- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 413 จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า
บทที่ 413 จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า
บทที่ 413 จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า
บทที่ 413 จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า
ภายในโรงงานแปรรูปมีคนงานยืนกระจายตัวอยู่ประปราย คนเหล่านี้คือพนักงานกลุ่มแรกที่เพิ่งถูกรับสมัครเข้ามาพร้อมกับผู้ช่วยของฟู่ซาน
เมื่อทุกคนเห็นเจียงชิ่นเดินมากับฟู่ซาน ต่างก็พากันมองมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น ฟู่ซานจึงถือโอกาสแนะนำเจียงชิ่นให้ทุกคนรู้จัก โดยบอกว่าเธอคือหนึ่งในเจ้าของโรงงานแห่งนี้
"หนูควรจะเรียกพี่ว่าอะไรดีคะ ผู้อำนวยการเจียง ? " ฟู่ซานเอ่ยแซวพร้อมรอยยิ้ม
"ผู้อำนวยการเจียงอะไรกันจ๊ะ ต่อไปพี่ไม่ได้มีหน้าที่มานั่งคุมโรงงานหรอก พี่ขอทำหน้าที่รับเงินปันผลอย่างเดียวก็พอแล้ว ส่วนเรื่องที่ต้องปวดหัวน่ะ พี่ขอยกให้เป็นหน้าที่ของคู่สามีภรรยาอย่างพวกเธอก็แล้วกัน พี่ว่านะ ให้เธอรับตำแหน่งผู้อำนวยการโรงงานไปเลย ส่วนเฮ่อหยางซานก็ให้ดูแลเรื่องการขายและหน้าร้านข้างนอก แบ่งหน้าที่กันแบบนี้เข้าท่าไหมล่ะ"
เจียงชิ่นเอ่ยทีเล่นทีจริง แต่แววตานั้นดูจริงจัง
ฟู่ซานเบิกตากว้าง "พี่สะใภ้คะ พี่ตั้งใจจะให้หนูเป็นผู้อำนวยการโรงงานจริง ๆ เหรอคะ ? "
"ใช่จ้ะ เธอคือคนที่เหมาะสมที่สุด โรงงานนี้เธอเป็นคนสร้างมันขึ้นมากับมือ เธอรู้ลึกรู้ดีกว่าพวกเราทุกคน ส่วนเฮ่อหยางซานน่ะ เขาเป็นพวกมีพรสวรรค์ด้านการขาย ไว้ถึงเวลาเราจดทะเบียนบริษัทเสื้อผ้าสตรีขึ้นมาอีกแห่ง แล้วให้เขาเป็นผู้จัดการดูแล แบบนี้ธุรกิจของเราก็จะเริ่มเป็นรูปเป็นร่างอย่างสมบูรณ์"
เจียงชิ่นวาดภาพอนาคตออกมาเป็นฉาก ๆ จนฟู่ซานฟังแล้วรู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาทันที
ในตอนนี้หัวใจของเธอเต็มไปด้วยพลังแห่งการต่อสู้ เธอรู้สึกว่าการตัดสินใจลาออกมาลุยร่วมกับพี่สะใภ้และเฮ่อหยางซานเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดที่สุดในชีวิต
"พี่สะใภ้คะ หนูสัญญาว่าจะบริหารโรงงานให้ดีที่สุดค่ะ ตรงไหนที่ไม่รู้หนูจะขยันเรียนรู้ให้มาก เฮ่อหยางซานเคยบอกว่าโรงงานเสื้อผ้าที่ทางใต้น่ะมีเยอะมาก คราวก่อนเขาไปดูแค่ตลาดแต่ยังไม่มีโอกาสแวะไปดูโรงงานจริงจัง หนูเลยคิดว่าอยากจะหาเวลาลงไปศึกษาดูงานที่โรงงานทางใต้ดูสักหน่อย จะได้ไปดูว่าเขาผลิตกันยังไง บริหารโรงงานกันแบบไหนค่ะ"
นับตั้งแต่เฮ่อหยางซานกลับมาจากทางใต้ เขาได้รับประสบการณ์และบทเรียนมามากมาย ความรุ่งเรืองของตลาดเสื้อผ้าและแนวคิดสมัยใหม่ที่นั่นสั่นสะเทือนใจเขาอย่างแรง และส่งผลกระทบโดยตรงต่อแนวทางการดำเนินธุรกิจของเขา
ซึ่งเรื่องเหล่านี้เขาได้ถ่ายทอดให้ฟู่ซานฟังอย่างละเอียด และเธอก็ตั้งใจฟังจดจำไว้ในใจเสมอ
"ความคิดนี้ยอดเยี่ยมมากจ้ะ อยากไปก็ไปเลย ทริปนี้ถือเป็นการไปดูงาน ให้เบิกค่าใช้จ่ายจากบัญชีโรงงานได้เลยนะ ไปเรียนรู้จากโรงงานทางใต้ให้เต็มที่ พวกเราจะใช้แนวคิดที่ล้ำสมัยที่สุดเพื่อสร้างโรงงานที่ก้าวล้ำนำหน้าใครเพื่อน"
คำพูดของเจียงชิ่นเปรียบเสมือนแรงผลักดันชั้นดี จนตอนนี้ใจของฟู่ซานลอยไปถึงทางใต้เรียบร้อยแล้ว
ตอนเที่ยง ทั้งคู่แวะทานมื้อกลางวันง่าย ๆ ที่โรงอาหารของโรงงาน
เนื่องจากตอนนี้พนักงานยังมีไม่มาก โรงอาหารจึงจ้างป้ามาช่วยทำกับข้าวเพียงสองคน ฟู่ซานตั้งใจว่าเมื่อรับคนงานใหม่เข้ามาเพิ่มขึ้นในอนาคต เธอจะจ้างป้ามาช่วยงานเพิ่มอีกสักสองคน
"คนดูแลคลังสินค้า ต้องเลือกให้ดีนะจ๊ะ ตำแหน่งนี้สำคัญมาก ต้องหาคนที่สุขุม พึ่งพาได้ และมีความรับผิดชอบสูงมาทำหน้าที่นี้" เจียงชิ่นกำชับ
"ตอนนี้ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้เลยค่ะ คนที่มาสัมภาษณ์ช่วงนี้ดูแล้วยังไม่ค่อยเข้าตาเท่าไหร่ เกรงว่าจะรับผิดชอบงานคลังสินค้าไม่ไหว"
พูดถึงตรงนี้ ฟู่ซานก็นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยอย่างลังเลว่า "พี่สะใภ้คะ หนูมีความคิดอย่างหนึ่ง หนูอยากจะลองชวน ติงเมิ่งเฟย มาทำดูค่ะ เธอโตมากับหนูตั้งแต่เด็ก พวกเรารู้ไส้รู้พุงกันเป็นอย่างดี เธอเป็นคนซื่อสัตย์ ทำงานรอบคอบ ให้มาคุมคลังสินค้านี่รับรองว่าไม่มีปัญหาแน่นอนค่ะ"
"ติงเมิ่งเฟยเหรอ ? "
ภาพของเด็กสาวท่าทางอ่อนแอขี้โรคคนนั้นผุดขึ้นมาในหัวของเจียงชิ่น
"เรื่องนิสัยใจคอของเธอน่ะ พี่ไม่เถียงหรอก พี่เองก็เคยคุยกับเธออยู่บ้าง แต่มีอยู่จุดหนึ่งคือ งานคลังสินค้าบางครั้งมันต้องมีการยกของแบกหาม ร่างกายที่ดูบอบบางของเธอจะไหวเหรอจ๊ะ ? "
ฟู่ซานได้ยินดังนั้นก็หลุดขำพรืดออกมา "พี่สะใภ้คะ พี่คงไม่ได้เจอติงเมิ่งเฟยมานานแล้วสิคะ ตอนนี้เธอน่ะเปลี่ยนไปเป็นคนละคนกับที่พี่เคยเห็นเลยนะคะ พี่จำได้ไหมคะที่พี่เคยให้ตำรับยาบำรุงเลือดลมให้เธอไว้น่ะ เธอต้มดื่มตามสูตรนั้นมาเป็นปี พี่ทายสิว่าเกิดอะไรขึ้น... เธอเจริญอาหารขึ้นมาก หลับก็สนิท เดี๋ยวนี้ผิวพรรณเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล น้ำหนักขึ้นมาตั้ง 20 ชั่ง (10 กิโลกรัม) ตอนนี้ตัวแข็งแรงบึกบึนขึ้นเยอะเลยค่ะ"
"จริงเหรอเนี่ย ? "
เจียงชิ่นไม่ได้เจอติงเมิ่งเฟยมานานมากจริง ๆ ครั้งสุดท้ายที่เจอกันคือเมื่อปีกว่าที่แล้ว นึกไม่ถึงเลยว่าเธอจะเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ สูตรยาที่ได้จากระบบนี่มันขลังสุด ๆ ไปเลยแฮะ
"จริงสิคะ ! เดี๋ยวนี้เธอหิ้วของหนัก ๆ 20 ชั่งเดินตัวปลิวเลยล่ะค่ะ ตอนนี้โรงงานทอผ้าผลประกอบการไม่ค่อยดี ได้ข่าวว่ากำลังจะเลิกจ้างคนงานอีกชุดใหญ่จนพนักงานขวัญเสียกันไปหมด เมื่อวันก่อนเมิ่งเฟยยังมาปรึกษาหนูเรื่องนี้อยู่เลย หนูเลยแอบคิดว่าอยากจะชวนเธอมาทำงานที่โรงงานเราซะเลยค่ะ"
เจียงชิ่นนิ่งคิดตาม นี่ถือเป็นความคิดที่ไม่เลวเลยทีเดียว
การได้คนที่ไว้ใจได้มาทำงาน ย่อมดีกว่าการไปจ้างคนนอกที่เราไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้าเป็นไหน ๆ
"ตกลงจ้ะ เอาตามที่เธอคิดเลย ว่างเมื่อไหร่ก็ลองไปคุยกับติงเมิ่งเฟยดู แต่การจะให้เธอลาออกจากโรงงานรัฐวิสาหกิจเพื่อมาทำงานในโรงงานเอกชนเล็ก ๆ ของเรา เธอคงต้องมีความกังวลอยู่บ้างแน่ๆ ถึงตอนนั้นเธอก็ลองวิเคราะห์สถานการณ์ของโรงงานรัฐในตอนนี้ให้เธอฟัง แล้วก็วาดภาพอนาคตของโรงงานเราให้เธอดูด้วย ถ้าเธอยังไม่มั่นใจ ก็พาเธอมาดูสถานที่จริงเลยก็ได้จ้ะ"
"อื้ม พี่สะใภ้ หนูจำใส่ใจไว้แล้วค่ะ"
หลังจากทานข้าวเสร็จ เจียงชิ่นก็ขอตัวลากลับ เธอตั้งใจจะแวะไปหาเฮ่อหยางซานต่อ เพราะมีเรื่องสำคัญที่ต้องคุยกับเขา ก่อนจะไป เธอได้โทรศัพท์นัดแนะกับเฮ่อหยางซานไว้ก่อนแล้วเพื่อให้เขารออยู่ที่ร้าน
เมื่อถึงที่ร้าน เฮ่อหยางซานก็เชิญเจียงชิ่นเข้าไปคุยกันในห้องทำงานด้านหลัง
เจียงชิ่นเล่าผลสรุปจากการไปเยี่ยมชมโรงงานแปรรูปเมื่อช่วงเช้าให้เขาฟัง พร้อมกับให้คำแนะนำเล็ก ๆ น้อย ๆ ในบางจุด ซึ่งไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรนัก โดยรวมแล้วฟู่ซานจัดการทุกอย่างได้ดีมาก
นอกจากนี้เธอยังกำชับให้เฮ่อหยางซานรีบส่งฟู่ซานไปศึกษาดูงานที่ทางใต้โดยเร็ว ก่อนที่จะเริ่มเดินเครื่องทำความสะอาดขนเป็ดอย่างเป็นทางการ ซึ่งเฮ่อหยางซานก็รับคำอย่างว่าง่าย
ทว่า จุดประสงค์หลักที่เจียงชิ่นแวะมาในวันนี้ นอกจากเรื่องโรงงานแล้ว ยังมีเรื่องสำคัญอีกอย่างคือการให้เฮ่อหยางซานไป จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า สำหรับเสื้อนวมขนเป็ดและเสื้อโค้ทวูล
"ทำไมถึงต้องรีบร้อนขนาดนี้ล่ะครับ ? " เฮ่อหยางซานเอ่ยถามด้วยความสงสัย
ก่อนหน้านี้เจียงชิ่นเคยเปรยเรื่องการจดทะเบียนแบรนด์มาบ้าง แต่ตอนนั้นพูดเพียงผ่าน ๆ ไม่ได้ดูเร่งรีบเท่ากับในวันนี้
"จะไม่ให้รีบได้ยังไงคะ ตอนที่คุณอยู่ทางใต้ มีลูกค้ามาอาละวาดที่ร้าน เรื่องนี้กัวเย่ว์คงเล่าให้คุณฟังแล้วใช่ไหม"
"ครับ เธอเล่าให้ฟังแล้ว"
"ลูกค้าคนที่มาหาเรื่องนั่นแหละค่ะ เธอซื้อเสื้อร้านเราไปเพื่อเอาไปลอกแบบแล้วไปตัดขายเองในร้านตัดเสื้อของเธอ เรื่องการเลียนแบบน่ะมันป้องกันยาก ตราบใดที่เสื้อผ้าเราดีไซน์สวยและเป็นที่นิยมของลูกค้า ยังไงก็ต้องมีคนก๊อปปี้ออกมาไม่จบไม่สิ้นแน่นอน"
"แล้วเราควรทำยังไงครับ ? "
"เพราะแบบนี้ไงคะ เสื้อผ้าของเราถึงต้องมีแบรนด์เป็นของตัวเอง พวกเราอาจจะห้ามไม่ให้คนก๊อปปี้ไม่ได้ แต่พวกเราสามารถใช้ 'แบรนด์' มาบอกกับทุกคนได้ว่าชิ้นไหนคือของแท้ และเราต้องสื่อสารให้ลูกค้าเข้าใจว่า เฉพาะของแท้เท่านั้นถึงจะการันตีคุณภาพได้ เพราะมันผ่านการออกแบบและผลิตมาอย่างพิถีพิถันจากเรา ใส่แล้วดูดีมีระดับและภูมิฐานกว่าของเลียนแบบเป็นไหน ๆ "
"พี่สะใภ้ครับ แบรนด์นี่มันสำคัญขนาดนั้นเลยเหรอครับ ? "
"แน่นอนสิคะ ลองนึกภาพดูนะ ถ้าคุณจะซื้อนาฬิกาสักเรือน ระหว่างนาฬิกาโนเนมที่ไม่มีที่ไปที่มา กับนาฬิกายี่ห้อ 'เซี่ยงไฮ้' เรือนไหนที่คุณใส่แล้วจะรู้สึกภูมิฐานและมั่นใจกว่ากันล่ะ ? "
เฮ่อหยางซานนิ่งคิดครู่เดียวก็เข้าใจทันที
"ผมเข้าใจแล้วครับ เดี๋ยวบ่ายนี้ผมจะรีบไปจัดการเรื่องจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทันทีเลย"
ความจริงเฮ่อหยางซานเป็นคนฉลาดมาก แค่สะกิดเพียงนิดเดียวเขาก็เข้าใจทะลุปรุโปร่ง
สิ่งที่เขาขาดไปในตอนนี้มีเพียง "วิสัยทัศน์" เท่านั้น ซึ่งมันไม่ใช่ความผิดของเขาเลย แต่มันเป็นข้อจำกัดของยุคสมัยที่บีบกั้นมุมมองของเขาเอาไว้
เจียงชิ่นพยักหน้าด้วยความพอใจ "ฝากด้วยนะจ๊ะ ส่วนเรื่องการออกแบบป้ายแท็กติดเสื้อน่ะ เดี๋ยวพี่จะเป็นคนจัดการให้เอง"