- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบวัยห้าขวบครึ่งในโลกบำเพ็ญเพียร
- บทที่ 24: เจียงเฟิงค้นพบสมบัติล้ำค่า มหาสงครามสัตว์อสูร
บทที่ 24: เจียงเฟิงค้นพบสมบัติล้ำค่า มหาสงครามสัตว์อสูร
บทที่ 24: เจียงเฟิงค้นพบสมบัติล้ำค่า มหาสงครามสัตว์อสูร
เดิมทีมันตั้งใจว่าวันนี้จะออกไปหาอาหารมื้อใหญ่กินให้สำราญใจ แล้วค่อยกลับมาเก็บตัวฝึกตนเพื่อเลื่อนระดับ
ทว่าใครจะคาดคิดเล่าว่าหลังจากมันกลับมา คำว่า "แล้วค่อย" จะไม่มีอยู่อีกต่อไป
ทันทีที่มันกลับมาถึง มันก็เห็นมนุษย์ผู้หนึ่งกำลังวิ่งหนีออกจากถ้ำของมัน และพุ่งทะยานจากไปอย่างรวดเร็ว
มนุษย์ผู้นั้นก็คือเจียงเฟิงนั่นเอง
เขาบังเอิญถูกส่งตัวมาโผล่ใกล้ๆ กับถ้ำของหมีทองคำเพลิงพอดี ด้วยความกลัวว่าจะถูกจับได้ เขาจึงซ่อนตัวอยู่อย่างระมัดระวัง ไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียง หรือสร้างความเคลื่อนไหวใดๆ
ทว่าเขากลับนึกไม่ถึงว่า หมีทองคำเพลิงจะออกจากถ้ำไปหาอาหารเสียอย่างนั้น
หลังจากมันจากไป เจียงเฟิงก็ลอบเข้าไปในถ้ำ และค้นพบแร่ธาตุโลหะระดับสูงหลากหลายชนิด
เขาดีใจจนแทบเนื้อเต้น
เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง เขาก็เห็นผลึกสีทองอร่ามชิ้นหนึ่งส่องประกายอยู่ลึกเข้าไปด้านในสุด
แร่ทองคำดารา!
แววตาของเจียงเฟิงลุกวาวเป็นประกายเจิดจ้า เขายื่นมืออันสั่นเทาออกไปหยิบแร่ทองคำดาราขนาดเท่าผลวอลนัทขึ้นมา
"ฮ่าๆๆ..."
เจียงเฟิงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะลั่นออกมาหลายครั้ง
"ข้า เจียงเฟิงผู้นี้ ช่างเป็นลูกรักของสวรรค์เสียจริงๆ!"
แววตาที่จ้องมองนั้นแทบจะหลอมละลายแร่ทองคำดาราในมือให้กลายเป็นของวิเศษได้เลยทีเดียว
แร่ทองคำดารา คือแร่ธาตุโลหะที่พบได้ภายในอุกกาบาต ซึ่งแฝงไปด้วยพลังแห่งดวงดาวจำนวนเล็กน้อย
หากนำแร่ทองคำดาราไปผสมในขั้นตอนการหลอมอาวุธ มันจะช่วยเพิ่มพลังโจมตีให้กับของวิเศษนั้นได้อย่างมหาศาล
นอกจากนี้ยังช่วยยกระดับคุณสมบัติของของวิเศษ ทำให้มันสามารถกักเก็บและปลดปล่อยพลังแห่งดวงดาวได้อีกด้วย
ไม่น่าเชื่อว่าจะมีของล้ำค่าเช่นนี้อยู่ที่นี่ มิน่าเล่า เขาถึงได้รู้สึกไม่อยากจากสถานที่แห่งนี้ไปไหน
เจียงเฟิงรีบเก็บแร่ทองคำดาราด้วยความตื่นเต้นดีใจ จากนั้นก็กวาดแร่ชนิดอื่นๆ ที่เหลือเข้าไปด้วย
เมื่อนึกขึ้นได้ว่าหมีทองคำเพลิงที่ออกไปหาอาหารอาจจะกลับมาเมื่อใดก็ได้ เขาก็รีบพุ่งพรวดออกจากถ้ำและวิ่งหนีหายไปในความมืดมิด
หลังจากเขาหนีไปได้ไม่นาน เสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวของหมีทองคำเพลิงก็ดังสนั่นมาจากเบื้องหลัง
"โฮก..."
หมีทองคำเพลิงคำรามลั่นดุจเสียงอสนีบาต มันทุบอกตัวเองและส่งเสียงร้องอย่างบ้าคลั่งขณะพุ่งตัวกลับเข้าไปในถ้ำ
เพียงเพื่อจะพบว่าสมบัติล้ำค่าของมันถูกกวาดไปจนหมดเกลี้ยง ไม่เหลือแม้แต่เส้นขน
ด้วยความโกรธเกรี้ยวถึงขีดสุด มันรีบหันขวับและวิ่งไล่ตามไปทันที มันไล่ตามไปจนถึงภูเขาอีกลูก แต่ก็ต้องสูญเสียร่องรอยของมนุษย์บัดซบนั่นไปจนได้
เมื่อได้ยินเสียงคำรามของหมีทองคำเพลิง เจียงเฟิงก็หน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว เขาสัมผัสได้ถึงลางร้าย จึงรีบเปิดใช้งานของวิเศษล่องหนที่ท่านอาจารย์มอบให้ วิ่งทะยานไปข้างหน้าครู่หนึ่ง แล้วหันกลับวิ่งสวนทางมุ่งหน้ากลับไปยังถ้ำของหมีทองคำเพลิง
ด้วยอานุภาพของวิเศษล่องหน แม้ว่าหมีทองคำเพลิงจะวิ่งวนหาจนรอบภูเขา มันก็ไม่อาจหาตัวหัวขโมยที่ขโมยสมบัติของมันไปได้
ในขณะที่มันกำลังโกรธแค้นจนแทบคลุ้มคลั่ง จู่ๆ มันก็ได้กลิ่นหอมของโอสถโชยมาเตะจมูก
เพียงแค่ได้กลิ่นหอมของโอสถ ระดับการฝึกตนขั้นสูงสุดของระดับสี่ของมันก็สั่นไหวเล็กน้อย
ของดี!
ดวงตาของหมีทองคำเพลิงลุกวาวเป็นประกาย มันเดินตามกลิ่นหอมของโอสถไปตลอดทาง
ทว่าเมื่อไปถึง มันกลับไม่พบพืชวิญญาณใดๆ เลย สิ่งที่เห็นมีเพียงพยัคฆ์เขี้ยวดาบระดับสี่ขั้นต้น และอสรพิษวิญญาณปรโลกระดับสี่ขั้นกลางเท่านั้น
หมีทองคำเพลิงคลุ้มคลั่งขึ้นมาในทันที มันพุ่งเข้าใส่อสรพิษวิญญาณปรโลกและพยัคฆ์เขี้ยวดาบอย่างบ้าบิ่น
ศิษย์สำนักเสวียนเทียนที่เดิมทีเห็นแสงสีเขียวและตั้งใจจะเข้ามาตรวจสอบ ต่างก็หวาดกลัวต่อแรงกดดันของมันจนต้องพากันวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงไปคนละทิศคนละทาง
หมีทองคำเพลิงเพิ่งจะถูกขโมยแร่ทองคำดาราไปหมาดๆ ซ้ำยังมาสูญเสียพืชวิญญาณที่อาจช่วยให้มันเลื่อนระดับได้ไปอีก
ในเวลานี้ มันโกรธแค้นจนขาดสติสัมปชัญญะไปสิ้น รู้เพียงแต่การโจมตีเพื่อระบายความโกรธเกรี้ยวเท่านั้น
ดวงตาของมันแดงก่ำด้วยความโกรธแค้น เปล่งประกายแสงสีแดงเรืองรอง และแผ่ซ่านไอสังหารอันดำมืดออกมาจางๆ
"โฮก..."
"โฮก"
"ฟ่อ"
อสรพิษวิญญาณปรโลกและพยัคฆ์เขี้ยวดาบต่างก็รับรู้ได้ถึงอันตราย จึงละทิ้งความขัดแย้งที่มีต่อกัน และหันมาร่วมมือกันพุ่งเข้าโจมตีหมีทองคำเพลิงอย่างพร้อมเพรียง
หมีทองคำเพลิงใช้สองอุ้งเท้าอันหนาเตอะคว้าจับพยัคฆ์เขี้ยวดาบเอาไว้ด้วยพละกำลังอันมหาศาล มันชูพยัคฆ์เขี้ยวดาบขึ้นสูงระดับสายตา แล้วจ้องมองศัตรูในกำมือด้วยความโกรธแค้น
พยัคฆ์เขี้ยวดาบร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ร่างของมันถูกฉีกออกเป็นสองซีกในทันที
เลือดสาดกระเซ็น เนื้อปลิวว่อนไปทั่วบริเวณ ช่างเป็นภาพที่น่าสยดสยองและโหดร้ายยิ่งนัก
อสรพิษวิญญาณปรโลกเห็นดังนั้นก็หวาดกลัวจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง มันรีบหันหลังเตรียมวิ่งหนี
หมีทองคำเพลิงโยนซากพยัคฆ์เขี้ยวดาบทิ้งอย่างไม่ไยดี แล้วไล่ตามอสรพิษวิญญาณปรโลกไปติดๆ มันยกอุ้งเท้าหมีอันใหญ่โตขึ้น แล้วกระทืบลงบนหางของอสรพิษวิญญาณปรโลกอย่างแรง
หางของอสรพิษวิญญาณปรโลกถูกกระทืบจนแหลกเหลวเป็นกองเลือดในทันที
"ฟ่อ..."
เมื่อหางขาดสะบั้น อสรพิษวิญญาณปรโลกก็ส่งเสียงขู่ฟ่อด้วยความเจ็บปวด รูม่านตาของมันหดเล็กลง มันหันขวับกลับมา อ้าปากกว้างที่เต็มไปด้วยเลือด แล้วงับเข้าที่ตัวหมีทองคำเพลิงอย่างดุร้าย
หมีทองคำเพลิงหาได้สนใจหัวงูที่พุ่งเข้ามาโจมตีไม่ มันคว้าหางที่ขาดของอสรพิษวิญญาณปรโลกเอาไว้ แล้วเหวี่ยงมันไปมาราวกับแส้
ไม่ว่าอสรพิษวิญญาณปรโลกจะถูกเหวี่ยงไปฟาดกระแทกกับสิ่งใด ต้นไม้ก็หักโค่น ฝุ่นดินคลุ้งกระจาย และก้อนหินบนภูเขาก็พังทลายลงมา
สัตว์อสูรระดับต่ำต่างพากันวิ่งหนีตายจ้าละหวั่น ป่าเขาทั้งผืนถูกทำลายจนราบเป็นหน้ากลอง
หัวของอสรพิษวิญญาณปรโลกถูกเหวี่ยงไปฟาดกับโขดหินแข็งครั้งแล้วครั้งเล่าจนแหลกเหลว และค่อยๆ สิ้นใจตายในที่สุด
"โฮก..."
หมีทองคำเพลิงทิ้งร่างไร้วิญญาณของอสรพิษวิญญาณปรโลกลงกับพื้น มันทุบอกตัวเองและเปล่งเสียงร้องคำรามดังกึกก้องไปทั่วสารทิศ
หลังจากได้ระบายความโกรธเกรี้ยว สติสัมปชัญญะของมันก็ค่อยๆ กลับคืนมา มันเดินจากสถานที่แห่งนั้นไปอย่างหงอยเหงา
ภายในมิติ อาเสวี่ยยังคงไม่ล่วงรู้ถึงศึกสายเลือดอันน่าสลดใจของสัตว์อสูรที่เกิดขึ้นเบื้องนอก นางกำลังเปิดดูถุงมิติที่ยังไม่มีเวลาตรวจสอบอย่างสบายอารมณ์
ถุงมิติที่ศิษย์พี่หญิงมอบให้นั้นเต็มไปด้วยอาหารวิญญาณ ผลไม้วิญญาณ และชุดเกราะวิเศษที่งดงามมากมายสมดั่งที่นางได้กล่าวไว้จริงๆ
เอ๊ะ!
อาเสวี่ยเหลือบไปเห็นหินสีขาวโปร่งใสขนาดเล็กก้อนหนึ่งอยู่ภายในถ้ำมิติ
นี่มันหินบันทึกเงา!
ศิษย์พี่หญิงอุตส่าห์เตรียมสิ่งนี้ไว้ให้นางด้วยหรือเนี่ย!
อาเสวี่ยเก็บหินบันทึกเงาลงในแหวนมิติด้วยความเบิกบานใจ นี่คือของดีอย่างแท้จริง
ในชาติก่อน หลี่เชี่ยนเคยใช้สิ่งนี้เพื่อจัดฉากใส่ร้ายบรรดาตัวประกอบหญิงหลายคน ผู้ที่น่าสงสารที่สุดก็คือ ศิษย์น้องหญิงแห่งสำนักกระบี่ นามว่า ไป๋อี้หลาน
พูดถึงไป๋อี้หลาน นางก็นับเป็นคนที่น่าสงสารยิ่งนัก นางมาจากสถานที่เดียวกับเย่หาน และดูเหมือนว่าจะถูกหมั้นหมายกันมาตั้งแต่เด็ก
ทั้งคู่น่าจะเป็นคู่ครองที่เหมาะสมกันยิ่งนัก ทว่าเพราะเย่หานและหลี่เชี่ยนตกหลุมรักกัน นางจึงเกิดความแค้นเคือง
ในระหว่างการทดสอบ นางได้วางแผนฆาตกรรมหลี่เชี่ยน ทว่าหลี่เชี่ยนกลับใช้หินบันทึกเงาเก็บหลักฐานไว้ทั้งหมด ท้ายที่สุดแล้ว ระดับการฝึกตนของนางก็ถูกทำลายโดยสำนักกระบี่ และนางก็ถูกขับไล่ออกจากสำนักไปในที่สุด
ดังนั้น เรื่องของความรู้สึกและคู่บำเพ็ญเพียรล้วนเป็นเพียงสิ่งลวงตา มีเพียงการบำเพ็ญเพียรเท่านั้นที่เป็นวิถีทางที่ถูกต้อง
ขณะที่กำลังเคี้ยวผลไม้วิญญาณ อาเสวี่ยก็เปิดถุงมิติใบอื่นๆ
ใบหนึ่งมีกำไลป้องกันระดับสูงและกระบี่วิญญาณธาตุไม้ระดับสูง
รวมถึงกล่องหยกและขวดหยกอีกมากมาย
นี่น่าจะเป็นของศิษย์พี่สาม
อีกใบหนึ่งมียันต์และโอสถทิพย์หลากหลายชนิด และใบสุดท้ายมีค่ายกลรูปแบบต่างๆ และโอสถทิพย์เช่นกัน
????
หรือว่า ระหว่างศิษย์พี่ใหญ่และศิษย์พี่รอง คนหนึ่งชำนาญเรื่องค่ายกล และอีกคนชำนาญเรื่องการเขียนยันต์งั้นหรือ??
มิน่าเล่า ยอดเขากระบี่ของสำนักเสวียนเทียนถึงไม่ได้ยากจนเหมือนกับผู้ฝึกกระบี่คนอื่นๆ พวกเขาล้วนมีความสามารถพิเศษเฉพาะตัวนี่เอง
แล้วใครกันที่ชำนาญการหลอมโอสถเหล่านี้?
หรือว่าพวกเขาทุกคนจะทำเป็นหมด??
อาเสวี่ยรีบส่ายหน้า เป็นไปไม่ได้หรอกกระมัง บางทีของพวกนี้อาจจะซื้อมาก็ได้
นางหยุดการคาดเดาของตนเอง แล้วจัดการย้ายโอสถทิพย์ ยันต์ ค่ายกล และกล่องหยกทั้งหมดเข้าไปไว้ในแหวนมิติของนาง
หลังจากหยดเลือดแสดงความเป็นเจ้าของกำไลป้องกันแล้ว นางก็สวมมันไว้ที่ข้อมือ
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว นางก็ทำจิตใจให้สงบและนั่งลงบำเพ็ญเพียร
นางบำเพ็ญเพียรจนกระทั่งไอพลังวิญญาณในตันเถียนเต็มเปี่ยม จึงลืมตาขึ้น
นางไปตรวจสอบพืชวิญญาณที่ปลูกไว้ ด้วยการบำรุงรักษาจากค่ายกล พวกมันจึงเติบโตได้ดีเยี่ยม
นางเก็บเกี่ยวพืชวิญญาณระดับหนึ่งที่โตเต็มที่แล้วหลายต้นใส่ลงในกล่องหยกและเก็บพวกมันไว้
เมื่อมองดูแปลงพืชวิญญาณสีเขียวขจีอันกว้างใหญ่ นางก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจกับความรวดเร็วของกาลเวลา โดยปกติแล้ว เมื่อเริ่มบำเพ็ญเพียร คนเรามักจะไม่รู้สึกถึงเวลาที่ล่วงเลยไป
เบื้องนอกน่าจะเข้าสู่วันที่สองแล้ว สัตว์อสูรสองตัวนั้นก็คงจะจากไปแล้วกระมัง
นางแปะยันต์ล่องหนสองแผ่นลงบนตัว จากนั้นก็โคจรเคล็ดวิชาสรรพพฤกษาคือทหารกล้า แล้วหายตัววับออกจากมิติไป