- หน้าแรก
- เกมจิ๊กซอว์วันสิ้นโลกกับระบบคำใบ้สุดกวน
- บทที่ 62 กองกำลังสำรวจที่เต็มไปด้วยคนเลว
บทที่ 62 กองกำลังสำรวจที่เต็มไปด้วยคนเลว
บทที่ 62 กองกำลังสำรวจที่เต็มไปด้วยคนเลว
หลังจากคุยกันจบ พวกเขาก็ขึ้นมาถึงชั้นสามจนได้
เพียงแค่แวบแรกที่เห็น ไป๋อู้ก็สัมผัสได้ถึงความแตกต่างอันมหาศาล ระหว่างเขตของพวกชนชั้นสูงกับสองชั้นล่าง
ในสายตาของไป๋อู้ เทคโนโลยีของชั้นล่างล้าหลังกว่ายุคสมัยที่เขาจากมาถึงร้อยปีเลยทีเดียว ซึ่งไม่ได้พูดเกินจริงเลย
ถ้าไม่ได้พวกคนชั้นสามเอาข้าวของเครื่องใช้ลงไปขายให้บ้าง ป่านนี้ชั้นล่างก็คงมีสภาพไม่ต่างอะไรกับช่วงปลายยุคศักดินาหรอก
แต่ชั้นสามกลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง พอขึ้นมาถึงชั้นสาม ก็เห็นตึกระฟ้าสูงสองร้อยเมตรตั้งตระหง่านอยู่เต็มไปหมด
บนจอทีวียักษ์และป้ายโฆษณา มีนางแบบสาวสวยแต่งตัวแฟชั่นล้ำสมัยสวมเสื้อผ้าคอลเลกชันใหม่ล่าสุด
บนท้องถนน ไป๋อู้ถึงกับเห็นรถยนต์คอนเซปต์คาร์แบบในชาติก่อนของเขาด้วย
เวลานี้เป็นช่วงเช้าตรู่ สองข้างทางยังมีผู้คนที่กำลังรีบเร่งไปทำงานอยู่ประปราย ทุกสิ่งทุกอย่างดูคล้ายกับเมืองหลวงชั้นนำในชาติก่อนของเขาไม่มีผิด
คนพวกนี้คือคนเหนือคนในสายตาของคนชั้นล่าง ได้รับการยกย่องว่าเป็นชนชั้นสูง แต่จริงๆ แล้วก็เป็นแค่ลูกจ้างของพวกผู้บริหารในชั้นสี่เท่านั้นแหละ
แต่เมื่อเทียบกันแล้ว พวกเขาก็ดูดีมีชาติตระกูลกว่าพวกคนชั้นล่าง ที่ต้องทนใส่เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง และถูกจำกัดพื้นที่อยู่แค่ขอบชายแดนชั้นล่างตั้งเยอะ
นี่แค่ขอบชายแดนของชั้นสามเท่านั้นนะ ถือว่ายังมีร้านค้าและอาคารสำนักงานค่อนข้างน้อย ถ้าเดินเข้าไปใกล้ใจกลางเมืองมากกว่านี้ ถึงจะได้เห็นความเจริญรุ่งเรืองที่แท้จริงของชั้นสาม
ส่วนอีกมุมหนึ่งของขอบชายแดน ก็คือเขตอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นแหล่งรวมตัวของพวกคนชั้นล่างจำนวนมาก
พวกเขารับหน้าที่ทำงานที่เหนื่อยและหนักที่สุด อยู่ในสายการผลิต คอยผลิตอุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ ออกมาไม่หยุดหย่อน
เมื่อเทียบกันแล้ว รายได้ของพวกเขาก็พอๆ กับคนงานเหมืองชั้นล่างนั่นแหละ แต่ไม่ต้องออกไปเสี่ยงตายในโลกภายนอกหอคอย
อย่างน้อยคนชั้นสามก็มองว่า การที่พวกเขามอบงานที่ดูเป็นผู้เป็นคนแบบนี้ให้คนชั้นล่างทำ ถือว่าเป็นบุญคุณอันใหญ่หลวงแล้ว คนพวกนี้ควรจะทำงานล่วงเวลาให้ฟรีๆ เพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณด้วยซ้ำ
ระหว่างทางที่มุ่งหน้าไปใจกลางเมือง ไป๋อู้ถึงขั้นเห็นป้ายโฆษณายานพาหนะสุดหรูยี่ห้อหนึ่ง บนป้ายเป็นรูปรถสปอร์ตคันงามที่คนชั้นล่างทำงานทั้งชาติก็ไม่มีปัญญาซื้อ พร้อมกับสโลแกนที่เขียนไว้ว่า:
ฉันเติมน้ำมันเต็มถังแล้วล่ะ แล้วนายล่ะ ไอ้กรรมกร?
ตลอดทาง มีทั้งข้อความอวดรวย ดูถูกคนจน และสโลแกนกระตุ้นกิเลสให้คนอยากจับจ่ายใช้สอยเรียงรายอยู่เต็มไปหมด
ไป๋อู้พอจะมองภาพรวมของชั้นสามออกแล้ว เขาบังคับตัวเองไม่ให้ไปคิดถึงเรื่องพวกนี้อีก
ส่วนคนอื่นๆ นั้นชินชากับภาพเหล่านี้ไปนานแล้ว อู่จิ่วทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เขาเรียกแท็กซี่เพื่อมุ่งหน้าตรงไปยังโรงพยาบาลจิตเวชที่ชั้นสามทันที
คนขับรถแท็กซี่ในชั้นสามส่วนใหญ่มักจะช่างจ้อ แต่พอเห็นคำว่า "รอง" ตัวเบ้อเริ่มบนป้ายประจำตัวผู้โดยสาร และเมื่อเห็นเสื้อผ้าที่คนกลุ่มนี้ใส่ ซึ่งเป็นเครื่องแบบของกองกำลังสำรวจ เขาก็หมดอารมณ์จะชวนคุยไปในทันที
คำว่า "โรงพยาบาลจิตเวช" เป็นแค่คำเรียกติดปากของคนทั่วไปเท่านั้น จริงๆ แล้วที่นี่มีชื่อเป็นทางการว่า "ศูนย์ฟื้นฟูจิตใจแห่งหอคอย"
ขนาดของสิ่งปลูกสร้างใหญ่โตกว้างขวางกว่าตึกทั่วๆ ไปในชั้นสามมาก เพราะทั่วทั้งหอคอย สถานที่สำหรับกักกันพวก "คนไม่ปกติ" มีแค่ที่นี่ที่เดียวเท่านั้น
บรรยากาศภายนอกโรงพยาบาลจิตเวชดูเงียบเหงาและวังเวงมาก จนบางครั้งไป๋อู้ก็ได้ยินเสียงแปลกๆ ลอยแว่วออกมาจากข้างใน
มีทั้งเสียงกรีดร้อง เสียงหัวเราะ เสียงตะคอก และเสียงร้องไห้
บทเรียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่มนุษยชาติได้รับจากประวัติศาสตร์ ก็คือการที่มนุษย์ไม่เคยเรียนรู้อะไรจากประวัติศาสตร์เลย
【โรงพยาบาลที่ถ้าเอาไปตั้งไว้ข้างนอกหอคอย ก็คงจะกลายพันธุ์ได้ในพริบตา ในนี้น่ะ ไม่ใช่แค่คนไข้หรอกนะที่ไม่ปกติ】
ไป๋อู้เดาว่า บางทีตึกผู้ป่วยหมายเลขเก้าที่อยู่นอกหอคอยในตอนนั้น ก็คงจะมีสภาพไม่ต่างอะไรกับที่นี่หรอก
เพียงแต่คนไข้ที่นี่ จะไม่กลายร่างเป็นผู้ร่วงหล่นก็เท่านั้นเอง
ส่วนที่หน้าประตู มีคนของกองกำลังรักษาการณ์หอคอยสองคนที่รับผิดชอบสืบคดีนี้ มารออู่จิ่วอยู่ก่อนแล้ว
การสืบสวนคดีเริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่ก่อนหน้านั้น ก็เกิดเหตุการณ์แทรกซ้อนขึ้นเล็กน้อย
"อ้าว นึกว่าใคร ที่แท้ก็หัวหน้ากู่ผู้โด่งดังนี่เอง ไม่เจอกันไม่กี่วัน ดูสูงขึ้นอีกแล้วนี่นา"
คนที่พูดประโยคนี้ เป็นชายหัวโล้นหน้าตาดูซื่อๆ ผูกเนกไทเบี้ยวเล็กน้อย มีรอยคล้ำใต้ตาจางๆ ดูรวมๆ แล้วเหมือนพวกปัญญาชนผู้ใจดี
อู่จิ่วไม่สนใจ แต่หลินอู๋โหรวไม่มีทางยอมให้ใครมาดูถูกหัวหน้าของเขาด้วยคำพูดหรอกนะ:
"ไม่เจอกันไม่กี่วัน ผมของหัวหน้าติง ก็ดกดำขึ้นอีกแล้วนะเนี่ย แต่บางทีหัวหน้าติงคงจะมีผมเยอะไป จนทำให้สายตาฝ้าฟาง ก็เลยโกนผมทิ้งไปอีกล่ะสิ?"
หลินอู๋โหรวพูดจบ ก็สะบัดผมสลวยของตัวเอง พร้อมกับถอนหายใจอย่างกลัดกลุ้ม:
"อิจฉาหัวหน้าติงจังเลยน้า ที่ 'ไม่ต้อง' สระผม 'อีกแล้ว' ดูสิ กลิ่นเหม็นหึ่งเชียว"
ไป๋อู้ยิ้มมุมปาก จิ๊ๆ หลินเม่ยเม่ยนี่ปากคอเลาะร้ายไม่เบาเลยแฮะ
พอพี่เตี้ยโดนล้อเรื่องส่วนสูง หลินเม่ยเม่ยก็สวนกลับเรื่องความดกดำของเส้นผมของไอ้โล้นนี่ทันที
หัวหน้าติงมีชื่อจริงว่า ติงไท่เซิง สีหน้าของเขามืดครึ้มลงทันที
"ไอ้แซ่หลิน แกกล้าดูถูกหัวหน้าของพวกเรางั้นเหรอ? เป็นแค่พวกป่าเถื่อนจากชั้นสองแท้ๆ ไร้การศึกษา สู้ด้วยเหตุผลไม่ได้ก็เลยต้องมาโจมตีเรื่องปมด้อยสินะ"
คนที่ยืนอยู่ข้างหลังติงไท่เซิง เป็นชายคางแหลมผมหยิกฟูเหมือนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
"โจมตีเรื่องปมด้อย? เมื่อกี้ฉันยังไม่ได้พูดถึง 'คน' เลยนะ? ว่าไงจ๊ะ ฮั่วมาม่า ผมนายไม่ได้สระมากี่วันแล้วเนี่ย"
"ไอ้ระยำ!" ชายผมฟูคนนี้ไม่ได้ชื่อฮั่วมาม่าหรอกนะ ชื่อจริงของเขาคือ ฮั่วถิง ซึ่งก็ถือว่าเป็นคนมีชื่อเสียงในกองกำลังรักษาการณ์เหมือนกัน
"พอแล้ว อู๋โหรว อย่าไปต่อล้อต่อเถียงกับพวกนั้นเลย"
ปกติอู่จิ่วจะเป็นคนหน้าตายไม่ค่อยยิ้มแย้ม แต่ตอนนี้สีหน้าของเขากลับดูผ่อนคลายและอารมณ์ดี ไป๋อู้เพิ่งจะรู้เดี๋ยวนี้เอง ว่าการที่หัวหน้าพาหลินเม่ยเม่ยมาด้วย มันคือหมากเด็ดจริงๆ
พวกกองกำลังรักษาการณ์ที่ตอนแรกกะจะมาพูดจาถากถางให้อับอาย จู่ๆ ก็พากันเงียบกริบ
อู่จิ่วพูดขึ้นว่า:
"พวกเรามาที่นี่เพื่อสืบคดี สิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลก็มีครบ ถ้าพวกนายมีเบาะแสอะไรในคดีนี้ ก็เอามาแชร์กันได้ แต่ถ้ากะจะมาหาเรื่องล่ะก็ เชิญไสหัวไปได้เลย"
ติงไท่เซิงพูดเยาะเย้ยว่า:
"แกคิดว่าพวกแกจะสืบรู้อะไรได้งั้นเหรอ? ที่เชิญพวกแกมาคราวนี้ ก็แค่อยากจะปั่นหัวพวกแกเล่นเท่านั้นแหละ ไอ้เตี้ย ฉันยอมรับนะว่าฝีมือต่อสู้ของแกน่ะเก่งจริง แต่เรื่องสืบคดีน่ะ แกยังห่างชั้นกับพวกเราอีกเยอะ"
"พวกกองกำลังสำรวจก็มีแต่พวกบ้าพลังไร้สมอง ฉันเชื่อว่าการสืบคดีในครั้งนี้ จะทำให้พวกเบื้องบนตระหนักถึงเรื่องนี้ได้แน่ๆ ไขคดีได้เป็นร้อยคดีงั้นเหรอ? ในสถานที่เสื่อมโทรมแบบชั้นล่างน่ะ จะไขคดีก็แค่ซ้อมให้รับสารภาพก็สิ้นเรื่องแล้วไม่ใช่หรือไง? ฉันดูออกนะ ว่าพวกแกน่ะอยากได้ผลงานจนตัวสั่น โอกาสคราวนี้ พวกแกก็ต้องคว้าไว้ให้ได้ล่ะ ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า..."
แววตาของหลินอู๋โหรวเย็นเยียบ อู่จิ่วก็ยังคงทำหน้านิ่งเหมือนเดิม แต่ความผ่อนคลายบนใบหน้าหายไปแล้ว
นี่ก็เป็นความจริงเหมือนกัน ที่อีกฝ่ายกล้าอวดดีขนาดนี้ ก็เพราะได้เปรียบทั้งเรื่องเวลา สถานที่ และตัวบุคคลในชั้นสาม แถมยังกุมเบาะแสบางส่วนเอาไว้ในมืออีกด้วย
ในขณะเดียวกันก็ยังทำลายเบาะแสที่อาจจะเหลือรอดไปถึงมือกองกำลังสำรวจทิ้งไปแล้วด้วย ในสถานการณ์แบบนี้ เป็นใครก็ต้องคิดว่าตัวเองชนะใสๆ อยู่แล้ว
แถมกองกำลังสำรวจก็มากันแค่สี่คน ส่วนอีกฝ่ายไม่ได้มีแค่นี้แน่ๆ ที่สองคนนี้มาโผล่อยู่ตรงนี้ ก็เพื่อจะมาข่มขวัญอู่จิ่วโดยเฉพาะ
ก็แน่ล่ะสิ หมอนี่เป็นคนเดียวที่ทำให้พวกระดับสูงของกองกำลังรักษาการณ์หอคอยต้องหัวเสียได้นี่นา
ไป๋อู้ยิ้มมุมปาก เขาเดินเข้าไปหาติงไท่เซิง แล้วจัดเนกไทให้อีกฝ่าย พลางพูดว่า:
"แหวนที่นิ้วนางข้างซ้าย แปลว่านายแต่งงานแล้ว แหวนวงนี้คงจะเก่าแล้วสินะ เนกไทของหัวหน้าติงเบี้ยวไปหน่อย ดูเหมือนมาดามติงจะไม่ค่อยช่วยจัดให้เลยนะเนี่ย เอาจริงๆ มาทำงานไม่เห็นต้องใส่แหวนเลยนี่นา เดาว่าหัวหน้าติงคงจะเกรงใจมาดามติงน่าดูเลยใช่ไหมล่ะ? ช่างเป็นความรักที่น่าอิจฉาจริงๆ เลยนะ"
"แต่บนตัวนาย กลับมีกลิ่นน้ำหอมสองกลิ่นตีกันอยู่นะ จิ๊ๆ เมื่อก่อนฉันก็เคยรู้จักคนหัวโล้นคนนึงเหมือนกัน หมอนั่นชอบเที่ยวเตร่หาความสำราญไปเรื่อย แต่เขาหน้าตาเหมือนโจวเจี๋ยหลุนน่ะสิ ส่วนหัวหน้าติงน่ะเหรอ... หน้าตาดูไม่ได้เอาซะเลย"
"ไหนขอดูหน่อยสิ โอ้โห รอยจูบขนาด 0.94 เซนติเมตรที่หลังคอนี่ ยังลบออกไม่หมดเลยนะ นายไม่ระวังเอาซะเลย ในเมื่อมีรอยคล้ำใต้ตาแล้ว ก็ควรจะเป็นนักฆ่าเวลาที่เก็บกวาดร่องรอยให้เนียนๆ หน่อยสิ ห้ามทิ้งหลักฐานไว้เด็ดขาดนะ อ้อ แต่ว่าปากเล็กชะมัดเลยนะ หัวหน้าติงนี่ก็รู้จักหาความสุขใส่ตัวเหมือนกันนะเนี่ย"
ถึงแม้จะไม่รู้ว่าโจวเจี๋ยหลุนที่ว่านั่นคือใคร แต่คำพูดของไป๋อู้ ก็ทำเอาติงไท่เซิงขนลุกซู่ไปทั้งตัว
คำพูดประโยคนี้เป็นการเตือนติงไท่เซิงอย่างชัดเจน เป็นการบ่งบอกว่าเขารู้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนกลัวเมีย เมียมีอำนาจเหนือกว่า และยังมีพฤติกรรมน่าสงสัยว่ากำลังนอกใจอีกด้วย
ถึงแม้การอนุมานจะดูแถๆ ไปหน่อย แต่ก็จี้ใจดำของติงไท่เซิงเข้าอย่างจัง
นั่นก็เพราะดวงตาของเพลเยอร์ ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจกับไป๋อู้มาท่อนหนึ่งนั่นเอง:
【ที่บ้านเขามีรถถังหนักสามร้อยชั่งจอดอยู่คันนึง】
ถึงแม้หมายเหตุจะมีแค่ประโยคเดียว แต่มันก็เพียงพอที่จะให้ไป๋อู้ใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงเพื่ออนุมานเรื่องราวต่างๆ ได้มากมายแล้ว
"ถ้าเกิดมาดามติงที่เคารพรักรู้เข้า ว่าหัวหน้าติงมักจะไปทำบุญทำทาน ช่วยเหลือเด็กสาวตาดำๆ อยู่บ่อยๆ เธอจะคิดยังไงนะ?"
ติงไท่เซิงตกใจมาก เขาไม่คิดเลยว่าผู้ชายคนนี้ แค่มองเขาแวบเดียว ก็รู้ข้อมูลของเขาเยอะขนาดนี้แล้ว
"กะ... แกต้องการอะไร? อย่ามาพูดจาพล่อยๆ นะ!"
"โธ่เอ๊ย ก็แค่พูดเล่นเฉยๆ แหละน้า แต่ว่าฉันเป็นคนเก็บความลับไม่อยู่ซะด้วยสิ เรื่องความลับบางอย่างเนี่ย แค่สามวันก็ดังกระฉ่อนไปทั่วชั้นล่างแล้วล่ะ"
เหงื่อเย็นๆ เริ่มผุดขึ้นบนหน้าผากของติงไท่เซิง
"แต่ว่านะ ถ้าหัวหน้าติงพูดจากับพวกเราดีๆ หน่อย แล้วก็ให้ความร่วมมือในการทำงานหลังจากนี้ให้ดีๆ ล่ะก็ บางทีฉันอาจจะปิดปากเงียบไว้ก็ได้ ถึงยังไงฉันก็ไม่มีหลักฐานอะไรอยู่แล้วนี่นา แต่ถ้ามาดามติงเป็นคนขี้ระแวงล่ะก็ ชีวิตของนายก็คงจะไม่ค่อยราบรื่นเท่าไหร่แล้วล่ะ จริงไหม?"
ไป๋อู้ตบไหล่ติงไท่เซิงเบาๆ ร่างของชายคนนี้แข็งทื่อไปหมด เห็นได้ชัดว่ากำลังหวาดกลัวอย่างหนัก
ไป๋อู้ส่งสายตาเป็นสัญญาณให้อู่จิ่ว หลินอู๋โหรว และเยี่ยเว่ยหมิง เดินเข้าไปในโรงพยาบาลจิตเวช
(จบบท)