- หน้าแรก
- ใครมันเป็นคนออกแบบดันเจี้ยนนี่กันฟะ
- บทที่ 893 ปริศนาคลี่คลาย
บทที่ 893 ปริศนาคลี่คลาย
บทที่ 893 ปริศนาคลี่คลาย
บทที่ 893 ปริศนาคลี่คลาย
"เฮ้อ... ช่วงนี้ชีวิตมันช่างอยู่ยากเสียจริง"
เจ้าเมืองดันเจี้ยนแสงศักดิ์สิทธิ์ หรืออดีตสมาชิกระดับสูงของโบสถ์แสงศักดิ์สิทธิ์เมื่อนานมาแล้วอย่าง "ผู้ติดตาม" กำลังนั่งจ้องยอดคงเหลือพลังจิตของตัวเองพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่
โชคดีนะที่ดันเจี้ยนไม่มีระบบให้กู้ยืมเงินแบบผ่อนจ่ายรายเดือนอะไรเทือกนั้น ไม่อย่างนั้นมันคงกู้มาหมุนแล้วล่ะ
หลังจากที่เปิดศึกซัดกับดันเจี้ยนเซนไปยกหนึ่ง ดันเจี้ยนแสงศักดิ์สิทธิ์ก็กลับมาฟื้นตัวได้พักหนึ่ง เพราะทางโบสถ์แสงศักดิ์สิทธิ์มาจัดงานเฉลิมฉลองและกิจกรรมนู่นนี่นั่นในดันเจี้ยนอีกหลายงาน ทำให้ผู้ติดตามกอบโกยพลังจิตไปได้ก้อนโต
แต่หมู่นี้ไม่รู้เป็นอะไรไป จู่ๆ ยอดผู้คนเข้าดันเจี้ยนแสงศักดิ์สิทธิ์ก็เริ่มหดหาย แถมจนถึงวันนี้ ยอดผู้เข้าชมรายวันก็ยังมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องอีก
นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกันแน่ หรือว่าเหล่าสาวกของเทพแสงศักดิ์สิทธิ์จะเริ่มเบื่อดันเจี้ยนของตัวเองกันแล้ว?
ผู้ติดตามเองก็มืดแปดด้าน ไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงเหมือนกัน ตัวมันเองก็เครียดจนแทบจะเป็นซึมเศร้าอยู่แล้ว
เวลาเจอสถานการณ์แบบนี้ มันก็ควรจะปรับเปลี่ยนอะไรในดันเจี้ยนสักหน่อยเพื่อดึงดูดความสนใจ แต่การจะปรับเปลี่ยนอะไรมันก็ต้องใช้พลังจิตทั้งนั้น ซึ่งไอ้สิ่งที่มันขาดแคลนที่สุดในตอนนี้ก็คือพลังจิตนี่แหละ
จบเห่ กลายเป็นงูกินหางซะแล้ว
"องค์พระสันตะปาปาคนปัจจุบันดูเหมือนจะไม่ค่อยให้ความสำคัญกับข้าเลยแฮะ ดันเจี้ยนแสงศักดิ์สิทธิ์น่ะคือรากฐานของโบสถ์เลยนะ ทำไมท่านถึงไม่มาจัดพิธีบูชาข้าให้มันบ่อยๆ หน่อยเล่า..."
ว่าแต่พระสันตะปาปาคนนี้ท่านเข้ารับตำแหน่งตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ? ชักจะเลือนๆ แล้วแฮะ น่าจะไม่เกินร้อยปีมั้ง?
ช่างเป็นคนรุ่นหลังที่ไร้มารยาทเสียจริง น่าเจ็บใจชะมัด
แม้จะไม่ค่อยอยากจะยอมรับนัก แต่เงินกู้ปลอดดอกเบี้ยที่กู้มาจากดันเจี้ยนเซนนี่ช่วยต่อชีวิตมันไว้ได้เยอะเลย ถ้าไม่ได้พลังจิตก้อนนั้นมาปะทังชีวิต ป่านนี้มันคงซี้แหงแก๋ไปนานแล้ว
เดี๋ยวก่อนสิ ที่ข้าต้องมาตกอับถึงขั้นไม่มีพลังจิตติดตัวแบบนี้ ต้นเหตุมันก็มาจากไอ้เจ้าก็อดวินนั่นไม่ใช่หรือไง?
"ไม่สิ ถ้าจะสืบสาวไปถึงต้นตอจริงๆ มันก็เริ่มมาจากการที่ข้าเป็นฝ่ายไปหาเรื่องเขาก่อนนี่หว่า เฮ้อ..."
ผู้ติดตามถอนหายใจออกมาด้วยความสิ้นหวัง มันตลบฮู้ดที่ปิดบังใบหน้าออก เผยให้เห็น...
เรือนร่างที่ก่อตัวขึ้นจากแสงเรืองรองจางๆ
แน่นอนว่ารูปลักษณ์นี้มันช่างแตกต่างจากแสงสีเหลืองที่เคยไปโผล่ในดันเจี้ยนเซนราวฟ้ากับเหว แม้แต่รังสีอำมหิตก็ยังเทียบกันไม่ติด รูปลักษณ์ที่เห็นอยู่นี้ก็เป็นเพียงแค่ร่างจำแลงของเจ้าเมืองดันเจี้ยนที่มันใช้มาตั้งแต่แรกเริ่มเท่านั้น
ทว่า ร่างจำแลงนี้ก็ยังมีลูกเล่นให้ปรับแต่งได้ตามใจชอบอยู่นะ หากสังเกตให้ดีๆ ก็จะเห็นว่าภายใต้แสงเรืองรองนั้น มีโครงสร้างร่างกายเพิ่มเติมที่มีสีสันคล้ายโลหะ และสลักลวดลายอันสลับซับซ้อนที่ดูไร้ความหมายเอาไว้อย่างประณีต
โครงสร้างร่างกายเหล่านี้ถูกแบ่งออกเป็นชิ้นส่วนต่างๆ ราวกับหุ่นกันพลา ทำให้ตัวมันดูเหมือนถูกนำมาประกอบเข้าด้วยกัน หากเพ่งมองให้ละเอียดขึ้นอีกนิด ก็จะสามารถมองออกได้เลยว่า...
"ชิ้นส่วน" ที่นำมาประกอบเป็นร่างกายของผู้ติดตาม แท้จริงแล้วคือรูปลักษณ์ของอาวุธชนิดต่างๆ นั่นเอง!
และมันก็คือซีรีส์อาวุธของเทพแสงสว่าง ที่มันเคยงัดออกมาใช้สู้กับดันเจี้ยนเซนนั่นแหละ!
ตั้งแต่ 【ซี่โครงแห่งเทพแสงสว่าง】 ไปจนถึง 【แขนซ้ายแห่งเทพแสงสว่าง】 【แขนขวาแห่งเทพแสงสว่าง】 และอาวุธชิ้นอื่นๆ ที่คุ้นเคย รวมไปถึงอาวุธบางชิ้นที่แม้แต่กงชีอิงก็ยังไม่เคยเห็นมาก่อน อาวุธเหล่านี้ถูกนำมาประกอบเข้าด้วยกันอย่างลงตัว จนกลายเป็นร่างกายที่สมบูรณ์แบบ
ซีรีส์อาวุธของเทพแสงสว่างมีความสามารถพิเศษอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือมันสามารถรับรู้ถึงรูปลักษณ์ของอาวุธชิ้นอื่นๆ ในซีรีส์เดียวกันได้ ดังนั้น ต่อให้มันจะไม่ได้ครอบครองอาวุธเหล่านั้นทั้งหมด มันก็ยังสามารถจำลองรูปลักษณ์ของพวกมันออกมาบนร่างกายของตัวเองได้อยู่ดี
นี่คืองานอดิเรกเล็กๆ น้อยๆ ของผู้ติดตาม มันรู้สึกว่าการทำแบบนี้ทำให้มันได้ใกล้ชิดกับเทพแสงศักดิ์สิทธิ์มากยิ่งขึ้น
เมื่อมองดูร่างกายที่ประกอบขึ้นจากอาวุธภายใต้แสงเรืองรอง จู่ๆ มันก็นึกถึงแสงสีเหลืองที่กงชีอิงเคยพูดถึงขึ้นมา
"รับปากก็อดวินเอาไว้แล้วว่าจะช่วยค้นหาข้อมูลให้ แต่จนป่านนี้ข้าก็ยังหาเบาะแสอะไรไม่ได้เลยแฮะ"
ทำไมเทพแสงสว่างถึงเปลี่ยนชื่อเป็นเทพแสงศักดิ์สิทธิ์? แล้วแสงสีเหลืองมีความเชื่อมโยงกับเทพแสงศักดิ์สิทธิ์หรือไม่? คำถามเหล่านี้ประดังประเดเข้ามาตรงหน้าผู้ติดตาม ทำให้มันตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก คล้ายกับคนที่มีไอเดียลางๆ อยู่ในหัว แต่กลับไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นคลายปมปัญหาเหล่านี้อย่างไร
ถ้าแสงสีเหลืองไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับเทพแสงศักดิ์สิทธิ์เลย มันก็คงไม่มีทางหาเบาะแสอะไรเจอแน่ๆ ซึ่งนี่แหละคือสิ่งที่มันกังวลมากที่สุด เพราะมันจะส่งผลต่อการพิจารณาว่ามันจะยังได้รับเงินทุนสนับสนุนจากกงชีอิงต่อไปหรือไม่
"เทพแสงสว่างเปลี่ยนชื่อทำไม ใครจะไปตรัสรู้ล่ะ? แล้วถ้าเกิดเรื่องนี้มันไม่ได้เป็นความประสงค์ของพระองค์ แต่เป็นฝีมือของพวกนักบวชในยุคนั้นล่ะ? แล้วข้าจะไปหาเบาะแสจากไหนวะเนี่ย?"
ผู้ติดตามเริ่มแกะชิ้นส่วนอาวุธบนร่างกายตัวเองเล่น ซึ่งมันก็ชอบทำแบบนี้เวลาที่รู้สึกเบื่อๆ
"อาวุธพวกนี้คือสิ่งที่เทพแสงสว่างทิ้งเอาไว้หลังจากที่ลงมาจุติบนโลกมนุษย์ หลังจากที่ผู้กล้าซึ่งเป็นร่างอวตารของพระองค์สิ้นลม ศาสตราเทพก็จะแปรสภาพเป็นอาวุธพวกนี้ แค่การมีอยู่ของอาวุธพวกนี้ ก็เพียงพอที่จะพิสูจน์ถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ได้แล้ว แถมทุกครั้งที่พระองค์ลงมาจุติ พระองค์ยังยอมลดทอนพลังของตัวเองลงด้วย เทพเจ้าองค์อื่นๆ ไม่เคยมีใครยอมทำเพื่อโลกมนุษย์ถึงขนาดนี้มาก่อนเลยนะ"
"ข้าล่ะอยากจะป่าวประกาศตำนานบทนี้ให้คนทั้งโลกได้รับรู้จริงๆ ดูเหมือนว่าตอนนี้จะไม่ค่อยมีใครรู้เรื่องนี้แล้วสิ ทุกคนควรจะได้รับรู้ถึงความยิ่งใหญ่ของเทพเจ้าที่ข้าเคารพศรัทธาสิ"
มันเริ่มพึมพำกับตัวเอง
ซีรีส์อาวุธของเทพแสงสว่างนั้น ประกอบไปด้วยชิ้นส่วนของร่างกาย แขนขา ไปจนถึงอวัยวะภายในทั้งหมด ตลอดระยะเวลาอันยาวนานที่มันถอดๆ ประกอบๆ อาวุธเหล่านี้ มันก็จดจำชื่อของชิ้นส่วนแต่ละชิ้นได้จนขึ้นใจ ชนิดที่ว่าหลับตาประกอบก็ยังทำได้สบายๆ
สำหรับมันแล้ว นี่คือเรื่องพื้นฐานที่ควรรู้ เพราะซีรีส์อาวุธของเทพแสงสว่างทั้งหมด ได้ปรากฏขึ้นบนโลกใบนี้ก่อนที่มันจะเข้ามารับช่วงต่อเป็นเจ้าเมืองดันเจี้ยนแห่งนี้เสียอีก
"ดันเจี้ยนแสงศักดิ์สิทธิ์มีรูปลักษณ์ของซีรีส์อาวุธนี้ครบถ้วนทุกชิ้น" ประโยคนี้ถูกบันทึกเอาไว้ในไดอารี่ของเจ้าเมืองคนก่อน ซึ่งผู้ติดตามก็เชื่อมั่นในบันทึกของรุ่นพี่ผู้มากประสบการณ์คนนี้อย่างหมดใจ และยึดถือปฏิบัติเรื่อยมาตลอดหลายปี
หมู่นี้มันก็เพิ่งจะกลับไปเปิดอ่านไดอารี่เล่มนั้นดูอีกรอบ แต่ก็ยังไม่พบเบาะแสใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนชื่อเลย
"ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป ข้าคงไม่มีหน้าไปพบก็อดวินแน่ๆ"
ผู้ติดตามยกมือขึ้นเขกหัวตัวเองสองที "ใช้สมองคิดหน่อยสิวะ คิดสิว่าจะทำยังไงถึงจะได้เงินกู้ต่อไป..."
สงสัยมันจะออกแรงเขกหัวแรงไปหน่อย หัวของมันก็เลยหลุดกระเด็นตกลงมา ชิ้นส่วนต่างๆ ที่ประกอบกันเป็นหัวหล่นกระจายเกลื่อนพื้น
ทั้งจมูก ตา หู ของเทพแสงสว่าง กระจัดกระจายไปคนละทิศคนละทาง มันค่อยๆ เก็บชิ้นส่วนเหล่านั้นขึ้นมาประกอบใหม่อย่างใจเย็น
ในตอนนั้นเอง มันก็ยังคงนึกถึงดันเจี้ยนเซนอยู่ แต่เป้าหมายการเชื่อมโยงเปลี่ยนจากก็อดวินไปเป็นเหล่าทวยเทพแปลกหน้าอย่างกวินและราดากอนแทน มันสงสัยว่าเทพพวกนี้โผล่มาจากไหนกันแน่ แล้วดันเจี้ยนเซนไปเอาบันทึกการมีอยู่ของตัวตนระดับนี้มาจากไหน
ต่อให้ใช้สมองคิดให้ตาย มันก็คิดเรื่องพรรค์นี้ไม่ออกหรอก
"ข้าว่าข้าตั้งใจประกอบหัวให้เสร็จดีกว่าแฮะ"
ผู้ติดตามนำชิ้นส่วนต่างๆ ตรงหน้ามาประกอบเข้าด้วยกัน ถ้าเป็นปกติ ป่านนี้มันคงเอาไปสวมกลับเข้าที่คอไปเรียบร้อยแล้ว แต่คราวนี้ การเคลื่อนไหวของมันกลับหยุดชะงักลง
"ทำไมรู้สึกว่าหัวมันแปลกๆ แฮะ" มันพึมพำด้วยความสงสัย "หรือข้าจะคิดไปเอง?"
มันจัดการถอดชิ้นส่วนหัวออกเพื่อตรวจสอบดูอย่างละเอียดว่ามีชิ้นส่วนไหนขาดหายไปหรือเปล่า แต่บนพื้นก็ไม่มีชิ้นส่วนอะไรหลงเหลืออยู่แล้ว สิ่งที่อยู่ในมือของมันคือหัวที่ "สมบูรณ์แบบ" ที่สุดแล้ว
นี่คือโครงสร้างที่มันเชื่อมั่นมาตลอดหลายสิบปีว่าไม่มีอะไรผิดปกติ แต่ทว่า...
"สมองหายไปไหน?"
จู่ๆ ผู้ติดตามก็พึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงเหม่อลอย
แสงเรืองรองบนหัวของมันกะพริบปริบๆ ราวกับกำลังกะพริบตา มันก้มหน้าก้มตาค้นหาบนพื้นอยู่นานสองนาน แต่ก็ไม่พบอะไรเลย
"อาวุธที่ประกอบเป็นสมองมันหายไปไหนล่ะ?"
ราวกับมีเมฆหมอกที่คอยบดบังจิตใจถูกปัดเป่าให้สลายไปในพริบตา จู่ๆ มันก็สังเกตเห็นในสิ่งที่ไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อนเลยตลอดชีวิต
"ไม่ใช่สิ"
ผู้ติดตามยืนแข็งทื่อราวกับถูกฟ้าผ่า มันยืนนิ่งงันอยู่กับที่พักใหญ่ราวกับรูปสลักไม้ที่ไร้ชีวิต
"มันไม่เคยมีอาวุธที่ชื่อว่า 【สมอง】 อยู่เลยต่างหากล่ะ"
สิ้นเสียงพึมพำ มันก็รีบส่งคำขอเชื่อมต่อไปยังดันเจี้ยนเซนทันที
ไม่กี่นาทีต่อมา ดันเจี้ยนเซนก็ตอบรับคำขอเชื่อมต่อ ร่างของผู้ติดตามก็ปรากฏขึ้นภายในห้องของกงชีอิงในทันที
ในเวลานั้น กงชีอิงกำลังนั่งปรับแต่งแบบจำลองดันเจี้ยนขนาดจิ๋วอย่างขะมักเขม้น เมื่อเห็นผู้ติดตามโผล่มา เขาก็เอ่ยถามตรงๆ ทันที: "ว่าไง เจอเบาะแสอะไรแล้วงั้นหรือ?"
ผู้ติดตามไม่ได้มัวแต่โยกโย้ มันพุ่งเข้าไปหากงชีอิง แล้วกระชากเสื้อคลุมตัวโคร่งที่สวมอยู่ออกอย่างแรง
กงชีอิงรีบหลับตาปี๋ "เฮ้ยๆๆ ไม่คิดเลยนะเนี่ยว่าเจ้าจะเป็นคนแบบนี้"
"เข้าเรื่องเลยดีกว่าน่า!"
ผู้ติดตามชี้ไปที่อาวุธชิ้นต่างๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นร่างกายของตนด้วยสีหน้าจริงจัง ท่ามกลางเสียงอุทานชื่นชมของกงชีอิงที่บอกว่า "รสนิยมเจ้านี่มันช่างเป็นเอกลักษณ์เสียจริงนะ" มันก็เริ่มอธิบาย:
"ซีรีส์อาวุธของเทพแสงสว่าง ถือกำเนิดขึ้นมาจากการแปรสภาพของศาสตราเทพ หลังจากที่ผู้กล้าซึ่งเป็นร่างอวตารของพระองค์ได้สิ้นลมลง"
กงชีอิงพยักหน้ารับ ข้อมูลพื้นฐานพวกนี้เขาก็พอจะรู้มาบ้างเหมือนกัน
"เทพเจ้าที่ข้าเคารพศรัทธา เป็นเทพที่รักมนุษย์มากที่สุดในบรรดาทวยเทพทั้งปวง พระองค์ลงมาจุติบนโลกมนุษย์บ่อยมาก บ่อยเสียจนสามารถรวบรวมอาวุธที่สอดคล้องกับอวัยวะในร่างกายได้ครบทุกชิ้น ประเภทของอาวุธนั้นถูกแบ่งย่อยลงไปถึงขั้นที่มีลูกตาซ้ายและลูกตาขวาเลยทีเดียว"
"แล้วยังไงต่อล่ะ?" กงชีอิงถามต่อ
"แล้วหลังจากนั้นก็คือ..."
ผู้ติดตามจัดการหักหัวตัวเองออก แล้วเปิดกะโหลกให้ดู เผยให้เห็นความว่างเปล่าภายใน น้ำเสียงที่เคยจริงจังก็แฝงไปด้วยความสับสนงุนงง
"สมองของเทพแสงสว่างมันหายไปไหนล่ะ?"
กงชีอิงจ้องมองกะโหลกที่กลวงโบ๋อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้นแล้วเอ่ยถาม:
"เจ้ามาถามข้าเนี่ยนะ?"
ผู้ติดตามในตอนนี้ดูเหมือนถูกความสับสนกลืนกินไปทั้งตัว มันเอ่ยอธิบายต่อ: "อาวุธที่เปรียบเสมือนร่างกายของเทพแสงสว่าง ถูกแบ่งย่อยลงรายละเอียดลึกถึงขั้นที่แม้แต่ลูกตาก็ยังสามารถถอดแยกชิ้นส่วนได้ ดังนั้นมันจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่พระองค์จะหลงลืมอวัยวะสำคัญอย่างสมองไป ไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาด"
"เป็นไปได้ไหมว่ามันอาจจะไม่มีอยู่จริงๆ ตั้งแต่แรกแล้ว?"
"ไม่ เจ้าอยากรู้ไหมว่าทำไมตอนนี้ข้าถึงรู้สึกสับสนขนาดนี้น่ะ?"
ผู้ติดตามกดมือลงบนไหล่ของกงชีอิง ก่อนจะเอ่ยเน้นย้ำทีละคำ:
"ก่อนหน้านี้ ข้าไม่เคยตระหนักถึงปัญหานี้มาก่อนเลยในชีวิต!"
มันเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมจู่ๆ วันนี้ถึงเพิ่งจะมาสังเกตเห็นเรื่องอวัยวะอย่างสมองของเทพแสงสว่าง ซึ่งตามหลักแล้วมันควรจะมีอยู่จริง แต่ในความเป็นจริงกลับไม่มีอวัยวะชิ้นนี้อยู่เลย แต่มันก็รู้ดีว่าเรื่องแบบนี้มันไม่ปกติอย่างแน่นอน
ไม่ปกติอย่างเด็ดขาด!
"เจ้ากำลังจะบอกว่า..."
กงชีอิงพอจะจับความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำพูดของผู้ติดตามได้ แววตาของเขาฉายแววครุ่นคิด ก่อนจะเอ่ยขึ้น:
"【สมอง】 ยังมีชีวิตอยู่งั้นหรือ?"
ผู้กล้าที่ครอบครองศาสตราเทพ ซึ่งตามหลักแล้วควรจะแปรสภาพกลายเป็นอาวุธที่มีชื่อเรียกคล้ายๆ กับ 【สมองแห่งเทพแสงสว่าง】 ตอนนี้ยังมีชีวิตอยู่งั้นหรือ?
"เขาจะต้องยังมีชีวิตอยู่อย่างแน่นอน ไม่อย่างนั้นอาวุธที่เปรียบเสมือนสมองก็จะต้องปรากฏขึ้นมา ต่อให้มันจะถูกทำลายไปแล้ว ข้าก็ต้องสัมผัสได้ถึงร่องรอยการมีอยู่ของมันในอดีตได้ แต่ตอนนี้ข้ากลับไม่สามารถสัมผัสถึงการมีอยู่ของมันได้เลยแม้แต่น้อย"
ผู้ติดตามเอ่ยราวกับกำลังเปิดเผยความลับอันยิ่งใหญ่ระดับชาติ
กงชีอิงจึงถามกลับไปว่า:
"ถ้าอย่างนั้น เรื่องนี้มันไปเกี่ยวอะไรกับแสงสีเหลืองที่บุกรุกดันเจี้ยนของข้าล่ะ เจ้ากำลังจะบอกว่าผู้กล้าคนนั้นก็คือแสงสีเหลืองนั่นงั้นหรือ"
เนื่องจากประวัติศาสตร์บางส่วนขาดหายไป ทำให้พวกเขาไม่มีทางล่วงรู้ตัวตนที่แท้จริงของผู้กล้าทุกคนได้เลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการสืบหาว่าใครกันแน่ที่มีความเป็นไปได้ที่จะครอบครองสมองของเทพแสงสว่าง
กงชีอิงอยากจะฟังเหตุผลของผู้ติดตามดูสักหน่อย
"ข้าสืบเจอข้อมูลบางอย่างมา ถึงแม้เจ้าอาจจะคิดว่าการนำข้อมูลพวกนี้มาปะติดปะต่อกันมันดูจะฝืนๆ ไปหน่อย แต่นี่คือสิ่งที่ข้าคิดว่ามีความเป็นไปได้มากที่สุดแล้ว"
ผู้ติดตามทรุดตัวลงนั่งประจันหน้ากับกงชีอิง ก่อนจะเริ่มอธิบาย:
"คำว่า 'นีกวง' (ซ่อนแสง) ที่เจ้าเคยพูดถึงก่อนหน้านี้ มันเป็นชื่อเรียกของเวทมนตร์แสงศักดิ์สิทธิ์โบราณชนิดหนึ่ง ซึ่งมีผลในการใช้แสงสว่างจ้าเพื่ออำพรางตัวตน แต่เนื่องจากวิธีการใช้งานมันดูหยาบกระด้างเกินไป ปัจจุบันนี้จึงไม่มีใครนำมาใช้กันแล้ว"
"แต่คำว่า 'นี่กวง' (ย้อนแสง) ที่ออกเสียงเหมือนกันเป๊ะ ภายในโบสถ์ของเรา คำนี้หมายถึงพฤติกรรมการลบหลู่แสงศักดิ์สิทธิ์ของพวกนอกรีต แต่ความหมายของคำนี้ ก็ยังมีคำอธิบายที่เจาะจงลงไปมากกว่านั้นอีก"
แสงเรืองรองในมือของผู้ติดตามรวมตัวกันกลายเป็นตุ๊กตาเรืองแสงตัวเล็กๆ สองตัว ตัวหนึ่งสีดำ อีกตัวหนึ่งสีขาว ตุ๊กตาสีดำยืนอยู่ข้างหลังตุ๊กตาสีขาว และเกาะติดมันแจ
"'นี่กวง' เป็นคำที่เริ่มถูกนำมาใช้ในยุคที่พวกลัทธิบูชาเทพมารกำลังเรืองอำนาจ สาวกของเทพมารที่ทรงอิทธิพลที่สุดในยุคนั้นมีความเชี่ยวชาญในการปลอมตัว พวกมันจะแฝงตัวเข้ามาเป็นนักบวชของโบสถ์แสงศักดิ์สิทธิ์เพื่อสร้างความวุ่นวาย ดังนั้น คำว่า 'นี่กวง' จึงหมายถึงพวกนอกรีตที่แฝงตัวมาเป็นสาวกของเทพเจ้านั่นเอง"
"และเทพมารตนน้นก็มีความคิดที่จะปลอมตัวเป็นแสงศักดิ์สิทธิ์... ปลอมตัวเป็นเทพแสงสว่าง แต่สุดท้ายมันก็ต้องรับกรรมตามสนองและถูกสังหารจนสิ้นชีพไปในที่สุด คำว่า 'นี่กวง' จึงค่อยๆ เลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์"
ตุ๊กตาสีดำในมือของผู้ติดตาม เข้าครอบงำร่างกายของตุ๊กตาสีขาวโดยสมบูรณ์
"ข้าคิดว่า บุคคลลึกลับที่บุกรุกดันเจี้ยนของเจ้านั้น ก่อนที่มันจะเปลี่ยนร่างจากแสงสีขาวเป็นแสงสีเหลือง คำพูดที่มันเอ่ยออกมาก็น่าจะเป็นคำว่า 'นี่กวง' คำนี้นี่แหละ"
แววตาของกงชีอิงมีประกายวาบผ่าน
หลังจากที่ได้ลองไตร่ตรองดูอย่างละเอียด เขาก็เริ่มสังเกตเห็นรายละเอียดบางอย่าง เช่น บุคคลลึกลับคนนั้น ตอนที่อยู่ในร่างแสงสีขาวกับตอนที่อยู่ในร่างแสงสีเหลือง ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
แสงสีขาวดูไร้พิษสงและเป็นมิตร ส่วนแสงสีเหลืองกลับดูก้าวร้าวและเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม
เป็นโรคบุคลิกภาพแตกแยกงั้นหรือ?
แต่ถ้านำความหมายของคำว่า 'นี่กวง' มาตีความล่ะก็...
จู่ๆ กงชีอิงก็นึกถึงเทพมารตนหนึ่งที่เขาเคยต่อกรด้วย นั่นก็คือ "เทพมารดาราอับแสงที่ซ่อนเร้น"
แม้ว่าตอนนี้เจ้านั่นจะเงียบหายไปแล้ว แต่ก่อนหน้านี้ มันเคยปลดปล่อยสิ่งผนึกออกมาอาละวาดที่ประเทศไรด์ จนกลายเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ และประชากรของประเทศนั้นก็ยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้จนถึงทุกวันนี้
ในตอนนั้น ร่างที่ใช้ต่อกรกับดันเจี้ยนเซน ซึ่งเป็นร่างสุดยอดที่เกิดจากการรวมตัวของปรสิตโลหิตแฝงเร้น ก็คือเทพมารดาราอับแสงที่ซ่อนเร้น หรือจะพูดให้ถูกก็คือ มันเป็นเพียงแค่ร่างแยกของเจ้านั่น ดันเจี้ยนเซนสามารถเอาชนะร่างแยกนั้นมาได้ และอาศัยร่างแยกนั้นสร้างความเสียหายให้กับร่างต้นของมันไปไม่น้อยเลยทีเดียว
จุดสำคัญที่สุดก็คือ ร่างแยกของเทพมารเองก็มีจิตสำนึกเป็นของตัวเองเช่นกัน
การที่ร่างแยกมีจิตสำนึกเป็นของตัวเอง พล็อตเรื่องแบบนี้ถ้าเอาไปเขียนนิยายในอินเทอร์เน็ตล่ะก็ คงโดนด่าเปิงว่าเป็นจุดบอดของเรื่องแน่ๆ แต่เทพมารตนนี้นี่สิ กลับใช้มุกนี้ได้อย่างสนุกสนานเริงร่าเสียเหลือเกิน
"ถ้าหากร่างแยกของเทพแสงสว่าง มีจิตสำนึกเป็นของตัวเองเหมือนกับเทพมารล่ะก็..."
ถ้าเป็นเช่นนั้น ร่างแยกจะเกิดความคิดอยากจะช่วงชิงตำแหน่งของร่างต้นขึ้นมาบ้างไหม และมันจะเริ่มลงมือทำตามความคิดนั้นหรือไม่?
หรือว่าเทพแสงศักดิ์สิทธิ์องค์ปัจจุบัน แท้จริงแล้วก็คือร่างแยกที่ครอบครองศาสตราเทพซึ่งเปรียบเสมือนสมองผู้นั้นกันแน่?
"ข้ายังสืบเจอข้อมูลที่สำคัญกว่านี้อีกนะ"
ตัวเลขบอกปีคริสต์ศักราชต่างๆ ปรากฏขึ้นบนมือของผู้ติดตาม
"เมื่อเทียบกับทวยเทพองค์อื่นๆ ที่พากันเงียบหายไปตั้งแต่ยุคสมัยหนึ่ง เทพแสงสว่างกลับเป็นเทพเพียงองค์เดียวที่ยังคงลงมาประทานพรอยู่เป็นเนืองๆ แม้กระทั่งในยุคปัจจุบัน แต่ในตอนนี้ พระองค์ก็ไม่เคยลงมาทำเรื่องแบบนั้นอีกแล้ว"
"ข้ารู้ว่าเทพแสงศักดิ์สิทธิ์ลงมาประทานพรครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ และในช่วงเวลานั้นเอง ก็ดันมีเรื่องบังเอิญเกิดขึ้นพอดิบพอดี"
ตัวเลขเวลาบนมือของผู้ติดตามหยุดลงที่เก้าสิบกว่าปีก่อน
"พระสันตะปาปาองค์ปัจจุบัน เข้ารับตำแหน่งในวันนั้นพอดี"
"แปะ!"
กงชีอิงตบมือฉาดใหญ่ ราวกับในที่สุดเขาก็สามารถค้นพบภารกิจหลักของตัวเองได้สำเร็จ ดวงตาของเขาเปล่งประกายเจิดจ้าขึ้นมาทันที พร้อมกับเอ่ยว่า:
"ถ้าอย่างนั้น ข้าก็รู้แล้วว่าตอนนี้ข้าควรจะไปเล่นงานใคร"