- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 414 อำนาจการต่อรองที่เบ็ดเสร็จ
บทที่ 414 อำนาจการต่อรองที่เบ็ดเสร็จ
บทที่ 414 อำนาจการต่อรองที่เบ็ดเสร็จ
บทที่ 414 อำนาจการต่อรองที่เบ็ดเสร็จ
หลังจากเจียงชิ่นและเฮ่อหยางซานปรึกษากัน ทั้งคู่ตัดสินใจจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าสองแบรนด์ แบรนด์แรกสำหรับเสื้อนวมขนเป็ดคือ ‘หรงหน่วน’ ( อุ่นละมุน) และอีกแบรนด์สำหรับเสื้อผ้าสตรีทั่วไปคือ ‘สือซ่างเจียลี่’ (โฉมงามนำสมัย)
สำหรับการผลิตเสื้อนวมขนเป็ด เจียงชิ่นแนะนำให้เริ่มกักตุนสินค้าไว้ล่วงหน้า โดยตั้งเป้าว่าก่อนที่อากาศจะเริ่มหนาวเย็นลง จะต้องผลิตออกมาให้ได้อย่างน้อยสามพันตัว
ในส่วนของขนเป็ดที่ใช้บรรจุในตัวเสื้อนั้น โรงงานแปรรูปของพวกเขาสามารถผลิตได้เอง จึงควบคุมแผนการดำเนินงานได้ไม่ยาก แต่ขั้นตอนการตัดเย็บเสื้อทั้งตัวนั้นต้องส่งต่อให้โรงงานตัดเย็บภายนอก ซึ่งเป็นส่วนที่พวกเขาไม่สามารถควบคุมความเร็วได้ด้วยตัวเอง
เรื่องนี้จึงจำเป็นต้องให้เฮ่อหยางซานคอยประสานงานกับทางโรงงานตัดเย็บอย่างใกล้ชิด เพื่อจับตาดูความคืบหน้าของการผลิตเสื้อนวมขนเป็ดให้เป็นไปตามกำหนดการ
นอกจากนี้ เรื่องคุณภาพต้องรับประกันให้ดีเยี่ยม เพราะนี่คือเสื้อนวมขนเป็ดล็อตแรกที่พวกเขาผลิตออกมา จะต้องสร้างชื่อแบรนด์ให้ติดตลาด ทำให้ผู้คนจดจำว่าแบรนด์ ‘หรงหน่วน’ คือสินค้าคุณภาพสูงเกรดพรีเมียม เพื่อให้เกิด ‘ปรากฏการณ์แรงดึงดูด’ ชักจูงให้ผู้คนหลั่งไหลกันมาซื้อมากขึ้นเรื่อย ๆ
ปัญหาที่น่ากังวลที่สุดของเสื้อนวมขนเป็ดคือขนหลุดลอด ขนเป็ดที่หลุดออกมาจะไปติดหนึบอยู่บนเสื้อไหมพรมด้านใน พอถอดเสื้อนวมออกมาแล้วขนติดเต็มตัว ความรู้สึกกระอักกระอ่วนใจแบบนั้นมันยากจะอธิบายจริง ๆ
เจียงชิ่นไม่เคยเจอเหตุการณ์นี้ด้วยตัวเองหรอก แต่ในชาติที่แล้วเธอเคยได้ยินลูกพี่ลูกน้องของเพื่อนเล่าให้ฟัง พี่คนนั้นเป็นคนยุคแปดศูนย์ สมัยเด็กเคยใส่เสื้อนวมขนเป็ดแบบที่ขนหลุดลอดออกมาไม่หยุด และเธอก็พรรณนาให้ฟังจนเห็นภาพชัดเจน
“ถึงแม้เราจะต้องการประหยัดต้นทุน แต่ห้ามทำบนพื้นฐานของการลดทอนคุณภาพเสื้อนวมเด็ดขาด คุณภาพเสื้อต้องได้รับการตรวจสอบเสมอ ซับในต้องใช้แบบสองชั้น และที่สำคัญที่สุดคือต้องไม่ให้ขนหลุดลอดออกมาได้” เจียงชิ่นกำชับ
เฮ่อหยางซานหยิบสมุดเล่มเล็กขึ้นมาจดบันทึกทุกคำ “ตกลงครับ เรื่องเนื้อผ้าเดี๋ยวผมจะออกไปตระเวนหาเอง รับรองว่าจะซื้อของที่ดีที่สุดครับ”
“คุณไม่ต้องไปวิ่งหาเนื้อผ้าหรอกค่ะ ฉันมีเนื้อผ้าดี ๆ เตรียมไว้แล้ว คุณรับหน้าที่แค่ไปคุยกับโรงงานตัดเย็บก็พอ บอกเขาว่าเนื้อผ้าเราจะจัดหาไปให้เอง ให้ทางนั้นคุมเรื่องคุณภาพงานตัดเย็บให้ดีก็พอค่ะ”
ในมิติของเจียงชิ่นมีเนื้อผ้ากองพะเนินจนไม่มีที่เก็บ ไม่นำออกมาใช้ตอนนี้แล้วจะรอตอนไหน และไม่ต้องห่วงว่าใช้แล้วจะหมดไป เพราะทุกครั้งที่เธอเช็กอินรายวัน เธอก็ได้รับของรางวัลตอบแทนมาไม่น้อยเลย
เฮ่อหยางซานพยักหน้า “ตกลงครับ เอาตามนั้นเลย เรื่องโรงงานตัดเย็บคุณไม่ต้องเป็นห่วง ผมกับผู้อำนวยการโรงงานที่นั่นสนิทกันแล้ว อีกอย่างยอดสั่งซื้อของเราเยอะมาก ตอนนี้เขายกให้ผลิตภัณฑ์ของเราสำคัญเป็นลำดับแรก แถมเรื่องคุณภาพผมก็จะคอยคุมเข้มอยู่ตลอดครับ”
เมื่อได้รับคำยืนยันจากเฮ่อหยางซาน เจียงชิ่นก็เริ่มเบาใจลง
เฮ่อหยางซานยังคงเป็นคนที่พึ่งพาได้เสมอ ไม่อย่างนั้นเจียงชิ่นคงไม่วางใจร่วมทำธุรกิจกับเขามานานขนาดนี้
เจียงชิ่นนิ่งคิดครู่หนึ่งแล้วเอ่ยต่อ “พอเสื้อนวมของเราวางตลาดและขายดีถล่มทลาย จะต้องมีสินค้าประเภทเดียวกันทำเลียนแบบออกมาแน่นอน ถึงตอนนั้นสิ่งที่เราจะสู้ได้คือคุณภาพ รูปทรงเสื้อ และราคาค่ะ เราไม่จำเป็นต้องขายถูกที่สุด แต่ต้องเป็นเสื้อที่มี ‘ความคุ้มค่า’ สูงที่สุดค่ะ”
“ความคุ้มค่า ? มันหมายความว่ายังไงครับ ?” เฮ่อหยางซานถามด้วยความสงสัย
เจียงชิ่นจึงอธิบายความหมายให้ฟัง เฮ่อหยางซานมีความสามารถในการทำความเข้าใจสูงมาก เพียงครู่เดียวเขาก็เข้าใจหลักการของความคุ้มค่า
“งั้นเราก็เน้นขายปริมาณกำไรน้อย ตั้งราคาให้ค่อนข้างต่ำหน่อย เพื่อกันไม่ให้พวกที่ก๊อปปี้ตามมาทีหลังแย่งส่วนแบ่งการตลาดไปได้”
แนวคิดของเฮ่อหยางซานนั้นถูกต้อง แต่ในใจของเจียงชิ่นยังมีแผนการอื่นอีก
“แค่สงครามราคาอย่างเดียวไม่พอหรอกค่ะ แบบนั้นกำไรเราจะน้อยเกินไป ฉันว่าเราควรใช้วิธีการใหม่ ๆ ที่สดใหม่กว่าเดิมเพื่อกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของลูกค้า ให้เขาอยากเข้ามาทำความรู้จักเสื้อผ้าของเราด้วยตัวเอง แล้วค่อยตัดสินใจซื้อค่ะ”
เฮ่อหยางซานชะงัก “วิธีการใหม่ ๆ แบบไหนเหรอครับ ?”
เจียงชิ่นยกตัวอย่างให้ฟังหลายอย่าง รวมถึงการทำ ‘ดิสเพลย์ตู้โชว์’ ที่หน้าร้าน โดยวางหุ่นโชว์พลาสติกเพื่อดึงดูดสายตาผู้คนที่เดินผ่านไปมา
นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรมฉลองสินค้าใหม่ โดยทำโปรโมชันราคาพิเศษในช่วงเวลาที่กำหนดทันทีที่เสื้อนวมวางตลาด เพื่อกระตุ้นให้ผู้คนแห่กันมาซื้อในช่วงเวลานั้น ซึ่งจะช่วยให้คืนทุนได้เร็วเพื่อนำไปหมุนเวียนผลิตล็อตต่อไป และจุดสำคัญอีกอย่างคือ ‘การลงโฆษณา’ หากต้องการสร้างแบรนด์หรงหน่วนให้ติดลมบน ก็ต้องทำให้แบรนด์นี้ปรากฏอยู่ในสายตาของฝูงชนอย่างต่อเนื่อง และวิธีที่ดีที่สุดคือการโฆษณา
ในยุคที่โทรทัศน์ยังไม่แพร่หลาย สิ่งที่ทุกบ้านมีและใช้บ่อยที่สุดคือวิทยุ ดังนั้นการลงโฆษณาทางวิทยุจึงเป็นช่องทางที่ได้รับผลตอบแทนรวดเร็วที่สุด
ต้องใช้กลยุทธ์แบบ ‘ปูพรมถล่มทลาย’ เพื่อให้โฆษณาเสื้อนวมหรงหน่วนซึมซับเข้าไปในหัวของผู้คนในระยะเวลาอันสั้นจนทุกคนจำชื่อแบรนด์นี้ได้ขึ้นใจ
นอกจากวิทยุแล้ว หนังสือพิมพ์ก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการลงโฆษณา
ยอมเสียเงินเพิ่มอีกนิดเพื่อซื้อพื้นที่โฆษณาแบบเต็มหน้า รับรองว่าดึงดูดสายตาแน่นอน
หลังจากเจียงชิ่นพูดจบ เฮ่อหยางซานที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามถึงกับนั่งอึ้งกิมกี่ไปเลย
ผ่านไปครู่ใหญ่เขาถึงเอ่ยถาม “พี่สะใภ้ครับ พี่ไปเอาไอเดียพวกนี้มาจากไหนเยอะแยะเนี่ย ?”
เจียงชิ่นทำเพียงยิ้มบาง ๆ ไม่ตอบอะไร ก่อนจะลุกขึ้นบอกว่าเธอมีธุระต้องไปจัดการต่อและขอตัวลากลับก่อน
ก่อนจากไป เธอกำชับให้เฮ่อหยางซานจัดการเรื่องเหล่านี้ตามลำดับความสำคัญ ส่วนเรื่องงานแต่งงานของเขากับฟู่ซานไม่ต้องกังวล เพราะมีเธอและแม่ฟู่คอยดูแลอยู่แล้ว
สำหรับคำพูดของเจียงชิ่น เฮ่อหยางซานย่อมวางใจเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์
การเดินทางลงใต้ในครั้งนี้ทำให้เขาได้รับประโยชน์มหาศาล และในขณะเดียวกันความทะเยอทะยานของเขาก็ขยายใหญ่ขึ้นด้วย ตลาดเสื้อผ้าสตรีคือเค้กก้อนโตจริง ๆ ยิ่งในตอนนี้ตลาดเสื้อผ้าสตรีในปักกิ่งเพิ่งจะเริ่มตั้งไข่ ในขณะที่เค้กก้อนนี้ยังไม่มีใครมาแบ่งชิ้นส่วนไป การที่พวกเขาเป็นคนแรกที่ได้ลิ้มรสเค้กก้อนนี้ ย่อมหมายความว่าพวกเขาจะได้กินคำที่ใหญ่ที่สุด
เฮ่อหยางซานมั่นใจว่า พวกเขาสามารถใช้เสื้อนวมขนเป็ดเข้ายึดครองตลาดเสื้อผ้าสตรีในปักกิ่ง และก้าวขึ้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าสตรีได้แน่นอน
ในขณะที่เฮ่อหยางซานเริ่มยุ่งวุ่นวายกับการทำงานด้วยความมุ่งมั่น ทางฝั่งเจียงชิ่นเองก็ยุ่งไม่แพ้กัน
ทว่าเธอต้องจัดการหลายเรื่องพร้อม ๆ กัน
เรื่องแรกคือการช่วยเตรียมงานแต่งงานให้ฟู่ซานและเฮ่อหยางซาน
เรื่องที่สองคือการอาศัยช่วงที่เสิ่นหงเดินทางกลับมาปักกิ่งเพื่อรายงานตัว นัดแนะเขารวมถึงหวังเหิง ศาสตราจารย์ลู่ และอธิการบดีหนิง มาทานมื้อค่ำร่วมกัน คนเหล่านี้ล้วนช่วยเหลือเธอไว้ไม่น้อย เจียงชิ่นจึงถือโอกาสนี้เลี้ยงขอบคุณทุกคนพร้อมกัน
เรื่องที่สามคือ เจียงชิ่นได้รับจดหมายเชิญจากสมาคมคอมพิวเตอร์ระหว่างประเทศ เชิญให้เธอเข้าร่วมการประชุม ‘World Computer Congress’ ที่จะจัดขึ้นในช่วงต้นเดือนสิงหาคม และขอให้เธอขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในงานด้วย
ในปัจจุบัน ประเทศจีนได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำในโลกคอมพิวเตอร์อย่างเต็มตัว โพรโทคอลเครือข่ายที่พัฒนาโดยประเทศจีนนั้น ทันทีที่ประกาศออกมาก็เข้าแทนที่โพรโทคอลระดับล่างของประเทศ M ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
ประกอบกับนานาประเทศต่างพากันแย่งชิงซื้อคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ ทำให้ในตอนนี้คอมพิวเตอร์มากกว่าครึ่งโลกล้วนผลิตมาจากประเทศจีน
ประเทศจีนได้ก้าวขึ้นไปยืนอยู่บนจุดสูงสุดของพีระมิดวงการคอมพิวเตอร์โลกอย่างสง่างาม
ในฐานะผู้คิดค้นและพัฒนาคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ การที่เจียงชิ่นได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมระดับโลกจึงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลที่สุดแล้ว หากไม่มีชื่อเธอในงานนี้สิถึงจะเป็นเรื่องที่แปลกประหลาด
นอกจากเธอแล้ว ยังมีผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ของประเทศจีนอีก 6 ท่าน นำโดยถังอี้หลี่ ที่ได้รับเชิญในครั้งนี้ด้วย ผู้เชี่ยวชาญทั้ง 6 ท่านนี้ล้วนเป็นสมาชิกในทีมผู้เชี่ยวชาญดั้งเดิม หลังจากที่โพรโทคอลเครือข่ายถูกประกาศใช้ออกไป พวกเขาก็กลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลและเป็นที่ต้องการตัวในวงการคอมพิวเตอร์ระดับสากลทันที
การเชิญพวกเขาไปร่วมงานในครั้งนี้ ก็เพื่อให้พวกเขาได้อธิบายและตีความเนื้อหาของโพรโทคอลเครือข่ายให้ชาวโลกได้รับรู้ในเชิงลึกมากขึ้น
และนี่ก็หมายความว่า... ผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ของประเทศจีน ได้กุมอำนาจการต่อรองที่เบ็ดเสร็จ ในเวทีระดับสากลเรียบร้อยแล้ว !