- หน้าแรก
- บัญญัติสยองต้องสาป
- บทที่ 9 - เรียกผี (8)
บทที่ 9 - เรียกผี (8)
บทที่ 9 - เรียกผี (8)
บทที่ 9 - เรียกผี (8)
༺༻
ก่อนหน้านี้ลู่จินเจาเคยคิดว่า หลังจากผ่าตัดเสร็จก็จะปิดตาข้างนี้ไว้ แบบนี้บางทีอาจจะทำให้ตัวเองไม่ต้องเห็นในสิ่งที่ไม่ควรเห็น
แต่ตอนนี้ เห็นได้ชัดว่าเส้นทางนี้ใช้ไม่ได้ผลแล้ว
เธอพยายามทำใจให้สงบ ครุ่นคิดว่าในช่วงไม่กี่ชั่วโมงสุดท้ายนี้จะเอาตัวรอดได้อย่างไร
"เวลาไม่เหลือมากแล้ว คุณไปทำผ่าตัดเถอะ พวกเรา... ไว้เจอกันใหม่"
ลู่จินเจาเช็ดคราบเลือดบนใบหน้า ลืมตาที่ข้างหนึ่งไร้แววและอีกข้างหนึ่งที่ยังเจ็บแปลบมองดูเจียงอิ้งจือเพื่อบอกลา
เธอไม่คิดว่าเธอจะสลัดพ้นวิกฤตตรงหน้าไปได้แล้ว และเธอก็ไม่คิดว่า "ผี" จะจากไปแล้วด้วย
การอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ใช่ความคิดที่ดี การผ่าตัดของเจียงอิ้งจือกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว ผีตัวที่จ้องมองเธออยู่นั่นก็ไม่รู้ว่าจากไปหรือยัง
การออกจากที่นี่ก็ไม่ได้รับความปลอดภัยเช่นกัน ดังนั้น ตอนนี้เธอต้องไปยืนยันเรื่องหนึ่งให้แน่ชัด
ตอนที่ลู่จินจาออกจากคลินิกก็ใกล้จะเที่ยงคืนแล้ว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อันตรายที่สุดของวันพอดี
แต่เธอไม่มีทางเลือก ภายในชานชาลาไม่มีสถานที่ที่สามารถหลบภัยได้อย่างปลอดภัยเลย
ข้างนอกนั้น อากาศมืดสนิทไปหมดแล้ว
ถึงแม้จะมีแสงไฟทำให้ไม่ถึงขั้นมืดจนมองไม่เห็นนิ้วมือตัวเอง แต่ก็เงียบสงัดจนน่าใจหาย ไม่เห็นเงาคนเลยสักคนเดียว
แสงสีแดงและสีน้ำเงินจางๆ ที่แผ่ออกมาจากป้ายร้านค้าเหล่านั้น ในเวลานี้กลับกลายเป็นสิ่งที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ
ร้านค้าส่วนใหญ่ริมถนนปิดประตูไปหมดแล้ว แม้จะมีส่วนน้อยที่ยังเปิดอยู่ แต่มองผ่านหน้าต่างกระจกเข้าไปก็เห็นเพียงร้านที่ว่างเปล่าไร้ผู้คน ไม่เห็นร่องรอยของเจ้าของร้านเลย
ราวกับว่าบนถนนทั้งสาย เหลือเพียงเธอแค่คนเดียวเท่านั้น
ในค่ำคืนที่มืดสลัว แม้แต่เสียงฝีเท้าของตัวเองก็ยังดังฟังชัดอย่างยิ่ง
ในระหว่างที่เดินไปยังแฝงไปด้วยเสียงสะท้อนจางๆ ราวกับว่ามีใครบางคนเดินตามหลังเธอมาติดๆ
ลู่จินเจาอดไม่ได้ที่จะอยากหันไปมอง แต่ก็ไม่กล้าหันไป
เธอไม่รู้ว่า ผีตัวนั้นได้เดินตามหลังเธอมาหรือเปล่า
ถ้าหันไปตอนนี้แล้วเห็นผีจะทำยังไงดี?
เธอทำได้เพียงก้มหน้ามองพื้นทางเดิน แบบนี้อย่างน้อยก็พอจะมองเห็นสถานการณ์ข้างหลังได้บ้าง
แน่นอนว่า ก็มองเห็นได้เพียงว่ามีคนหรือผีที่อยู่ชิดหลังเธอหรือไม่เท่านั้น
ถึงจะเป็นแบบนั้น ก็ไม่ได้สร้างความรู้สึกปลอดภัยให้ลู่จินเจามากนัก
"ในที่สุดฉันก็เข้าใจความรู้สึกของพวกพี่หลินซูเย่ว์แล้ว"
นี่คือการทรมานจริงๆ
แผ่นหลังรู้สึกเย็นวาบ ความรู้สึกถึงวิกฤตขับเคลื่อนให้เธอต้องเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น ในเวลาแบบนี้ ลู่จินเจาสัมผัสได้ถึงความไร้พลังอย่างที่สุดของคนธรรมดาเมื่อต้องเผชิญหน้ากับสิ่งอย่างผี
ไม่มีวิธีต่อต้าน ไม่สามารถสื่อสารหรือพูดคุยได้ การวิ่งหนีก็ดูเหมือนจะกลายเป็นเหมือนแมลงวันหัวขาด
แม้แต่การแอบมองเพียงครั้งเดียว ก็อาจจะทำให้เสียชีวิตได้!
ในค่ำคืนที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบของลู่จินเจาที่ดังก้องไปทั่วท้องถนน
ลู่จินเจาเดินมาถึงใต้ตึกหลังหนึ่งตามความทรงจำ
ที่นี่คือตึกที่หลินซูเย่ว์ใช้ทำพิธีกรรมเรียกผีนั่นเอง
เธอต้องไปยืนยันสถานการณ์ในตอนนี้ของหลินซูเย่ว์
"ยังดี ไม่เกิดอุบัติเหตุอะไร"
การไม่ตายในระหว่างทางที่มาหาหลินซูเย่ว์ ทำให้ลู่จินเจาลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกเล็กน้อย แต่เมื่อนึกถึงสิ่งที่เธอกำลังจะทำต่อไป ในใจของเธอก็เริ่มเกิดความลังเลอย่างไม่สิ้นสุด
จะยืนยันเรื่องนี้จริงๆ เหรอ?
ยืนยันว่าหลินซูเย่ว์ถูกผีฆ่าตายหรือยัง
ถ้าตายแล้ว ก็ต้องหาของชิ้นที่เจียงอิ้งจือพูดถึงแล้วเอามันไป
แต่ การมาหาหลินซูเย่ว์ด้วยตัวเองแบบนี้ มันก็อันตรายเกินไปแล้ว!
"ถ้าไม่มาหา แล้วฉันจะปลอดภัยเหรอ?"
ดวงตายังคงเจ็บแปลบ ราวกับผีกำลังเตือนลู่จินเจาว่า ข้ายังไม่ปล่อยเจ้าไปหรอกนะ
เธอลังเลอยู่สองวินาที ก่อนจะหยิบแผ่นหนังแกะที่ไม่เคยหยิบออกมาเลยหลังจากขึ้นรถออกมาจากกระเป๋าเสื้อ
นี่คือสิ่งเดียวที่อาจจะนำทางให้เธอได้
แม้เธอจะไม่รู้ว่าผลของการใช้งานจะเป็นอย่างไรก็ตาม
ลู่จินเจาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ด้วยความคาดหวังบางอย่าง แล้วเปิดแผ่นหนังแกะออก
ทว่า...
ข้างในนั้นว่างเปล่า
ไม่มีตัวอักษรปรากฏบนแผ่นหนังแกะเลยแม้แต่ตัวเดียว ไม่มีคำใบ้แม้แต่นิดเดียว
สีหน้าของลู่จินเจาไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ เพราะเธอไม่ได้ฝากความหวังไว้ที่แผ่นหนังแกะทั้งหมดอยู่แล้ว
อย่างไรเสีย ความรู้สึกที่เธอมีต่อคำว่า [จ่ายค่าตอบแทน เพื่อแลกกับทางรอด] ที่แผ่นหนังแกะเคยพูดไว้นั้นมันไม่ค่อยดีนัก
แต่การที่แผ่นหนังแกะไม่พูดอะไรเลยในเวลานี้ ก็ถือเป็นสัญญาณอย่างหนึ่งเช่นกัน
แผ่นหนังแกะรู้สึกว่าเธอยัง... สิ้นหวังไม่พอ
ยังไม่สิ้นหวังถึงขั้นที่จะยอมแลกทุกอย่างเพื่อทางรอดสายหนึ่ง
นั่นก็หมายความว่า ค่าตอบแทนที่แผ่นหนังแกะต้องการ อาจจะน่าสยดสยองยิ่งกว่าที่เธอจินตนาการไว้เสียอีก!
"นั่นสินะ จนถึงตอนนี้ ฉันก็ยังไม่รู้สึกว่าตัวเองถึงทางตันจนต้องตายแน่นอนเลย"
ลู่จินเจาเก็บแผ่นหนังแกะคืนไป มองดูตึกหลังเล็กภายใต้เงามืดของราตรีใบนี้อย่างลังเลอยู่ครึ่งนาที ในที่สุดก็ก้าวเท้าเดินเข้าไปข้างใน
การรอคอยการจู่โจมของผีอย่างตั้งรับ กับการริเริ่มหาทางคลี่คลายสถานการณ์ด้วยตัวเอง เธอเลือกอย่างหลัง
ภายในตึกมืดกว่าข้างนอกเสียอีก และดูเหมือนไฟเซนเซอร์เสียงจะเสียด้วย
ลู่จินเจาไม่ได้แปลกใจกับเรื่องนี้เลย
ในภาพยนตร์สยองขวัญ สิ่งที่มักจะเกิดปัญหาก่อนเสมอ ก็คือ "แสงสว่าง" นี่แหละ
เธอหยิบโทรศัพท์ออกมาเปิดไฟฉาย อาศัยแสงสว่างเพียงเล็กน้อยที่มีก้าวขึ้นบันไดไป
ทัศนวิสัยถูกบีบให้แคบลงไปอีก โดยปกติแล้ว ความรู้สึกปลอดภัยของคนเราจะดิ่งลงเหวในช่วงเวลานี้ แม้แต่คนที่สภาพจิตใจแย่หน่อยก็อาจจะสติหลุดไปเลยก็ได้
แต่สำหรับลู่จินเจาในตอนนี้ การที่มองเห็นได้น้อยลงก็ไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป
ในพื้นที่ที่แคบลง เสียงสะท้อนของฝีเท้ายิ่งชัดเจนขึ้น
แต่ยังดีที่พื้นที่แคบทำให้เธอได้ยินชัดเจนว่ามีอะไรเดินตามหลังมาจริงๆ หรือเปล่า
ดูเหมือนจะไม่มีคนอื่นเดินตามหลังมา
อย่างน้อย คนน่ะไม่มีแน่นอน
ห้องของหลินซูเย่ว์อยู่ที่ชั้นสาม ไม่นับว่าสูง เดินขึ้นบันไดเดี๋ยวเดียวก็ถึงแล้ว
เพียงแต่...
เมื่อลู่จินเจาเดินออกมาจากบันไดมาถึงทางเดิน และมองเห็นสถานการณ์ตรงหน้าได้อย่างชัดเจน หัวใจของเธอก็อดไม่ได้ที่จะหล่นวูบ
ตึกหลังนี้เป็นแบบแฟลตทางเดินร่วมรุ่นเก่า แต่ละชั้นจะเป็นทางเดินยาวเชื่อมต่อกับห้องเดี่ยวหลายห้อง ในตอนนี้ ไฟที่ทางเดินใช้ไม่ได้ ทำให้ข้างในมืดสนิทไปหมด ห้องอื่นๆ ก็ปิดประตูเงียบเชียบ ไม่รู้ว่าคนข้างในหลับไปแล้วหรือไม่มีคนอยู่กันแน่
มีเพียงห้องเดียวเท่านั้นที่แง้มประตูไว้นิดหน่อย
แสงสีส้มสลัวลอดออกมาจากช่องที่แง้มไว้ ราวกับแสงสว่างริบหรี่ในขุมนรก แต่ลู่จินเจารู้ดีว่าแสงสว่างท่ามกลางความมืดนี้กลับเหมือนกับกับดักที่อันตรายถึงชีวิตมากกว่า
เพราะห้องที่เปิดประตูไว้ห้องเดียวและมีแสงไฟนั้น คือห้องที่หลินซูเย่ว์อยู่นั่นเอง
และเธอจำได้แม่นว่า ตอนที่พวกเธอจากไปนั้นได้ปิดประตูไว้แล้ว!
ใครกันที่เปิดประตูห้องหลังจากพวกเธอจากไป?
"...บางทีฉันอาจจะมาไม่ผิดที่"
ที่นี่มี "ข้อมูล" ที่เธอต้องการจริงๆ เพียงแต่ อาจจะอันตรายมาก
หลังจากเตรียมใจไว้แล้ว ลู่จินเจาค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้ประตู มองเข้าไปในห้องผ่านช่องที่กว้างไม่ถึงสามเซนติเมตรนี้
เพียงแค่แวบเดียว ลู่จินเจาถึงกับรู้สึกหนังหัวชา อยากจะหันหลังกลับไปจากที่นี่ทันที!
ผ่านแสงสีส้มสลัวในห้อง เธอเห็นหลินซูเย่ว์ยังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะ และยังวางมือไว้บนถ้วย สีหน้าของเธอเรียกได้ว่าเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและบิดเบี้ยว และที่ข้างหลังของเธอ...
ผีตนหนึ่ง กำลังแนบชิดอยู่ข้างหลังเธอ เกาะอยู่บนหลังของเธอ กุมมือของเธอที่วางอยู่บนถ้วยไว้แน่น ราวกับกำลังหลอมรวมไปกับตัวเธอ
༺༻