมือทำเสมอมา และพระองค์ก็จะคอยปกปักรักษาผู้ที่มีความศรัทธาอย่างแท้จริง แต่ไม่สามารถลงมือทำอะไรได้ด้วย แต่พระองค์จะไม่มีวันคุ้มครองพวกที่มีมือมีเท้า แต่เอาแต่นั่งงอมืองอเท้า ไม่ยอมทำมาหากินอะไรเลยเด็ดขาด! อะแฮ่ม ตอนไปป่าวประกาศ ก็อย่าลืมเกลาคำพูดพวกนี้ให้มันดูสละสลวยหน่อยก็แล้วกัน"

"อีกอย่าง เราจะตีกรอบอยู่แค่กวินไม่ได้ เราต้องลากเทพเจ้าทุกองค์เข้ามาเอี่ยวด้วย ป่าวประกาศออกไปเลยว่า เทพเจ้าทุกองค์ก็มีนิสัยแบบนี้เหมือนกันหมด"

อัศวินประกายดาวทำหน้างง "แบบนี้มันไม่เท่ากับเป็นการโกหกหลอกลวงหรือไง? เดี๋ยวเขาก็จับได้กันหมดหรอก"

"แต่การป่าวประกาศของพวกเรา มันจะทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นอย่างแน่นอน เจ้าอยากจะเห็นแค่พวกเราที่วุ่นวายจนถูกศัตรูฉวยโอกาสโจมตี หรืออยากจะเห็นทุกโบสถ์ในใต้หล้านี้ วุ่นวายจนไม่มีเวลาไปยุ่งกับเรื่องของคนอื่นกันล่ะ?"

คราวนี้อัศวินประกายดาวไม่ต้องเสียเวลาคิดเลยแม้แต่วินาทีเดียว เขารีบทำความเคารพ แล้วพูดว่า:

"ข้าจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้เลยครับ!"

"ไอ้หนุ่มที่ชื่อเฮอร์วีนี่ มีฝีมือไม่เบาเลยแฮะ เข้าท่าดี ข้าชอบหมอนี่ว่ะ"

ห่างจากศูนย์บัญชาการใหญ่ของโบสถ์ประกายดาวออกไปไม่กี่กิโลเมตร ใกล้ๆ กับประตูเทเลพอร์ตดันเจี้ยนเซน กงชีอิงกำลังนอนอาบแดดอย่างสบายใจเฉิบ เขาถอดอุปกรณ์ดักฟังที่รูปร่างหน้าตาคล้ายหูฟังออก

สิ่งที่เฮอร์วีกำลังจะทำ มันช่างสอดคล้องกับแผนการขั้นต่อไปของดันเจี้ยนเซนอย่างพอดิบพอดี แล้วแบบนี้จะไม่ให้ข้าสนับสนุนเขาอย่างเต็มที่ได้ยังไงล่ะ

ถึงแม้จะยังไม่รู้ว่า แสงสีเหลือง หรือผู้กล้า หรือจะเรียกว่าพระสันตะปาปาดี เจ้านั่นกำลังวางแผนจะทำอะไรอยู่ แต่กงชีอิงก็รู้ดีว่า เขาจะต้องหาทางขัดขวางมันให้ได้ และการกระทำของเฮอร์วีในครั้งนี้ ก็เข้าทางเขาพอดี ทำให้เขาประหยัดแรงไปได้เยอะเลย

"แต่นั่งดูอยู่เฉยๆ มันก็คงจะไม่ดี ข้าเองก็ควรจะเริ่มเดินหมากตัวลับที่ซ่อนเอาไว้ได้แล้วล่ะ"

กงชีอิงหยิบแว่นตาและหูฟังออกมาอีกครั้ง อุปกรณ์เวทมนตร์เหล่านี้ จะช่วยให้เขาสามารถเชื่อมต่อการมองเห็นและการได้ยิน กับโปเกมอนที่เขาเปลี่ยนให้กลายเป็นสัตว์อสูรรับใช้ได้

และภาพที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของเขาในตอนนี้ ก็คือภาพของนครหลวงสคาเมลอน ซึ่งอยู่ห่างไกลออกไปนับพันลี้

มันคือสลัมที่มืดมิดและอับชื้นที่สุด แค่มองแวบเดียวก็รู้แล้วว่านี่คือแหล่งมั่วสุมของพวกมิจฉาชีพ การที่เมืองหลวงมีสลัมตั้งอยู่เคียงข้าง มันก็เป็นเรื่องปกติในโลกเวทมนตร์อยู่แล้วนี่นา

แต่สลัมไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นสำคัญมันอยู่ที่ว่า ที่นี่เป็นแหล่งกบดานขององค์กรลับ ที่กงชีอิงตามสะกดรอยและเก็บข้อมูลมาตลอด ตั้งแต่ที่เขาเดินทางมาถึงสคาเมลอน ซึ่งองค์กรนี้ ก็มีความเกี่ยวพันกับดันเจี้ยนเซนอย่างลึกซึ้งเสียด้วย

และชื่อของมันก็คือ 【โบสถ์เพลิงคลั่ง】

จบบทที่ บทที่ 894 วุ่นวายคนเดียว สู้พากันวุ่นวายทั้งหมู่บ้านดีกว่า

คัดลอกลิงก์แล้ว