- หน้าแรก
- หน่วยรบเถื่อน
- บทที่ 991 – ข่มขวัญ
บทที่ 991 – ข่มขวัญ
บทที่ 991 – ข่มขวัญ
สำหรับทหารรับจ้าง เงินคืออันดับหนึ่ง ในฐานะผู้ว่าจ้าง คุณแค่ต้องบอกพวกเขาว่าเป้าหมายคืออะไร ภารกิจสำเร็จก็รับเงิน ภารกิจล้มเหลวก็แยกย้าย
แต่สำหรับรูปแบบของซาตานในตอนนี้ที่เป็นการรวบรวมทหารรับจ้างชั่วคราวเพื่อมานำทัพออกรบด้วยกันนั้น มันยุ่งยากกว่ามาก
ทหารรับจ้างเป็นกลุ่มคนที่ร้อยพ่อพันแม่ มีที่มาต่างกัน การฝึกฝนและประสบการณ์การรบก็ไม่เหมือนกัน การจะหลอมรวมคนกลุ่มนี้ให้กลายเป็นหนึ่งเดียวนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
แต่ความยุ่งยากที่สุดไม่ได้อยู่ที่เรื่องความสามารถหรือการประสานงาน แต่อยู่ที่ว่าในหมู่ทหารรับจ้างไม่มีคำว่า ‘คนดี’ โดยพื้นฐานแล้วพวกเขาทุกคนคือตัวปัญหาระดับตัวพ่อทั้งนั้น
ลำพังแค่กลุ่มทหารรับจ้างทั่วไปก็สร้างปัญหามากพออยู่แล้ว แต่คนที่เกาหยางหามาล้วนเป็นพวกที่มีชื่อเสียงในวงการทหารรับจ้าง ไม่เกินจริงเลยที่จะบอกว่าคนเหล่านี้คือระดับหัวกะทิ การจะทำให้กลุ่มคนที่ทระนงตัวและมองฟ้าด้วยหางตาเหล่านี้ยอมสยบแทบเท้าและฟังคำสั่ง แค่จ่ายเงินให้พวกเขานั้นไม่พอ...
ในฐานะผู้ว่าจ้าง คุณบอกทหารรับจ้างได้ว่าต้องทำ ‘อะไร’ แต่ไม่ควรไปชี้นิ้วสั่งว่าต้องทำ ‘อย่างไร’ ทว่าสิ่งที่เกาหยางต้องการไม่ใช่แค่การบอกคนจองหองพวกนี้ว่าต้องทำอะไร แต่เขาต้องการให้พวกเขารบตามแนวทางของเขาด้วย นั่นหมายความว่าคนเหล่านี้ต้องยอมรับคำสั่งอย่างดุษฎี ซึ่งมันยากเข็ญแสนสาหัส
หากเกาหยางต้องการให้คนเหล่านี้ยอมสยบต่อเขาอย่างแท้จริง นอกจากต้องจ่ายเงินแล้ว เขาต้องทำให้คนพวกนี้ ‘นับถือ’ ในตัวเขาและกลุ่มซาตานอย่างหมดหัวใจ จนยอมรับคำสั่งได้ทุกรูปแบบ
ดังนั้น การที่สมาชิกซาตานยกพวกมาต้อนรับคนกลุ่มนี้พร้อมหน้า นอกจากจะเพื่อแสดงความยินดีแล้ว ภารกิจสำคัญอีกอย่างคือการ ‘จัดหนัก’ เพื่อข่มขวัญตั้งแต่วันแรกที่เจอ
ไม่พอใจได้ ไม่ว่ากัน... งั้นมาลองของกันก่อน จะเอายังไงก็ได้ ถ้าแพ้แล้วยอมรับที่จะอยู่ฟังคำสั่งเพื่อรบก็อยู่ต่อ แต่ถ้าไม่ยอมก็ไฝว้กันต่อ ส่วนพวกประเภทปากแข็งโดนอัดจนหมอบแล้วยังไม่ยอมสยบ ก็แค่ไล่ตะเพิดให้พ้นไปเสีย ดีกว่าปล่อยให้ไปสร้างปัญหาในจังหวะชี้เป็นชี้ตายกลางสนามรบ มันก็แค่นั้นเอง
หลังจากเกาหยางถามออกไปว่าใครมีปัญหาอะไรไหม 'ตัวตลก' ชายหนุ่มที่ดูหน้าเด็กมาก อายุราวสิบหกสิบเจ็ดปีก็ยกมือขึ้นทันที พร้อมกล่าวเสียงดัง "หัวหน้า ตอนผมได้รับคำเชิญ ข้อเสนอคือค่าจ้างรายวัน 500 เหรียญ ถ้าอยู่ในช่วงการรบจะเพิ่มเป็นวันละ 3,000 เหรียญ ผมยอมรับว่าเงินมันล่อใจมาก แต่ผมอยากรู้ว่าเงินจะออกเมื่อไหร่ แล้วเราจะเริ่มรบกันตอนไหน? ผมรีบใช้เงินน่ะ"
เกาหยางตอบเสียงเข้ม "เรื่องค่าตอบแทนพวกคุณน่าจะรู้กันหมดแล้ว แต่ผมจะย้ำอีกรอบ ค่าจ้างเริ่มนับตั้งแต่ตอนนี้ จ่ายเป็นรายวันโดยโอนเข้าบัญชีพวกคุณโดยตรง จบนะ... คำถามต่อไป"
'ศูนย์เล็ง' ไม่ได้ยกมือ เขาจ้องหน้าเกาหยางแล้วพูดเสียงหนัก "พวกเราสี่คนมาที่นี่ไม่ใช่เพราะค่าจ้าง ช่วงนี้ชื่อเสียงของซาตานกำลังดังกระฉ่อน ผมเลยมาเพราะชื่อเสียงของซาตาน โดยเฉพาะคุณ! แรม ในเมื่อคุณอ้างว่าเป็นพลแม่นปืนอันดับหนึ่ง ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่าคุณจะแน่สักแค่ไหน"
'ศูนย์เล็ง' คือหนึ่งในสี่คนจากกลุ่มทหารรับจ้างไฟร์พาวเวอร์ สตอร์ม เกาหยางจำข้อมูลเขาได้ ชายคนนี้เป็นชาวรัสเซียและเป็นพลแม่นปืน ตามข้อมูลของลิตเติ้ลดอนนี่ หมอนี่เริ่มมีชื่อเสียงในวงการแล้ว
ดูเหมือนจะมีคนไม่ยอมสยบโผล่ออกมาแล้วสิ... ไม่เป็นไร ไม่ยอมก็ต้องจัดให้
เกาหยางไม่คิดจะถ่อมตัว สิ่งที่เขาต้องการคือการทำให้ทุกคนสยบ เขาจึงตอบไปตรงๆ "เก่งมาก อย่างน้อยก็เก่งกว่านายเยอะ ถ้าไม่เชื่อก็ลองดู ใครอยากรู้ว่าฉันเก่งแค่ไหนก็แยกออกมาสแตนด์บายข้างๆ เดี๋ยวฉันจะทำให้พวกนายรู้เองว่าทำไมฉันถึงเป็นอันดับหนึ่ง... ส่วนพวกนายไม่ใช่!"
คำตอบนั้นช่างโอหัง แต่สำหรับทหารรับจ้างแล้ว พล่ามไปก็เสียเวลา ไม่พอใจก็แค่ซัดกันให้รู้เรื่อง
'ศูนย์เล็ง' ไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาเดินแยกออกไปยืนด้านข้างทันที เพื่อส่งสัญญาณว่าเขาจะงัดกับเกาหยาง แต่คนที่อยากลองดีกับมือปืนอันดับหนึ่งไม่ได้มีแค่เขา 'กรงเล็บอินทรี' เดินออกมา ตามด้วย 'ลูกปราย' และสุดท้าย 'แอลกอฮอล์' หัวหน้ากลุ่มไฟร์พาวเวอร์ สตอร์มก็เดินออกมาด้วย
เกาหยางโบกมือแล้วพูดว่า "ดี ถึงจะไม่รู้จักประมาณตัวเอง แต่ฉันชอบคนกล้า"
หยิ่ง... หยิ่งจนกู่ไม่กลับ แต่สำหรับกลุ่มคนที่ถ่อมตัวไม่เป็นและมีแต่ความบ้าบิ่น ความหยิ่งทะนงแบบนี้แหละคือสิ่งที่ถูกต้อง
เมื่อมองกลุ่มคนที่มีสีหน้าไม่ยี่หระ เกาหยางก็พูดต่อโดยไม่ลังเล "สำหรับทหารรับจ้าง พวกนายคือระดับหัวกะทิ แต่น่าเสียดายที่ซาตานคือที่สุดของหัวกะทิ ต่อหน้าพวกเรา พวกนายไม่มีอะไรน่าภูมิใจทั้งนั้น นายต้องเข้าใจว่าการได้ร่วมรบกับซาตานถือเป็นโชคดีของพวกนาย เพื่อไม่ให้พวกนายมีความมั่นใจและความภูมิใจแบบผิดๆ ฉันจะให้โอกาสพวกนายได้พิสูจน์ จะได้รู้ว่าต่อหน้าซาตาน พวกนายมันก็แค่ธุลี เอาล่ะ ใครคิดว่าตัวเองมีดีเรื่องไหนก็ก้าวออกมา เอาสิ่งที่ถนัดที่สุดมาแข่งกับพวกเรา ถ้าผลงานในด้านไหนก็ตามของคุณสูสีกับเรา ฉันจะเพิ่มค่าจ้างให้เท่าตัว แต่ถ้าชนะเราได้... ฉันเพิ่มให้อีกเท่าตัว ฉันพูดจริงทำจริง"
ทัศนคติของเกาหยางช่างน่าหมั่นไส้ แต่เงินรางวัลที่เพิ่มเป็นเท่าตัวนั้นมันเย้ายวนใจยิ่งนัก การได้ทำให้ไอ้คนโอหังอย่างเกาหยางหุบปาก ได้ตบหน้าสั่งสอนสักฉาดแถมยังได้เงินพิ่ม ใครล่ะจะไม่เอา
'ขนนกแดง' ก้าวออกมาทันที จ้องเขม็งไปที่เกาหยาง "หวังว่าฝีมือหมัดมวยคุณจะเก่งเหมือนปากนะ เข้ามาเลย"
นี่คือการท้าประลองการต่อสู้ระยะประชิด เกาหยางไม่แม้แต่จะมองขนนกแดง เขาพูดเสียงเรียบ "นายน่ะไม่มีค่าพอให้ฉันลงมือหรอก... คางคก ไปสอนมารยาทให้เขาหน่อย"
หลี่จินฟางก้าวออกมา พร้อมกวักมือเรียก
'ขนนกแดง' ตัวไม่สูงนัก แต่ช่วงตัวกว้างและกำยำมาก คนที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษมักจะช้าและเทอะทะเมื่อเทียบกับคนทั่วไป
หลี่จินฟางไม่พูดพล่ามทำเพลง เขากวักมือแล้วพุ่งเข้าประชิดตัวขนนกแดงทันที
ขนนกแดงเหวี่ยงหมัดใส่หลี่จินฟาง แต่เขาแค่เอียงหัวหลบได้อย่างง่ายดายเป็นธรรมชาติ
ขนนกแดงพยายามจะใช้ท่าจับล็อคคว้าตัวหลี่จินฟาง ด้วยความได้เปรียบเรื่องพละกำลังและขนาดตัว ถ้าหลี่จินฟางถูกจับได้ โอกาสดิ้นหลุดแทบจะเป็นศูนย์
แต่ประเด็นคือ หลี่จินฟางออกมาเพื่อข่มขวัญ เขาจะยอมให้ถูกจับได้เลยเหรอ? นอกจากจะไม่ถูกจับแล้ว เขาต้องชนะให้เด็ดขาด รวดเร็ว และทำให้คู่ต่อสู้สิ้นหวัง ชนะให้เท่และง่ายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
หลี่จินฟางวางมาดราวกับยอดฝีมือในหนัง เอียงหัวหลบหมัด โยกไหล่หลบการคว้า แล้วพุ่งเข้าสู่อ้อมอกของขนนกแดงโดยตรง ก่อนจะใช้หัวไหล่กระแทกเข้ากลางอกอย่างจัง!
ท่ากระแทกนี้มีชื่อเรียกว่า ‘ภูเขาพินาศ’
หลี่จินฟางรวดเร็วมาก แต่การกระแทกครั้งนี้กลับไม่ทำให้ขนนกแดงล้มลง ทว่าหลี่จินฟางปฏิกิริยาไวกว่า เขาตวัดขาเกี่ยวแล้วกระแทกไหล่ซ้ำอีกครั้ง คราวนี้ร่างยักษ์ของขนนกแดงปลิวละลิ่วออกไปทันที
พูดตามตรง หลี่จินฟางเกือบจะพลาดท่าไปนิดหนึ่ง แต่ท่ากระแทกไหล่นี้เขาจงใจใช้จัดการกับพวกจอมพลังที่เคลื่อนไหวไม่คล่องตัว เมื่อเห็นว่านัดแรกไม่จบ เขาก็ซ้ำนัดที่สองทันควัน
เขาไม่ต้องออกหมัดด้วยซ้ำ แค่โยกหลบสองครั้งแล้วกระแทกคนจนกระเด็น อย่าว่าแต่ขนนกแดงที่โดนกระแทกจะไม่รู้เรื่องเลย แม้แต่คนที่ยืนมุงดูรอบๆ ก็ยังมองตามไม่ทัน
ทั้งเท่ ทั้งดุ และเย็นชา... ท่าทางที่สื่อว่า ‘ฉันดูถูกนาย เพราะนายน่ะมันกระจอก’
เมื่อขนนกแดงตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาได้ในระยะสองเมตร เกาหยางก็โบกมือ "คนต่อไป ใครอยากเล่นอีก"
ขนาดตัวของขนนกแดงอาจจะดูเทอะทะเกินไป หลี่จินฟางจึงยังไม่ได้ทำให้ทุกคนยอมรับได้ทั้งหมด 'อีวุนชอล' ก้าวออกมาพร้อมรอยยิ้ม "เร็วดีนี่นา ขอลองหน่อยละกัน"
เขาใช้นิ้วปาดจมูกทีหนึ่งก่อนจะตะโกนก้อง แล้วกระโดดเหยาะแหย่ะไปมาต่อหน้าหลี่จินฟาง
เมื่อเห็นท่าทางของอีวุนชอล หลี่จินฟางขมวดคิ้ว "เทควันโดเหรอ?"
"ไม่ใช่โว้ย! นี่มัน 'จีทคุนโด'* ของแท้!"
(*จีทคุนโด (Jeet Kune Do - JKD) คือศิลปะการต่อสู้และปรัชญาชีวิตที่ก่อตั้งโดย บรูซ ลี (Bruce Lee) ในช่วงปลายยุค 1960 โดยมีความหมายว่า "วิถีแห่งการสกัดหมัด" เน้นความเรียบง่าย รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยผสมผสานเทคนิคจากมวยหวิ่งชุน มวยสากล และฟันดาบสากล เพื่อสร้างรูปแบบที่ไร้รูปแบบ)
หลี่จินฟางพยักหน้า "ได้ งั้นลองดูสิว่านายจะหยุดหมัดนี้ของฉันได้ไหม"
เมื่อเผชิญหน้ากับขนนกแดงที่เชื่องช้า หลี่จินฟางเลือกใช้เทคนิคเอาชนะด้วยความเร็ว แต่เมื่อต้องเจอกับอีวุนชอลที่คล่องแคล่ว เขาตัดสินใจจะใช้ ‘พละกำลัง’ สยบแทน สรุปคือเขาต้องการปิดเกมให้เร็วที่สุด
เกาหยางรู้ดีว่าอีวุนชอลกำลังจะซวย หลี่จินฟางเมื่อก่อนก็เป็นยอดฝีมือด้านการต่อสู้อยู่แล้ว แต่หลี่จินฟางในตอนนี้ ได้ยินว่าก้าวข้ามขีดจำกัดจนแตะระดับ ‘ปรมาจารย์’ ไปแล้ว
หลี่จินฟางคำรามต่ำ ออกหมัดยาวเพียงนัดเดียว อีวุนชอลก็ร่วงลงไปกองกับพื้น... จีทคุนโดอะไรกัน หยุดไม่ได้สักนิด
ตอนนี้หลี่จินฟางบรรลุถึงขั้นสั่งการได้ดั่งใจนึก บอกว่าจะต่อยให้โดนก็ต้องโดน และถ้าไม่อยากให้บาดเจ็บเขาก็ควบคุมน้ำหนักได้เป๊ะ ถ้าหลี่จินฟางใช้ท่า ‘หมัดครึ่งก้าว’ ที่เขาถนัดที่สุด อีวุนชอลคงไปเฝ้ายมบาลไปแล้ว
อีวุนชอลลุกขึ้นมาจากพื้น พลางลูบอกตรงที่โดนต่อยด้วยสีหน้ามึนงง "นั่นมันหมัดอะไรน่ะ!"
"หมัดสิงอี้เฉวียน"
เกาหยางโบกมืออย่างรำคาญ "พอได้แล้ว ใครจะแข่งต่อสู้ไม่ต้องออกมา เสียเวลา ใครคิดว่าตัวเองแน่เรื่องอื่นก้าวออกมา จะแข่งอะไรก็ได้ บุกโจมตี หรือปืนกล อะไรก็ได้ทั้งนั้น"
'ตัวตลก' ลังเลครู่หนึ่งก่อนจะก้าวออกมา เขาชูมือขึ้นแล้วถามเบาๆ "มีดบินนับไหม?"
เกาหยางมองไปที่ตัวตลก ด้านหลังของเขาไม่มีเครื่องบิน ไม่มีสิ่งกีดขวาง และไม่มีคน ทันใดนั้นเกาหยางก็ชักปืนทันที!
ปัง!
เสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด เกาหยางชักปืนออกจากซองแล้วเหนี่ยวไกในระดับเอวทันควัน
ทรงผมของตัวตลกค่อนข้างจะตั้งสูงเล็กน้อย กระสุนของเกาหยางพุ่งแหวกผ่านเส้นผมของเขาไป ถากหนังศีรษะไปเพียงนิดเดียว
ไม่มีใครตอบสนองทัน ทุกคนต่างย่อตัวลงตามสัญชาตญาณ กว่าเกาหยางจะเก็บปืนเข้าซอง ตัวตลกถึงเพิ่งจะเอื้อมมือไปลูบผมตัวเอง ขณะนั้นเกาหยางพูดขึ้นเรียบๆ "ชักปืนได้ไวและแม่นเท่าฉันไหม? ถ้าไม่... ก็ช่างมันเถอะ สิ่งที่ฉันต้องการคือทักษะการรบ ไม่ใช่ของเล่นปาหี่"
"โคตรเร็ว!"
ตัวตลกหลุดปากออกมาด้วยความอึ้ง ก่อนจะพูดอย่างไม่ยอมแพ้ "มีดบินมันสังหารศัตรูได้เงียบกริบนะ เอ่อ... ด้วยคุณสมบัติของมีด ผมยอมรับว่ามันไม่มีทางไวกว่าปืนของคุณ แต่ผมฆ่าศัตรูได้โดยไร้เสียง ซึ่งปืนของคุณทำไม่ได้ และอีกอย่าง... การปีนป่ายนับเป็นทักษะไหม? ถ้าใช่ ใครจะสามารถปีนเข้าตึกได้อย่างรวดเร็วและสังหารศัตรูได้เงียบเชียบเท่าผม? ถ้าพวกคุณทำได้ผมจะไม่เถียงสักคำ แต่ถ้าเรื่องนี้พวกคุณสู้ผมไม่ได้ คุณต้องจ่ายค่าจ้างให้ผมสี่เท่า!"
------
(จบบทที่ 991)