- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 408 ไปเดี๋ยวนี้
ตอนที่ 408 ไปเดี๋ยวนี้
ตอนที่ 408 ไปเดี๋ยวนี้
เสิ่นเยียนชะงักฝีเท้าเล็กน้อย หันไปมองเหยียนเหยา
เหยียนเหยาในยามนี้สวมอาภรณ์สีแดงชาด ประกอบกับใบหน้าที่งดงามหมดจด เผยให้เห็นถึงความงามที่โดดเด่นสะดุดตา นางจ้องมองเสิ่นเยียนด้วยแววตาซับซ้อน
"เมื่อคืนเจ้าช่างทำตัวโดดเด่นเสียจริงนะ"
เสิ่นเยียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"หากเจ้าแค่อยากจะพูดเรื่องพรรค์นี้ เช่นนั้นข้าก็ไม่มีเวลามาเสวนาด้วย"
สีหน้าของเหยียนเหยาเปลี่ยนไป รีบเรียกนางไว้ทันที
"เสิ่นเยียน ข้าขอถามเจ้าแค่เรื่องเดียว เซี่ยโหวเหว่ยถูกเจ้าฆ่าตายใช่หรือไม่? ดังนั้นเจ้าถึงได้ยั่วยุให้เกิดศึกครั้งนี้ขึ้น?"
"ไม่ใช่"
เสิ่นเยียนนึกไม่ถึงว่านางยังคงใส่ใจเรื่องการตายของเซี่ยโหวเหว่ยถึงเพียงนี้ นางสบตาอีกฝ่าย ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา
คนผู้นั้น นางไม่ได้เป็นคนฆ่า
แต่นางมีความคิดที่จะลอบสังหารเซี่ยโหวเหว่ยจริงๆ
เมื่อเหยียนเหยาได้ยินคำตอบ ความตกตะลึงก็พาดผ่านใบหน้า ความคิดแรกในใจของนางคือเสิ่นเยียนกำลังโกหก ทว่าเมื่อสบเข้ากับดวงตาที่ปราศจากความรู้สึกผิดของเสิ่นเยียนแล้ว นางก็... พลันเกิดความไม่แน่ใจขึ้นมา
เสิ่นเยียนไม่ได้หยุดรั้งอยู่กับที่ ก้าวเดินต่อไปข้างหน้า
คราวนี้ เหยียนเหยาไม่ได้เอ่ยปากเรียกนางไว้อีก
นางพึมพำ
"หรือว่า... จะไม่ใช่นางจริงๆ?"
"พี่เหยา จะใช่นางหรือไม่ มันสำคัญขนาดนั้นเชียวหรือ? ตอนนี้นางบินเกาะกิ่งไม้กลายเป็นหงส์ไปแล้ว นึกไม่ถึงเลยว่าจะเป็นถึงบุตรสาวของเสิ่นเทียนเหมิน..."
สมาชิกชายของกลุ่มสังหารเซียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเปรี้ยวแปร่งยากจะปิดบังความอิจฉาริษยา
ใครจะไปคาดคิดว่ากลุ่มที่ไร้คนสนใจที่สุดในตอนแรก ตอนนี้กลับมีชื่อเสียงโด่งดังในเมืองจงอวี้แล้ว!
รอจนเรื่องนี้แพร่กระจายไปทั่วทวีปกุยหยวน เมื่อนั้นกลุ่มอสูรก็จะเลื่องชื่อไปทั่วหล้า
สมาชิกอีกคนของกลุ่มสังหารเซียนเอ่ยถามขึ้น
"พี่เหยา ท่านคิดว่ากลุ่มอสูรเก่งกาจถึงเพียงนั้นจริงๆ หรือ? ลำพังแค่พวกเขา กลับสามารถสังหารสี่ผู้พิทักษ์ของสมาพันธ์กุยหยวนได้เชียวหรือ? จะเป็นข่าวลือผิดๆ หรือไม่?"
เหยียนเหยาไม่ได้เอ่ยสิ่งใด แววตาหม่นลง
ไม่ว่าจะเป็นข่าวลือผิดๆ หรือไม่ ความแข็งแกร่งของกลุ่มอสูรก็ไม่อาจดูแคลนได้
อันที่จริง สิ่งที่ทำให้นางรู้สึกเหมือนมีก้างติดคอก็คือการที่เสิ่นเยียนก้าวขึ้นเป็นนายน้อยเทียนเหมินในพริบตา เบื้องหลังมีภูเขาลูกใหญ่อย่างเทียนเหมินคอยหนุนหลัง หากคิดจะลงมือกับนาง ย่อมยากลำบากยิ่งขึ้นไปอีก
นางรู้สึกเสียใจอยู่บ้าง ที่ไม่ได้จัดการเสิ่นเยียนให้เร็วกว่านี้
สมาชิกอีกคนเอ่ยขึ้นมาอีกว่า
"พี่เหยา ความสัมพันธ์ระหว่างเสิ่นเยียนกับเฟิงสิงไม่ธรรมดาเลยนะ ข้าได้ยินมาว่า เมื่อคืนนี้เฟิงสิงโอบเอวของเสิ่นเยียนด้วย..."
เมื่อได้ยินเช่นนี้ แววตาของเหยียนเหยาก็แข็งค้างในทันที เอ่ยถามอย่างร้อนรน
"เรื่องนี้เป็นความจริงงั้นหรือ?"
"น่าจะเป็นความจริง!"
เมื่อเหยียนเหยาได้ยินดังนั้น กลับเผยรอยยิ้มออกมา
"พวกเขาช่างเหมาะสมกันดียิ่งนัก"
นานทีปีหนนางจึงจะเอ่ยชมออกมาจากใจจริงสักประโยค
หากเสิ่นเยียนและเฟิงสิงทั้งสองคนคบหากันจริงๆ เช่นนั้นเนี่ยซวิน...
ในหัวของเหยียนเหยาปรากฏภาพของเนี่ยซวินขึ้นมา รอยยิ้มก็ผุดขึ้นบนใบหน้าอย่างไม่รู้ตัว
และในเวลาเดียวกันนี้เอง
แดนทักษิณ บนยอดเขาหวงเต้า เมฆหมอกม้วนตัวลอยล่อง สายลมเย็นพัดผ่านแผ่วเบา บุรุษผู้หนึ่งในชุดขาวดุจหิมะกางร่มกระดาษสีฟ้าอ่อน ยืนนิ่งเงียบอยู่ ณ ที่แห่งนั้น ร่างของเขาถูกเมฆหมอกบดบัง ทำให้ดูเลือนรางไม่ชัดเจน
ทันใดนั้น เขายื่นมือที่เรียวยาวและขาวผ่องออกไป รับบางสิ่งที่ร่วงหล่นลงมาจากกลางอากาศได้อย่างแม่นยำ
สิ่งนั้นคือกระดาษแผ่นหนึ่งที่ถูกพับไว้อย่างประณีตบรรจง
เขาคลี่กระดาษแผ่นนั้นออกอย่างแผ่วเบา ด้านบนมีตัวอักษรเขียนไว้เบียดเสียดกันแน่นขนัด
สถานการณ์เกี่ยวกับเมืองจงอวี้ล้วนถูกบรรยายเอาไว้ในนั้น
บุรุษหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย เมื่ออ่านจนถึงตอนท้าย คิ้วที่ขมวดมุ่นก็คลายออก
เขาช้อนตาขึ้น ทอดสายตามองไปยังสถานที่อันห่างไกล
"บุตรสาวของเสิ่นเทียนเหมิน... เสิ่นเยียน"
น้ำเสียงของเขาแผ่วเบายิ่งนัก ราวกับจะถูกสายลมพัดให้แตกซ่านไป
ทันใดนั้น ก็มีความเคลื่อนไหวดังมาจากด้านหลัง
ตามมาด้วยน้ำเสียงหนึ่ง
"อาจารย์อาเล็กเนี่ย นักพรตจากแดนฉางหมิงมาถึงแล้วขอรับ เขาถามท่านว่า จะออกเดินทางเดี๋ยวนี้เลยหรือไม่?"
เนี่ยซวินหันกลับมา เขากางร่มกระดาษน้ำมันสีฟ้าอ่อน เมฆหมอกบดบังใบหน้าหล่อเหลา ทว่ากลับเพิ่มความอ่อนโยนให้แก่คิ้วและดวงตาของเขาอีกส่วนหนึ่ง
"ไปเดี๋ยวนี้เลยเถอะ"
"ขอรับ อาจารย์อาเล็กเนี่ย"
…
สถาบันแดนกลาง
ยามที่เสิ่นเยียนพบอธิการบดีสวี่เจ๋อ ก็ได้เห็นอธิการบดีเสวียนอวิ๋นที่มีสีหน้าดูอิดโรยเล็กน้อยรวมถึงผู้อาวุโสสภาความลับอีกหลายท่าน
อธิการบดีเสวียนอวิ๋นพอเห็นเสิ่นเยียน ก็บันดาลโทสะขึ้นมาทันที ชี้หน้าเสิ่นเยียนด้วยนิ้วมือที่สั่นเทา
"เจ้านี่มัน... ช่างขวัญกล้าเทียมฟ้าเสียจริง!"
"ท่านอธิการบดี เหตุใดท่านจึงมาอยู่ที่นี่ได้?"
เสิ่นเยียนชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นก็ยกมือประสานคารวะอธิการบดีเสวียนอวิ๋น
สีหน้าของอธิการบดีเสวียนอวิ๋นดำทะมึนขึ้นมาทันที
"พวกเจ้าเล่นก่อเรื่องจนฟ้าแทบถล่มทลายขนาดนี้ ชายชราอย่างข้ายังจะมาไม่ได้อีกหรือ?"
เสิ่นเยียนยิ้มบางๆ
"ท่านอธิการบดี วางใจเถิดเจ้าค่ะ อันตรายถูกขจัดไปหมดแล้ว ต่อไปท่านก็ไม่ต้องคอยอกสั่นขวัญแขวนอีกแล้ว"
เมื่ออธิการบดีเสวียนอวิ๋นได้ยินดังนั้น อารมณ์ก็ยิ่งซับซ้อน เดิมทีเขาอยากจะมาห้ามปรามพวกนาง ผลปรากฏว่า ถึงแม้พวกนางจะก่อเรื่องจนฟ้าแทบถล่ม แต่ก็ยังดีที่สามารถยุติเรื่องราวทั้งหมดลงได้อย่างสำเร็จ
เขาทอดถอนใจ
"เรื่องนี้ก็ให้มันผ่านพ้นไปเถอะ"
เสิ่นเยียนคลี่ยิ้ม
เวลานี้ อธิการบดีสวี่เจ๋อเผยรอยยิ้ม เอ่ยถามขึ้นว่า
"เสิ่นเยียน กลุ่มอสูรของพวกเจ้าก็ยังคงเป็นศิษย์ของสถาบัน ไม่ทราบว่าพวกเจ้าสนใจจะรั้งอยู่ศึกษาต่อที่สถาบันแดนกลางหรือไม่?"
อธิการบดีเสวียนอวิ๋นได้ยินประโยคนี้ ก็มีสีหน้าตกตะลึง หันไปมองอธิการบดีสวี่เจ๋อ
แม้ในใจจะอาลัยอาวรณ์อย่างยิ่ง ทว่าเขาก็เข้าใจดีว่า ต้นกล้าชั้นดีอย่างกลุ่มอสูรสมควรได้รับทรัพยากรที่ดียิ่งขึ้นและมากขึ้น
เสิ่นเยียนมองไปทางอธิการบดีเสวียนอวิ๋นก่อน เพื่อหยั่งเชิงดูความเห็นของเขา
อธิการบดีเสวียนอวิ๋นพยักหน้า เป็นเชิงบอกให้เสิ่นเยียนตอบรับคำเชิญของอธิการบดีสวี่เจ๋อ ทว่าเสิ่นเยียนกลับมีความคิดอื่น
เสิ่นเยียนเอ่ยถาม
"ท่านอธิการบดีสวี่ ท่านพอจะรับปากคำขอประการหนึ่งของพวกเราได้หรือไม่? หากท่านรับปาก กลุ่มอสูรของพวกเราก็ตกลงที่จะเข้าศึกษาในสถาบันแดนกลาง"
และอธิการบดีสวี่เจ๋อก็หรี่ตาลง คาดเดาเนื้อหาคำขอของเสิ่นเยียนออกในทันที
ภายในใจของเขาตกอยู่ในความลังเล
ตกลงแล้วสมควรจะรับปากดีหรือไม่?
อธิการบดีเสวียนอวิ๋นเห็นสีหน้าของสวี่เจ๋อเย็นชาลงเล็กน้อย ใจก็หล่นวูบ แสร้งทำเป็นตวาดด่า
"เสิ่นเยียน เจ้าพูดจาเช่นนี้กับท่านอธิการบดีสวี่เจ๋อได้อย่างไร?"
"เอ่อ เสวียนอวิ๋น"
อธิการบดีสวี่เจ๋อยกมือขึ้นเล็กน้อย ขัดขวางไม่ให้เสวียนอวิ๋นพูดต่อ ก่อนจะหันไปมองเสิ่นเยียนแล้วเอ่ย
"หากเป็นคำขอเรื่องการไปยังสระสุริยันจันทราเพื่อพบใครบางคน ข้ายินยอมรับปาก พวกเจ้ากลุ่มอสูรก็เตรียมตัวเข้ามาเป็นศิษย์ของสถาบันแดนกลางได้เลย"
หัวคิ้วของเสิ่นเยียนคลายออก ยกมือประสานคารวะอธิการบดีสวี่เจ๋อ
"ขอบคุณท่านอธิการบดีสวี่"
เขาเอ่ยถามอีกว่า
"ข้าล่ะอยากรู้นัก ว่าเขาใช้วิธีอันใดกัน ถึงทำให้พวกเจ้ายึดติดถึงเพียงนี้?"
เสิ่นเยียนตอบ
"พวกเราเองก็อับจนหนทางเช่นกัน แต่ผู้อาวุโสท่านนั้นดีต่อพวกเรามาก ดังนั้น พวกเราถึงได้มารบกวนท่านครั้งแล้วครั้งเล่า ขอท่านโปรดอภัยในความล่วงเกินของพวกเราด้วย"
เสวียนอวิ๋นฟังบทสนทนาของพวกเขาไม่เข้าใจ
อย่างไรก็ตาม เขาก็ไม่ได้เอ่ยปากถาม
อธิการบดีสวี่เจ๋อกล่าว
"ในเมื่อเป็นเช่นนี้ หลังจากที่ข้าไปแล้ว จะมาแจ้งให้พวกเจ้าทราบอีกที"
"ขอบคุณท่านอธิการบดีสวี่"
หลังจากนั้น เสิ่นเยียนอยู่ต่ออีกครู่หนึ่ง ถูกอธิการบดีสวี่เจ๋อซักถามอีกสองสามประโยค เขาก็ปล่อยให้นางกับอธิการบดีเสวียนอวิ๋นและคนอื่นๆ กลับไป
ระหว่างทางกลับ
อธิการบดีเสวียนอวิ๋นมองเสิ่นเยียนด้วยความรู้สึกซับซ้อน
"ความเร็วในการเติบโตของพวกเจ้านี่มันช่างรวดเร็วเกินไปจริงๆ ชายชราอย่างข้ายังไม่ทันตั้งตัว พวกเจ้าก็สามารถยืนหยัดด้วยตัวเองได้แล้ว ตกลงว่าเป็นเพราะพวกเจ้าวิปริตเกินไป หรือว่าเป็นเพราะข้าแก่เกินไปจนก้าวตามพวกเจ้าไม่ทันกันแน่"
เสิ่นเยียนตอบ
"ท่านอธิการบดี การเติบโตของพวกเราย่อมขาดการสั่งสอนจากท่านไปไม่ได้เจ้าค่ะ"
อธิการบดีเสวียนอวิ๋นหลุดขำ
"เลิกพูดจาตามมารยาทพวกนี้เถอะ"
"ในบรรดาสถาบันทั้งสี่ดินแดน น้อยนักที่จะมีอัจฉริยะได้รับข้อยกเว้นให้เข้ามาศึกษาในสถาบันแดนกลางได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเข้ามาทั้งกลุ่มเช่นนี้ ดูท่าผลงานของพวกเจ้าจะโดดเด่นสะดุดตามากจริงๆ จนทำให้อธิการบดีสวี่เจ๋อเกิดความเสียดายคนเก่งขึ้นมาแล้ว"
เมื่อพูดถึงตรงนี้ เขาก็ถอนหายใจยาวๆ ออกมา
"ก็แค่สถาบันแดนประจิมของพวกเราต้องสูญเสียอัจฉริยะไปถึงแปดคน ในใจของชายชราอย่างข้าช่างเจ็บปวดราวกับถูกมีดกรีดจริงๆ!"
เสิ่นเยียนมองเขาอย่างหนักแน่น เอ่ยว่า
"ท่านอธิการบดี ถึงแม้ว่าพวกเราจะกลายเป็นศิษย์ของสถาบันแดนกลาง แต่พวกเราก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันแดนประจิม จุดนี้จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงเจ้าค่ะ"