เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 633 - สถานการณ์โลกในปัจจุบัน (ตอนต้น)

บทที่ 633 - สถานการณ์โลกในปัจจุบัน (ตอนต้น)

บทที่ 633 - สถานการณ์โลกในปัจจุบัน (ตอนต้น)


บทที่ 633 - สถานการณ์โลกในปัจจุบัน (ตอนต้น)

วันที่ 20 พฤษภาคม ค.ศ. 1941 ณ ทำเนียบประธานาธิบดี เมืองฮั่นจิง

"ในขณะนี้กองพลที่ 13 ของเราสามารถเข้ายึดครองเมืองบริสเบนได้สำเร็จแล้ว กองพลที่ 9 ได้เข้าควบคุมพื้นที่ทางตอนเหนือทั้งหมดและรุกเข้าสู่แอ่งน้ำบาดาลมหาศาล ส่วนกองพลที่ 5 หลังจากบดขยี้กองกำลังที่สองของออสเตรเลียจนราบคาบ ได้เคลื่อนกำลังเข้าสู่คาบสมุทรแอร์เพื่อพักรบและปรับปรุงกำลังพล หลังจากได้รับการสนับสนุนเพิ่มขึ้น ก็ได้อาศัยกำลังจากกองพันจู่โจมทางอากาศ 2 กองพัน บินข้ามแนวป้องกันเทือกเขาฟลินเดอร์สเข้ายึดครองเมืองแอดิเลดได้อย่างราบรื่น..."

พลเอก หลิวอี้เฉียง รองเสนาธิการทหารบกและผู้อำนวยการสำนักยุทธการ กำลังยืนประจำจุดข้างแบบจำลองภูมิศาสตร์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ เพื่อทำหน้าที่บรรยายสรุปสถานการณ์การรบในภูมิภาคโอเชียเนียให้แก่บรรดาผู้นำระดับสูงทางทหารและฝ่ายบริหาร รวมถึงประธานาธิบดีเหวินเต๋อซื่อได้รับทราบ

"...หากพิจารณาภาพรวม ขณะนี้กองทัพของเราได้เข้าควบคุมพื้นที่ไปแล้วกว่า 3 ใน 4 ของทวีปออสเตรเลีย แนวรบด้านใต้ของกองพลที่ 5 ได้รุกคืบไปจนถึงทิศตะวันตกของแม่น้ำเมอร์เรย์ แนวรบด้านตะวันออกของกองพลที่ 13 รุกถึงบริสเบน และแนวรบด้านเหนือของกองพลที่ 9 ได้เข้าสู่พื้นที่แอ่งน้ำบาดาลมหาศาลและประชิดแนวเทือกเขาเกรย์เรียบร้อยแล้ว ในตอนนี้พื้นที่ที่ออสเตรเลียยังสามารถรักษาไว้ได้เหลือเพียงพื้นที่ทางตะวันออกของเทือกเขาเกรย์ ลุ่มแม่น้ำเมอร์เรย์และลุ่มแม่น้ำดาร์ลิง ซึ่งพื้นที่ส่วนนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญทางเศรษฐกิจและประชากรของพวกเขา ทั้งเมืองแคนเบอร์รา, เมลเบิร์น และซิดนีย์ ต่างก็ตั้งอยู่ในภูมิภาคนี้ทั้งสิ้น"

"กองพลทั้งสามกำลังใช้โอกาสนี้เร่งก่อสร้างสนามบินแนวหน้าขนาดใหญ่และทำการพักฟื้นกำลังพล ทันทีที่สนามบินเหล่านี้สร้างเสร็จ กองพลทั้งสามจะเปิดฉากบุกครั้งใหญ่เพื่อปิดเกมทันที" หลิวอี้เฉียงขยับแว่นตาพลางกล่าวด้วยรอยยิ้มอย่างมั่นใจ "หากไม่มีเหตุปัจจัยแทรกซ้อนที่เหนือความคาดหมาย เราจะสามารถยุติการรบทั้งหมดได้ก่อนเดือนสิงหาคมนี้ครับ..."

หลิวอี้เฉียงเดิมทีดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองพลที่ 8 หลังจากจบศึกสงครามสืบราชบัลลังก์เอราเซีย เขาได้รับการเลื่อนยศเป็นพลเอก และถูกย้ายมาดำรงตำแหน่งรองเสนาธิการทหารบกควบผู้อำนวยการสำนักยุทธการ

"แล้วในส่วนของนิวซีแลนด์ล่ะ? สถานการณ์ที่นั่นเป็นอย่างไรบ้าง?" รองประธานาธิบดี เถาเฉิงจาง เอ่ยถามขึ้น

"เกาะเหนือของนิวซีแลนด์ถูกเรายึดครองโดยสมบูรณ์แล้วครับ แต่รัฐบาลของพวกเขายังคงดื้อแพ่งไม่ยอมจำนนและหลบหนีไปปักหลักสู้ที่เกาะใต้แทน ทว่านั่นไม่ใช่ประเด็นที่น่ากังวลอีกต่อไป เพราะกำลังพลที่เป็นระบบและมีประสิทธิภาพของพวกเขาถูกเรากวาดล้างไปเกือบหมดแล้ว ที่เหลือเป็นเพียงการรบแบบปราบปรามความไม่สงบในพื้นที่ กองพลที่ 15 มีประสบการณ์ที่โชกโชนในด้านนี้มาก จากการประเมินสถานการณ์ คาดว่าอย่างช้าที่สุดภายในเดือนกันยายน เราจะสามารถควบคุมนิวซีแลนด์ได้ทั้งหมดครับ..." หลิวอี้เฉียงตอบด้วยน้ำเสียงที่ผ่อนคลาย

ในความเป็นจริง ออสเตรเลียได้ล่มสลายไปตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคมแล้ว ในสมรภูมิยานเกราะที่นัลลาร์บอร์ กองกำลังที่สองซึ่งเป็นหนึ่งในสองกำลังรบหลักของพวกเขาถูกทำลายจนสูญสิ้นสภาพไป ต่อมาในวันที่ 15 พฤษภาคม กองพลที่ 13 ก็ได้กำจัดหน่วยรบออสเตรเลียไปอีก 3 กองพลและยึดเมืองสำคัญทางตะวันออกเฉียงเหนืออย่างบริสเบนได้สำเร็จ และในวันที่ 16 พฤษภาคม ณ สมรภูมิทะเลสาบยามา กองกำลังหลักสุดท้ายคือกองกำลังที่หนึ่งก็ถูกกองพลที่ 9 กวาดล้างจนสิ้นซาก

หลังจากนั้น กองพลที่ 5 ของจีนที่อาศัยกระแสแห่งชัยชนะก็ได้เคลื่อนพลประชิดอ่าวสเปนเซอร์ และด้วยการประสานงานจากกองทัพเรือ จึงสามารถยึดครองคาบสมุทรยอร์กได้ในวันที่ 17 พฤษภาคม และในคืนวันที่ 18 พฤษภาคม กองพลที่ 5 ก็ได้ใช้กองพันจู่โจมทางอากาศ 2 กองพัน บินอ้อมแนวป้องกันเทือกเขาฟลินเดอร์สเข้าจู่โจมเมืองแอดิเลดที่อยู่ฝั่งตรงข้ามอ่าวเซนต์วินเซนต์ได้อย่างเด็ดขาด

นี่ถือเป็นการนำ "หน่วยจู่โจมทางอากาศ" ของจีนมาใช้ในสมรภูมิจริงเป็นครั้งแรก เนื่องจากยานพาหนะหลักของพวกเขาคือเฮลิคอปเตอร์ และมีรูปแบบการรบคล้ายกับทหารราบยานยนต์ที่ลงจากเครื่องมาปฏิบัติการทางดิน รูปแบบนี้มีความใกล้เคียงกับ "ทหารม้ามังกร" ในอดีต จึงได้รับการขนานนามว่า "ทหารม้ามังกรเวหา" หน่วยรบประเภทนี้มีประสิทธิภาพสูงมาก เนื่องจากแทบไม่มีข้อจำกัดด้านสภาพภูมิประเทศ มีความคล่องตัวที่สูงจนน่าตกใจ และมีอำนาจการสนับสนุนจากหน่วยยิงที่เพียงพอ หากได้รับการคุ้มกันจากกองบินที่มีประสิทธิภาพ พวกเขาก็สามารถจู่โจมเป้าหมายใดก็ได้ที่อยู่ในระยะทำการบิน

แม้หน่วยรบชนิดนี้จะยอดเยี่ยมเพียงใด แต่ราคาในการจัดตั้งและบำรุงรักษาก็สูงลิบ กองพันจู่โจมทางอากาศมาตรฐานเพียงหนึ่งกองพันที่มีทหารประมาณ 600 นาย ต้องเพียบพร้อมไปด้วยเฮลิคอปเตอร์หลากหลายประเภทถึง 80-90 ลำ ประกอบด้วย จือ-9 "จิ้งหรีดยักษ์" (เฮลิคอปเตอร์ขนส่งติดอาวุธ) 50 ลำ, จือ-7 "ด้วงดิน" หรือ จือ-8 "แมลงดานา" (เฮลิคอปเตอร์ขนส่งหนัก) 6-8 ลำ, จือ-5 "เหยี่ยวดำ" (เฮลิคอปเตอร์อเนกประสงค์) 8-10 ลำ, จือ-10 "ด้วงเสือ" (เฮลิคอปเตอร์โจมตี) 18 ลำ และ จือ-6 "นกน้อย" (เฮลิคอปเตอร์ตรวจการณ์) 6-8 ลำ นี่ยังไม่รวมถึงค่าใช้จ่ายในส่วนของปืนใหญ่ รถรบวิบาก และอุปกรณ์เสริมอื่นๆ เพียงแค่ค่าตัวของเฮลิคอปเตอร์เหล่านี้ก็แพงกว่าการจัดตั้งกองพันทหารราบยานยนต์ถึง 4 กองพัน แม้ประธานเหวินจะเป็นคนที่ไม่ขัดสนเรื่องเงินทอง แต่เขาก็ยังไม่กล้าลงทุนแบบบุ่มบ่าม ในช่วงเริ่มต้นจึงได้จัดตั้งขึ้นเพียง 3 กองพันเพื่อทดลองระบบเท่านั้น

แต่เมื่อผ่านการทดสอบในสนามรบจริงและพบว่าหน่วยรบประเภทนี้ใช้งานได้ดีเยี่ยม เหวินเต๋อซื่อจึงตัดสินใจที่จะใช้ 3 กองพันนี้เป็นรากฐานเพื่อขยายกำลังเป็น 3 กรมจู่โจมทางอากาศ ซึ่งจะกลายเป็นกำลังเคลื่อนที่เร็วและหน่วยจู่โจมหลักที่สังกัดกองทัพบกโดยตรง

เรื่องแผนการขยายกำลังนี้ไว้ค่อยกล่าวถึงในภายหลัง

ภายหลังจากการปะทะครั้งใหญ่หลายครั้งที่ผ่านมา กองทัพของออสเตรเลียที่เดิมทีมี 21 กองพล ปัจจุบันเหลือเพียง 5 กองพลเท่านั้น พวกเขาสูญเสียทหารไปกว่า 16 กองพล หรือประมาณ 2 แสนนาย แม้ว่าเหล่าชาวออสเตรเลียจะพยายามอย่างบ้าคลั่งที่จะจัดตั้งหน่วยรบใหม่ขึ้นมาทดแทน แต่กำลังหลักและทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพได้สูญสิ้นไปหมดแล้ว หน่วยรบที่เหลืออยู่ย่อมขาดทั้งประสบการณ์และการฝึกฝนที่เพียงพอเมื่อเทียบกับหน่วยเดิม

หากไม่ใช่เพราะทางฝ่ายจีนต้องการดำเนินการอย่างรอบคอบและรัดกุมที่สุด ป่านนี้กองทัพจีนคงรุกถึงเมืองหลวงแคนเบอร์ราไปนานแล้ว แต่เหวินเต๋อซื่อมีแผนการอื่นที่ลึกซึ้งกว่านั้น เขาจึงสั่งกำชับให้ทัพหน้าไม่ต้องเร่งรีบจนเกินไป และเน้นการรุกคืบที่มั่นคงและเป็นระบบ

เป้าหมายเบื้องหลังนั้นก็คือ การบั่นทอนประชากรของออสเตรเลียลงให้ได้มากที่สุด หรือถ้าจะพูดให้ถูกก็คือการลดจำนวนประชากรชายฉกรรจ์ที่สามารถทำการรบได้ ออสเตรเลียในโลกคู่ขนานนี้ได้รับผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่งที่รุนแรงและยืดเยื้อกว่าโลกเดิมมาก ทำให้ประสบกับความสูญเสียอย่างมหาศาลอยู่ก่อนแล้ว ก่อนสงครามครั้งนี้จะเริ่มขึ้น ออสเตรเลียมีประชากรรวมเพียง 6.5 ล้านคน (ขณะที่โลกเดิมในช่วงเดียวกันมี 7.2 ล้านคน) ทว่าไม่ว่าจะเป็น 6.5 ล้านหรือ 7.2 ล้านคน สำหรับเหวินเต๋อซื่อแล้วเขาก็ยังมองว่ามัน "มากเกินไป"

นั่นเป็นเพราะเหวินเต๋อซื่อไม่ได้ต้องการเพียงแค่ชัยชนะในสงครามเท่านั้น เพราะการชนะออสเตรเลียนั้นเปรียบเสมือนสิงโตล่ากระต่ายที่ไม่มีทางพลาดสิ่งที่เขาต้องการจริงๆ คือทวีปออสเตรเลียทั้งทวีป เขาต้องการที่จะเปลี่ยนดินแดนขนาด 7.61 ล้านตารางกิโลเมตรนี้ให้กลายเป็นของจีนโดยสมบูรณ์ เป็นดินแดนที่มีความต่อเนื่องทางวัฒนธรรมและประชากรเสมือนว่าเป็นของจีนมาแต่โบราณกาล ดังนั้น การมีประชากรท้องถิ่นเหลือน้อยเท่าไร ย่อมส่งผลดีต่อแผนการในอนาคตมากขึ้นเท่านั้น

ดังนั้นในสงครามครั้งนี้ นอกจากเป้าหมายในการพิชิตออสเตรเลียแล้ว ยังมีจุดประสงค์สำคัญที่ซ่อนอยู่นั่นคือการ "กรีดเลือด" ออสเตรเลียให้ไหลออกมามากที่สุดเท่าที่จะทำได้ สภาวะสงครามคือเครื่องมือที่สามารถลดจำนวนประชากรลงได้อย่างสง่างามและมีความชอบธรรมที่สุด หากรอให้สงครามจบลงแล้วค่อยไปใช้วิธีการลดประชากรภายหลังจะยุ่งยากกว่ามากและจะทำให้เสียชื่อเสียงระดับสากลได้ แม้ว่าชาวออสเตรเลียจะเป็นทายาทของเหล่านักโทษ แต่พวกเขาก็ถูกยอมรับว่าเป็น "อารยชน" ในสายตาสังคมโลก จะไปใช้วิธีการจัดการแบบเด็ดขาดรุนแรงเหมือนที่ทำกับพวกชนพื้นเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือแอฟริกาไม่ได้

ท่านประธานเหวินเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับภาพพจน์เสมอ แม้แต่การจะลงมือกับพวกนั้นเขาก็ต้องหาเหตุผลอันสมควรให้ได้ แต่หากเป็นการตายในสนามรบย่อมไม่มีใครสามารถตำหนิได้ แม้จะสร้างความโกรธแค้นและเกลียดชังในใจของผู้รอดชีวิต แต่มันก็เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ง่ายกว่าการถูกสังหารในสภาวะปกติอย่างเทียบไม่ได้

สำหรับนิวซีแลนด์ที่อยู่ใกล้กัน เขาก็ใช้หลักการและนโยบายเดียวกัน ในเมื่อพวกเขายังดื้อแพ่งไม่ยอมจำนน ก็ถือโอกาสนี้กรีดเลือดทิ้งเสียหน่อย อย่างไรเสียนิวซีแลนด์ก็มีประชากรไม่ถึง 1.5 ล้านคน ผ่านการรบหนักๆ เหล่านี้ไปรวมกับการปราบปรามความไม่สงบที่จะตามมา คาดว่าคงเหลือชายฉกรรจ์เหลือรอดไม่กี่คนแน่นอน

แน่นอนว่าในขณะที่กองทัพบกจีนกำลังรุกคืบอย่างมั่นคง กองทัพอากาศก็ไม่ได้อยู่นิ่งเฉย เมื่อพายุเขตร้อนที่เคยเป็นอุปสรรคพัดผ่านไป ในแต่ละวันก็มีฝูงเครื่องบินทิ้งระเบิดจำนวนมหาศาลทะยานขึ้นจากเกาะหลินเคน (เกาะนิวไกนี) และหมู่เกาะฟิจิ เพื่อปฏิบัติภารกิจทิ้งระเบิดเชิงยุทธศาสตร์ใส่กองกำลังและจุดยุทธศาสตร์ที่เหลืออยู่ของออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ อย่างไรก็ตาม จีนยังคงรักษาภาพพจน์ของตนอย่างดีเยี่ยม โดยไม่มีการสั่งทิ้งระเบิดแบบปูพรมใส่ย่านที่พักอาศัยหรือเขตชนบทที่ไม่มีกำลังทหาร เป้าหมายทั้งหมดพุ่งตรงไปที่จุดยุทธศาสตร์ทางทหารและหน่วยงานของรัฐบาลเท่านั้น

เหวินเต๋อซื่อพยักหน้าอย่างพึงพอใจพลางกล่าว "ความคืบหน้าถือว่าไม่เลวทีเดียว ลำดับต่อไปเราต้องเริ่มพิจารณาเรื่องการอพยพย้ายถิ่นฐานของประชากรเราเข้าไปแทนที่ ในตอนนี้ภูมิภาคมลายาได้รับการปราบปรามจนสงบราบคาบแล้ว พื้นที่ออสเตรเลียตะวันตก ออสเตรเลียเหนือ และออสเตรเลียใต้ รวมถึงเกาะเหนือของนิวซีแลนด์ก็อยู่ในสถานะใกล้เคียงกัน สามารถเริ่มส่งผู้อพยพกลุ่มแรกเข้าไปได้แล้ว"

จางลี่เจิงถามขึ้นด้วยความสงสัย "ท่านประธานครับ แล้วสำหรับประชากรของออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ที่ยังหลงเหลืออยู่ เราจะดำเนินการอย่างไรต่อไปดีครับ?"

เหวินเต๋อซื่อตอบด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบ "ใครก็ตามที่เต็มใจจะย้ายออกไป เราจะส่งตัวพวกเขาไปซะ ผมเชื่อว่าในตอนนี้อังกฤษและแคนาดาน่าจะกำลังขาดแคลนทรัพยากรบุคคลอย่างหนัก ใครที่ยินดีจะไปเราจะจัดส่งให้ฟรีโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ทรัพย์สินที่ถูกกฎหมายของพวกเขาในพื้นที่นี้สามารถประเมินมูลค่าและแลกเปลี่ยนเป็นเงินหยวนให้ติดตัวไปได้ แน่นอนว่าต้องมีบางส่วนที่ไม่ยอมไป คนกลุ่มนี้หากพวกเขายินดีที่จะรับนโยบายการกลืนกลายทางวัฒนธรรมและชาติพันธุ์ ในเวลาอีกไม่กี่ปีพวกเขาก็จะหลอมรวมเข้ากับสังคมส่วนใหญ่ของเราได้เอง แต่ถ้าใครที่ไม่ยินยอมพร้อมใจจะหลอมรวม... ก็ให้พวกเขาย้ายเข้าไปอยู่ในโรงเรียนอารยธรรมแทนซะ..."

"ท่านประธานครับ ทางเกาะนิวแคลิโดเนียของฝรั่งเศส ปัจจุบันมีการให้ที่พักพิงและรับรองกำลังพลของกองทัพออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ประจำแอฟริกาอีกกว่า 18,000 นาย ซึ่งทหารกลุ่มนี้ถือเป็นหน่วยรบระดับกะทิของพวกเขาเลยนะครับ" กู้เหวยจวิน รองรัฐมนตรีต่างประเทศ กล่าวเสริม "ผมคิดว่าเราควรเพิ่มแรงกดดันต่อฝรั่งเศส เพื่อให้พวกเขายอมส่งตัวคนกลุ่มนี้ให้แก่เรา..."

ถังเจี้ยนฮุ่ย ประธานคณะกรรมการบริหารแผ่นดินใหม่ กล่าวอย่างขุ่นเคือง "หึ พวกฝรั่งเศสกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่? ลำพังแค่จะรักษาแผ่นดินตัวเองให้รอดพวกเขายังแทบทำไม่ได้ด้วยซ้ำ ดันจะมาหาเรื่องทำให้เราลำบากใจโดยเจตนาอีก..."

คาฟูร์แสดงทัศนะเสริม "ผมมองว่าไม่น่าจะเป็นเจตนาที่จงใจหาเรื่องเราหรอกครับ ในสถานการณ์แบบนี้พวกเขาคงไม่กล้าเสี่ยงหรอก ผมคิดว่านี่คงเป็นเพราะพวกเขาขัดหน้าอังกฤษและอเมริกาไม่ได้มากกว่า เพราะตอนนี้ฝรั่งเศสต้องพึ่งพากองกำลังทหารของทางนั้นช่วยพยุงสถานการณ์ไว้ ไม่อย่างนั้นพวกเขาก็คงล่มสลายไปนานแล้ว..."

"แต่ก่อนหน้านี้ผมก็ไม่เคยรู้สึกขัดตาอะไรนะ ทว่าตอนนี้เริ่มมองว่านิวแคลิโดเนียของฝรั่งเศสนี่มันขวางหูขวางตาจริงๆ..." เหวินเต๋อซื่อเดินตรงไปที่แบบจำลองภูมิศาสตร์อิเล็กทรอนิกส์และทำการขยายภาพในส่วนของหมู่เกาะนิวแคลิโดเนียขึ้นมาให้ชัดเจน

"ใช่ครับ เมื่อเราได้ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์มาครอบครอง หมู่เกาะแห่งนี้ก็จะกลายเป็นส่วนที่คั่นกลางอยู่ท่ามกลางดินแดนของเราพอดี" จอมพล ซินเจี๋ย เดินเข้ามาร่วมวงสนทนาพลางกล่าวสนับสนุน

นิวแคลิโดเนียเป็นดินแดนโพ้นทะเลของฝรั่งเศส และเป็นอาณานิคมเพียงแห่งเดียวที่ยังเหลืออยู่ในภูมิภาคแปซิฟิกขณะนี้ หมู่เกาะตั้งอยู่ใกล้กับเส้นละติจูดทรอปิกออฟแคปริคอร์น ในกลุ่มเกาะเมลานีเซีย ห่างจากชายฝั่งตะวันออกของควีนส์แลนด์ประมาณ 1,500 กิโลเมตร พื้นที่หลักประกอบด้วยเกาะนิวแคลิโดเนีย หมู่เกาะลอยัลตี และหมู่เกาะเชสเตอร์ฟิลด์

หมู่เกาะแห่งนี้มีพื้นที่รวมประมาณ 19,060 ตารางกิโลเมตร มีประชากรรวมทั้งชาวยุโรปและผู้อพยพชาวเอเชียไม่ถึง 1 แสนคน ในช่วงก่อนหน้านี้ฝรั่งเศสไม่ได้ให้ความสำคัญกับดินแดนนี้มากนัก แต่ภายหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งสิ้นสุดลง ฝรั่งเศสต้องยอมคายดินแดนจำนวนมากเพื่อให้จีนและอเมริกาเข้าร่วมสงคราม ปัจจุบันดินแดนในแปซิฟิกของพวกเขาจึงเหลือเพียงที่นี่เป็นที่มั่นสุดท้าย ความสนใจของฝรั่งเศสจึงเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก

นอกจากนี้ยังมีเหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งคือทรัพยากรแร่นิกเกิล ที่นี่คือแหล่งผลิตแร่นิกเกิลที่ใหญ่ที่สุดของฝรั่งเศส ดังนั้นฝรั่งเศสจึงให้ความสำคัญกับที่นี่มาก หากเป็นในสภาวะปกติการจะบีบให้ฝรั่งเศสยอมยกดินแดนนี้ให้นั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

ทว่าในสภาวะที่ฝรั่งเศสกำลังย่ำแย่จนแทบจะรักษาแผ่นดินแม่ไว้ไม่อยู่เช่นนี้ นี่คือโอกาสทองในการลงมือ และเหวินเต๋อซื่อก็จ้องดินแดนแห่งนี้ด้วยความโลภมานานแสนนานแล้ว

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 633 - สถานการณ์โลกในปัจจุบัน (ตอนต้น)

คัดลอกลิงก์แล้ว