- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 399 ถลำลึกเสียแล้ว
ตอนที่ 399 ถลำลึกเสียแล้ว
ตอนที่ 399 ถลำลึกเสียแล้ว
"เจ้าอยากทำลายซานชิงเต้าและป้อมศักดิ์สิทธิ์ทิ้งหรือไม่?"
เสียงของเขาที่ดังขึ้นข้างหู ดึงสติของเสิ่นเยียนให้กลับมาอีกครั้ง สายตาของนางแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาและตอบกลับไป
"แน่นอนว่าข้าย่อมอยากตัดหญ้าถอนราก แต่รากฐานของสองขุมอำนาจชั้นนำนี้ไม่ด้อยเลย การจะถอนรากถอนโคนพวกมันในเวลาอันสั้นนั้น เป็นเรื่องยากยิ่ง"
เฟิงสิงเหยาหัวเราะเบา ๆ
"เช่นนั้นพวกเราก็มาทำลายพวกมันไปพร้อมกันเถอะ"
เสิ่นเยียนเอียงคอ มองใบหน้าด้านข้างที่หล่อเหลาราวกับปีศาจของเขา เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"จับโจรต้องจับหัวหน้าทำให้ผู้กุมอำนาจของสมาพันธ์ใหญ่กุยหยวน ซานชิงเต้า และป้อมศักดิ์สิทธิ์ลงจากตำแหน่ง ส่วนคนอื่น ๆ จะยอมจำนนก็ดี จะสลายตัวไปก็ช่าง อย่างไรเสีย หลังผ่านพ้นวันนี้ไป จะไม่มีสามขุมอำนาจชั้นนำอีก"
"ตกลง"
เฟิงสิงเหยาหลุบตาลง สบเข้ากับแววตาจริงจังของนาง แล้วพยักหน้ารับคำ
อันดับแรก คือต้องจัดการกับผู้อาวุโสสูงสุดหลายท่านของซานชิงเต้าและป้อมศักดิ์สิทธิ์เสียก่อน ลำดับต่อมา คือผู้กุมอำนาจของพวกเขา และท้ายที่สุด คือเหล่าผู้อาวุโส
นี่คือความวุ่นวายครั้งใหญ่ที่สุดของแดนกลางในรอบเกือบพันปีที่ผ่านมา!
และยังเป็นวันที่สามขุมอำนาจชั้นนำแห่งแดนกลางต้องล่มสลายลงพร้อมกัน!
ยามดึกสงัด ผู้คนของสามขุมอำนาจชั้นนำเริ่มหลบหนี หมายจะออกจากเมืองจงอวี้ ส่วนผู้กุมอำนาจของซานชิงเต้าและป้อมศักดิ์สิทธิ์นั้น ไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยว่า ขุมอำนาจอันยิ่งใหญ่ที่หยั่งรากลึกมานานปี จะพังทลาย ล่มสลายลงอย่างสิ้นเชิง และกลายเป็นเพียงหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์นับแต่นี้ เพียงเพราะการตัดสินใจครั้งเดียวของพวกเขา!
ประมุขป้อมศักดิ์สิทธิ์มีสีหน้าบิดเบี้ยว หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
"ฮ่าฮ่าฮ่า พวกเจ้ามันบ้าไปแล้ว! ถึงกับจะเข่นฆ่าพวกเราให้สิ้นซาก! พวกเจ้าจะต้องได้รับผลกรรม!"
เขาด่าทอด้วยเสียงแหบพร่าสุดกำลัง
เสิ่นเยียนกล่าว
"ผู้ชนะเป็นเจ้า ผู้แพ้เป็นโจร หากเทียนเหมินและจ่วนเซิงเทียนของพวกเราเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ พวกเจ้าก็ต้องตามล่าสังหารพวกเราให้สิ้นซากเช่นกัน"
การต่อสู้ระหว่างฝักฝ่าย ช่างโหดร้ายนัก!
นี่ก็เทียบเท่ากับผู้แข็งแกร่งรอดชีวิต ผู้อ่อนแอถูกคัดทิ้ง
ประมุขป้อมศักดิ์สิทธิ์จ้องมองเสิ่นเยียนด้วยสายตาอำมหิต
"เจ้าก็คือบุตรสาวของเสิ่นเทียนเหมิน ช่างเป็นบุตรสาวของเสิ่นเทียนเหมินที่ยอดเยี่ยมเสียนี่กระไร!"
ในเวลานี้ เสียงของเฟิงสิงเหยาก็ดังขึ้น
"ฟังให้ดี นางชื่อเสิ่นเยียน"
เสิ่นเยียนได้ยินดังนั้น ภายในใจก็สั่นไหวเล็กน้อย นางอดไม่ได้ที่จะหันไปมองทางเฟิงสิงเหยา
เฟิงสิงเหยาราวกับจะสัมผัสได้ถึงสายตาของเสิ่นเยียน เขาหันขวับมายิ้มให้นาง ดวงตาอันลึกซึ้งเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยนที่ชวนให้ลุ่มหลง ทำให้ผู้คนเผลอไผลตกลงไปโดยไม่รู้ตัว
หัวใจของเสิ่นเยียนเต้นผิดจังหวะไปหนึ่งครั้ง
นางดึงสายตากลับมาด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก จากนั้นก็กระชับกระบี่เทพหลิงหวงในมือแน่น พุ่งเข้าสังหารประมุขป้อมศักดิ์สิทธิ์ เวลานี้ประมุขป้อมศักดิ์สิทธิ์บาดเจ็บสาหัสอยู่ก่อนแล้ว ผ่านไปเพียงไม่กี่กระบวนท่า เสิ่นเยียนก็สามารถบั่นคอเขาลงใต้คมกระบี่ได้
ส่วนฮว๋าจื่อซิ่นในฐานะนายน้อยป้อมศักดิ์สิทธิ์ เมื่อเห็นสถานการณ์พ่ายแพ้เช่นนี้ ก็รู้ตัวดีว่าตนเองไม่อาจหนีรอดออกจากเมืองจงอวี้ได้ ดังนั้น เขาจึงปลิดชีพตนเอง
ผู้อาวุโสสูงสุดสองท่านของป้อมศักดิ์สิทธิ์ถูกเฟิงสิงเหยาสังหาร
บรรดาผู้อาวุโสและศิษย์ของป้อมศักดิ์สิทธิ์ที่เหลือรอด ต่างพากันยอมจำนนและร้องขอชีวิต
ป้อมศักดิ์สิทธิ์ล่มสลาย
อีกด้านหนึ่ง ซานชิงเต้าก็ถูกหลินจิ้น ประมุขเทียนเหมิน ควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ด้วยความเร็วขั้นสุดเช่นกัน
ผู้อาวุโสสูงสุดสามท่านของซานชิงเต้า ก็ถูกเฟิงสิงเหยาสังหารด้วย
สำหรับการกลับมาของเฟิงสิงเหยา พวกจ่วนเซิงเทียนต่างดีใจจนแทบคลั่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประมุขจ่วนเซิงเทียน เพราะเขาคิดว่าเฟิงสิงเหยารับรู้ได้ว่าจ่วนเซิงเทียนกำลังตกอยู่ในอันตราย จึงตั้งใจรีบเร่งกลับมาจากแดนต้องห้ามจิ้นซวี
ที่จริงแล้ว การที่เฟิงสิงเหยากลับมา ไม่ใช่เพราะเขาทราบเรื่องการต่อสู้ระหว่างฝักฝ่ายที่เกิดขึ้นในเมืองจงอวี้ แต่เป็นเพราะเขาตั้งใจจะกลับมาพบเสิ่นเยียนต่างหาก ทว่าบังเอิญมาเผชิญกับสงครามครั้งนี้พอดี
ในใจเขารู้สึกโชคดีเหลือเกินที่รีบกลับมาได้ทัน
มิฉะนั้น ผลลัพธ์คงเกินกว่าจะจินตนาการได้
เมื่อคิดว่าเสิ่นเยียนอาจจะตายไป หัวใจของเขาก็เริ่มร้อนรนและหงุดหงิดขึ้นมา
ในใจเขารู้สึกไม่พอใจกับความสามารถในการทำงานของสิงชุน สิงเซี่ย และสิงชิวอย่างมาก พวกเขากลับไม่ได้แจ้งเรื่องนี้ให้ตนทราบเลย
และเขาก็นึกถึงปัญหาที่ร้ายแรงยิ่งกว่าขึ้นมาได้
นั่นก็คือ
เขากับเสิ่นเยียนกลับไม่มีช่องทางติดต่อกันเลย
เขาไม่อาจรับรู้ได้เลยว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นทางฝั่งของเสิ่นเยียน หากเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ขึ้นอีกในภายภาคหน้า แล้วเขาไม่อาจช่วยเหลือได้ ภายในใจของเขาคงจะเต็มไปด้วยความเสียใจและทรมานอย่างหาที่สุดไม่ได้
บัดนี้ มารเดนตายของสมาพันธ์ใหญ่กุยหยวนก็ถูกคนขององค์กรซานทงควบคุมไว้ได้แล้วเช่นกัน
ประมุขจ่วนเซิงเทียนและประมุขเทียนเหมินทั้งสองคน แม้จะได้รับบาดเจ็บสาหัส ก็ยังคงต้องจัดการเรื่องราวหลังจากนี้ให้เรียบร้อย ส่วนชาวเมืองจงอวี้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีของอสูรร้ายจูเยี่ยนนั้น ทางเทียนเหมิน จ่วนเซิงเทียน และสถาบันจงอวี้ก็ได้ส่งผู้ที่มีวิชาแพทย์ออกไปช่วยเหลืออย่างสุดกำลัง
ท้องฟ้าเริ่มสว่างขึ้นมาเล็กน้อยแล้ว
แสงอาทิตย์สาดส่องลงบนเมืองจงอวี้อันกว้างใหญ่ อาคารหลายแห่งกลายเป็นซากปรักหักพัง ประตูเมืองที่เคยแข็งแกร่งก็พังทลายลงมาแล้ว มีซากศพนับไม่ถ้วน กลิ่นคาวเลือดยังคงไม่จางหายไป
และเสิ่นเยียนที่ผ่านการต่อสู้มาเป็นเวลานาน ในที่สุดก็ฝืนทนต่อไปไม่ไหว
ร่างของนางโอนเอนไปมา และถูกบุรุษที่อยู่ข้างกายยื่นมือมารับไว้
น้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความจนใจของเขาดังแว่วเข้ามาในหู
"เสิ่นเยียน ร่างกายของเจ้าไม่ได้ทำจากเหล็ก ต่อให้ทำจากเหล็ก ก็ทนการทรมานสังขารเช่นนี้ของเจ้าไม่ไหวหรอกนะ"
เสิ่นเยียนนวดคลึงหว่างคิ้วด้วยความเหนื่อยล้า
"ข้าจะไปดูท่านพ่อของข้า"
พูดจบ นางก็ยื่นมือออกไปหมายจะดิ้นให้หลุดจากอ้อมกอดของเขา ทว่าจู่ ๆ หัวไหล่ก็ถูกมือของเขากดเอาไว้ และวินาทีต่อมา เบื้องหน้าก็พลันมืดสนิทลง เป็นมือของเขาที่ปิดตานางไว้
"เจ้าตื่นขึ้นมา ก็จะได้เห็นเอง"
สิ้นเสียงของเขา นางก็หลับไปจริง ๆ
เฟิงสิงเหยาคลายมือที่ปิดตานางออก จากนั้นก็อุ้มนางขึ้นมาไว้ในวงแขนอย่างนุ่มนวล เขาหลุบตามองรอยคล้ำใต้ตาของนาง บนพวงแก้มยังมีบาดแผลจากการถูกฟันอีกหลายรอย แววตาของเขาก็มืดครึ้มลง
และภาพที่เขาอุ้มเสิ่นเยียนเอาไว้ ก็บังเอิญตกอยู่ในสายตาของประมุขจ่วนเซิงเทียนที่ตามออกมาพอดี
ประมุขจ่วนเซิงเทียนเผยสีหน้าประหลาดใจ แต่เมื่อเห็นชัดเจนว่าคนที่อยู่ในอ้อมกอดของเฟิงสิงเหยาคือใคร แววตาของเขาก็ฉายแววซับซ้อน อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
"เฟิงสิง เจ้าชอบพอบุตรสาวของเสิ่นเทียนเหมินใช่หรือไม่?"
"ทำไมหรือ?"
"พ่อของนางคงจะฟันเจ้าตายกระมัง"
เฟิงสิงเหยา: "..."
เขาหัวเราะ
"ท่านลุงเสิ่น... น่าจะลงมือไม่สำเร็จหรอก"
เขายังคงมีความมั่นใจในความแข็งแกร่งของตนเองมากทีเดียว
เมื่อประมุขจ่วนเซิงเทียนได้ยินเช่นนั้น สีหน้าก็ยิ่งซับซ้อนมากขึ้นไปอีก เขายังมีอะไรที่ไม่เข้าใจอีกเล่า? เฟิงสิงชอบเสิ่นเยียนจริง ๆ แม้ว่าเขาจะไม่ได้ตอบรับตรง ๆ ก็ตาม
"เฟิงสิงเอ๋ย ข้าคงต้องเตือนเจ้าสักประโยค สมัยยังหนุ่ม เสิ่นเทียนเหมินเป็นคนที่ร้ายกาจประหลาดคนนัก หากเขาคิดจะจัดการใคร ลูกไม้ของเขาก็มีมาไม่ซ้ำ ทำต่อหน้าไม่ได้ เขาก็แทงข้างหลัง เจ้าจงระวังตัวให้ดีเถอะ"
ประมุขจ่วนเซิงเทียนถอนหายใจเบา ๆ เมื่อก่อนเขากับเสิ่นเทียนเหมินก็นับว่าเป็นสหายกัน แต่ทว่า เขากลับถูกเสิ่นเทียนเหมินขุดหลุมฝังมาไม่น้อยเลย
คนอย่างเสิ่นเทียนเหมิน ตอนยังหนุ่ม นิสัยใจคอกระโดดโลดเต้นนัก ไม่ได้มีความสุขุมเยือกเย็นถึงเพียงนี้ เป็นคนที่ชอบคบหาสหายและชอบหักหลังสหายเป็นอย่างยิ่ง
แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด เสิ่นเทียนเหมินในตอนนี้
เปลี่ยนไปมาก
กลายเป็นคนที่มีความเป็นผู้ใหญ่และสุขุมเยือกเย็น กลายเป็นคนที่อดกลั้นและล้ำลึก กลายเป็นคนที่ไม่ถือตัวเย่อหยิ่งอีกต่อไป
เขาเองก็เพิ่งจะรู้เดี๋ยวนี้ ว่าเสิ่นเทียนเหมินกลับมีบุตรฝาแฝดชายหญิงคู่หนึ่งด้วย
เฟิงสิงเหยาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
"ท่านประมุข อีกสองวัน ท่านช่วยเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับท่านลุงเสิ่นให้ข้าฟังหน่อยได้หรือไม่?"
รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง
เมื่อประมุขจ่วนเซิงเทียนได้ยินดังนั้น ก็หัวเราะฮ่าฮ่า
"ดูท่าเจ้าจะเอาจริงแฮะ! ดี หากเจ้าช่วยข้าเอาคืนเสิ่นเทียนเหมินได้ นั่นก็จะยิ่งดีมาก!"
มุมปากของเฟิงสิงเหยายกขึ้นเล็กน้อย ในขณะที่กำลังจะอุ้มเสิ่นเยียนจากไป จู่ ๆ เขาก็นึกอะไรขึ้นมาได้ หันไปมองประมุขจ่วนเซิงเทียน และเอ่ยถามขึ้นมาประโยคหนึ่ง
"ข้ากับนาง ดูเหมาะสมกันหรือไม่?"
ประมุขจ่วนเซิงเทียนชะงักงัน เขาไม่คิดเลยว่าเฟิงสิงจะเอ่ยคำถามเช่นนี้ออกมา เขาหลุดหัวเราะ และกล่าวออกมาอย่างจนใจประโยคหนึ่ง
"เจ้าถลำลึกเสียแล้วจริง ๆ"