- หน้าแรก
- บุปผาเซียนเร้นราคะ
- ตอนที่ 63 เอาชนะด้วยปัญญา
ตอนที่ 63 เอาชนะด้วยปัญญา
ตอนที่ 63 เอาชนะด้วยปัญญา
ตอนที่ 63 เอาชนะด้วยปัญญา
ท่ามกลางเสียงสุนัขเห่าหอนอย่างต่อเนื่อง ร่างเงาสายหนึ่งปรากฏขึ้นบนถนนสายหลักของหมู่บ้านตระกูลซุน
ทันใดนั้นมีแสงไหลผ่านม่านราตรี ราวกับคมกระบี่ที่กรีดผืนผ้าดำ พุ่งตรงไปยังร่างเงานั้น
ปัง...
การโจมตีที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันทำให้บุปผาโลหิตผลิบานบนร่างเงา ไอสีดำที่รายล้อมรอบตัวมันพลันขยายตัว พุ่งม้วนตลบกลับไปโจมตีร่างที่อยู่เบื้องบน
บนยอดต้นไม้สูงใหญ่ ชิงเฉิน ยืนเอามือไพล่หลัง นางชี้ไปเบื้องหน้าเพียงหนึ่งนิ้ว พลังเซียนราวกับเมฆหมอกพัดพาน พุ่งเข้าปะทะกับไอมารสีดำทมิฬที่จู่โจมเข้ามาโดยตรง!
ในระหว่างการปะทะที่หยุดชะงักเพียงครู่สั้นๆ กระบี่ไม้เล่มหนึ่งปรากฏขึ้นที่ด้านหลังของร่างเงานั้น ไม่ใช่การแทงหรือการฟัน แต่ตัวกระบี่ฟาดฟันลงมาในลักษณะการสับ แฝงไปด้วยเสียงของระลอกคลื่นน้ำอย่างเลือนราง
ในเวลาเดียวกัน ไป๋ตังเจินเหริน ในชุดประดับมุกหยกอันหรูหรา ยืนอยู่กึ่งกลางถนนเบื้องหน้า ปากร่ายมนตรา พลันเห็นมุกหยกบนกายเปล่งแสงห้าสีเรืองรอง พลังเซียนควบแน่นเป็นแสงกระบี่ผ่องใสสองสาย พุ่งเข้าเสียบทะลุร่างเงานั้นจากทางซ้ายและขวา
หยางชุนและเฟยซิงยืนอยู่บนชายคาที่อยู่ไม่ไกล ในการรับรู้ของเฟยซิง กลิ่นอายของร่างเงานั้นคล้ายคลึงกับระดับหกวิญญาณ ทว่ากลิ่นอายกลับดุร้ายและอำมหิตยิ่งนัก
เขาเอ่ยว่า "นั่นดูไม่ค่อยเหมือนพลังเซียน" เขาหมายถึงไอสีดำที่วนเวียนอยู่รอบร่างเงานนั้น
เสียงของ เปาจิ่ง ดังมาจากใต้ชายคา "นั่นคือไอมาร"
โฮก...
ร่างเงาที่ถูกทั้งสามรุมโจมตีส่งเสียงคำรามด้วยความโกรธแค้น ไอมารทั่วร่างแยกออกจากกายชั่วครู่เพื่อต้านทานการโจมตีจากสี่ทิศทาง พร้อมกันนั้นก็เปิดเผยร่างที่แท้จริงของมันออกมา...
ทั่วร่างปกคลุมด้วยขนแข็งสีดำทมิฬ สี่เท้ามีกรงเล็บแหลมคมงอกออกมา รูปร่างใหญ่โตราวกับเสือดาว มีความดุร้ายยิ่งกว่าสัตว์อสูรตะกละ!
ไอเย็นสายหนึ่งลอยล่องไปยังข้างกายของมารอย่างเงียบเชียบ พลันแปรเปลี่ยนเป็นใบมีดน้ำแข็งพุ่งขึ้นมา ทะลวงผ่านปราการไอมารและเสียบทะลุกายของมันภายในชั่วพริบตา!
วู้...
พร้อมกับเสียงโหยหวนอันแสนสยดสยอง มารตนนั้นค่อยๆ ล้มลง ทั้งสองฝ่ายต่างอยู่ในระดับหกวิญญาณ แม้ว่าร่างโดยรวมของมันจะไม่ชัดเจนและมีไอมารพันพัว แต่เมื่อเหล่าอัจฉริยะแห่งสรวงสวรรค์ที่นี่ลงมือพร้อมกัน มันจะต้านทานได้เพียงการปะทะครั้งเดียวได้อย่างไร?
ทุกคนต่างคิดเช่นนั้น และไม่รู้สึกแปลกใจกับสิ่งที่เห็น ยกเว้นเฟยซิง ความสามารถในการรับรู้อันทรงพลังของเขาไม่เสื่อมถอยลงแม้จะอยู่ในแดนมายา
"ข้าบอกแล้วว่าไม่ต้องถึงมือพวกเราหรอก" หยางชุนยักไหล่ให้เฟยซิง เตรียมจะกระโดดลงไปที่มารตนนั้นเพื่อดูว่ามันคือสิ่งใดกันแน่
"เดี๋ยวก่อน!" เฟยซิงคว้าข้อมือของหยางชุนไว้เพื่อหยุดนาง พร้อมกับตะโกนบอกคนด้านล่างว่า "ระวัง...!"
คำว่า 'ตัว' ยังไม่ทันออกจากปาก พลันเห็นแรงสั่นสะเทือนของเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความอาฆาตพุ่งออกมาจากปากกว้างของมาร!
โฮก...
เขี้ยวกระบี่เสียดสี เล็บกระบี่พิโรธ พลังอำนาจเหนือเสียงมังกรอสูร เสียงคำรามสั่นประสาทบาดลึกถึงกระดูกหนาว! ไอมารพันกาย นัยน์ตาสีแดงดุร้าย อำมหิตยิ่งกว่าเสือร้ายคำราม ปากเลือดอ้ากว้างพ่นลมคาวคละคลุ้ง!
เห็นเพียงไอมารที่วนเวียนรอบกายพลันควบแน่น กลายเป็นคลื่นสีเลือดพุ่งสั่นสะเทือนออกไปอย่างรุนแรง...
เจิ้งไหวเอิน ที่อยู่ใกล้ที่สุดไม่ได้เตรียมใจไว้ก่อน กระอักเลือดออกมาแล้วกระเด็นไปด้านหลัง มือขวาที่ถือกระบี่รวมถึงกระบี่ไม้สลายกลายเป็นผุยผงลอยไปตามลม
ไป๋ตังเจินเหรินอยู่ไกลที่สุด ชุดผ้าไหมหรูหราขาดวินาศไปครึ่งตัว แสงห้าสีด้านหลังเลือนหาย เขาคุกเข่าลงข้างหนึ่ง โลหิตไหลรินจากมุมปาก
ต้นไม้ที่ชิงเฉินยืนอยู่แตกสลายเป็นสิบกว่าชิ้นในชั่วพริบตา นางตอบโต้ได้อย่างรวดเร็ว โดยใช้พลังเซียนที่เหลือทั้งหมดในร่างกายเพื่อการป้องกัน หลังจากการสั่นสะเทือนผ่านไป นางไม่ได้รับบาดเจ็บ ทว่าสีหน้าซีดเผือดเล็กน้อย คาดว่าคงเสียพลังเซียนไปไม่ใช่น้อย
หยางชุนยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เฟยซิงที่อยู่ข้างกายนางมีสีหน้าเคร่งขรึมลง
เมื่อครู่ยามที่มารตนนี้ล้มลง ไอมารในร่างกายหยุดการไหลเวียน มีวี่แววเลือนรางว่าจะสลายไปพร้อมกับการตายของร่างกาย ทว่าสถานะนี้คงอยู่เพียงอึดใจเดียว จากนั้นเฟยซิงก็รับรู้ได้ว่าไอมารในกายมันพุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลัน...
เปาจิ่งลอบช่วยเจิ้งไหวเอินกลับมา แบกเขาขึ้นมาบนชายคา มองดูมารซึ่งมีกลิ่นอายรุนแรงกว่าเดิม เปาจิ่งเอ่ยเสียงต่ำ "มารตนนี้ในยามนี้ มีพลังกล้าแกร่งถึงขั้นต่อกรกับระดับพินิจจิตได้แล้ว"
ระดับพินิจจิต...คือระดับพลังของเฟยซิงในโลกความจริง หากอยู่ในโลกความจริง สำหรับคนอื่นๆ ที่อยู่ที่นี่เขาสามารถสังหารได้ด้วยการสะบัดมือ ทว่าในเวลานี้ กลับทำให้พวกเขาต่อกรได้ยากยิ่ง
เดิมทีหากทั้งหกคนอยู่ในสภาพสมบูรณ์และลงมือพร้อมกันก็มีโอกาสสูงอยู่ แต่ทว่าในยามนี้...
ซุยรื่อเดินออกจากเรือนมาอยู่ข้างกายพวกเขา ชิงเฉินและไป๋ตังก็ถอยกลับมาเช่นกัน ไป๋ตังปรับกระแสโลหิตในกาย เอ่ยเสียงเบา "ประมาทไป... เดรัจฉานตัวนี้ช่างอัปมงคลนัก"
ทว่าชิงเฉินกลับไม่มีท่าทีอ่อนกำลังลงแม้แต่น้อย ดวงตาคู่งามดุจแต้มหมึกยังคงเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ เมื่อซุยรื่อเห็นนางในสภาพนี้ จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยว่า "ต้องวางแผนให้รอบคอบ"
เมื่อชิงเฉินได้ยินดังนั้นสีหน้าจึงค่อยๆ สงบลง แต่ยังคงกล่าวว่า "จะวางแผนอะไร ใช้ความคิดแล้วมันจะตายเองหรืออย่างไร?"
เปาจิ่งมองไปยังเฟยซิงและหยางชุนที่ยืนดูอยู่ข้างๆ แล้วถามว่า "พวกเจ้าคิดเห็นอย่างไร?"
หยางชุนกลอกตาไปมา นางและเฟยซิงราวกับมาเพียงเพื่อให้ครบจำนวน ตลอดทางไม่ว่าเรื่องใหญ่เรื่องเล็กก็ไม่เกี่ยวกับพวกเขาทั้งสอง การถามพวกเขาเป็นเพียงการทำตามพิธี ซึ่งพวกเขาก็จะตอบเพียง "ตกลง" เท่านั้น แต่ยามนี้ดูเหมือนเปาจิ่งจะถามความเห็นของพวกเขาอย่างจริงจัง
เฟยซิงเห็นหยางชุนมีท่าทีลังเล จึงเอ่ยขึ้นก่อนว่า "มารตนนี้คลุ้มคลั่งไร้ปัญญา หากพวกเราล่อมันออกไปแล้ววางกับดัก อาจจะชนะได้ด้วยสติปัญญา เมื่อครู่ซุยรื่อ... ท่านเซียนหญิงได้สร้างบาดแผลลึกเข้าไปในกายของมัน ต่อให้มันยังไม่ถึงคราวอวสาน ก็คงยากจะทนทานได้นานนัก"
"น้องชายกล่าวได้ดี แค่ก..." เจิ้งไหวเอินไอออกมาเป็นกองเลือด แขนของเขาขาดไปข้างหนึ่ง ทั่วร่างเต็มไปด้วยโลหิต แม้จะบาดเจ็บสาหัส ทว่าสายตายังคงลุ่มลึกดุจมหาสมุทร
เฟยซิงเห็นสภาพอันน่าสลดใจของเขาจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยว่า "พี่เจิ้ง ท่าน..."
"ไม่เป็นไร ข้างนอกนั่นข้าเคยเจอแผลที่หนักกว่านี้มาแล้ว" เขาเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ
"หากเป็นเช่นนั้น พวกเราจงออกจากหมู่บ้าน ถอยร่นไปยังป่า" ขณะที่เปาจิ่งกล่าว มารเบื้องล่างก็ได้พุ่งเข้าหาพวกเขาแล้ว คนทั้งหลายกลายเป็นร่างเงาพร่าเลือน ทะยานมุ่งสู่ป่าเขานอกหมู่บ้านทันที
ทว่า...เมื่อทุกคนหันกลับไปมอง มารตนนั้นกลับไม่ได้ไล่ตามพวกเขามา แต่มันกลับเลี้ยวไปยังเรือนราษฎรที่อยู่ไม่ไกล หน้าประตูเรือนมีสุนัขดำตัวหนึ่งถูกล่ามไว้ มันกำลังเห่าใส่มันอย่างบ้าคลั่ง ขนทั่วร่างตั้งชัน คาดว่าคงจะตื่นตระหนกและหวาดกลัวถึงขีดสุด
เมื่อเห็นสุนัขดุตัวนั้น มารกลับดูเหมือนจะมีความหวาดกลัวอย่างยิ่งเช่นกัน มันเดินวนเวียนลังเลอยู่ใกล้ๆ โดยไม่ยอมเข้าใกล้เลย ช่างเป็นเรื่องประหลาดนัก มารที่ต่อกรกับระดับพินิจจิตได้ กลับหวาดกลัวเพียงสุนัขธรรมดาตัวหนึ่ง
ทันใดนั้น มันเงยหน้าคำรามลั่นฟ้า ไอมารรอบกายกลายเป็นลมดำพุ่งเข้าใส่ สุนัขดำตัวนั้นพลันกลายเป็นเศษเนื้อเลือดในทันที เมื่อไม่มีสุนัขดำเฝ้าประตู มารก็พังประตูเข้าไป ในพริบตาต่อมา...เสียงกรีดร้องโหยหวนเคล้าแสงอัปมงคล โลหิตสาดกระจายบนหน้าต่างกระดาษน้ำมัน
เสียงร้องในเรือนดังเพียงอึดใจเดียว แล้วเงียบหายไปไร้ร่องรอย มารออกจากเรือนหลังนั้น และตรงไปยังเรือนราษฎรอีกหลัง ดูเหมือนมันจะหาวิธีจัดการได้แล้ว แม้จะไม่กล้าเข้าใกล้สุนัขหน้าเรือน แต่มันก็ใช้วิธีเดิมคือใช้ไอมารบดขยี้สุนัขจนแหลกลาญ แล้วจึงพุ่งเข้าไปในเรือน
โศกนาฏกรรมเกิดขึ้นซ้ำรอย ไป๋ตังหยุดฝีเท้าเป็นคนแรก มองดูหมู่บ้านตระกูลซุนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
………….