- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 422 ปิดล้อมตระกูลเสิ่น
ตอนที่ 422 ปิดล้อมตระกูลเสิ่น
ตอนที่ 422 ปิดล้อมตระกูลเสิ่น
บนร่างของอวี๋ฉางอิงกลับไม่มีจุดใดที่พิเศษนัก
เมื่อมองดูเช่นนี้ สมาชิกส่วนใหญ่ของทีมซิวหลัวต่างก็ไม่ใช่คนธรรมดา
แม้ว่าเซียวเจ๋อชวนจะมีสายเลือดสาขาของเผ่าเฉียน ทว่าพลังสายเลือดของเขายังไม่ตื่นขึ้น ต้องรู้ก่อนว่าเผ่าเฉียนในดินแดนเบื้องบนนั้นเป็นถึงตระกูลใหญ่ที่ทรงอิทธิพลและน่าเกรงขาม ความสามารถที่ตื่นขึ้นของคนเผ่าเฉียนแต่ละคนล้วนแตกต่างกันไป
ช่วงเวลาตื่นรู้ของเผ่าเฉียนแบ่งออกเป็น: สตรีสิบแปดปี บุรุษยี่สิบปี
เซียวเจ๋อชวนในยามนี้เพิ่งจะอายุสิบเก้าปี
ค่ายกลผนึกคำสาปของเวินอวี้ชู ไม่ใช่สิ่งที่คนของดินแดนเบื้องล่างจะสามารถวางเอาไว้ได้แน่
ส่วนเผ่ากลืนทอง เมื่อก่อนเขายังพอมองเห็นเงาร่างของพวกมันอยู่บ่อยๆ แต่หลังจากที่เขาออกมาในครั้งนี้ เผ่ากลืนทองก็ราวกับจางหายไปอย่างกะทันหัน ไม่หลงเหลืออยู่อีก
เฟิงสิงเหยาจมอยู่ในห้วงความคิด
เขาช้อนตาขึ้นมองพวกเขาทั้งหลาย
และพวกเขาทั้งหลายก็มีสัมผัสที่เฉียบคมผิดปกติ จึงเงยหน้าขึ้นมองเฟิงสิงเหยา
เฟิงสิงเหยาเพียงแค่ยิ้มบางๆ
เสิ่นเยียนเอ่ยขึ้นมาอย่างกะทันหันว่า
"รอให้ขบวนของเทียนเหมินมาถึง ข้าก็จะเดินทางไปที่แคว้นหนานเซียวพร้อมกับพวกเขาเพื่อไปหาตระกูลเสิ่นผู้อัญเชิญ"
เวินอวี้ชูยิ้ม
"พวกเราจะไปเป็นเพื่อนเจ้า"
"ข้าถนัดข่มขู่คนที่สุดเลย!"
จูเก๋อโย่วหลินพอได้ยินคำนี้ก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที นัยน์ตาเป็นประกายขึ้นหลายส่วน
อวี๋ฉางอิงเท้าคางด้วยมือข้างหนึ่ง ยิ้มตาหยีพลางกล่าวว่า
"แค่ข่มขวัญเองหรือ? เอาเป็นว่าพวกเราเชือดใครสักสองสามคน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์แบบเชือดไก่ให้ลิงดูดีหรือไม่?"
"ก็ต้องดูสถานการณ์ก่อน"
เสิ่นเยียนแววตาหม่นลงเล็กน้อย หากไม่ใช่เพราะเห็นแก่ความรู้สึกของท่านพ่อ นางคงจะตามหาคนที่เคยรังแกนางทีละคน แล้วสังหารทิ้งด้วยกระบี่เดียวไปแล้ว!
"เยียนเยียน ยังมีพวกเราอยู่นะ"
เจียงเสียนเยวี่ยยิ้มจนตาหยีเป็นรูปจันทร์เสี้ยว
เสิ่นเยียนพยักหน้ายิ้มให้เจียงเสียนเยวี่ย จากนั้นก็เบือนสายตาไปทางเวินอวี้ชูแล้วเอ่ยถาม
"อวี้ชู ช่วยตรวจสอบให้ข้าทีได้หรือไม่ ว่าตระกูลเสิ่นใช้ชื่อเสียงของข้าไปทำเรื่องอันใดบ้าง?"
"ได้สิ"
เวินอวี้ชูพยักหน้าโดยไม่ลังเล
เบื้องหลังของเขามีเครือข่ายข่าวกรองขนาดใหญ่ การจะสืบเรื่องที่ตระกูลเสิ่นเคยทำนั้น เป็นเรื่องที่ง่ายดายเหลือเกิน
"ขอบใจนะ"
เสิ่นเยียนกล่าว
เวินอวี้ชูหัวเราะเบาๆ
"เอ่ยคำขอบใจก็ดูจะห่างเหินเกินไปแล้ว"
เซียวเจ๋อชวนจิบชาร้อนจอกหนึ่งแล้วกล่าว
"ไม่จำเป็นต้องขอบใจเลยสักนิด"
พอจูเก๋อโย่วหลินได้ยิน ก็แค่นเสียงเย็นชาสวนกลับเขาทันที
"ไอ้หมาชวน เจ้าเองก็ทำตัวไม่ห่างเหินเกินไปหน่อยหรือ?"
เซียวเจ๋อชวนปรายตามองเขาอย่างเย็นชา
ไม่สนใจเขา
"..."
จูเก๋อโย่วหลิน
…
คนทั้งหมดหาโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งแล้วเข้าพักชั่วคราว
และในระหว่างที่รอการมาถึงของอูหม่าชิง ผู้อาวุโสใหญ่แห่งเทียนเหมิน เหล่าสหายแห่งซิวหลัวต่างก็นั่งสมาธิฝึกตนอยู่ภายในห้องพัก
ส่วนเฟิงสิงเหยา ก็แอบลอบเข้าไปในห้องพักของเสิ่นเยียนอีกครั้ง ในยามที่นางกำลังนั่งสมาธิฝึกตน เขาก็เอนศีรษะหนุนตักของนาง หลับตาพักผ่อนอย่างสบายใจ
ในขณะนี้ ที่เมืองจงยวี่ สิงชุน สิงเซี่ย และสิงชิว ทั้งสามคนต่างต้องการติดต่อกับท่านนายเหนือหัวของตน ทว่ากลับไม่ได้รับการตอบกลับใดๆ
ทั้งสามคนมองหน้ากันไปมา
"พวกเจ้าสังเกตเห็นหรือไม่? ท่านนายเหนือหัวตัวติดกับแม่นางเสิ่นเป็นพิเศษเลยนะ"
"ท่านนายเหนือหัวคงไม่ได้ตกหลุมรักแม่นางเสิ่นไปแล้วหรอกกระมัง?"
"ท่านนายเหนือหัวของเราอายุเท่าไรแล้ว?"
"ไม่รู้สิ ข้ารู้เพียงแค่ว่า ตอนที่บิดามารดาของข้ายังไม่เกิด ท่านนายเหนือหัวก็มีชีวิตอยู่แล้ว"
"เรื่องอายุไม่ใช่ปัญหาหรอก ปัญหาคือท่านนายเหนือหัวของเราเป็นเผ่าพงศ์ปีศาจ จะไปอยู่ร่วมกับมนุษย์ได้อย่างไร? อายุขัยของมนุษย์นั้นสั้นนัก..."
"หากพวกเขาร่วมหอลงโรงกัน เด็กที่เกิดมามิกลายเป็นลูกครึ่งปีศาจหรอกหรือ?!"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ทั้งสามคนก็มองหน้ากันด้วยความรู้สึกอัดอั้นตันใจ
สิงชุนเอ่ยขึ้นมากะทันหันว่า
"ฟังนะ ห้ามแพร่งพรายเรื่องการมีอยู่ของแม่นางเสิ่นออกไปเด็ดขาด มิเช่นนั้น แม่นางเสิ่นจะต้องเผชิญกับอันตรายครั้งใหญ่แน่"
ศัตรูของท่านนายเหนือหัวนั้น มีมากมายจนนับไม่ถ้วน
"นั่นเป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้ว"
สิงเซี่ยและสิงชิวต่างมีสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง
…
พริบตาเดียวก็ผ่านไปสองวัน
เรื่องการแต่งงานปลอมๆ ระหว่างเจียงเสียนเยวี่ยและรัชทายาทแคว้นหลงหยา ถูกเล่าลือกันไปอย่างอื้ออึงในหมู่แคว้นใกล้เคียง และในจำนวนนั้น ก็รวมถึงแคว้นหนานเซียวด้วย
และในเวลาเดียวกันนั้น เหนือน่านฟ้าแคว้นหนานเซียว ก็มีกลิ่นอายอันทรงพลังนับพันสายจุติลงมา ดึงดูดความสนใจของผู้คนในแคว้นหนานเซียวได้ในทันที
ผู้คนแหงนหน้าขึ้นมอง และถูกภาพเบื้องหน้าทำให้ตกตะลึง
เห็นเพียงเงามืดขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า ราวกับเมฆดำทะมึนที่ปกคลุมอยู่เบื้องบน นั่นคือเรือเหาะขนาดยักษ์สิบลำ พวกมันเป็นดั่งสัตว์ประหลาดยักษ์ที่ลอยนิ่งอยู่กลางอากาศ แผ่กลิ่นอายกดดันจนแทบหายใจไม่ออก
เรือเหาะเหล่านี้มีขนาดมหึมา แต่ละลำมีความยาวนับร้อยเมตร ราวกับปราสาทที่เคลื่อนที่ได้ ตัวเรือเปล่งประกายแสงแห่งจิตวิญญาณเจิดจ้า บ่งบอกถึงคุณภาพที่ไม่ธรรมดาและพลังอันแข็งแกร่ง
แววตาของผู้คนในแคว้นหนานเซียวเต็มไปด้วยความตกตะลึงและหวาดกลัว
"พวกเจ้าดูเร็วเข้า บนเรือเหาะสลักคำว่า เทียนเหมิน เอาไว้ด้วย!"
เทียนเหมิน?
ผู้คนต่างก็งุนงงไปชั่วขณะ
แต่ไม่นาน ผู้บำเพ็ญเพียรที่มีประสบการณ์สักหน่อยก็เผยสีหน้าตื่นตระหนก ริมฝีปากสั่นระริกขณะเอ่ยว่า
"นี่คือเทียนเหมิน หนึ่งในหกขุมกำลังชั้นยอดของดินแดนจงยวี่!"
เรื่องที่ขุมกำลังชั้นยอดทั้งสาม ได้แก่ สมาพันธ์ใหญ่กุยหยวน ป้อมศักดิ์สิทธิ์ และวิถีซานชิง ถูกกวาดล้าง ยังไม่แพร่กระจายมาถึงแคว้นเล็กๆ บริเวณชายแดนของดินแดนตะวันตกผิงเจ๋อ ดังนั้น พวกเขาจึงยังคงมีความเข้าใจแบบเดิมอยู่
ยามนี้ ภายในพระราชวังแคว้นหนานเซียว ตระกูลเสิ่นผู้อัญเชิญ รวมถึงขุมกำลังตระกูลใหญ่ต่างๆ ล้วนถูกทำให้ตื่นตระหนก พวกเขาต่างก็แหงนหน้ามองเรือเหาะทั้งสิบลำนี้ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"ตระกูลเสิ่นผู้อัญเชิญแห่งแคว้นหนานเซียว ไสหัวออกมา!"
เสียงตวาดกร้าว ดุจดั่งสายฟ้าฟาดลงกลางพื้นราบ ทำให้จิตวิญญาณของผู้คนสั่นสะท้าน
ผู้บำเพ็ญเพียรส่วนหนึ่งตกใจจนหน้าซีดเผือด
และในขณะนี้ ผู้คนตระกูลเสิ่น เมื่อได้ยินว่าอีกฝ่ายมาหาพวกตน แต่ละคนก็ตกใจจนหน้าซีดเป็นไก่ต้ม ขาแทบจะอ่อนระทวย! พวกเขาลนลานทำอะไรไม่ถูก สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ชายชราผู้มีหนวดเคราและเส้นผมขาวโพลนไปครึ่งค่อนหัว
ชายชราผู้นั้นก็คือผู้นำตระกูลเสิ่น ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยเหี่ยวย่นของเขากระตุกเล็กน้อย ในใจก็เกิดความหวาดหวั่นขึ้นมา
เขากำไม้เท้าในมือแน่น เรียกบรรดาผู้อาวุโสของตระกูล แล้วกระโดดออกไปพร้อมกัน
ผู้นำตระกูลเสิ่นแสร้งทำเป็นใจดีสู้เสือ เอ่ยถามด้วยความเคารพว่า
"ไม่ทราบว่าท่านผู้สูงส่งมีธุระอันใดกับตระกูลเสิ่นของพวกเราหรือ?"
"ล้อมเอาไว้!"
เสียงเมื่อครู่นี้ดังขึ้นอีกครั้ง
ชั่วพริบตา คนนับพันบนเรือเหาะก็พุ่งทะยานออกมา การเคลื่อนไหวของพวกเขาพร้อมเพรียงกัน ราวกับกองทัพที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี บ้างก็เหยียบอากาศ บ้างก็ร่อนลงรอบๆ ตระกูลเสิ่น คนนับพันชี้กระบี่ไปที่ตระกูลเสิ่น กลิ่นอายยิ่งใหญ่ทรงพลัง แรงกดดันมหาศาล
กลิ่นอายอันยิ่งใหญ่นี้ ราวกับภูเขาลูกยักษ์ที่มองไม่เห็นกดทับลงบนหัวใจของผู้คนตระกูลเสิ่น ทำให้พวกเขาแทบจะหายใจไม่ออก
ตู้ม
สิ่งปลูกสร้างของตระกูลเสิ่นระเบิดและพังทลายลงมาเสียงดังสนั่น
ผู้คนในแคว้นหนานเซียวเผยสีหน้าหวาดกลัว ไม่กล้าเอ่ยปากพูดอะไรออกมาแม้แต่ครึ่งคำ เพราะกลัวว่าจะโดนลูกหลงไปด้วย
เหล่าศิษย์ตระกูลเสิ่นเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ บ้างก็หวาดกลัว บ้างก็ทนรับแรงกดดันเช่นนี้ไม่ไหว ไม่ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น ก็คุกเข่าลง
ผู้นำตระกูลเสิ่นและเหล่าผู้อาวุโสตระกูลเสิ่นหน้าถอดสี แทบจะทนรับแรงกดดันไม่ไหวจนเกือบจะคุกเข่าลงเช่นกัน
ผู้นำตระกูลเสิ่นหน้าซีดขาว ร่างกายสั่นเทาโดยไม่รู้ตัว เขากลั้นใจเอ่ยถามออกไปว่า
"ท่านผู้สูงส่ง โปรดบอกข้าทีเถิด ตระกูลเสิ่นของเราทำผิดอันใดหรือ?"
ในเวลานี้ ชายชราในชุดคลุมสีขาวผู้หนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น เขาเหยียบอยู่บนอากาศ ท่าทางสง่างามดุจเซียน ทำให้ผู้คนเกิดความเคารพยำเกรงขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
อูหม่าชิงแผ่กลิ่นอายน่าเกรงขามโดยไม่ต้องเกรี้ยวกราด เสียงอันทุ้มกังวานและทรงพลังของเขาดังก้องไปทั่วทั้งแคว้นหนานเซียว
"เสิ่นเยียน คือบุตรสาวของตระกูลเสิ่นพวกเจ้าใช่หรือไม่?"
ผู้นำตระกูลเสิ่นเมื่อได้ยินคำถามนี้ เลือดฝาดบนใบหน้าก็พลันเลือนหายไปจนซีดขาวราวกับกระดาษ ในใจของเขาฟันธงไปแล้วว่าเสิ่นเยียนจะต้องไปยั่วยุศัตรูที่แข็งแกร่งหาใดเปรียบจากภายนอก ดังนั้นศัตรูเหล่านั้นจึงตามมาแก้แค้นถึงหน้าประตูบ้าน
แววตาของเขามีร่องรอยของความรังเกียจและเคียดแค้นพาดผ่าน ความไม่พอใจต่อเสิ่นเยียนในใจพุ่งสูงถึงขีดสุด เขารีบส่งเสียงปัดความรับผิดชอบทันที
"ท่านผู้สูงส่ง เสิ่นเยียนไม่ใช่บุตรสาวของตระกูลเสิ่นเรา! นางตัดขาดความสัมพันธ์กับพวกเราไปนานแล้ว! ทุกสิ่งที่นางกระทำ ล้วนไม่เกี่ยวข้องอันใดกับตระกูลเสิ่นของเราทั้งสิ้น!"