เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 73 กุญแจสำคัญของคดีเยี่ยนจิ่ว

บทที่ 73 กุญแจสำคัญของคดีเยี่ยนจิ่ว

บทที่ 73 กุญแจสำคัญของคดีเยี่ยนจิ่ว


"นายหญิง" ไม่ได้วางสาย เธอมีความสงสัยบางอย่าง:

"ทำไมนายถึงรู้พรสวรรค์ลำดับของท่านประธานล่ะ?"

ไป๋อู้รู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายจะต้องถามคำถามนี้

"คนที่พวกคุณส่งมาลักพาตัวผม ใช้พรสวรรค์ลำดับที่อยู่ต้นๆ ของตารางเลยนะ แต่เมื่อกี้นี้ ตอนที่ผมโต้กลับจนเขาตาย เขากลับไม่ได้ใช้พรสวรรค์ลำดับอะไรเลย ผมก็เลยเดาว่าพรสวรรค์ลำดับของเขาคงหายไปแล้วน่ะสิ พรสวรรค์ลำดับของคนเรามันไม่หายไปเฉยๆ หรอก นอกเสียจากว่าพรสวรรค์นั้นจะไม่ได้เป็นของเขาตั้งแต่แรก"

เมื่อเห็นปลายสายเงียบไป ไป๋อู้ก็พูดต่อ:

"ผมต้องไปแล้วล่ะครับ ท่านนายหญิงผู้สูงส่ง ถ้ามีโอกาส ผมก็อยากจะเจอคุณสักครั้งนะ ผมพนันได้เลยว่าคุณต้องเป็นผู้หญิงที่สวยมากๆ แน่ๆ อ้อ ขอถามหน่อยนะ ผมสามารถเดินออกไปจากที่นี่ได้เลยใช่ไหมครับ?"

ในชั้นสามไม่น่าจะมีโรงฆ่าสัตว์หรอก ถ้ามีจริงๆ ก็ต้องถูกซ่อนไว้ในอาคารขององค์กรใหญ่ๆ แน่ๆ

ไป๋อู้เองก็ไม่แน่ใจว่า นอกโรงฆ่าสัตว์แห่งนี้ จะมีอันตรายอะไรดักซุ่มรออยู่หรือเปล่า

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขาเพิ่งจะฆ่าคนของอีกฝ่ายไป ถึงแม้อีกฝ่ายจะรับปากอะไรบางอย่างไว้ แต่คำสัญญานั้นก็ไม่ต่างอะไรกับคำพูดนักการเมืองที่เชื่อถือไม่ได้เลยสักนิด

โชคดีที่เขาดวงแข็ง ผ่านไปไม่นาน ปลายสายก็ตอบกลับมา:

"นายไปได้แล้ว แต่ทางที่ดีนายควรลืมเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ซะนะ สำหรับท่านประธานแล้ว การฆ่านายทิ้งมันก็ง่ายเหมือนบี้มดตัวเดียวนั่นแหละ โทรศัพท์เครื่องนี้นายเก็บไว้เถอะ เดี๋ยวฉันจะติดต่อกลับไป"

ในฐานะมดปลวกที่สามารถพลิกเกมฆ่าคนของสมาคมเทวะหอคอยตายไปถึงสองคน ไป๋อู้ก็พยักหน้ารับ:

"ความเลื่อมใสที่ผมมีต่อท่านประธาน มันมากมายดั่งสายน้ำในแม่น้ำแยงซีที่ไหลไม่ขาดสาย และเชี่ยวกรากเหมือนแม่น้ำฮวงโหที่ล้นทะลัก ท่านประธานก็เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ที่สาดส่องแสงสว่าง นำทางให้ผม..."

ตู้ด...

ปลายสายตัดสายทิ้งไปแล้ว

ไป๋อู้เม้มปาก แล้วเดินออกจากโรงฆ่าสัตว์

เป็นไปตามที่เขาคาดไว้ ที่นี่ไม่ใช่โรงฆ่าสัตว์จริงๆ แต่เป็นห้องใต้ดินที่ถูกดัดแปลงให้เป็นห้องเย็น

และด้านบนของห้องใต้ดิน ก็คือโรงงานแห่งหนึ่ง ที่ป้ายหน้าประตูเขียนไว้ว่า —— ฐานการผลิตหอคอยหงหยวน โรงงานสาขาสี่

หัวไหล่ของไป๋อู้ยังมีคราบเลือดติดอยู่ ถึงจะไม่เจ็บแล้ว แต่มันก็รู้สึกคันยุบยิบๆ เขาเลยจัดการเอาเลือดมาป้ายหน้าป้ายตาเพิ่มความสมจริงซะเลย

คนงานบางคนที่เห็นไป๋อู้เดินออกมาจากห้องใต้ดิน ก็ไม่ได้มีท่าทีแปลกใจอะไร แถมยังดูชินชากับคราบเลือดบนตัวของไป๋อู้ด้วยซ้ำ

พวกเขาก็เป็นแค่คนชั้นล่าง ที่ถูกจำกัดสิทธิ์ต่างๆ มากมายในชั้นสาม และเมื่อเข้ามาทำงานในโรงงาน ก็ยังถูกจำกัดสิทธิ์เพิ่มเข้าไปอีก

คนที่ทำงานอยู่ที่นี่มานาน ต่างก็รู้กฎข้อนี้ดี อะไรที่ไม่ควรถามก็อย่าถาม อะไรที่ไม่ใช่หน้าที่ของตัวเองก็อย่าไปยุ่ง

อย่าริอ่านไปช่วยเจ้านายทำงานนอกเหนือหน้าที่ หรือไปรู้เรื่องที่ไม่ควรรู้เชียวล่ะ เผื่อเจ้านายจะเห็นความดีความชอบแล้วเลื่อนตำแหน่งให้

ฝันไปเถอะ เจ้านายมีแต่จะโยนงานมาให้ทำเพิ่มขึ้น หรือถ้าเจ้านายคิดว่าแกรู้มากเกินไป ก็อาจจะจัดการเก็บแกทิ้งซะก็เป็นได้

ไป๋อู้ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก ดวงตาของเพลเยอร์ทำให้เขามองเห็นสายลับของบ่อนพนันสองสามคนปะปนอยู่ในกลุ่มคนงาน เขาเดินผ่านคนพวกนั้นไปอย่างหน้าตาเฉย และมุ่งหน้ากลับไปยังโรงพยาบาลจิตเวช

โรงพยาบาลจิตเวช

หลังจากจัดการกับชายร่างยักษ์เสร็จเรียบร้อย อู่จิ่วก็ติดต่อไปหาหลิวหมู่ หัวหน้าหน่วยสิบสาม

สาเหตุหลักก็คือ พลังของหลิวหมู่ เป็นดาวข่มของอดีตหัวหน้าหน่วยกองกำลังสำรวจคนนี้พอดี

การถูกลอบโจมตีอย่างกะทันหันในครั้งนี้ ทำเอาอู่จิ่วถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก สมาคมเทวะหอคอยจะมาหาเรื่องกองกำลังสำรวจทำไมกัน?

จุดประสงค์ที่แท้จริงของพวกมันคืออะไร?

แล้วพวกมันเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของเยี่ยนจิ่วหรือเปล่า? เรื่องที่ต้องใช้สมองคิดวิเคราะห์แบบนี้ ก็คงต้องโยนให้ไป๋อู้จัดการแล้วล่ะ

แต่จนป่านนี้ก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าไป๋อู้จะกลับมา อู่จิ่วก็เลยเดาว่า ไป๋อู้น่าจะกำลังตีเนียนกลมกลืนไปกับพวกกองกำลังรักษาการณ์แล้วล่ะมั้ง

ส่วนหลินเม่ยเม่ยก็คิดตรงไปตรงมาว่า ไป๋อู้คงจะหลงระเริงอยู่กับแสงสีและสาวสวยจนลืมทางกลับบ้านไปแล้วแน่ๆ

เยี่ยเว่ยหมิงก็เอาแต่ไล่ถามคนไข้คนอื่นๆ แต่ก็ไม่ได้เบาะแสอะไรเพิ่มเติมเลย

คนบ้าในโรงพยาบาลจิตเวชแห่งนี้ ถึงจะอยู่รวมกัน แต่โลกส่วนตัวของแต่ละคนกลับแยกขาดจากกันโดยสิ้นเชิง โลกในหัวของพวกเขาวุ่นวายเกินกว่าจะสื่อสารกับคนปกติได้

ก็เหมือนกับคนสองคนที่กำลังเล่นหมากรุกอยู่ด้วยกันในสวนหย่อมนั่นแหละ คนนึงคิดว่าตัวเองกำลังเล่นหมากรุกฝรั่ง ส่วนอีกคนคิดว่าตัวเองกำลังเล่นหมากรุกจีน

แถมทั้งคู่ต่างก็ไม่สนใจอีกฝ่ายเลย คิดไปเองว่าตัวหมากบนกระดานถูกพลังลึกลับอะไรสักอย่างจับย้ายไปมา

ถ้าต้องอยู่กับคนพวกนี้นานๆ คนปกติก็คงได้บ้าตามไปด้วยแน่ๆ

กว่าไป๋อู้จะกลับมาถึงโรงพยาบาลจิตเวช ก็ปาเข้าไปตอนมืดค่ำแล้ว

"นายก็เจอคนของสมาคมเทวะหอคอยเหมือนกันเหรอ?"

พอเจอหน้าไป๋อู้ อู่จิ่วก็ถามไถ่อาการบาดเจ็บก่อนเลย จากนั้นก็พาไป๋อู้ไปคุยกันตามลำพังในห้องว่างๆ ห้องหนึ่ง โดยกันหลินอู๋โหรวกับเยี่ยเว่ยหมิงออกไป

ไป๋อู้ไม่คิดจะปิดบังพี่เตี้ยอยู่แล้ว ก็เลยเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟังอย่างละเอียด

พอฟังจบ อู่จิ่วก็รู้สึกผิดขึ้นมาทันที:

"เป็นความผิดของฉันเอง ในเมื่อฉันโดนลอบโจมตี ฉันก็น่าจะคิดได้ว่าพวกมันอาจจะไม่สนกฎเกณฑ์อะไร และอาจจะไปลอบโจมตีนายด้วยเหมือนกัน คราวนี้นายทำได้ดีมาก ไม่คิดเลยว่าบ่อนพนันก็เป็นเครือข่ายของสมาคมเทวะหอคอยด้วย"

"ไม่โทษหัวหน้าหรอกครับ ผมเองก็คาดไม่ถึงเหมือนกันว่าสมาคมเทวะหอคอยจะบ้าบิ่นขนาดนี้ ว่าแต่ กองกำลังรักษาการณ์หอคอยมีท่าทียังไงกับสมาคมเทวะหอคอยบ้างครับ?"

"ก็ทำเป็นหลับตาข้างนึงนั่นแหละ สมาคมเทวะหอคอยมันลึกลับซับซ้อนเกินไป กองกำลังรักษาการณ์ก็ทำอะไรพวกมันไม่ได้มากหรอก ฐานที่มั่นของสมาคมก็อยู่ที่ชั้นสี่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กองกำลังรักษาการณ์เองก็เคลื่อนไหวลำบากเหมือนกัน"

ไป๋อู้พยักหน้ารับ คำตอบนี้ไม่ได้เหนือความคาดหมายเท่าไหร่ มิน่าล่ะ นายหญิงคนนั้นถึงได้กล้าปล่อยเขาไป ก็เพราะพวกมันมีอำนาจล้นฟ้านี่เอง

การถูกลอบโจมตีในครั้งนี้ จริงๆ แล้วก็เหมือนการสัมภาษณ์งานนั่นแหละ การที่เขารอดชีวิตมาได้ ก็ถือว่าผ่านรอบแรก

และถ้าเขาสามารถผ่านบททดสอบที่ว่านั่นได้ ก็จะถือว่าผ่านรอบสอง

"ในเมื่อนายรอดตายมาได้แล้ว ก็ช่างมันเถอะ จริงๆ ถ้านายอยู่แต่ในชั้นล่าง อาจจะปลอดภัยกว่าด้วยซ้ำ เพราะชั้นล่างมันวุ่นวายเกินไป สมาคมเทวะหอคอยก็เลยแทรกซึมเข้าไปได้ยาก อ้อ แล้วตกลงว่านายคุยกับกองกำลังรักษาการณ์รู้เรื่องแล้วใช่ไหม?"

"ครับ หมิงเช่อน่าจะเชื่อใจผมแล้วล่ะ"

"หมิงเช่อเป็นคนที่ทำงานในพื้นที่สีเทาๆ อยู่แล้ว เขาทำงานค่อนข้างมีระเบียบแบบแผน แถมยังดูแลลูกน้องดีใช้ได้ ถ้านายยอมไปอยู่กับเขา ก็คงจะได้ผลประโยชน์ไม่น้อยเลยล่ะ" อู่จิ่วดูเหมือนจะรู้จักคนของกองกำลังรักษาการณ์ดีพอสมควร

ไป๋อู้เองก็รู้สึกว่าหมิงเช่อไม่ได้เลวร้ายอะไรมาก แต่เขาก็ต้องแสดงความจงรักภักดีต่ออู่จิ่วไว้ก่อน:

"หัวหน้าครับ ผมเป็นคนของหน่วยเจ็ดนะครับ ผมไม่มีทางไปอยู่กับหมิงเช่อเด็ดขาด"

อู่จิ่วพยักหน้ารับ แต่ก็พูดต่อว่า:

"แต่นายก็สามารถไปตีสนิทกับเขาไว้ได้นะ มันจะช่วยให้นายเลื่อนชั้นขึ้นไปได้ง่ายขึ้น ฉันอนุญาตให้นายเป็นสายลับสองหน้าได้เลย"

นี่... เปิดไฟเขียวให้กันขนาดนี้เลยเหรอ? ไป๋อู้มองหน้าอู่จิ่วด้วยความประหลาดใจ

อู่จิ่วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ:

"การที่คนเราจะโลภมากหรือบ้าตัณหา มันก็เป็นเรื่องปกตินี่นา คนแบบนี้ต่างหากล่ะที่เข้าถึงง่าย ถ้าเราอยากจะเปลี่ยนระบบของหอคอยแห่งนี้ ต้นตอมันไม่ได้อยู่ที่ชั้นล่างหรอกนะ"

ไป๋อู้ลูบจมูกตัวเองแก้เก้อ พี่เตี้ยคิดว่าเขาเป็นเฒ่าหัวงูของแท้ไปแล้วสินะเนี่ย... แต่การที่พูดยอมเปิดใจขนาดนี้ ก็แสดงว่าเขาไว้ใจฉันจริงๆ นั่นแหละ

"คืนนี้นายมานอนห้องข้างๆ ฉันก็แล้วกัน อ้อ พรุ่งนี้นายก็โยนขี้ให้พวกกองกำลังรักษาการณ์ไปเลยก็แล้วกัน"

ไป๋อู้พยักหน้ารับ แผนนี้เยี่ยมไปเลยแฮะ

พอกองกำลังรักษาการณ์กลับไป เขาก็โดนลอบโจมตีทันที เขาก็สามารถใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้าง ในการต่อว่ากองกำลังรักษาการณ์ได้ ว่าไม่มีความจริงใจในการร่วมมือ ปากว่าตาขยิบอะไรทำนองนั้น

เพื่อเป็นการลบล้างความเข้าใจผิด บางทีหมิงเช่ออาจจะยอมคายเบาะแสออกมาเพิ่มก็ได้ แถมยังอาจจะส่งคนมาแอบคุ้มครองเขาอีก ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวเลยล่ะ

พี่เตี้ยนี่ก็ฉลาดเหมือนกันนะเนี่ย

วันที่สอง

ทุกอย่างเป็นไปตามที่ไป๋อู้คำนวณไว้ สถานการณ์กำลังดำเนินไปในทิศทางที่เป็นใจให้กับเขา

พอหมิงเช่อรู้เรื่องที่ไป๋อู้ถูกลอบโจมตี เขาก็เดาได้ทันที ว่าคนที่มาลอบโจมตีไป๋อู้ น่าจะเป็นพวกเดียวกับที่ลอบโจมตีอู่จิ่วแน่ๆ

พวกมันมาจากองค์กรที่น่าปวดหัวที่สุด นั่นก็คือ สมาคมเทวะหอคอย

เพื่อเป็นการชี้แจงความเข้าใจผิด หมิงเช่อก็เลยทำตัวสนิทสนมกับไป๋อู้มากขึ้น แถมยังจัดยอดฝีมือของกองกำลังรักษาการณ์มาคอยคุ้มกันไป๋อู้ด้วย

แต่กองกำลังรักษาการณ์เนี่ย ตั้งแต่ระดับบนลงมาระดับล่าง มีแค่พวกระดับหัวหน้าหน่วยเท่านั้นแหละที่เก่งจริง

ส่วนพวกระดับกลาง ถ้าเทียบกับกองกำลังสำรวจแล้ว ฝีมือห่างชั้นกันเยอะเลย

ที่บอกว่าเป็นยอดฝีมือ ก็แค่พวกระดับสองขั้นห้าแค่นั้นแหละ ฝีมือยังสู้ไป๋อู้ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

การดึงข้อมูลจากชั้นสี่ลงมาที่ชั้นสามใช้เวลาไม่นานนัก ไป๋อู้ก็เดินทางมาถึงไร่องุ่นส่วนตัวของหมิงเช่อ

ไร่องุ่นแห่งนี้มีชื่อว่า ไร่อวี้หมิง (หยกกระจ่าง)

ที่นี่มักจะมีพวกคนใหญ่คนโตจากชั้นสี่แวะเวียนมาจิบไวน์อยู่เสมอ และก็เป็นหนึ่งในสถานที่ที่หมิงเช่อใช้หลอกล่อพวกคุณนายไฮโซทั้งหลายด้วย

แต่วันนี้ดูเหมือนจะไม่ค่อยคึกคักเหมือนปกติ พ่อบ้านพาไป๋อู้เดินตรงไปยังห้องทำงานของหมิงเช่อทันที

ในห้องทำงานที่ใหญ่กว่าห้องพักชั้นล่างของเขาหลายเท่าตัว เขาได้เห็นเบาะแสทั้งหมดที่เยี่ยนจิ่วทิ้งไว้

สิ่งแรกที่ไป๋อู้เห็น ก็คือภาพวาดภาพหนึ่ง

"นี่คือผลงานของเยี่ยนจิ่วงั้นเหรอ?"

ที่เขาใช้คำว่า "ผลงาน" ก็เพราะว่าฝีมือการวาดภาพนี้ มันเหนือล้ำจินตนาการของเขาไปไกลลิบเลยทีเดียว

【น้อยคนนักที่จะสามารถถ่ายทอดสิ่งที่อยู่ในจินตนาการออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ ภาพวาดนี้มีมูลค่าสูงมากเลยนะ และถ้าศิลปินตัวน้อยคนนี้ตายไปแล้วล่ะก็ มูลค่าของมันก็จะยิ่งพุ่งปรี๊ดขึ้นไปอีก และถ้าวันหนึ่งพวกนายไปที่พื้นที่สีดำ แล้วเจอสถานที่ที่เหมือนในภาพวาดนี้ล่ะก็ มูลค่าของมันก็จะยิ่งสูงขึ้นไปอีกหลายเท่าตัวเลยล่ะ】

"มีแว่นขยายไหมครับ?" ไป๋อู้หันหลังให้หมิงเช่อ แล้วจ้องมองไปที่ภาพวาด

"มีครับ" หมิงเช่อรีบส่งแว่นขยายให้ ไป๋อู้รับมาถือไว้

ไป๋อู้ใช้แว่นขยายส่องดูภาพวาด พร้อมกับเอ่ยปากชมไม่ขาดปาก:

"ผมสงสัยจริงๆ เลยว่าพวกลูกหลานชนชั้นสูงเนี่ย เขาเรียนหนังสือกันด้วยเหรอครับ?"

เด็กชั้นล่าง จะได้เรียนแค่วิชาพื้นฐานง่ายๆ อย่างพวกคณิตศาสตร์และภาษาศาสตร์เท่านั้น

"แน่นอนสิครับ ตั้งแต่ชั้นสามขึ้นไป ขอแค่คุณมีเงินมากพอ คุณก็สามารถส่งลูกหลานไปเรียนหลักสูตรของยุคก่อนหอคอยได้เลย" หมิงเช่อพอใจกับท่าทีของไป๋อู้มาก

นี่แหละคือความแตกต่างระหว่างพวกชนชั้นสูงกับพวกคนชั้นล่างที่แสนจะต้อยต่ำ เขาหวังว่าไป๋อู้จะซึ้งถึงความหมายของการเอาคำว่า 'รอง' ออกจากหน้าอกเสื้อได้เสียที

ภาพวาดนี้เป็นภาพของหอคอยแห่งหนึ่ง ที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางความมืดมิด

ภายนอกหอคอยเต็มไปด้วยจุดสีดำเล็กๆ มากมาย จุดสีดำส่วนใหญ่มีขนาดเล็กมากจนมองไม่เห็นรายละเอียด แต่ก็มีจุดสีดำขนาดใหญ่ปะปนอยู่บ้างประปราย

ถ้าใช้แว่นขยายส่องดู ก็จะพบว่าจุดสีดำเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งมีชีวิตประหลาดๆ ที่เยี่ยนจิ่ววาดขึ้นตามจินตนาการจากหนังสือที่เธออ่าน —— ซึ่งก็คือพวกผู้ร่วงหล่นนั่นเอง

ท่ามกลางโทนสีเทาดำ มีหอคอยสูงตระหง่านโดดเดี่ยวตั้งอยู่ ภายนอกหอคอยเต็มไปด้วยสัตว์ประหลาดมากมายยั้วเยี้ยไปหมด

ให้ความรู้สึกเหมือนฝูงซอมบี้กำลังล้อมเมืองยังไงยังงั้น

มนุษย์พยายามค้นหาที่ตั้งที่แท้จริงของหอคอยมานับครั้งไม่ถ้วน บางทีตลอดเจ็ดร้อยปีที่ผ่านมา พวกเขาอาจจะเคยเจอมันมาแล้วหลายครั้งก็ได้?

แต่พอถูกส่งตัวไปที่พื้นที่นั้น ก็คงโดนพวกสัตว์ประหลาดกินเรียบไปหมดแล้ว?

แต่พอลองคิดดูดีๆ ขอบชายแดนของพื้นที่สีดำ ก็คงจะมีระดับความอันตรายพอๆ กับพื้นที่สีแดงนั่นแหละ

ภาพนี้ จริงๆ แล้วก็เป็นแค่จินตนาการ หรือภาพฝันที่เยี่ยนจิ่วมีต่อโลกภายนอกหอคอยเท่านั้นแหละ

แต่ก็มีความเป็นไปได้ ที่จินตนาการนี้จะใกล้เคียงกับความเป็นจริง

ภาพวาดนี้ไม่ได้ใหญ่มาก เพราะฉะนั้นการจะวาดรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ลงไปได้ขนาดนี้ จึงเป็นเรื่องที่ยากมาก ไป๋อู้ถึงขั้นสังเกตเห็นว่าผู้ร่วงหล่นแต่ละตัว มีลักษณะเด่นที่แตกต่างกันออกไป

ผู้ร่วงหล่นบางตัวกำลังฆ่าฟันกันเอง บางตัวก็กำลังชี้นิ้วสั่งการผู้ร่วงหล่นตัวอื่นๆ

และก็ยังมีผู้ร่วงหล่นบางตัว ที่สวมเสื้อผ้าของมนุษย์ ดูลึกลับซับซ้อนสุดๆ

จินตนาการของเยี่ยนจิ่ว ทำเอาไป๋อู้ถึงกับอึ้งไปเลย

ฝีมือการวาดภาพที่ละเอียดยิบราวกับการแกะสลักนี้ ก็ทำให้เขาทึ่งจนพูดไม่ออกเช่นกัน

"นี่ไม่ใช่สิ่งที่จะเรียนรู้จากในโรงเรียนได้เลยนะเนี่ย นี่มันอัจฉริยะของแท้เลย หัวหน้าหมิงครับ อัจฉริยะแบบนี้ ทำไมถึงถูกจับไปขังในโรงพยาบาลจิตเวชที่ไม่มีวันได้ออกมาล่ะครับ?"

หมิงเช่อส่ายหน้า พร้อมกับพูดว่า:

"เรื่องบางเรื่องก็ไม่ควรถามนะครับ แล้วอีกอย่าง... เรื่องนี้ผมก็ไม่รู้จริงๆ ครับ"

"โอเคครับ"

ไป๋อู้ไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงอะไรต่อ

เขายังคงสังเกตภาพวาดนี้ต่อไป จุดสีดำยั้วเยี้ยพวกนี้ คนของกองกำลังรักษาการณ์ก็คงจะเคยส่องดูแล้วล่ะ แต่คงไม่ได้ดูละเอียดเท่าไป๋อู้หรอก

"หอคอยตั้งตระหง่านตรงดิ่งขนาดนี้ ดูเหมือนจะเป็นจุดอ้างอิงอะไรสักอย่าง เบาะแสเดียวที่หลงเหลืออยู่ในห้องนั้น ก็คือเส้นโค้งที่เธอวาดไว้บนกระจกเงา แต่ดูจากฝีมือการวาดภาพของเธอแล้ว เส้นโค้งเส้นนั้นมันไม่น่าจะ... ยึกยือขนาดนั้นนะ"

มือของจิตรกร ย่อมต้องนิ่งและมั่นคง ไม่อย่างนั้นเส้นที่วาดออกมา ก็จะดูไร้น้ำหนักและอ่อนปวกเปียก

เมื่อคิดตามตรรกะนี้ ไป๋อู้ก็ลองนึกภาพเส้นโค้งบนกระจกเงาดูอีกครั้ง โดยใช้หอคอยในภาพเป็นจุดอ้างอิง แล้วมองต่ำลงมา ไม่นานเขาก็พบจุดที่ผิดสังเกต

ตามแนวเส้นโค้งนั้น เขาเจอผู้ร่วงหล่นที่มีลักษณะแตกต่างจากตัวอื่นๆ อยู่สองสามตัว ผู้ร่วงหล่นพวกนี้ ล้วนสวมแหวนอยู่ที่นิ้วมือทั้งสิ้น

แต่กลับสวมแหวนในนิ้วที่แตกต่างกันไป

ไป๋อู้พอจะเข้าใจอะไรบางอย่างแล้ว เขาก็เลยถามต่อว่า:

"คุณหนูเยี่ยนจิ่วทิ้งบันทึกอะไรไว้อีกบ้างไหมครับ?"

"ทั้งหมดอยู่ที่นี่แล้วครับ" หมิงเช่อชี้มือไปที่อีกฟากหนึ่งของโต๊ะทำงาน

มีภาพวาดกระจายอยู่ประปราย แต่สัญชาตญาณของไป๋อู้บอกว่า ภาพวาดพวกนี้ไม่มีเบาะแสอะไรซ่อนอยู่หรอก

สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือไดอารี่

เนื้อหาในไดอารี่ที่เกี่ยวกับเรื่องในชั้นสี่ ถูกเซ็นเซอร์ลบทิ้งไปจนหมด สิ่งที่เหลืออยู่ ล้วนเป็นเรื่องราวของเยี่ยนจิ่วในโรงพยาบาลจิตเวชทั้งสิ้น

ในนั้นมีบันทึกวิธีการสื่อสารกับผู้ป่วยจิตเวชแต่ละคนในโรงพยาบาลด้วย

และแน่นอนว่าก็มีเรื่องราวความในใจของเยี่ยนจิ่วด้วย เธอถึงขั้นเคยวางแผนหลบหนีไว้ในไดอารี่เลยนะ

แต่ไป๋อู้มั่นใจว่า แผนการนี้เป็นแค่แผนลวงที่เยี่ยนจิ่วทิ้งไว้สับขาหลอกเท่านั้น

จากไดอารี่ ไป๋อู้ก็พบว่าเมื่อนานมาแล้ว เยี่ยนจิ่วเคยพูดคุยกับผู้ป่วยแปลกๆ คนหนึ่ง

ผู้ป่วยคนนี้พักอยู่ที่ชั้นหกของโรงพยาบาลจิตเวช ในห้องที่เขายังไม่ได้เข้าไปตรวจสอบนั่นแหละ

ซึ่งก็คือห้องที่อู่จิ่วโดนลอบโจมตีนั่นเอง แน่นอนว่าไม่ใช่คนของสมาคมเทวะหอคอยหรอกนะ แต่เป็นผู้ป่วยเจ้าของห้องตัวจริงต่างหาก

และผู้ป่วยคนนี้แหละ ที่เป็นคนเล่าเรื่องราวในโลกภายนอกหอคอยให้เยี่ยนจิ่วฟังมากมาย ในไดอารี่มีประโยคหนึ่งเขียนเอาไว้ว่า:

"หอคอยคือสถานที่หลบภัยแห่งสุดท้ายของมนุษยชาติ ผู้ร่วงหล่นไม่สามารถเข้ามาในหอคอยได้ แต่มนุษย์กลับไร้อิสระเมื่อเทียบกับผู้ร่วงหล่น ผู้ร่วงหล่นได้โบยบินอยู่ในโลกกว้าง แต่มนุษย์กลับถูกกักขังอยู่ในหอคอยแห่งนี้ สักวันหนึ่ง ผู้ร่วงหล่นนอกหอคอยจะหาวิธีเข้ามาในหอคอยได้ และจะทำลายหอคอยนี้ทิ้ง เพื่อปลดปล่อยมนุษยชาติให้เป็นอิสระ ในเมื่อมีแต่ผู้ร่วงหล่นเท่านั้นที่จะสามารถมีชีวิตรอดในโลกใบใหม่ได้ งั้นก็กลายร่างเป็นผู้ร่วงหล่นไปซะก็สิ้นเรื่องไม่ใช่หรือไง?"

ประโยคนี้ เป็นคำพูดที่ผู้ป่วยในโรงพยาบาลจิตเวชคนนั้น บอกกับเยี่ยนจิ่ว เยี่ยนจิ่วก็แค่จดบันทึกเอาไว้ แต่ก็ยังคงมีความสงสัยในคำพูดเหล่านี้อยู่

"ช่างเป็นความคิดที่อันตรายและบ้าคลั่งอะไรขนาดนี้ คำโกหกโง่ๆ แบบนี้ มันให้ความรู้สึกเดจาวูซะจริงๆ "

คาอิน

พออ่านประโยคนี้จบ ไป๋อู้ก็นึกถึงชื่อของคนคนนี้ขึ้นมาทันที ถ้าคาอินแฝงตัวอยู่ในโรงพยาบาลจิตเวชล่ะก็ เรื่องนี้ก็สมเหตุสมผลสุดๆ เลยล่ะ

และถ้าเป็นคาอินจริงๆ การลักพาตัวเยี่ยนจิ่วไปก็เป็นเรื่องกล้วยๆ เลย กำแพงสูงพวกนั้นมันก็แค่ของเด็กเล่นสำหรับคาอินนั่นแหละ

แต่ตอนนี้ก็ยังฟันธงร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่ได้หรอกนะ เพราะตั้งแต่เขาทะลุมิติมาอยู่ในหอคอยแห่งนี้ เขาก็เจอเรื่องเหนือธรรมชาติมานับไม่ถ้วน เป็นไปได้ว่าอาจจะไม่ได้มีแค่คาอินคนเดียวที่บ้าคลั่งแบบนี้ก็ได้

ก็เลยต้องตั้งสมมติฐานแบบนี้ไว้ก่อน

"สมมติว่าคาอินเป็นคนพาตัวเยี่ยนจิ่วไป สถานที่ที่เยี่ยนจิ่วน่าจะอยู่มากที่สุด ก็คือโลกภายนอกหอคอย และแหวนที่สวมอยู่บนนิ้วมือ นิ้วแต่ละนิ้วก็แทนตัวเลขที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นมันก็คือรหัสของพื้นที่งั้นสินะ?"

ไป๋อู้จมอยู่ในภวังค์ความคิด

หมิงเช่อมองดูไป๋อู้ เขามั่นใจว่าผู้ชายคนนี้ต้องค้นพบอะไรบางอย่างแน่ๆ เขามองไป๋อู้ด้วยความคาดหวัง

ในขณะที่ไป๋อู้กำลังปวดหัวกับคำถามข้อหนึ่ง ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญที่สุดของคดีลักพาตัวในครั้งนี้

"แต่ถ้าเป็นรหัสพื้นที่จริงๆ นั่นก็หมายความว่า ถ้าเราไปที่พื้นที่รหัสนั้น เราก็จะหาตัวเธอเจอ แต่ปัญหาคือ รหัสพื้นที่จะหมดอายุภายในสามวัน เยี่ยนจิ่วหายตัวไปเกินสามวันแล้ว รหัสนั้นก็อาจจะหมดอายุไปแล้วก็ได้... แล้วเธอจะทิ้งเบาะแสนี้ไว้เพื่ออะไรกันล่ะ?"

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 73 กุญแจสำคัญของคดีเยี่ยนจิ่ว

คัดลอกลิงก์แล้ว