- หน้าแรก
- ทะลุมิติแดนโต้วหลัว วิญญาณยุทธ์มังกรอัคคีของข้ามีหน้าจอโหลดด้วยล่ะ
- บทที่ 4: มุมมองต่อสำนักวิญญาณยุทธ์
บทที่ 4: มุมมองต่อสำนักวิญญาณยุทธ์
บทที่ 4: มุมมองต่อสำนักวิญญาณยุทธ์
"ข้าจะพาเจ้าไปพบท่านปรมาจารย์หม่าซิวหนัว เผอิญว่าช่วงสองวันนี้ข้ามีภารกิจติดพันอยู่ ไม่อย่างนั้นข้าคงช่วยพาเจ้าไปล่าวงแหวนวิญญาณด้วยตัวเองแล้ว"
ซูอวิ๋นเทาส่งใบรับรองวิญญาจารย์ในมือให้กับหยินจางด้วยความรู้สึกเสียดายอย่างยิ่ง
เขามองออกว่าหยินจางในตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงที่อ่อนแอที่สุด หากเขาสามารถสร้างเส้นสายกับเด็กคนนี้ได้ตั้งแต่ตอนนี้ เมื่อหยินจางเติบใหญ่ขึ้น เขาจะต้องกังวลเรื่องอนาคตของตัวเองอยู่อีกหรือ?
ท้ายที่สุดแล้ว ดังที่ผู้ประเมินโอวอวี่เคยกล่าวไว้ เพื่อเห็นแก่ท่านปู่ของตน หยินจางถึงกับยอมประวิงเวลาอนาคตอันสดใสของตนเองออกไป ในแง่ของอุปนิสัยใจคอ คนเช่นนี้นับว่าเหนือกว่าผู้คนกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์บนแผ่นดินโต้วหลัวไปแล้ว
หากผูกมิตรกันไว้เป็นอย่างดี เมื่อใดที่หยินจางกลายเป็นผู้แข็งแกร่งในอนาคต การพึ่งพาเส้นสายนี้ย่อมทำให้บั้นปลายชีวิตของเขาสุขสบายขึ้นมาก
หยินจางเก็บใบรับรองวิญญาจารย์เอาไว้ แล้วเดินตามซูอวิ๋นเทาลึกเข้าไปในสาขาสำนักวิญญาณยุทธ์แห่งนี้ จนกระทั่งมาถึงหน้าห้องทำงานของหัวหน้าสาขา หม่าซิวหนัว
ก๊อกๆ—
"ท่านปรมาจารย์หม่าซิวหนัว ข้าซูอวิ๋นเทาขอรับ ข้าพาเด็กคนหนึ่งมาที่นี่ พอดีข้ามีภารกิจติดตัวอยู่ทำให้จัดการเรื่องนี้ได้ไม่สะดวกนัก จึงอยากขอคำปรึกษาจากท่านขอรับ"
ซูอวิ๋นเทากล่าวด้วยน้ำเสียงนอบน้อม
เสียงนั้นลอดผ่านประตูเข้าไปในห้อง และดังกระทบหูของหม่าซิวหนัวที่กำลังนั่งทำงานอยู่อย่างชัดเจน
"หืม?"
หม่าซิวหนัวเงยหน้าขึ้น วางปากกาในมือลง ยืดเส้นยืดสายเล็กน้อยแล้วเอ่ยขึ้น
"เข้ามาสิ!"
เอี๊ยด—
ซูอวิ๋นเทาค่อยๆ ผลักประตูเปิดออก และเดินนำหยินจางเข้าไปด้านใน
เมื่อเห็นหยินจาง หม่าซิวหนัวก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย แต่เมื่อนึกถึงสิ่งที่ซูอวิ๋นเทาเพิ่งบอก เขาก็เอ่ยถามด้วยความใคร่รู้
"เด็กน้อย เจ้าชื่ออะไรหรือ? แล้วเหตุใดจึงมาที่สำนักวิญญาณยุทธ์เล่า?"
ซูอวิ๋นเทาก้าวไปข้างหน้าสองก้าว แล้วกระซิบอธิบายเรื่องราวที่ข้างหูของหม่าซิวหนัว
หลังจากฟังจบ หม่าซิวหนัวก็กระจ่างแจ้งในทันทีและเอ่ยขึ้น
"ที่แท้ก็เด็กจากหมู่บ้านวิญญาณศักดิ์สิทธิ์คนนั้นนี่เอง ข้าก็สงสัยอยู่เชียว! โอวอวี่เคยพูดถึงเจ้าให้ข้าฟังแล้วล่ะ!"
หยินจางเพียงส่งยิ้ม กระแอมไอเล็กน้อยแล้วจึงกล่าว
"ท่านปรมาจารย์หม่าซิวหนัว เดิมทีข้าตั้งใจมาหาท่านปรมาจารย์โอวอวี่ แต่ในเมื่อท่านปรมาจารย์โอวอวี่จากไปแล้ว ข้าจึงอยากรบกวนขอให้ท่านปรมาจารย์สักท่านพาข้าไปล่าวงแหวนวิญญาณ ข้าจะได้เริ่มฝึกฝนได้โดยเร็วที่สุดขอรับ"
"ยังไงเสีย ปีนี้ข้าก็อายุเจ็ดขวบแล้ว เด็กวัยเดียวกันคงทิ้งห่างข้าไปไกลโขแล้ว เพราะฉะนั้น... เอ่อ เรื่องก็เป็นเช่นนี้แหละขอรับ"
พอหยินจางพูดจบ มุมปากของหม่าซิวหนัวก็กระตุกกึกๆ เหตุผลนี้ฟังดูไม่น่าเชื่อถือเอาเสียเลย!
แม้จะเป็นความจริงที่ว่าหยินจางเสียเวลาฝึกฝนไปเกือบหนึ่งปีเต็ม แต่เด็กคนนี้มีพลังวิญญาณสมบูรณ์แต่กำเนิด ซ้ำยังมีสุดยอดวิญญาณยุทธ์สายสัตว์อีกต่างหาก
ต่อให้โดนเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันทิ้งห่างไปบ้าง แต่มันก็คงไม่เท่าไหร่นักหรอก!
อันที่จริง ความเร็วในการฝึกฝนของเด็กส่วนใหญ่ในช่วงปีแรกหลังจากการปลุกวิญญาณยุทธ์นั้นไม่ได้รวดเร็วนัก
เหตุผลแรกคือเรื่องพรสวรรค์ของตัวเด็กเอง หากพรสวรรค์ดี มีพลังวิญญาณแต่กำเนิดระดับเจ็ดหรือแปด หลังจากฝึกฝนไปเกือบปี ก็อาจจะตามมาจนถึงระดับสิบ หรือใกล้เคียงได้
อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ เด็กส่วนใหญ่หลังจากปลุกวิญญาณยุทธ์แล้ว ล้วนไม่รู้วิธีการบ่มเพาะพลังอย่างรวดเร็ว
หากในครอบครัวมีวิญญาจารย์อยู่ด้วยก็ยังพอทำเนา เพราะพ่อแม่สามารถให้คำแนะนำและแบ่งปันเคล็ดลับการฝึกฝนของตนเองให้ได้
สำหรับเด็กอย่างหยินจางที่มาจากครอบครัวธรรมดาสามัญโดยสิ้นเชิง หากอยากรู้วิธีการบ่มเพาะพลังอย่างรวดเร็ว แทนที่จะอาศัยเพียงพรสวรรค์ของวิญญาณยุทธ์ในการฝึกฝนอย่างเชื่องช้า เขาก็ยังจำเป็นต้องไปร่ำเรียนกับเหล่าอาจารย์ในโรงเรียนวิญญาจารย์ขั้นต้นอยู่ดี
บนแผ่นดินโต้วหลัว แม้จะไม่มีเคล็ดวิชาบ่มเพาะที่เกี่ยวข้องกับการทำสมาธิจิตสงบ แต่ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา การพัฒนาด้านวิญญาณยุทธ์ก็ทำให้เหล่าวินญาณจารย์สามารถค้นพบเคล็ดลับบางอย่างในการฝึกฝนได้
สิ่งนั้นทำให้ผู้ที่มีวิญญาณยุทธ์และพรสวรรค์ระดับเดียวกัน มีความเร็วในการบ่มเพาะพลังที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ดังนั้น หม่าซิวหนัวจึงรู้สึกพูดไม่ออกอยู่บ้างเมื่อได้ยินหยินจางบอกว่ากลัวจะถูกทิ้งห่างไปไกลเรื่อยๆ
อย่างไรเสีย พรสวรรค์ระดับพลังวิญญาณสมบูรณ์แต่กำเนิดก็เพียงพอที่จะชดเชยเวลาฝึกฝนเกือบหนึ่งปีที่เสียไปนี้ได้อย่างเหลือเฟือ
ทว่า หม่าซิวหนัวก็เข้าใจได้ การที่เด็กคนหนึ่งอยากจะมีความโดดเด่นเหนือใครนั้นไม่ใช่ความผิด
กระนั้น หม่าซิวหนัวก็ยังชื่นชมในอุปนิสัยของเด็กน้อยหยินจางคนนี้มากกว่า เฉกเช่นเดียวกับที่ซูอวิ๋นเทาคิดไว้ก่อนหน้านี้
หากเด็กที่มีอุปนิสัยยอดเยี่ยมได้รับการหล่อหลอมมาตั้งแต่ยังเล็ก ในอนาคตก็ย่อมมีโอกาสสร้างผู้แข็งแกร่งที่ภักดีต่อสำนักวิญญาณยุทธ์ได้อย่างแน่นอน
แต่หม่าซิวหนัวก็ยังไม่ได้ตอบตกลงในทันที กลับเอ่ยถามหยินจางด้วยคำถามหนึ่ง
"เอาล่ะ เสี่ยวจาง ข้าเรียกเจ้าแบบนี้ได้หรือไม่?"
หยินจางพยักหน้า "ได้แน่นอนขอรับ ท่านปู่หม่าซิวหนัว"
"อืม เสี่ยวจาง ก่อนที่ข้าจะตกลง ข้าอยากจะถามความคิดเห็นของเจ้าที่มีต่อสำนักวิญญาณยุทธ์สักหน่อย เจ้ามีมุมมองต่อสำนักวิญญาณยุทธ์ของเราอย่างไรหรือ?"
ดวงตาของหม่าซิวหนัวเจือไปด้วยรอยยิ้ม ทว่ากลับมีประกายเย็นเยียบวาบผ่านแววตานั้น
ไม่มีใครอยากชุบเลี้ยงคนเนรคุณหรอก ดังนั้นการหยั่งเชิงถามดูเสียแต่เนิ่นๆ ย่อมเป็นผลดีกว่า
เมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อน หลังจากได้รับรู้ข้อมูลและปัญหาของหยินจาง หม่าซิวหนัวก็อดตาหลับขับตานอนเขียนจดหมายขึ้นมาฉบับหนึ่ง โดยส่งไปที่วิหารสาขาสำนักวิญญาณยุทธ์แห่งจักรวรรดิเทียนโต่วก่อนเป็นที่แรก
จากนั้น เมื่อผู้คุมวิหารอย่างอัครสังฆราชแพลตตินัมซาลาสได้อ่านแล้ว เขาก็ได้เขียนจดหมายอีกฉบับส่งตรงถึงองค์สังฆราชเชียนสวินจี๋ ณ สำนักงานใหญ่ของสำนักวิญญาณยุทธ์ในเมืองวิญญาณยุทธ์
หม่าซิวหนัวคาดคะเนความเร็วในการจัดส่งอยู่ภายในใจ
ป่านนี้ คนของสำนักวิญญาณยุทธ์ที่ทำหน้าที่ส่งจดหมาย คงจะเดินทางไปถึงเมืองวิญญาณยุทธ์แล้ว!
หยินจางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจพูดความรู้สึกที่แท้จริงที่มีต่อสำนักวิญญาณยุทธ์ออกไป เขากล่าวว่า
"แม้ข้าจะยังเด็ก แต่ข้าก็มีความประทับใจที่ดีต่อสำนักวิญญาณยุทธ์มากขอรับ"
"โอ้? ช่วยขยายความให้ข้าฟังหน่อยได้ไหม?"
สีหน้าของหม่าซิวหนัวสว่างไสวขึ้นขณะที่เอ่ยปาก
"ได้แน่นอนขอรับ ท่านปู่หม่าซิวหนัว"
หยินจางพยักหน้ารับและเริ่มอธิบาย
"บนแผ่นดินโต้วหลัว สำนักวิญญาณยุทธ์เรียกได้ว่าเป็นขุมกำลังเพียงหนึ่งเดียวที่ใส่ใจในความเป็นความตายและอนาคตของคนธรรมดาสามัญอย่างพวกเราอย่างแท้จริง!"
"ท่านปู่แจ็คเคยบอกข้าว่า หากไม่ใช่เพราะสำนักวิญญาณยุทธ์ยังคงยืนหยัดที่จะให้บริการปลุกวิญญาณยุทธ์ฟรีแก่คนธรรมดาในพื้นที่ห่างไกลอย่างพวกเรา บรรพบุรุษของเราก็คงไม่มีวันหลุดพ้นจากชะตากรรมนี้ได้ พวกเราคงทำได้เพียงตรากตรำทำไร่ไถนาไปตลอดชีวิต ไม่มีวันได้ลืมตาอ้าปาก"
"เมื่อมองดูพวกขุนนางชนชั้นสูง พวกเขาสนใจแต่พวกพ้องของตนเองเท่านั้น นานๆ ครั้งเมื่อเห็นชาวบ้านรอบตัวใช้ชีวิตอย่างยากไร้ พวกเขาถึงจะยอมบริจาคทานให้บ้าง บางคนถึงกับมีจิตใจบิดเบี้ยว หาความสำราญจากการทารุณกรรมคนธรรมดา โลกใบนี้มันผิดเพี้ยนไปหมดแล้วขอรับ!"
หยินจางหยุดพูดไปครู่หนึ่ง แล้วช้อนตามองหม่าซิวหนัวและซูอวิ๋นเทา
หม่าซิวหนัวรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก เขาไม่คาดคิดเลยว่าเด็กอายุเพียงเจ็ดขวบจะมีวิสัยทัศน์ที่ลึกซึ้งถึงเพียงนี้
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง
"แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าจุดประสงค์ที่สำนักวิญญาณยุทธ์ของเราให้บริการปลุกวิญญาณยุทธ์ฟรีแก่เด็กๆ ธรรมดานั้นคืออะไร? เจ้าคิดว่าเหตุใดสำนักของเราจึงทำเช่นนี้!"
"เจ้าต้องรู้นะ ว่าบนโลกใบนี้ไม่มีของฟรีหรอก!"
หยินจางกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
"ข้าเข้าใจหลักการข้อนี้ดีขอรับ"
"เหตุผลที่สำนักวิญญาณยุทธ์ทำเช่นนี้ ก็เพราะสำนักนั้นแตกต่างจากสำนักและสถาบันส่วนใหญ่ สำนักวิญญาณยุทธ์ไม่ได้ขึ้นตรงต่อสองจักรวรรดิใหญ่ แต่เป็นขุมอำนาจอิสระ เพื่อให้แน่ใจว่าจะมีสายเลือดใหม่เข้ามาร่วมกับสำนักอยู่เสมอ นโยบายการปลุกวิญญาณยุทธ์ฟรีให้แก่คนธรรมดาจึงเป็นวิธีการที่ดีที่สุด"
"นี่เป็นเรื่องที่ได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย! คนธรรมดาสามัญได้รับการปลุกวิญญาณยุทธ์เพื่อพลิกชะตาชีวิต ส่วนสำนักวิญญาณยุทธ์ก็ได้สายเลือดใหม่มาหล่อเลี้ยงให้เติบโตยิ่งขึ้นไป เพื่อให้สามารถยืนหยัดอย่างทัดเทียม หรือแม้กระทั่งข่มขวัญสองจักรวรรดิใหญ่ได้"
"แต่ในฐานะผู้ได้รับผลประโยชน์ ความรู้สึกดีๆ ที่ข้ามีต่อสำนักวิญญาณยุทธ์ย่อมเพิ่มพูนขึ้นเป็นธรรมดาขอรับ!"
หม่าซิวหนัวพยักหน้าด้วยความพึงพอใจและกล่าวว่า
"ดีมาก ข้าเคยเห็นคนจำนวนไม่น้อยที่รับความช่วยเหลือจากสำนักวิญญาณยุทธ์ของเรา แล้วกลับไปทำเรื่องทรยศหักหลังสำนัก คนพรรค์นี้น่ารังเกียจที่สุด"
"อืม พอดีเลยที่ช่วงสองสามวันนี้ข้าไม่มีธุระอะไร เอาเป็นพรุ่งนี้ก็แล้วกัน พรุ่งนี้เจ้ามาที่นี่อีกครั้ง แล้วข้าจะพาเจ้าออกนอกเมืองไปยังป่าล่าวิญญาณเพื่อล่าวงแหวนวิญญาณวงแรกให้เอง!"
"ทว่า ก่อนเจ้าจะกลับไป ข้าก็ยังอยากถามเจ้าอีกสักครั้ง เจ้ายังยืนกรานที่จะรออีกหกปีเพื่อเข้าร่วมกับสำนักวิญญาณยุทธ์อยู่หรือไม่?"
"อืม คงจะประมาณนั้นขอรับ หากมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นระหว่างนั้น ข้าก็คงเข้าร่วมได้เร็วกว่ากำหนด..."
หยินจางเดินออกจากสำนักวิญญาณยุทธ์ ตอนนี้เพิ่งจะบ่ายสองโมงครึ่ง เขายังมีเวลาเหลือเฟือ