- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบวัยห้าขวบครึ่งในโลกบำเพ็ญเพียร
- บทที่ 1: หวนคืนสู่วัยห้าขวบครึ่ง
บทที่ 1: หวนคืนสู่วัยห้าขวบครึ่ง
บทที่ 1: หวนคืนสู่วัยห้าขวบครึ่ง
ค่ำคืนในฤดูร้อนอบอ้าวเล็กน้อย ภายใต้ผืนฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว มีครอบครัวนับสิบอาศัยอยู่ ในยามค่ำคืนอันเงียบสงบ เสียงสุนัขเห่าดังแว่วมาให้ได้ยินเป็นระยะ
ภายในห้องเล็กๆ ที่สะอาดสะอ้าน เด็กหญิงวัยห้าขวบเศษกำลังนอนหลับใหล
ในขณะนี้ ร่างเล็กๆ ที่นอนอยู่บนเตียงกลับมีเหงื่อผุดซึมเต็มกรอบหน้า
ใบหน้าเล็กจิ๋วเท่าฝ่ามือยับย่น ริมฝีปากพึมพำฟังไม่ได้ศัพท์
"ทำไมกัน..."
"อย่าเข้ามานะ"
"ช่วยด้วย..."
มือเล็กกำผ้าห่มแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว เส้นเลือดดำปูดโปนขึ้นบนหลังมืออย่างเห็นได้ชัด
หยาดเหงื่อจากใบหน้าไหลซึมไปตามไรผมจนเปียกชุ่มเป็นวงกว้าง
"ทำไม?" น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความรันทดและสิ้นหวัง
จู่ๆ ร่างที่กำลังหลับใหลก็ผุดลุกขึ้นนั่ง ดวงตาเบิกโพลงจ้องมองไปข้างหน้าอย่างเลื่อนลอย ก่อนจะค่อยๆ หันมองสำรวจรอบกาย
"ที่นี่มัน..."
เด็กหญิงบนเตียงก้มมองที่ที่ตนนั่งอยู่ มันคือผ้าห่มสีฟ้าผืนบางที่ห่มแล้วเหมือนไม่ได้ห่ม
จากนั้นนางก็เลื่อนสายตาไปมองมือของตัวเองที่ยังคงกำผ้าห่มเอาไว้แน่น
"นี่มัน???"
เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นฉับพลัน พลิกตัวลงจากเตียง แล้วรีบสำรวจตัวเองและห้องพักอย่างรวดเร็ว
"นี่มันบ้านตอนเด็กของข้าไม่ใช่หรือ?"
"นี่คือข้าตอนห้าขวบครึ่งงั้นหรือ?"
"ข้า..."
"ข้าได้ย้อนเวลากลับมาตอนห้าขวบครึ่งจริงๆ..."
"ข้ากลับมาแล้ว!"
เด็กหญิงค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งยองๆ สองแขนกอดตัวเองเอาไว้แน่น ฟันขบกัดริมฝีปาก ซุกหน้าลงกับท่อนแขนแล้วร้องไห้สะอึกสะอื้น
เด็กหญิงมีนามว่า หลิวอาเสวี่ย เดิมทีนางเกิดในหมู่บ้านตระกูลหลิวซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของสำนักเสวียนเทียน ด้วยความที่นางมีรากวิญญาณธาตุน้ำและไม้ระดับสูง จึงถูกรับเข้าเป็นศิษย์สายในของสำนักเสวียนเทียน
ภายในสำนัก อาเสวี่ยตกหลุมรักคนที่พานางเข้าสำนักและคอยดูแลเอาใจใส่นางอย่างดีมาโดยตลอด
ทว่าก็เป็นบุรุษผู้นี้เอง ที่ทำลายตันเถียนของนางเพื่อแย่งชิงไข่มุกวิญญาณธาตุไม้ ในตอนที่เดินทางเข้าไปในดินแดนลี้ลับ หลังจากที่นางเพิ่งทะลวงสู่ระดับแก่นทองคำได้ไม่นาน
เหตุผลก็คือ ศิษย์น้องหลี่ ที่ชายผู้นั้นมีใจให้ ครอบครองรากวิญญาณสวรรค์ธาตุไม้ หากได้ไข่มุกวิญญาณธาตุไม้ไป นางก็อาจจะสามารถยกระดับกายาเป็นกายาวิญญาณพฤกษาได้
อาเสวี่ยอดทนต่อความเจ็บปวดจากการถูกทำลายตันเถียน หัวใจของนางเต็มไปด้วยความเคียดแค้นและเจ็บปวดเจียนตาย นางเพียงแค่อยากรู้เหตุผลว่าเพราะเหตุใด
เหตุใดเขาถึงได้เลือดเย็น ทำลายนางได้ลงคอ?
หลังจากที่ชายผู้นั้นทำลายตันเถียนของนางแล้ว เขาก็ทิ้งอาเสวี่ยไว้อย่างไร้เยื่อใย แล้วนำไข่มุกวิญญาณธาตุไม้ไปหาหลี่เชี่ยน
เมื่อสูญเสียตันเถียน อาเสวี่ยก็ถูกค้นพบตัวเสียก่อนที่จะหาที่ซ่อนได้
การดิ้นรนอย่างไร้ความหวัง ความเจ็บปวดรวดร้าวที่ทิ่มแทงทะลุหัวใจ ความทรมานราวกับร่างถูกฉีกกระชาก...
ในวาระสุดท้าย อาเสวี่ยไม่อาจทนรับได้อีกต่อไป นางจึงตัดสินใจจบชีวิตตนเองลง โดยคิดว่าทุกอย่างคงจะจบสิ้นเพียงแค่นั้น...
ทว่าใครจะคาดคิด ทันทีที่วิญญาณของอาเสวี่ยหลุดออกจากร่าง นางกลับถูกดูดเข้าไปในมิติอันมืดมิด ที่นั่นไม่มีสิ่งใดเลยเว้นแต่หนังสือเพียงเล่มเดียว
ตอนนั้นเองที่อาเสวี่ยได้รู้ความจริงจากหนังสือเล่มนั้น ว่าแท้จริงแล้วนางเป็นเพียงตัวประกอบหญิงที่ใช้แล้วทิ้ง ส่วนหลี่เชี่ยนคือตัวเอกแห่งแผ่นดินเสวียนเทียนแห่งนี้
การมีอยู่ของนาง เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับส่งมอบสมบัติล้ำค่าให้กับหลี่เชี่ยนเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีตัวประกอบที่ใช้แล้วทิ้งเช่นนางอยู่อีกหลายคน และนางก็เป็นแค่ตัวตนที่ไร้ค่าที่สุด
ซ้ำร้าย ศิษย์พี่หลัว ก็ไม่ใช่พระเอก แต่เป็นเพียงตัวละครสมทบเช่นกัน
พระเอกตัวจริงคืออัจฉริยะแห่งสำนักกระบี่ เย่หาน ผู้เป็นศิษย์เอกของเจ้าสำนักกระบี่ต่างหาก
ยังไม่ทันจะได้อ่านหนังสือจนจบ อาเสวี่ยก็ถูกผลักออกมาจากมิติแห่งนั้นเสียก่อน
ท้องฟ้าเพิ่งจะเริ่มสาง เสียงประตูเปิดดังเอี๊ยดอ๊าดมาจากห้องข้างๆ
"ท่านแม่..." ท่านแม่นี่นา!
อาเสวี่ยลุกขึ้นพรวดแล้ววิ่งตรงไปยังประตู
ตุบ...
ความเจ็บปวดแล่นแปลบไปทั่วร่าง ขาของนางชาหนึบไร้ความรู้สึกไปนานแล้วเนื่องจากนั่งยองๆ เป็นเวลานาน
นางพยายามอย่างหนักที่จะตะเกียกตะกายลุกขึ้น แต่ไม่ว่าจะพยายามอย่างไรก็ลุกไม่ขึ้น
คนด้านนอกได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจึงรีบผลักประตูเข้ามา
"อาเสวี่ย?"
สตรีรูปร่างท้วมเล็กน้อยหน้าตาซื่อสัตย์จริงใจเดินเข้ามาแล้วมองดูเด็กน้อยที่กองอยู่บนพื้น
"อาเสวี่ย เด็กดีของแม่ ทำไมถึงลงไปล้มอยู่บนพื้นได้ล่ะ?"
นางอุ้มเด็กน้อยขึ้นมาด้วยความปวดใจ "เจ็บหรือไม่? แม่เป่าเพี้ยงเดียวก็หายเจ็บแล้ว อาเสวี่ยคนเก่งไม่ร้องนะ"
นี่คืออ้อมกอดของท่านแม่
"ท่านแม่ อาเสวี่ยคิดถึงท่าน อาเสวี่ยคิดถึงท่านแม่เหลือเกิน"
นานแค่ไหนแล้วที่นางไม่ได้พบหน้ามารดา? นานจนนางแทบจะจำใบหน้าหรือน้ำเสียงของท่านแม่ไม่ได้แล้ว
ครั้งสุดท้ายที่ได้พบกัน คือตอนที่นางกลับมาเยี่ยมบ้านครั้งแรกหลังจากทะลวงเข้าสู่ระดับสร้างรากฐาน ในเวลานั้น มารดาของนางเหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว บิดาจากไปเมื่อสองปีก่อนหน้าที่นางจะกลับมา ทิ้งให้ท่านแม่ต้องทนเฝ้ารออย่างขมขื่นเพียงลำพัง เพียงเพื่อจะได้เห็นหน้านางเป็นครั้งสุดท้าย
ยามที่ท่านแม่จากไป นางจากไปอย่างสงบพร้อมกับรอยยิ้ม
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ น้ำตาก็ไหลอาบสองแก้มของอาเสวี่ย ความรู้สึกอันท่วมท้นทำให้นางสวมกอดมารดาแล้วร้องไห้โฮออกมา ระบายความคับแค้นใจและความคิดถึงทั้งหมดที่มี
"เด็กโง่ เอ็งยังไม่ทันได้ออกจากบ้านเลย ก็คิดถึงแม่เสียแล้วหรือ?"
ผู้เป็นแม่อุ้มร่างเล็กไว้และโยกตัวไปมาเบาๆ ราวกับกำลังปลอบโยนเด็กทารก
"หากทดสอบแล้วว่ามีรากวิญญาณ ลูกก็จะได้ไปสำนักเสวียนเทียน ไปอยู่ที่นั่นแล้วต้องตั้งใจฝึกบำเพ็ญเพียรให้ดีนะ รอให้อาเสวี่ยของแม่เรียนวิชาอาคมสำเร็จ ค่อยกลับมาหาแม่ ตกลงไหม?"
ไปสำนักเสวียนเทียน?
หรือว่าตอนนี้คือช่วงเวลาที่สำนักเสวียนเทียนกำลังเปิดรับสมัครศิษย์?
ถ้าเป็นเช่นนั้น นางก็ต้องจากไปทันทีที่ได้พบหน้าท่านแม่เลยงั้นหรือ?
"ท่านแม่ อาเสวี่ยไม่อยากจากท่านไปเลย"
นางไม่คาดคิดเลยว่าจะต้องจากไปอีกครั้งหลังจากที่เพิ่งได้พบหน้า แล้วอาเสวี่ยจะทำใจยอมรับได้อย่างไร?
คนเป็นแม่เองก็ซาบซึ้งจนน้ำตาคลอเช่นกัน นางข่มความอาลัยอาวรณ์เอาไว้ แขนข้างหนึ่งโอบกอดลูก ส่วนมืออีกข้างก็ช่วยผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าให้อย่างเบามือ
"อาเสวี่ย เสร็จหรือยัง?"
เสียงร้องเรียกอย่างร้อนรนของบุรุษดังมาจากด้านนอก
"ท่านพ่อ..." ท่านพ่อนั่นเอง
"เสร็จแล้วๆ" ผู้เป็นแม่อุ้มนางเดินออกไป
ทันทีที่ทั้งสองก้าวพ้นประตู ก็เห็นชายคนหนึ่งกำลังเดินวนไปวนมาด้วยความร้อนใจอยู่ด้านนอก
"ท่านพ่อ..."
"โธ่ ทำไมอาเสวี่ยน้อยของพ่อถึงได้ร้องไห้ขี้มูกโป่งแบบนี้ล่ะ?"
"ไม่ร้องนะคนดี ไม่ร้อง"
"ร้องไห้แล้วเดี๋ยวจะไม่สวยเอานะ"
"ท่านพ่อ"
"เฮ้อ! รีบไปกันเถอะ ให้พ่อขี่หลังไหม?"
"เจ้าค่ะ"
อาเสวี่ยปีนขึ้นไปบนแผ่นหลังที่แสนอบอุ่นและปลอดภัยซึ่งฝังลึกอยู่ในความทรงจำ สองมือโอบกอดคอของเขาไว้อย่างโหยหา
"ถ้าได้รับเลือก อาเสวี่ยน้อยของพวกเราก็จะได้เป็นท่านเซียนในภายภาคหน้าแล้ว"
สตรีที่เดินอยู่เคียงข้างก็มีใบหน้าที่เต็มไปด้วยความคาดหวังเช่นกัน
ยิ่งเข้าใกล้จุดรับสมัครมากเท่าไหร่ ความกังวลในใจของนางก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้น นางกำลังจะได้พบกับคนผู้นั้นแล้วใช่หรือไม่?
อาเสวี่ยจำเหตุการณ์ในวันนี้เมื่อชาติก่อนได้ดี ผู้ที่มายังหมู่บ้านเพื่อรับสมัครศิษย์ คือศิษย์สายในของสำนักเสวียนเทียน
คนที่ลงมือทำลายตันเถียนของนางนั่นเอง
————หลัวชิง
ตอนนี้หลัวชิงน่าจะอยู่ในขั้นต้นของระดับสร้างรากฐาน ครอบครองรากวิญญาณคู่ธาตุน้ำและธาตุดิน
หากต้องเผชิญหน้ากับเขาในอีกไม่ช้า นางควรจะทำเช่นไรดี?
ในยามนี้ นางเป็นดั่งมดปลวกที่ต่ำต้อยบนพื้นดิน เพียงแค่เขาสะบัดมือเบาๆ ก็สามารถทำให้นางวิญญาณแตกซ่านได้แล้ว
อุตส่าห์ได้รับโอกาสครั้งที่สองมาทั้งที นางจะต้องใช้ชีวิตให้ดีและตั้งใจฝึกบำเพ็ญเพียร นางจะต้องไม่ซ้ำรอยเดิม หรือเสียเวลาไปกับความรู้สึกโง่งมอีกเป็นอันขาด
เมื่อก่อนนางช่างตาบอดและโง่เขลา มองคนไม่ออกจนต้องจบลงด้วยการถูกทำลายตันเถียนและตายอย่างน่าอนาถในดินแดนลี้ลับ
นางสมควรเคียดแค้นผู้ใดกัน?
ไม่ว่าจะเป็นความรักหรือความแค้น สิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นเรื่องราวในชาติก่อน
ในเมื่อนางได้รับโอกาสให้เกิดใหม่อีกครั้ง ก็ให้ทุกอย่างเริ่มต้นใหม่เถอะ!
เมื่ออาเสวี่ยคิดตก ร่างกายของนางก็พลันเบาสบาย สภาวะจิตใจก็ปลอดโปร่งขึ้นมาในทันที
"ไม่เลวเลยทีเดียว สามารถบรรลุรู้แจ้งได้ตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มฝึกบำเพ็ญ พรสวรรค์ในการหยั่งรู้ของเด็กคนนี้ถือว่ายอดเยี่ยมมาก"
จู่ๆ น้ำเสียงชื่นชมอันอ่อนโยน ดุจสายลมแผ่วเบาและหยาดฝนโปรยปราย ก็ดังแว่วมา
โดยไม่ต้องเงยหน้าขึ้นมอง อาเสวี่ยก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นเสียงของหลัวชิง น้ำเสียงนั้นอบอุ่นและเป็นมิตรเหมือนในชาติก่อนไม่มีผิดเพี้ยน ทว่าใครจะคาดคิดเล่า ว่าภายใต้หน้ากากอันแสนอบอุ่นนี้ จะซุกซ่อนปีศาจร้ายเอาไว้ทั้งตัว?
หลังจากหลัวชิงกล่าวจบ เขาก็ยื่นมือออกไป ลูกแก้วผลึกใสก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ มันคืออุปกรณ์ที่ใช้สำหรับทดสอบรากวิญญาณ
"ผู้ที่มีอายุระหว่างห้าถึงสิบห้าปี ก้าวออกมารับการทดสอบ ส่วนคนอื่นๆ จงแยกย้ายกันไปซะ"
เด็กๆ ในหมู่บ้านตระกูลหลิวที่อายุถึงเกณฑ์ต่างพากันเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
"อาเสวี่ยน้อย รีบไปสิลูก"
อาเสวี่ยข่มความอาลัยอาวรณ์ในใจเอาไว้
"ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าไปก่อนนะเจ้าคะ"
"ไปเถอะ"
อาเสวี่ยที่ยืนอยู่ในแถวหันไปมองบิดามารดา นางส่งยิ้มและพยักหน้าให้พวกเขา ก่อนจะหันกลับไปมองเบื้องหน้า
เด็กๆ ที่เข้ารับการทดสอบด้านหน้า ทยอยวางมือลงบนลูกแก้วผลึกใสทีละคน ทว่ากลับได้รับเพียงคำกล่าวอันไร้เยื่อใยว่า "ไม่มีรากวิญญาณ"
พวกเขาเดินคอตกกลับไปหาบิดามารดาของตน บางคนถึงกับแอบร้องไห้กระซิก
"รากวิญญาณสามธาตุ ทอง ไม้ และดิน ผ่าน"
ในที่สุดก็มีผู้ที่มีรากวิญญาณปรากฏตัวขึ้น ทุกคนที่ยืนอยู่รอบๆ ต่างพากันหันไปมองเด็กคนนั้น หลิวอาต้า
เป็นดั่งเช่นในชาติก่อน เขากับนางคือเพียงสองคนในหมู่บ้านตระกูลหลิวที่มีรากวิญญาณ