- หน้าแรก
- ยุค เจ็ดศูนย์ หลังถูกส่งไปชนบท ฉันอาศัยเสบียงหมื่นล้านนอนรอรับชัยชนะ
- บทที่ 17 พี่อันเก่งที่สุดเลย
บทที่ 17 พี่อันเก่งที่สุดเลย
บทที่ 17 พี่อันเก่งที่สุดเลย
บทที่ 17 พี่อันเก่งที่สุดเลย
ทุกคนในกองพลการผลิตต่างรู้เรื่องที่แม่ของเหยียนพันตี้ไปอาละวาดที่จุดพักยุวชนปัญญา พวกเขาต่างพากันพูดลับหลังว่าเหยียนพันตี้นั้นช่างสับสนวุ่นวาย แอบเอาธัญพืชของที่บ้านไปให้คนอื่นง่ายๆ แบบนั้นได้อย่างไร
ถึงแม้จ้าวซู่เหวินจะคืนเงินให้แล้ว แต่บางคนก็ยังรู้สึกว่าหากโจวเอ้อหัวไม่ไปก่อเรื่อง เขาก็คงไม่มีวันควักเงินคืนให้แน่ๆ
พูดกันตามตรง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ซ่งโช่วจวินได้เจอกับพวก "สมองมีความรัก" แม่แท้ๆ ของเจ้าของร่างเดิมเองก็เป็นพวกสมองมีความรักตัวแม่ ที่ในหัวมีแต่เรื่องผู้ชาย ถึงขนาดทอดทิ้งลูกสาวแท้ๆ ของตัวเองได้เพื่อผู้ชายคนเดียว
แต่หล่อนก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่า ผู้ชายน่ะสำคัญขนาดนั้นเชียวหรือ
พฤติกรรมของเหยียนพันตี้ที่ยอมขโมยเงินเพื่อความรักยังพอมีเหตุผลอธิบายได้ หล่อนไม่ได้เรียนหนังสือ และที่ที่ไกลที่สุดที่เคยไปในชีวิตก็คือคอมมูน อยู่ที่บ้านหล่อนก็ไม่ได้รับความรักจากพ่อและแม่ แถมยังถูกทุบตีอยู่บ่อยครั้ง จึงไม่แปลกที่หล่อนจะโหยหาความอบอุ่นที่คนนอกหยิบยื่นให้
ทว่าแม่แท้ๆ ของเจ้าของร่างเดิมกลับไม่ใช่แบบนั้น ก่อนที่นางจะแต่งงาน ทั้งพ่อแม่และพี่ชายตระกูลหลี่ต่างก็รักและตามใจนางมาก พี่สะใภ้ก็เป็นคนมีเหตุผลและไม่เคยข่มเหง ตัวนางเองก็เรียนจบมัธยมปลายและมาจากครอบครัวปัญญาชน
นางกลับหลงเชื่อคำหวานของผู้ชายได้ง่ายๆ ถึงเพียงนี้เชียวหรือ
อย่างน้อยยุวชนปัญญาจ้าวก็ยังมีรูปลักษณ์ในแบบที่ผู้หญิงชอบ ทั้งผิวขาว ดูสุภาพ และตัวค่อนข้างสูง
ส่วนเจียงเจี้ยนกั่วนั้น นอกจากความสูงแล้ว หน้าตาของเขาเข้าขั้นดูไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
หลี่ชิวอิงในวัยสาวก็เป็นคนสวยโดดเด่น นิสัยอ่อนหวานและเสียงนุ่มนวล หลายครอบครัวต่างก็อยากได้นางไปเป็นลูกสะใภ้ พ่อแม่ตระกูลหลี่เกรงว่านางจะถูกรังแก จึงเจาะจงเลือกซ่งหมิงหัวให้นาง เพราะเขาหน้าตาดี มีงานทำ ไม่มีพ่อตาแม่ยายให้ต้องปรนนิบัติ แถมยังมีนิสัยใส่ใจและละเอียดรอบคอบ
นางไม่เคยคาดคิดเลยว่า หลังจากได้แต่งงานกับชายหนุ่มคุณภาพเยี่ยมอย่างซ่งหมิงหัวแล้ว แม่ของหล่อนยังจะสามารถไปหลงระเริงกับเจียงเจี้ยนกั๋วได้นานหลายปีในการแต่งงานครั้งที่สอง
มันช่างน่าฉงน... และไม่น่าเชื่อเหลือเกิน... "จริงสิพี่อัน วันนี้ตอนกลางวันฉันเห็นยุวชนปัญญาจ้าวคุยกับน้องสาวของพี่ด้วยนะ"
"อะไรนะ!" เหยียนเซี่ยงอันตาโตด้วยความหงุดหงิด
"จริงๆ นะ ถึงจะคุยกันแค่ไม่กี่ประโยค แต่ดูท่าทางไม่เหมือนเพิ่งเคยคุยกันครั้งแรกหรอก" เหยียนเสี่ยวหมี่เสริม "พวกเราแค่ยืนอยู่ไกลเกินไปเลยไม่ได้ยินว่าเขาคุยอะไรกัน"
เหยียนเซี่ยงอันเกาหัวด้วยความขัดใจ "นังเด็กบ้าคนนี้"
"ถึงแล้ว" เหยียนเสี่ยวหมี่กระซิบ
เหยียนเซี่ยงอันกลับมามีสมาธิทันที ไม่ว่าน้องสาวจะถูกเป่าหูมาอย่างไร แต่เรื่องสำคัญที่สุดตอนนี้คือการจับกระต่าย เขาถอดตะกร้าสะพายหลังออกแล้วสั่งการ "ฉันกับเสี่ยวหมี่สำรวจเส้นทางมาเรียบร้อยแล้ว รังนี้น่าจะมีทางออกสามทาง พวกเราสามคนเฝ้าไว้คนละทาง เอาตะกร้าปิดปากรูไว้ เดี๋ยวฉันจะไล่กระต่ายจากอีกรูหนึ่งไปทางพวกเธอเอง"
"ขอแค่พวกเธอสองคนกดตะกร้าไว้ให้แน่น กระต่ายก็หนีไปไหนไม่ได้แล้ว"
เหยียนเซี่ยงอันวางแผนมาอย่างดี เขาพบรังกระต่ายนี้โดยบังเอิญ และเกรงว่าจะทำให้พวกมันตื่นตกใจจนย้ายรังหนีไปเสียก่อนหากจับได้ไม่หมด เขาจึงไม่กล้าเข้าไปใกล้แต่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ เนื่องจากเขาขึ้นเขาบ่อยไม่ได้ จึงต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะระบุตำแหน่งทางออกทั้งสามทางได้ครบ
เขาส่งตะกร้าสะพายหลังให้ซ่งโช่วจวิน ส่วนเหยียนเสี่ยวหมี่ก็ถือไว้อยู่แล้วใบหนึ่ง
ซ่งโช่วจวินตรึกตรองดูแล้วจึงเสนอขึ้น "ทำไมเราไม่ใช้ควันล่ะ หากพี่ใช้ไม้แย่เข้าไปในรู อาจจะทำให้กระต่ายบาดเจ็บได้นะ"
"ฉันมีประสบการณ์น่ะ ไม่ทำให้เจ็บหรอก ที่สำคัญคือพวกเราไม่ได้เอาไฟมาด้วย" เหยียนเซี่ยงอันกลัวว่าแสงไฟและควันในตอนกลางคืนจะถูกสังเกตเห็นได้ง่าย และในความมืดแบบนี้ หากมีประกายไฟหลุดรอดไปจนเกิดไฟป่าขึ้นมามันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่
เขาจึงไม่ได้คิดเรื่องการพกไม้ขีดไฟขึ้นเขามาเลยแม้แต่น้อย
รังนี้มีกระต่ายทั้งหมดแปดตัว ทั้งตัวใหญ่และตัวเล็ก ตะกร้าสะพายหลังทั้งสองใบจึงไม่ได้ว่างเปล่าเลย
เหยียนเซี่ยงอันเท้าสะเอวอย่างภาคภูมิใจ "พี่โช่วจวิน เห็นไหมล่ะ ตามพี่คนนี้มาน่ะโชคดีจะตาย!"
เหยียนเสี่ยวหมี่ตบมือด้วยความตื่นเต้น "พี่อันเก่งที่สุดเลย! พี่อันยอดเยี่ยมที่สุด!"
"พวกเธอเอาไปคนละตัว แอบเอากลับไปกินที่บ้านเงียบๆ นะ ส่วนที่เหลือฉันจะเอาไปขาย พอได้เงินมาฉันเอาสี่สิบส่วน ส่วนพวกเธอเอาไปคนละสามสิบส่วน มีใครค้านไหม"
เหยียนเสี่ยวหมี่ส่ายหน้า ส่วนซ่งโช่วจวินจะไปคัดค้านอะไรได้ ความจริงเหยียนเซี่ยงอันไม่จำเป็นต้องพานางมาที่รังกระต่ายนี้ด้วยซ้ำ แต่นางก็รับส่วนแบ่งมาโดยไม่รู้สึกลำบากใจ เพราะอย่างไรเสียเขาก็คือผู้ช่วยชีวิตของนาง!
ทั้งสามคนลอบลงจากเขาอย่างเงียบเชียบ ครอบครัวของเหยียนเสี่ยวหมี่มีเพียงแม่หม้ายและน้องสาวเท่านั้น ดังนั้นเวลาได้เหยื่อมาจึงมักจะนำไปซ่อนไว้ที่บ้านของเขา จะเอาไปไว้ที่บ้านของเหยียนเซี่ยงอันไม่ได้เพราะคนเยอะเกินไป ทั้งคุณปู่ พ่อ แม่ พี่ชายและพี่สะใภ้ ไหนจะน้องสาวและหลานๆ อีก หากเด็กๆ เผลอหลุดปากพูดออกไปจะทำให้หัวหน้ากองพลเดือดร้อนเอาได้
ที่หน้าบ้านของเหยียนเสี่ยวหมี่ เหยียนเสี่ยวเหอแอบเปิดประตูออกมารับ สองพี่น้องจึงรีบนำตะกร้าเข้าไปซ่อน
ซ่งโช่วจวินมุ่งหน้ากลับบ้าน เหยียนเซี่ยงอันกังวลที่เห็นสหายหญิงเดินในยามค่ำคืนคนเดียว จึงเดินตามหลังหล่อนอยู่ห่างๆ และหันหลังกลับบ้านไปหลังจากเห็นหล่อนเข้าลานบ้านเรียบร้อยแล้ว
ทั้งกองพลเซี่ยงหงเงียบสงัด เหยียนเซี่ยงอันเร่งฝีเท้าแล้วปีนกำแพงหลังบ้านกลับเข้าห้อง
ขณะที่เขากำลังจะก้าวเท้าเข้าห้อง ก็ได้ยินเสียงไอสองครั้งดังมาจากห้องของคุณปู่
"คุณปู่ ยังไม่นอนหรือครับ" เขาลดเสียงต่ำพลางชะโงกหน้าไปที่หน้าต่าง
"นอนแล้ว ข้ากำลังละเมอเดินอยู่" เสียงชายชราที่แหบพร่าดังกดมาจากข้างใน
"แหะๆ งั้นปู่ก็ละเมอต่อเถอะครับ" เหยียนเซี่ยงอันพูดติดตลกแล้วมุดเข้าห้องตัวเองไป
วันรุ่งขึ้น เขาอู้งานอีกครั้งและกลับมาหลังจากขายกระต่ายเรียบร้อยแล้ว กองพลเซี่ยงหงอยู่ห่างจากคอมมูนมาก เขาจึงมักจะไปหาคนจากกองพลข้างๆ ที่มีเส้นสายในตลาดมืด การขายให้คนนั้นจะได้ราคาถูกกว่าตลาดมืดนิดหน่อยแต่ก็นับว่าตัดภาระไปได้มาก
แม้เขาจะกลับมาเร็วแต่เขาก็ไม่ได้ไปทำงาน อย่างไรเสียช่วงเวลาที่วุ่นวายที่สุดของการเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงก็ผ่านพ้นไปแล้ว
"เจ้าลูกชายคนที่สอง วันนี้หายหัวไปไหนมาอีกแล้ว อู้งานอีกแล้วนะ เจ้ากะจะทำให้พ่อเจ้าอกแตกตายหรือไง ไม่กลัวชาวบ้านเขาเอาไปนินทาบ้างเลยเหรอ!" หลินซู่หลานเลิกงานกลับมาทำกับข้าวเร็ว เมื่อเห็นหน้าลูกชายก็รีบตรงเข้าบิดหูเขาด้วยความโมโห
"โอ๊ยๆ แม่ครับ ปล่อยก่อน" เหยียนเซี่ยงอันไม่ทันตั้งตัวร้องออกมาด้วยความเจ็บ "ปล่อยให้เขาพูดไปเถอะครับ ผมจะไปกลัวข่าวลือพวกนั้นทำไม เนื้อผมไม่ได้หลุดออกมาเสียหน่อย อีกอย่าง ผมไม่ได้ไปทำงาน แต่ผมก็ไม่ได้ขอให้พ่อจดคะแนนงานเพิ่มให้ผมเสียหน่อยนี่ครับ"
"คุณปู่ของเจ้าอายุเกือบเจ็ดสิบแล้วยังออกไปทำงานทุกวัน แต่คะแนนงานต่อปีของเจ้านี่ยังไม่เท่ากับพวกแม่นางน้อยในกองพลเลยนะ" หลินซู่หลานเอ่ยอย่างสุดจะทน "ลูกเอ๋ย ปีนี้เจ้าอายุยี่สิบแล้ว ถึงวัยที่ต้องหาเมียแล้วนะ เจ้าเห็นแม่สื่อมาเคาะประตูบ้านเราบ้างไหมล่ะ ตอนพ่อเจ้าอายุเท่าเจ้า เขาก็มีพี่ชายเจ้าแล้ว ส่วนน้องสาวเจ้าก็ถึงวัยที่จะหมั้นหมายได้แล้วเหมือนกัน"
"แม่เลิกห่วงผม แล้วไปห่วงลูกสาวคนเล็กของแม่ดีกว่าครับ!" เหยียนเซี่ยงอันลูบหูตัวเองปอยๆ
"น้องสาวเจ้าเป็นอะไร" หลินซู่หลานหันมามอง
"เมื่อวานผมเห็นหล่อนคุยอยู่กับยุวชนปัญญาจ้าวคนใหม่นั่น ดูท่าทางสนิทสนมกันเชียวล่ะ" เหยียนเซี่ยงอันไม่ได้เอ่ยถึงเหยียนเสี่ยวหมี่ เพียงแต่บอกว่าเขาเห็นมาด้วยตัวเอง
หลินซู่หลานมีท่าทางไม่ค่อยเชื่อ "เป็นไปไม่ได้หรอก"
"ถ้าแม่ไม่เชื่อ ก็ไปถามหล่อนดูเองสิครับ"
"เป็นเพราะโรงเรียนพวกนั้นแท้ๆ ลูกศิษย์ลูกหาควรจะไปนั่งเรียนหนังสือ แต่นี่วันๆ ไม่ทำอะไร แถมยังสั่งหยุดเรียนอีก" หลินซู่หลานบ่นพึมพำอย่างไม่พอใจ
"แม่ครับ อย่าพูดอะไรส่งเดชออกมาเชียวนะ" เหยียนเซี่ยงอันรีบเตือน
หลินซู่หลานรู้ตัวว่าพูดผิดไป ถึงแม้จะอยู่ในลานบ้านแต่เสียงของนางก็ไม่ได้ดังนัก คนที่เดินผ่านไปมาข้างนอกย่อมไม่ได้ยินถนัด
ด้วยเหตุนี้ นางจึงหมดอารมณ์ที่จะสั่งสอนลูกชายและเดินเข้าครัวไปอย่างหงุดหงิด "มาช่วยข้าจุดไฟเดี๋ยวนี้!"
ไม่นานนัก สมาชิกตระกูลเหยียนคนอื่นๆ ก็ทยอยกันกลับมา พี่สะใภ้ใหญ่เหยียนและน้องสาวเหยียนต่างก็เข้าครัวไปช่วยงาน
พี่ชายใหญ่เหยียนทำงานอยู่ที่คอมมูน ปกติจึงไม่ค่อยได้กลับบ้าน
หลังจากกินข้าวเสร็จ น้องสาวเหยียนช่วยพี่สะใภ้เก็บโต๊ะ เมื่อเห็นหลินซู่หลานอยู่ในลานบ้าน หล่อนก็รีบวิ่งเข้าไปหาแล้วกระซิบว่า "แม่คะ ต้มไข่ให้ฉันอีกฟองสิ"
หลินซู่หลานกำลังพับผ้าที่ตากแห้งอยู่ "เมื่อเช้าแม่ก็ต้มให้ลูกไปฟองหนึ่งแล้วไม่ใช่หรือ ที่บ้านจะไปมีไข่เยอะแยะขนาดนั้นได้ยังไง ไม่ได้หรอก"
"แม่คะ ต้มให้ฉันอีกฟองเถอะ ช่วงนี้ฉัน... ฉันรู้สึกหน้ามืดบ่อยๆ อยากได้ไข่มาบำรุงหน่อยน่ะค่ะ" น้องสาวเหยียนทำท่าออดอ้อนพลางเกาะแขนแม่
"ไม่ได้ก็คือไม่ได้ ไข่ที่บ้านเหลือไม่กี่ฟองแล้ว" เมื่อเร็วๆ นี้พวกเขาเพิ่งจะเอาไข่ไปแลกน้ำตาลทรายแดงกับยาสูบมา จึงเหลือไม่มากนัก เดิมทีตั้งใจจะเอาไปแลกของใช้ในครัวเรือนที่สหกรณ์ของคอมมูน
ครอบครัวไหนจะมีปัญญามานั่งกินไข่วันละสองฟองกัน
สมัยนี้ จำนวนไก่ที่แต่ละบ้านเลี้ยงได้ถูกกำหนดไว้อย่างตายตัว
น้องสาวเหยียนไม่ได้กินไข่จึงวิ่งเข้าบ้านไปอย่างไม่สบอารมณ์ กระทั่งจานชามก็ไม่ยอมช่วยล้าง ทิ้งไว้ให้พี่สะใภ้ใหญ่จัดการเพียงลำพัง
เรื่องนี้ทำให้หลินซู่หลานโมโหจนด่าทอออกมากลางลานบ้าน
พี่สะใภ้ใหญ่เหยียนเป็นคนซื่อๆ และไม่ได้ถือสาอะไร "แม่คะ เดี๋ยวฉันล้างเองก็ได้ ไม่ต้องให้น้องสาวมาช่วยหรอกค่ะ"
"คำว่าไม่ต้องหมายความว่ายังไง หล่อนไม่ได้กินข้าวหรือไง หรือว่าหล่อนมีปากเอาไว้แค่กินอย่างเดียว" ตระกูลเหยียนไม่มีธรรมเนียมเลี้ยงคนกินแรงคนอื่น
คุณปู่เหยียนนั่งสูบยาอยู่ที่หน้าประตูห้องโถง เขาเคาะกล้องยาสูบแล้วพูดช้าๆ ว่า "พรุ่งนี้ก็ให้หล่อนกินเพิ่มอีกฟองเถอะ ส่วนของข้า ข้าไม่กินก็ได้"
"ไม่ได้หรอกค่ะ จะให้หล่อนมาแย่งของกินจากผู้ใหญ่ได้อย่างไร อีกอย่างหล่อนเป็นถึงนักเรียนมัธยมปลาย เรียนมาตั้งเยอะแต่กลับไม่ได้เรื่องเลยสักอย่าง" น้ำเสียงของหลินซู่หลานอ่อนลงเล็กน้อย "คุณพ่ออย่าไปสนใจหล่อนเลยค่ะ ยิ่งโตขึ้นก็ยิ่งไม่รู้ความ ไม่มีใครทำให้ฉันสบายใจได้สักคนเลย"