- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 406 เฮ่อหยางซานมาสู่ขอถึงบ้าน
บทที่ 406 เฮ่อหยางซานมาสู่ขอถึงบ้าน
บทที่ 406 เฮ่อหยางซานมาสู่ขอถึงบ้าน
บทที่ 406 เฮ่อหยางซานมาสู่ขอถึงบ้าน
ตกเย็นเมื่อทั้งสองคนกลับถึงบ้าน เฮ่อหยางซานและฟู่ซานยังไม่กลับมา แต่ป้าจางเริ่มยุ่งวุ่นวายอยู่ในครัวแล้ว
ช่วงบ่ายเจียงชิ่นโทรศัพท์กลับมาบอกแม่ฟู่ว่าเย็นนี้เฮ่อหยางซานจะแวะมา ให้ป้าจางช่วยเตรียมกับข้าวเพิ่มอีกสักสองสามอย่าง
หลังจากเจียงชิ่นและฟู่เส้าตั๋วเข้าบ้านได้ไม่นาน เฮ่อหยางซานกับฟู่ซานก็กลับมาถึง
สองมือของเฮ่อหยางซานหอบหิ้วข้าวของพะรุงพะรัง ส่วนฟู่ซานเองก็ถือถุงใบใหญ่อีกสองใบ เมื่อเห็นพวกเขามาถึง แม่ฟู่ก็เดินไปรับที่ประตูบ้าน พร้อมกับตะโกนเรียกเจียงชิ่นและฟู่เส้าตั๋วที่อยู่ชั้นบน
พอเรียกเสร็จเธอก็หันไปพูดกับเฮ่อหยางซานว่า "เสี่ยวเฮ่อ เธอมาก็มาเถอะ จะหิ้วของมาเยอะแยะทำไมกัน คนกันเองทั้งนั้น เกรงใจกันเกินไปแล้ว"
เฮ่อหยางซานแวะมากินข้าวที่บ้านหลายครั้งแล้ว ความสัมพันธ์กับฟู่ซานก็มั่นคงดีในฐานะคนรักอย่างเป็นทางการ การที่เขาซื้อของมาฝากชุดใหญ่ขนาดนี้ทุกครั้งทำให้แม่ฟู่รู้สึกเกรงใจ
เฮ่อหยางซานยิ้มพลางตอบว่า "ผมเพิ่งไปทำงานที่ทางใต้มาน่ะครับ เพิ่งกลับถึงปักกิ่งเมื่อวานนี้เอง ของพวกนี้เป็นของขึ้นชื่อจากทางใต้ ผมเลยซื้อมาให้ทุกคนได้ลองชิมกันครับ"
พูดไปเฮ่อหยางซานก็แนะนำของฝากเหล่านั้นคร่าว ๆ
มีทั้งส้มหวานและขนมจากเมืองกวางโจว ไวท์ช็อกโกแลตบรรจุในกล่องเหล็กใบใหญ่ คุกกี้... แต่ที่สะดุดตาที่สุดคือ ลิ้นจี่พวงใหญ่ อย่างอื่นยังพอหาได้ แต่ลิ้นจี่พวงนี้ถือเป็นของหายากมาก เพราะในปักกิ่งแทบไม่มีวางขายเลย ตอนซื้อลิ้นจี่ พ่อค้าบอกกับเฮ่อหยางซานว่าต้องรีบกินให้หมด เพราะมันเสียเร็วมาก เพื่อที่จะรักษาความสดของลิ้นจี่พวงนี้ไว้ เฮ่อหยางซานถึงกับยอมลงทุนซื้อน้ำแข็งหลายสิบแท่งมายัดใส่ถุงเพื่อลดอุณหภูมิให้ลิ้นจี่ตลอดทาง
ระหว่างการเดินทางเขาก็จำไม่ได้ว่าต้องเปลี่ยนน้ำแข็งไปกี่รอบ
สรุปสั้น ๆ คือ เมื่อมาถึงปักกิ่ง ลิ้นจี่ยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์ดี เฮ่อหยางซานถึงได้ลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เฮ่อหยางซานเล่าเพียงที่มาของมัน ไม่ได้ปริปากบอกเลยว่าเขาต้องลำบากยากเข็ญแค่ไหนกว่าจะรักษามันมาได้ถึงที่นี่
แต่เป็นฟู่ซานต่างหากที่ทนไม่ไหว เล่ารายละเอียดความลำบากนั้นให้แม่ฟังจนแม่ฟู่รู้สึกเอ็นดูและสงสารเขาจับใจ ต้องเสียน้ำแข็งไปตั้งกี่แท่งถึงจะได้ลิ้นจี่พวงนี้มา ของสิ่งนี้มันช่างล้ำค่าเหลือเกิน
และมันก็พิสูจน์ให้เห็นถึงความจริงใจของเฮ่อหยางซานได้เป็นอย่างดี
เจียงชิ่นกับฟู่เส้าตั๋วเดินลงมาจากชั้นบน และได้เห็นข้าวของที่เฮ่อหยางซานหิ้วมาพอดี
เธออาศัยจังหวะที่ว่างเข้าไปกระซิบถามเบา ๆ "สหายเฮ่อ สารภาพมาซะดี ๆ ว่าวันนี้มาด้วยจุดประสงค์อะไรกันแน่ คิดจะมาลักพาตัวเสี่ยวซานบ้านฉันไปใช่ไหม ? "
เฮ่อหยางซานไม่ใช่คนผิวขาวนัก แต่ในตอนนี้ใบหน้าของเขากลับปรากฏรอยแดงระเรื่ออย่างเห็นได้ชัด
เขากระแอมเบา ๆ สองทีแล้วกระซิบตอบ "พี่ครับ เดี๋ยวพี่ต้องช่วยพูดให้ผมหน่อยนะ"
เจียงชิ่นเลิกคิ้ว "เมื่อกี้เรียกฉันว่าอะไรนะ ? "
เฮ่อหยางซานหัวไวปานกามนิตหนุ่ม รีบเปลี่ยนคำเรียกทันที "พี่สะใภ้ครับ"
"อืม เรื่องช่วยน่ะช่วยแน่ แต่ตัวนายเองก็ต้องทำผลงานให้ดีด้วยนะ"
หลังจากทานอาหารเย็นกันเสร็จเรียบร้อย ขณะที่ทุกคนนั่งล้อมวงคุยกัน เฮ่อหยางซานก็เริ่มมีท่าทีประหม่า เขาถูมือไปมาพลางรวบรวมความกล้าพูดกับแม่ฟู่ว่า "แม่ครับ ผมกับเสี่ยวซานตั้งใจจะแต่งงานกัน ผมหวังว่าคุณแม่จะเมตตาตกลงให้เราสองคนได้ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันครับ"
ฟู่ซานที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน ทันทีที่เฮ่อหยางซานโพล่งประโยคนั้นออกมา เธอถึงกับหยิกแขนเขาหมับใหญ่ ตาคนนี้เป็นอะไรไปเนี่ย เรื่องยังไม่ทันตกลงเลย ดันไปเปลี่ยนคำเรียกเขาว่าแม่ซะแล้ว
แถมคำว่า 'แม่' ที่เรียกออกมานั้น ยังฟังดูร่าเริงรื่นหูซะเหลือเกิน เจียงชิ่นเองได้ยินก็ถึงกับต้องเม้มปากกลั้นยิ้ม
ส่วนฟู่เส้าตั๋วไม่ได้หัวเราะตาม เขาเพียงแค่มองเฮ่อหยางซานด้วยสายตาเรียบเฉยปนจริงจัง แต่ก็ไม่ได้เอ่ยขัดอะไร
ฝั่งแม่ฟู่กลับไม่ได้ติดใจเรื่องที่เขาเปลี่ยนคำเรียก ในใจของเธอนั้นคิดว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่มั่นคงแล้ว การแต่งงานย่อมเป็นเรื่องของเวลา และการเปลี่ยนคำเรียกก็ต้องเกิดขึ้นในสักวัน
การที่เฮ่อหยางซานเรียกเธอว่า 'แม่' อย่างสนิทสนมแบบนี้ กลับทำให้เธอรู้สึกยินดีอยู่ลึก ๆ เสียด้วยซ้ำ
แม่ฟู่เห็นเด็กสองคนนี้คบกันมานานแล้ว แต่เฮ่อหยางซานกลับไม่ยอมพูดเรื่องแต่งงานเสียที จนในใจเธอก็เริ่มจะร้อนรนแทนลูกสาว
เธอไม่รู้ว่าในหัวเฮ่อหยางซานคิดอะไรอยู่ และเธอไม่อยากให้ฟู่ซานต้องเสียใจซ้ำสอง
เรื่องของ 'เย่จวิ้น' คราวก่อน แม้ฟู่ซานจะปิดบังแม่ไว้ตลอด แต่ความจริงแม่ฟู่รู้อยู่เต็มอก
เพียงแต่ในเมื่อลูกไม่พูด เธอก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น
ตอนที่ฟู่ซานอกหักและแอบนอนร้องไห้ทุกคืน แม่ฟู่เองก็เจ็บปวดใจไม่แพ้กัน
สำหรับเฮ่อหยางซานคนนี้ แม่ฟู่ค่อนข้างถูกใจในตัวเขา ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่ยอมปล่อยให้เขาแวะเวียนมาทานข้าวที่บ้านบ่อย ๆ หรอก
ในที่สุดเมื่อเฮ่อหยางซานเอ่ยปากเรื่องแต่งงาน หัวใจที่เคยแขวนอยู่บนเส้นด้ายของแม่ฟู่ก็สงบลงเสียที
เธอหวังเพียงให้ลูกสาวมีความสุขและมีฝั่งฝาที่ดี
ในใจแม่ฟู่ตกลงไปหมื่นครั้งแล้ว แต่ปากกลับยังไม่ยอมรับคำในทันที
ยังไงซะบ้านเราก็เป็นฝ่ายหญิง ต้องไว้ท่าทีให้ดูนิ่ง ๆ หน่อย ขืนตกลงไวเกินไปจะดูเหมือนลูกสาวเราไม่มีราคา
เมื่อเห็นแม่ฟู่ยังเงียบ เฮ่อหยางซานก็รีบสำทับด้วยความจริงใจ "แม่ครับ ผมสัญญาว่าจะดูแลเสี่ยวซานให้ดีไปตลอดชีวิต คุณแม่สามารถคอยจับตาดูผมได้เลย ถ้าวันไหนผมทำไม่ดี คุณแม่จะตบจะด่าผมยังไงก็ได้ ผมยอมหมดครับ"
แม่ฟู่หลุดหัวเราะออกมาทันที "ฉันจะไปตบไปด่าเธอทำไมเล่า เธอก็ออกจะเป็นเด็กดีขนาดนี้"
พอมองเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าแม่ยาย เฮ่อหยางซานก็หายประหม่าไปเป็นปลิดทิ้ง เขาหัวเราะแหะ ๆ อย่างคนซื่อ จนลบภาพลักษณ์นักธุรกิจจอมเขี้ยวที่เคยเป็นไปหมดสิ้น
ฟู่ซานใช้ไหล่ชนเขาเบา ๆ พร้อมขยับปากพูดแบบไม่มีเสียงว่า "ซื่อบื้อ"
ท่าทางกะหนุงกะหนิงของทั้งคู่ตกอยู่ในสายตาของทุกคน แม่ฟู่มองพวกเขาด้วยแววตาเปี่ยมรัก ยิ่งมองเฮ่อหยางซานก็ยิ่งรู้สึกถูกชะตามากขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากเฮ่อหยางซานร่ายคำมั่นสัญญาออกมาอีกชุดใหญ่ ในที่สุดแม่ฟู่ก็ยอมเปิดปากตกลง
"เอาล่ะ ในเมื่อพวกเธอสองคนรักกันดีขนาดนี้ แม่ก็ไม่มีความเห็นอื่นหรอก ขอแค่ต่อไปเธอทำดีกับเสี่ยวซานให้มาก ๆ นั่นแหละคือสิ่งที่สำคัญที่สุด"
"แม่ครับ วางใจได้เลยครับ ผมสัญญาว่าจะดีกับเสี่ยวซานไปชั่วชีวิต จะทุ่มเททั้งตัวและหัวใจดูแลเธอ จะรักและถนอมเธอไว้เป็นแก้วตาดวงใจเลยครับ..."
เฮ่อหยางซานร่ายยาวด้วยความตื่นเต้นและตรงไปตรงมา จนฟู่ซานเขินจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี เธอใช้ข้อศอกกระทุ้งเขาสุดแรงเพื่อสั่งให้หยุดพูด
เฮ่อหยางซานทำหน้าซื่อมองหน้าฟู่ซาน ส่วนฝ่ายหญิงก็ได้แต่หน้าแดงก่ำเบือนหน้าหนีไปทางอื่น
แม่ฟู่มองดูทั้งคู่พลางยิ้มละไมในใจ เป็นอันว่าเรื่องแต่งงานตกลงกันได้เรียบร้อย
ใบหน้าขาวผ่องของฟู่ซานบัดนี้แดงก่ำไปถึงใบหู ทั้งเขินอายและดีใจปนเปกันไปหมด
ตลอดกระบวนการนี้เจียงชิ่นไม่ได้ต้องออกแรงช่วยเลยแม้แต่น้อย ความจริงเธอรู้อยู่แล้วว่าแม่ฟู่พอใจในตัวเฮ่อหยางซานมากและต้องตกลงแน่นอน เธอจึงตั้งใจจะไม่เข้าไปยุ่มย่ามตั้งแต่แรก
เมื่อเรื่องใหญ่จบลง ขั้นตอนต่อไปคือการหารือรายละเอียดเรื่องงานหมั้น
ตามธรรมเนียมปกติ เรื่องการสู่ขอไม่ควรให้เฮ่อหยางซานมาคนเดียวแบบนี้ แต่ควรจะเป็นพ่อแม่ของเขาที่ออกหน้า ทว่าพ่อแม่ของเฮ่อหยางซานเสียชีวิตไปนานแล้ว เขาเติบโตมาในบ้านของลุง และต้องเผชิญกับความเย็นชามารยาททรามและการทารุณกรรมต่าง ๆ นานา ทำให้ความสัมพันธ์กับครอบครัวทางลุงนั้นย่ำแย่มาก
สาเหตุที่เฮ่อหยางซานต้องลงไปลำบากในชนบทตอนนั้น ก็เพราะเขาต้องไปแทนลูกของลุง ทางครอบครัวลุงไม่เคยคิดจะให้เขากลับเข้าเมืองด้วยซ้ำ ตั้งใจจะทิ้งเขาไว้ในชนบทให้พ้นภาระไปเสีย
แต่เพราะเฮ่อหยางซานเป็นคนขยันและไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา เขาจึงคว้าโควตาการกลับเข้าเมืองมาได้ด้วยตัวเอง เพียงแต่ตอนกลับมาไม่มีงานรองรับ เขาจึงต้องเริ่มจากการตั้งแผงลอยขายของตามข้างทาง
ตอนนี้เขาตัดขาดการติดต่อกับบ้านลุงไปอย่างสิ้นเชิง และทางนั้นก็ไม่เคยมาตามหาเขาเลย เพราะพวกเขามองว่าเฮ่อหยางซานเป็นเหมือน "เผือกร้อน" ที่สลัดทิ้งได้ย่อมดีที่สุด
หารู้ไม่ว่า เฮ่อหยางซานในวันนี้ ไม่ใช่คนกระจอกคนเดิมที่พวกเขาเคยรู้จักอีกต่อไปแล้ว
แต่เฮ่อหยางซานก็ยินดีที่พวกเขาไม่มาวุ่นวาย ไม่อย่างนั้นถ้าพวกเขารู้ว่าตอนนี้เขาทำธุรกิจจนร่ำรวย ไม่รู้ว่าจะแห่กันมาโวยวายขอแบ่งเงินกันยังไงบ้าง
เรื่องราวในครอบครัวของเฮ่อหยางซาน ฟู่ซานได้เล่าให้แม่ฟู่ฟังหมดแล้ว แม่ฟู่รู้สึกเวทนาและเห็นใจในโชคชะตาของเขามาก เธอจึงเข้าใจดีว่าทำไมเขาถึงต้องมาสู่ขอด้วยตัวคนเดียวแบบนี้