เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1: หวนคืนสู่วัยห้าขวบครึ่ง

บทที่ 1: หวนคืนสู่วัยห้าขวบครึ่ง

บทที่ 1: หวนคืนสู่วัยห้าขวบครึ่ง


ค่ำคืนในฤดูร้อนอบอ้าวเล็กน้อย ภายใต้ผืนฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว มีครอบครัวนับสิบอาศัยอยู่ ในยามค่ำคืนอันเงียบสงบ เสียงสุนัขเห่าดังแว่วมาให้ได้ยินเป็นระยะ

ภายในห้องเล็กๆ ที่สะอาดสะอ้าน เด็กหญิงวัยห้าขวบเศษกำลังนอนหลับใหล

ในขณะนี้ ร่างเล็กๆ ที่นอนอยู่บนเตียงกลับมีเหงื่อผุดซึมเต็มกรอบหน้า

ใบหน้าเล็กจิ๋วเท่าฝ่ามือยับย่น ริมฝีปากพึมพำฟังไม่ได้ศัพท์

"ทำไมกัน..."

"อย่าเข้ามานะ"

"ช่วยด้วย..."

มือเล็กกำผ้าห่มแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว เส้นเลือดดำปูดโปนขึ้นบนหลังมืออย่างเห็นได้ชัด

หยาดเหงื่อจากใบหน้าไหลซึมไปตามไรผมจนเปียกชุ่มเป็นวงกว้าง

"ทำไม?" น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความรันทดและสิ้นหวัง

จู่ๆ ร่างที่กำลังหลับใหลก็ผุดลุกขึ้นนั่ง ดวงตาเบิกโพลงจ้องมองไปข้างหน้าอย่างเลื่อนลอย ก่อนจะค่อยๆ หันมองสำรวจรอบกาย

"ที่นี่มัน..."

เด็กหญิงบนเตียงก้มมองที่ที่ตนนั่งอยู่ มันคือผ้าห่มสีฟ้าผืนบางที่ห่มแล้วเหมือนไม่ได้ห่ม

จากนั้นนางก็เลื่อนสายตาไปมองมือของตัวเองที่ยังคงกำผ้าห่มเอาไว้แน่น

"นี่มัน???"

เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นฉับพลัน พลิกตัวลงจากเตียง แล้วรีบสำรวจตัวเองและห้องพักอย่างรวดเร็ว

"นี่มันบ้านตอนเด็กของข้าไม่ใช่หรือ?"

"นี่คือข้าตอนห้าขวบครึ่งงั้นหรือ?"

"ข้า..."

"ข้าได้ย้อนเวลากลับมาตอนห้าขวบครึ่งจริงๆ..."

"ข้ากลับมาแล้ว!"

เด็กหญิงค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งยองๆ สองแขนกอดตัวเองเอาไว้แน่น ฟันขบกัดริมฝีปาก ซุกหน้าลงกับท่อนแขนแล้วร้องไห้สะอึกสะอื้น

เด็กหญิงมีนามว่า หลิวอาเสวี่ย เดิมทีนางเกิดในหมู่บ้านตระกูลหลิวซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของสำนักเสวียนเทียน ด้วยความที่นางมีรากวิญญาณธาตุน้ำและไม้ระดับสูง จึงถูกรับเข้าเป็นศิษย์สายในของสำนักเสวียนเทียน

ภายในสำนัก อาเสวี่ยตกหลุมรักคนที่พานางเข้าสำนักและคอยดูแลเอาใจใส่นางอย่างดีมาโดยตลอด

ทว่าก็เป็นบุรุษผู้นี้เอง ที่ทำลายตันเถียนของนางเพื่อแย่งชิงไข่มุกวิญญาณธาตุไม้ ในตอนที่เดินทางเข้าไปในดินแดนลี้ลับ หลังจากที่นางเพิ่งทะลวงสู่ระดับแก่นทองคำได้ไม่นาน

เหตุผลก็คือ ศิษย์น้องหลี่ ที่ชายผู้นั้นมีใจให้ ครอบครองรากวิญญาณสวรรค์ธาตุไม้ หากได้ไข่มุกวิญญาณธาตุไม้ไป นางก็อาจจะสามารถยกระดับกายาเป็นกายาวิญญาณพฤกษาได้

อาเสวี่ยอดทนต่อความเจ็บปวดจากการถูกทำลายตันเถียน หัวใจของนางเต็มไปด้วยความเคียดแค้นและเจ็บปวดเจียนตาย นางเพียงแค่อยากรู้เหตุผลว่าเพราะเหตุใด

เหตุใดเขาถึงได้เลือดเย็น ทำลายนางได้ลงคอ?

หลังจากที่ชายผู้นั้นทำลายตันเถียนของนางแล้ว เขาก็ทิ้งอาเสวี่ยไว้อย่างไร้เยื่อใย แล้วนำไข่มุกวิญญาณธาตุไม้ไปหาหลี่เชี่ยน

เมื่อสูญเสียตันเถียน อาเสวี่ยก็ถูกค้นพบตัวเสียก่อนที่จะหาที่ซ่อนได้

การดิ้นรนอย่างไร้ความหวัง ความเจ็บปวดรวดร้าวที่ทิ่มแทงทะลุหัวใจ ความทรมานราวกับร่างถูกฉีกกระชาก...

ในวาระสุดท้าย อาเสวี่ยไม่อาจทนรับได้อีกต่อไป นางจึงตัดสินใจจบชีวิตตนเองลง โดยคิดว่าทุกอย่างคงจะจบสิ้นเพียงแค่นั้น...

ทว่าใครจะคาดคิด ทันทีที่วิญญาณของอาเสวี่ยหลุดออกจากร่าง นางกลับถูกดูดเข้าไปในมิติอันมืดมิด ที่นั่นไม่มีสิ่งใดเลยเว้นแต่หนังสือเพียงเล่มเดียว

ตอนนั้นเองที่อาเสวี่ยได้รู้ความจริงจากหนังสือเล่มนั้น ว่าแท้จริงแล้วนางเป็นเพียงตัวประกอบหญิงที่ใช้แล้วทิ้ง ส่วนหลี่เชี่ยนคือตัวเอกแห่งแผ่นดินเสวียนเทียนแห่งนี้

การมีอยู่ของนาง เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับส่งมอบสมบัติล้ำค่าให้กับหลี่เชี่ยนเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีตัวประกอบที่ใช้แล้วทิ้งเช่นนางอยู่อีกหลายคน และนางก็เป็นแค่ตัวตนที่ไร้ค่าที่สุด

ซ้ำร้าย ศิษย์พี่หลัว ก็ไม่ใช่พระเอก แต่เป็นเพียงตัวละครสมทบเช่นกัน

พระเอกตัวจริงคืออัจฉริยะแห่งสำนักกระบี่ เย่หาน ผู้เป็นศิษย์เอกของเจ้าสำนักกระบี่ต่างหาก

ยังไม่ทันจะได้อ่านหนังสือจนจบ อาเสวี่ยก็ถูกผลักออกมาจากมิติแห่งนั้นเสียก่อน

ท้องฟ้าเพิ่งจะเริ่มสาง เสียงประตูเปิดดังเอี๊ยดอ๊าดมาจากห้องข้างๆ

"ท่านแม่..." ท่านแม่นี่นา!

อาเสวี่ยลุกขึ้นพรวดแล้ววิ่งตรงไปยังประตู

ตุบ...

ความเจ็บปวดแล่นแปลบไปทั่วร่าง ขาของนางชาหนึบไร้ความรู้สึกไปนานแล้วเนื่องจากนั่งยองๆ เป็นเวลานาน

นางพยายามอย่างหนักที่จะตะเกียกตะกายลุกขึ้น แต่ไม่ว่าจะพยายามอย่างไรก็ลุกไม่ขึ้น

คนด้านนอกได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจึงรีบผลักประตูเข้ามา

"อาเสวี่ย?"

สตรีรูปร่างท้วมเล็กน้อยหน้าตาซื่อสัตย์จริงใจเดินเข้ามาแล้วมองดูเด็กน้อยที่กองอยู่บนพื้น

"อาเสวี่ย เด็กดีของแม่ ทำไมถึงลงไปล้มอยู่บนพื้นได้ล่ะ?"

นางอุ้มเด็กน้อยขึ้นมาด้วยความปวดใจ "เจ็บหรือไม่? แม่เป่าเพี้ยงเดียวก็หายเจ็บแล้ว อาเสวี่ยคนเก่งไม่ร้องนะ"

นี่คืออ้อมกอดของท่านแม่

"ท่านแม่ อาเสวี่ยคิดถึงท่าน อาเสวี่ยคิดถึงท่านแม่เหลือเกิน"

นานแค่ไหนแล้วที่นางไม่ได้พบหน้ามารดา? นานจนนางแทบจะจำใบหน้าหรือน้ำเสียงของท่านแม่ไม่ได้แล้ว

ครั้งสุดท้ายที่ได้พบกัน คือตอนที่นางกลับมาเยี่ยมบ้านครั้งแรกหลังจากทะลวงเข้าสู่ระดับสร้างรากฐาน ในเวลานั้น มารดาของนางเหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว บิดาจากไปเมื่อสองปีก่อนหน้าที่นางจะกลับมา ทิ้งให้ท่านแม่ต้องทนเฝ้ารออย่างขมขื่นเพียงลำพัง เพียงเพื่อจะได้เห็นหน้านางเป็นครั้งสุดท้าย

ยามที่ท่านแม่จากไป นางจากไปอย่างสงบพร้อมกับรอยยิ้ม

เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ น้ำตาก็ไหลอาบสองแก้มของอาเสวี่ย ความรู้สึกอันท่วมท้นทำให้นางสวมกอดมารดาแล้วร้องไห้โฮออกมา ระบายความคับแค้นใจและความคิดถึงทั้งหมดที่มี

"เด็กโง่ เอ็งยังไม่ทันได้ออกจากบ้านเลย ก็คิดถึงแม่เสียแล้วหรือ?"

ผู้เป็นแม่อุ้มร่างเล็กไว้และโยกตัวไปมาเบาๆ ราวกับกำลังปลอบโยนเด็กทารก

"หากทดสอบแล้วว่ามีรากวิญญาณ ลูกก็จะได้ไปสำนักเสวียนเทียน ไปอยู่ที่นั่นแล้วต้องตั้งใจฝึกบำเพ็ญเพียรให้ดีนะ รอให้อาเสวี่ยของแม่เรียนวิชาอาคมสำเร็จ ค่อยกลับมาหาแม่ ตกลงไหม?"

ไปสำนักเสวียนเทียน?

หรือว่าตอนนี้คือช่วงเวลาที่สำนักเสวียนเทียนกำลังเปิดรับสมัครศิษย์?

ถ้าเป็นเช่นนั้น นางก็ต้องจากไปทันทีที่ได้พบหน้าท่านแม่เลยงั้นหรือ?

"ท่านแม่ อาเสวี่ยไม่อยากจากท่านไปเลย"

นางไม่คาดคิดเลยว่าจะต้องจากไปอีกครั้งหลังจากที่เพิ่งได้พบหน้า แล้วอาเสวี่ยจะทำใจยอมรับได้อย่างไร?

คนเป็นแม่เองก็ซาบซึ้งจนน้ำตาคลอเช่นกัน นางข่มความอาลัยอาวรณ์เอาไว้ แขนข้างหนึ่งโอบกอดลูก ส่วนมืออีกข้างก็ช่วยผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าให้อย่างเบามือ

"อาเสวี่ย เสร็จหรือยัง?"

เสียงร้องเรียกอย่างร้อนรนของบุรุษดังมาจากด้านนอก

"ท่านพ่อ..." ท่านพ่อนั่นเอง

"เสร็จแล้วๆ" ผู้เป็นแม่อุ้มนางเดินออกไป

ทันทีที่ทั้งสองก้าวพ้นประตู ก็เห็นชายคนหนึ่งกำลังเดินวนไปวนมาด้วยความร้อนใจอยู่ด้านนอก

"ท่านพ่อ..."

"โธ่ ทำไมอาเสวี่ยน้อยของพ่อถึงได้ร้องไห้ขี้มูกโป่งแบบนี้ล่ะ?"

"ไม่ร้องนะคนดี ไม่ร้อง"

"ร้องไห้แล้วเดี๋ยวจะไม่สวยเอานะ"

"ท่านพ่อ"

"เฮ้อ! รีบไปกันเถอะ ให้พ่อขี่หลังไหม?"

"เจ้าค่ะ"

อาเสวี่ยปีนขึ้นไปบนแผ่นหลังที่แสนอบอุ่นและปลอดภัยซึ่งฝังลึกอยู่ในความทรงจำ สองมือโอบกอดคอของเขาไว้อย่างโหยหา

"ถ้าได้รับเลือก อาเสวี่ยน้อยของพวกเราก็จะได้เป็นท่านเซียนในภายภาคหน้าแล้ว"

สตรีที่เดินอยู่เคียงข้างก็มีใบหน้าที่เต็มไปด้วยความคาดหวังเช่นกัน

ยิ่งเข้าใกล้จุดรับสมัครมากเท่าไหร่ ความกังวลในใจของนางก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้น นางกำลังจะได้พบกับคนผู้นั้นแล้วใช่หรือไม่?

อาเสวี่ยจำเหตุการณ์ในวันนี้เมื่อชาติก่อนได้ดี ผู้ที่มายังหมู่บ้านเพื่อรับสมัครศิษย์ คือศิษย์สายในของสำนักเสวียนเทียน

คนที่ลงมือทำลายตันเถียนของนางนั่นเอง

————หลัวชิง

ตอนนี้หลัวชิงน่าจะอยู่ในขั้นต้นของระดับสร้างรากฐาน ครอบครองรากวิญญาณคู่ธาตุน้ำและธาตุดิน

หากต้องเผชิญหน้ากับเขาในอีกไม่ช้า นางควรจะทำเช่นไรดี?

ในยามนี้ นางเป็นดั่งมดปลวกที่ต่ำต้อยบนพื้นดิน เพียงแค่เขาสะบัดมือเบาๆ ก็สามารถทำให้นางวิญญาณแตกซ่านได้แล้ว

อุตส่าห์ได้รับโอกาสครั้งที่สองมาทั้งที นางจะต้องใช้ชีวิตให้ดีและตั้งใจฝึกบำเพ็ญเพียร นางจะต้องไม่ซ้ำรอยเดิม หรือเสียเวลาไปกับความรู้สึกโง่งมอีกเป็นอันขาด

เมื่อก่อนนางช่างตาบอดและโง่เขลา มองคนไม่ออกจนต้องจบลงด้วยการถูกทำลายตันเถียนและตายอย่างน่าอนาถในดินแดนลี้ลับ

นางสมควรเคียดแค้นผู้ใดกัน?

ไม่ว่าจะเป็นความรักหรือความแค้น สิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นเรื่องราวในชาติก่อน

ในเมื่อนางได้รับโอกาสให้เกิดใหม่อีกครั้ง ก็ให้ทุกอย่างเริ่มต้นใหม่เถอะ!

เมื่ออาเสวี่ยคิดตก ร่างกายของนางก็พลันเบาสบาย สภาวะจิตใจก็ปลอดโปร่งขึ้นมาในทันที

"ไม่เลวเลยทีเดียว สามารถบรรลุรู้แจ้งได้ตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มฝึกบำเพ็ญ พรสวรรค์ในการหยั่งรู้ของเด็กคนนี้ถือว่ายอดเยี่ยมมาก"

จู่ๆ น้ำเสียงชื่นชมอันอ่อนโยน ดุจสายลมแผ่วเบาและหยาดฝนโปรยปราย ก็ดังแว่วมา

โดยไม่ต้องเงยหน้าขึ้นมอง อาเสวี่ยก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นเสียงของหลัวชิง น้ำเสียงนั้นอบอุ่นและเป็นมิตรเหมือนในชาติก่อนไม่มีผิดเพี้ยน ทว่าใครจะคาดคิดเล่า ว่าภายใต้หน้ากากอันแสนอบอุ่นนี้ จะซุกซ่อนปีศาจร้ายเอาไว้ทั้งตัว?

หลังจากหลัวชิงกล่าวจบ เขาก็ยื่นมือออกไป ลูกแก้วผลึกใสก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ มันคืออุปกรณ์ที่ใช้สำหรับทดสอบรากวิญญาณ

"ผู้ที่มีอายุระหว่างห้าถึงสิบห้าปี ก้าวออกมารับการทดสอบ ส่วนคนอื่นๆ จงแยกย้ายกันไปซะ"

เด็กๆ ในหมู่บ้านตระกูลหลิวที่อายุถึงเกณฑ์ต่างพากันเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย

"อาเสวี่ยน้อย รีบไปสิลูก"

อาเสวี่ยข่มความอาลัยอาวรณ์ในใจเอาไว้

"ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าไปก่อนนะเจ้าคะ"

"ไปเถอะ"

อาเสวี่ยที่ยืนอยู่ในแถวหันไปมองบิดามารดา นางส่งยิ้มและพยักหน้าให้พวกเขา ก่อนจะหันกลับไปมองเบื้องหน้า

เด็กๆ ที่เข้ารับการทดสอบด้านหน้า ทยอยวางมือลงบนลูกแก้วผลึกใสทีละคน ทว่ากลับได้รับเพียงคำกล่าวอันไร้เยื่อใยว่า "ไม่มีรากวิญญาณ"

พวกเขาเดินคอตกกลับไปหาบิดามารดาของตน บางคนถึงกับแอบร้องไห้กระซิก

"รากวิญญาณสามธาตุ ทอง ไม้ และดิน ผ่าน"

ในที่สุดก็มีผู้ที่มีรากวิญญาณปรากฏตัวขึ้น ทุกคนที่ยืนอยู่รอบๆ ต่างพากันหันไปมองเด็กคนนั้น หลิวอาต้า

เป็นดั่งเช่นในชาติก่อน เขากับนางคือเพียงสองคนในหมู่บ้านตระกูลหลิวที่มีรากวิญญาณ

จบบทที่ บทที่ 1: หวนคืนสู่วัยห้าขวบครึ่ง

คัดลอกลิงก์แล้ว