- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 381 ระบบจัดการห้องสมุด
บทที่ 381 ระบบจัดการห้องสมุด
บทที่ 381 ระบบจัดการห้องสมุด
บทที่ 381 ระบบจัดการห้องสมุด
เดือนมีนาคมเริ่มต้นภาคเรียนใหม่ เจียงชิ่นเริ่มกลับมาหมกตัววุ่นวายอยู่ในห้องทดลองก่อนล่วงหน้าสองสามวันแล้ว ส่วนเรื่องโทรศัพท์มือถือเธอตัดสินใจส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญด้านโทรคมนาคมคนอื่น ๆ ในประเทศรับช่วงต่อ ปล่อยมือให้พวกเขาได้ลงมือทำอย่างเต็มที่
สำหรับตัวเธอเอง ช่วงนี้ยังไม่มีโปรเจกต์วิจัยใหม่ ๆ จึงทุ่มเทสมาธิทั้งหมดไปกับการเรียนแทน
ผลการสอบปลายภาคเมื่อเทอมที่แล้ว เธอและฟู่เส้าตั๋วสามารถคว้าคะแนนอันดับหนึ่งมาครองได้สำเร็จ และใช้สิทธิ์สอบเทียบข้ามชั้นขึ้นมาอยู่ปี 4 ได้อีกครั้ง
เปิดเทอมคราวนี้ ทั้งคู่จึงต้องเข้าเรียนร่วมกับนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ห้องจบการศึกษา ซึ่งหมายความว่าพวกเขากำลังจะเรียนจบแล้วนั่นเอง
ในช่วงเวลาที่พอจะมีเวลาว่าง เจียงชิ่นจึงยุ่งอยู่กับการเตรียมเขียนวิทยานิพนธ์เพื่อจบการศึกษา
เธอไม่ได้ยุ่งแค่ส่วนของตัวเองเท่านั้น แต่ยังช่วยฟู่เส้าตั๋วเตรียมข้อมูลด้วย
หลังจากฟู่เส้าตั๋วพักฟื้นร่างกายจนแข็งแรงดี เขาก็กลับไปทำงานที่กระทรวงเครื่องจักรกลที่เจ็ดต่อ เพื่อจัดการสะสางและส่งมอบงานต่าง ๆ ให้เรียบร้อย ก่อนที่จะถึงกำหนดเรียนจบและย้ายไปประจำการที่กองทัพอย่างเป็นทางการ
เจียงชิ่นกังวลว่าเขาจะเหนื่อยเกินไปเพราะเพิ่งผ่าตัดมาไม่นาน จึงรับอาสาช่วยสืบค้นข้อมูลสำหรับเขียนวิทยานิพนธ์ให้เขาเอง
แต่หลังจากที่ต้องเทียวไล้เทียวขื่อไปหาข้อมูลที่ห้องสมุดอยู่หลายวัน เจียงชิ่นก็พบความจริงที่แสนเจ็บปวดว่า การหาข้อมูลในยุคนี้มันช่างยากลำบากเหลือเกิน
ไม่มีไฟล์ดิจิทัล ไม่มีระบบสืบค้นออนไลน์ สิ่งเดียวที่ทำได้คือเดินเข้าไปในคลังหนังสือแล้วเปิดหาทีละเล่ม ยันหาเนื้อหาที่ต้องการเอาเอง
ถึงแม้เธอจะมี "ซูเปอร์โปรแกรมจำลอง" ที่ช่วยหาข้อมูลได้สะดวกมากก็จริง แต่ปัญหาคือข้อมูลที่ได้จากโปรแกรมนั้นไม่ได้ระบุที่มาของแหล่งอ้างอิง เวลาจะเขียนบรรณานุกรมอ้างอิงจึงกลายเป็นเรื่องที่น่าปวดหัวสุด ๆ
เจียงชิ่นหงุดหงิดกับความล่าช้านี้จนทนไม่ไหว เธอใช้เวลาเพียงสองวันเขียน "ระบบจัดการห้องสมุด" ขึ้นมาและติดตั้งลงในคอมพิวเตอร์ จากนั้นก็ยกหูโทรศัพท์กริ๊งเดียวตามตัวอธิการบดีหนิงให้มาที่ห้องทดลองทันที
ในฐานะอธิการบดีมหาวิทยาลัยเมืองหลวงผู้ยิ่งใหญ่ เมื่อโดนนักศึกษาของตัวเองโทรตามตัว อธิการบดีหนิงกลับไม่มีท่าทีขุ่นเคืองเลยสักนิด แถมยังรีบแจ้นมาหาด้วยความตื่นเต้นอีกต่างหาก
ก็แหม ฟังจากน้ำเสียงในโทรศัพท์ของเจียงชิ่นแล้ว ดูเหมือนเธอจะมีนวัตกรรมใหม่มานำเสนออีกแล้วนี่นา เรื่องแบบนี้เขาต้องกระตือรือร้นเป็นธรรมดา
เมื่อมาถึงห้องทดลอง เจียงชิ่นก็ร่ายยาวถึงปัญหาความไม่สะดวกในการสืบค้นข้อมูล ก่อนจะสาธิตวิธีการใช้งานระบบจัดการห้องสมุดให้อธิการบดีหนิงดู
"ถ้าเราใช้ซอฟต์แวร์ตัวนี้ เราจะสามารถกรอกข้อมูลหนังสือทั้งหมดที่มีอยู่ในห้องสมุดลงไปได้เลยค่ะ การสืบค้นหรือการยืม-คืนจะสะดวกและรวดเร็วกว่าระบบปัจจุบันหลายเท่าตัวเลย และในอนาคตถ้าเรามีอุปกรณ์สแกน เราก็สามารถสแกนหนังสือทุกเล่มให้กลายเป็นไฟล์อิเล็กทรอนิกส์เก็บไว้ในระบบได้ คราวนี้จะเปิดอ่านผ่านจอคอมพิวเตอร์ก็ยิ่งสะดวกเข้าไปใหญ่ค่ะ"
อธิการบดีหนิงฟังไปก็พยักหน้าหงึกหงักไปพลาง เขาสนใจระบบจัดการนี้เอามาก ๆ ถึงขั้นขอลงมือทดลองใช้งานด้วยตัวเองอยู่หลายรอบ
"มันสะดวกขึ้นมากจริง ๆ นั่นแหละ ทำไมก่อนหน้านี้ผมถึงนึกไม่ถึงนะ แต่ว่าอุปกรณ์สแกนที่คุณว่านั่นคืออะไรน่ะ ? บ้านเรายังไม่มีของแบบนั้นเลยไม่ใช่เหรอ ? "
เจียงชิ่นเผลอหลุดปากพูดล้ำยุคไปหน่อย เลยต้องรีบแถไถตามน้ำไป "อ๋อ นั่นเป็นสิ่งที่หนูจินตนาการไว้น่ะค่ะ ว่ามันน่าจะมีเครื่องที่สามารถสแกนหน้ากระดาษเข้าไปในคอมพิวเตอร์ได้ แต่ตอนนี้ถึงไม่มีก็ไม่เป็นไรค่ะ แค่จัดระเบียบรายชื่อหนังสือเข้าสู่ระบบก่อน อย่างน้อยการสืบค้นก็ง่ายขึ้นเยอะแล้วล่ะค่ะ"
อธิการบดีหนิงทำท่าครุ่นคิด "อย่างนั้นเหรอครับ น่าเสียดายจัง ผมก็นึกว่าคุณวิจัยอุปกรณ์ตัวนั้นออกมาได้แล้วซะอีก แต่ก็นะ ถึงไม่มีก็ไม่เป็นไร เพียงแต่หนังสือเล่มหนึ่งมันมีจำกัด ถ้าเพื่อนคนนี้ยืมไป คนอื่นก็อดอ่าน แต่ถ้าสามารถอ่านแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้จริง ๆ มันจะช่วยแก้ปัญหาใหญ่ได้เลยนะเนี่ย"
เจียงชิ่น: "..."
อยากได้เครื่องสแกนก็บอกมาตรง ๆ เถอะค่ะท่านอธิการบดี จะมาพูดอ้อมค้อมกดดันหนูทำไมเนี่ย
"จริงๆ แล้ว... เรื่องนี้มันก็ค่อนข้างยากอยู่นะคะ ต้องใช้เวลาวิจัยอย่างจริงจังเลยล่ะ ตอนนี้หนูเองก็มัวแต่วุ่นกับการเขียนวิทยานิพนธ์ คงไม่มีเวลาปลีกตัวไปคิดค้นเครื่องสแกนหรอกค่ะ เอาแบบนี้ไหมคะ ท่านลองดูว่าพอจะมีผู้เชี่ยวชาญด้านทัศนศาสตร์หรืออิเล็กทรอนิกส์ที่เหมาะสมไหม เดี๋ยวหนูจะลองไปปรึกษาและวางแนวทางกับเขาดูค่ะ"
ความจริงก็คือ หลังจากผ่านโปรเจกต์ระดับช้างอย่างซูเปอร์คอมพิวเตอร์และพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชันมาแล้ว อุปกรณ์ที่มีเทคโนโลยีไม่ซับซ้อนมากอย่างเครื่องสแกน เจียงชิ่นตั้งใจจะปล่อยมือให้คนอื่นทำบ้าง
เธอคงไม่สามารถเหมางานวิจัยเทคโนโลยีทุกอย่างในประเทศไว้คนเดียวได้หรอก
อีกอย่าง ถ้าให้เวลากับนักวิทยาศาสตร์คนอื่น ๆ อีกนิด พวกเขาก็คงจะพัฒนาของพวกนี้ออกมาได้เองในไม่ช้า
ข้อดีเพียงอย่างเดียวของเธอก็คือการกุมความลับของเทคโนโลยีแห่งอนาคตไว้ล่วงหน้าเท่านั้นเอง
อธิการบดีหนิงเป็นพวกสายปฏิบัติ สั่งปุ๊บทำปั๊บ วันต่อมาเขาก็พาผู้เชี่ยวชาญด้านออปโตอิเล็กทรอนิกส์มาหาเธอทันที สำหรับคนอื่น การจะหาตัวผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในเวลาสั้น ๆ แบบนี้อาจจะเป็นเรื่องยาก แต่สำหรับมหาวิทยาลัยเมืองหลวงที่มีคณะวิชาครอบคลุมแทบทุกแขนง การจะหาผู้เชี่ยวชาญสักคนน่ะเหรอ ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก
ครั้งนี้เจียงชิ่นไม่ได้ประเคนแบบแปลนให้ตรง ๆ
ก็ถ้าเตรียมแบบแปลนให้เสร็จสรรพ แล้วจะเรียกว่าให้คนอื่นพัฒนาได้ยังไงล่ะ ก็แค่ทำตามสั่งเท่านั้นเอง
เธอเลยเลือกที่จะแนะแนวทางแนวคิดและหลักการทำงานของเครื่องสแกนให้แทน ส่วนรายละเอียดที่เหลือปล่อยให้พวกเขาไปขบคิดและลงมือทำเอาเอง
หลังจากสะสางเรื่องนี้เสร็จ อธิการบดีหนิงก็จัดการส่งคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งระบบจัดการห้องสมุดไปที่ห้องสมุดทันที พร้อมกับส่งเจ้าหน้าที่ห้องสมุดมาฝึกงานกับเจียงชิ่นอยู่หนึ่งสัปดาห์เต็ม ๆ
ถ้าเป็นคนที่คุ้นเคยกับคอมพิวเตอร์อยู่แล้ว อาจจะใช้เวลาเรียนรู้แค่เย็นวันเดียวก็เป็นงานแล้ว
แต่เจ้าหน้าที่ห้องสมุดพวกนี้ไม่เคยแตะต้องคอมพิวเตอร์มาก่อนเลยในชีวิต จึงต้องใช้เวลาถึงหนึ่งสัปดาห์กว่าจะใช้งานได้คล่องแคล่ว และเมื่อใช้งานเป็นแล้ว เจ้าหน้าที่ห้องสมุดต่างก็อุทานด้วยความตื่นเต้นและประหลาดใจไม่หยุด
ระบบนี้มันใช้งานง่ายสุด ๆ ช่วยประหยัดเวลาและแรงงานไปได้มหาศาล
ทั้งชาญฉลาดและรวดเร็ว สะดวกสบายจนไม่รู้จะบรรยายยังไงเลย !
จากเหตุการณ์นี้ อธิการบดีหนิงเริ่มมองเห็นความเป็นไปได้อันไร้ขีดจำกัดของการประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ เขาจึงปรึกษากับเจียงชิ่นว่าอยากจะขยายขอบเขตการใช้งานคอมพิวเตอร์ให้กว้างขวางขึ้นไปอีกระดับ
ซึ่งนี่ก็คือสิ่งที่เจียงชิ่นตั้งใจจะทำอยู่พอดี
ก่อนหน้านี้เธอมัวแต่ยุ่งกับการคลอดลูกและอยู่ไฟ เลยยังไม่มีเวลาปลีกตัวมาทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง
ตอนนี้พอมีเวลาแล้ว เจียงชิ่นจึงอยากจะดันเรื่องการพัฒนาแอปพลิเคชันคอมพิวเตอร์ให้เข้าสู่แผนงาน
แน่นอนว่าคราวนี้เธอไม่ได้ฉายเดี่ยวคนเดียว เธอได้ยื่นรายงานขออนุมัติจากเบื้องบน เพื่อดึงตัวศาสตราจารย์จากภาควิชาคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยเมืองหลวงมา 5 ท่าน เพื่อมาร่วมทีมพัฒนาแอปพลิเคชันไปพร้อมกับเธอ
ศาสตราจารย์ทั้ง 5 ท่านที่ถูกเลือกต่างก็ดีใจจนแทบคลั่ง การได้มีส่วนร่วมในโปรเจกต์ที่ล้ำสมัยขนาดนี้ มันไม่ต่างอะไรกับส้มหล่นใส่หัวเลยล่ะ
เจียงชิ่นถึงกับแอบขำตัวเองว่า ป่านนี้เธอแทบจะกลายเป็นนักศึกษาภาควิชาคอมพิวเตอร์ไปเต็มตัวแล้วมั้งเนี่ย
วิชาในภาคของตัวเองน่ะไม่ค่อยได้ทำอะไรหรอก แต่สมาธิทั้งหมดดันไปจมอยู่กับเรื่องคอมพิวเตอร์ซะงั้น
ส่วนจวงซือเหวินกับจั๋วซีตอนนี้ขึ้นปี 2 แล้ว เนื้อหาวิชาเรียนเริ่มหนักขึ้น ทำให้เวลาที่จะแวะมาช่วยงานที่ห้องทดลองน้อยลงไปถนัดตา
เวลาว่างอันน้อยนิดที่เหลืออยู่ พวกเขายังต้องแบ่งเวลาไปที่โรงงานเครื่องจักรกล เพื่อติดตั้งซอฟต์แวร์ให้กับคอมพิวเตอร์ที่เพิ่งผลิตเสร็จใหม่ ๆ ก่อนส่งมอบ
ด้วยเหตุนี้ เวลาที่เจียงชิ่นจะได้พบกับจวงซือเหวินจึงลดน้อยลงไปมาก
จนกระทั่งวันนี้ จวงซือเหวินพอจะมีเวลาว่างแวะมาที่ห้องทดลอง
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าห้องทดลอง เธอก็ตรงดิ่งไปลากตัวเจียงชิ่นมานั่งบ่นระบายอารมณ์ชุดใหญ่
บ่นตั้งแต่เรื่องเปิดเทอมมาวิชาเรียนเยอะขึ้นแค่ไหน การบ้านในแต่ละวันมันมหาศาลขนาดไหน
บ่นไปบ่นมา สุดท้ายเธอก็จบลงด้วยการมองหน้าเจียงชิ่นแล้วถอนหายใจ "ฉันล่ะอิจฉาเธอจริง ๆ เลยนะ อีกแค่เทอมเดียวเธอก็จะเรียนจบแล้ว ส่วนฉันยังเหลือเวลาอีกตั้งสามปีเต็ม ๆ แค่คิดก็เหนื่อยจนอยากจะบ้าตายแล้วเนี่ย"
พูดจบ เธอก็เอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความนับถือ "ตอนนี้ฉันยิ่งทึ่งในตัวเธอและคุณสามีฟู่เส้าตั๋วเข้าไปใหญ่เลย วิชาเยอะขนาดนี้ พวกเธอเรียนจบครบหมดได้ยังไงภายในปีเดียวเนี่ย มันช่างเป็นอะไรที่อธิบายทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้เอาซะเลย ! "
เจียงชิ่นหัวเราะเบา ๆ "เอาแบบนี้ไหมล่ะ เดี๋ยวฉันให้เธอลาพักงานที่นี่ชั่วคราว แล้วเธอไปทุ่มเทเวลาให้กับการเรียนอย่างเดียว เผื่อจะลองสอบเทียบข้ามชั้นให้จบไว ๆ เหมือนฉันบ้างไง"
จวงซือเหวินรีบโบกมือพัลวัน "อย่ามาล้อเล่นกับฉันเลยจ้ะ ฉันไม่ได้มีความสามารถระดับอัจฉริยะเหมือนพวกเธอสองคนหรอกนะ แค่เรียนตามหลักสูตรปกติให้จบครบตามกำหนด ฉันก็กราบไหว้ฟ้าดินขอบคุณสวรรค์แล้วล่ะ"
ถึงเธอจะแอบอิจฉาที่เจียงชิ่นสามารถสอบข้ามชั้นได้ แต่เธอก็รู้ขีดจำกัดของตัวเองดี จวงซือเหวินไม่เคยกล้าฝันเลยว่า วันหนึ่งเธอจะสามารถกลายเป็นนักศึกษาที่สอบข้ามชั้นได้เหมือนกับเจียงชิ่น