- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 398 ธุระสำคัญต้องมาก่อน
ตอนที่ 398 ธุระสำคัญต้องมาก่อน
ตอนที่ 398 ธุระสำคัญต้องมาก่อน
เสิ่นเยียนพยุงเสิ่นเทียนเฮ่าเอาไว้ ทว่ากลับพบว่าร่างกายของเขาเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง นางใจหายวาบ สิ่งแรกที่ทำคือหันไปมองเจียงเสียนเยวี่ย
"เยวี่ยเยวี่ย รีบมาช่วยดูอาการท่านพ่อข้าเร็วเข้า"
เจียงเสียนเยวี่ยรีบรุดเข้ามาจับชีพจรให้เสิ่นเทียนเฮ่าอย่างรวดเร็ว
เพียงแต่ คิ้วของนางยิ่งขมวดแน่นขึ้นเรื่อย ๆ สีหน้าเคร่งเครียดถึงขีดสุด นางเงยหน้ามองเสิ่นเยียน และเอ่ยด้วยความเร็วรัว
"เยียนเยียน กระดูกวิญญาณกายาของท่านลุงดูเหมือนว่าในระหว่างที่กำลังปริแตก ก็ถูกห่อหุ้มด้วยไอเย็นอีกชั้นหนึ่ง พลังวิญญาณของข้าแทรกซึมเข้าไปไม่ได้เลย อาการของท่านลุงสาหัสมาก พวกเราต้องไปหาคนที่มีวิชาแพทย์เก่งกาจกว่านี้มาตรวจดูอาการให้ท่านลุง ตอนนี้ข้าจะสะกดจุดของเขาไว้ก่อน..."
ยังไม่ทันที่เจียงเสียนเยวี่ยจะพูดจบ เฟิงสิงเหยาก็เดินเข้ามาแล้ว
เจียงเสียนเยวี่ยถูกแรงกดดันบนร่างของเฟิงสิงเหยาบีบให้ต้องถอยร่นไปหลายก้าว ขณะที่เฟิงสิงเหยาสกัดจุดให้เสิ่นเทียนเฮ่าอย่างรวดเร็วไปสองสามจุด จากนั้นก็ยื่นนิ้วชี้และนิ้วกลางแตะลงบนหน้าผากของเสิ่นเทียนเฮ่า ชั่วพริบตานั้น พลังของเขาก็หลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายของเสิ่นเทียนเฮ่า ขับไล่ไอเย็นทั้งหมดออกไปทีละน้อย
กระดูกวิญญาณกายาของเสิ่นเทียนเฮ่าที่กำลังปริแตกก็หยุดชะงักลงเช่นกัน
เมื่อเห็นเฟิงสิงเหยาหยุดมือ เสิ่นเยียนก็เอ่ยถามอย่างร้อนรน
"ท่านพ่อข้าเป็นอย่างไรบ้าง?"
เฟิงสิงเหยาเห็นนางตึงเครียดถึงเพียงนี้ แววตาก็หดเกร็งลงเล็กน้อย ก่อนจะตอบ
"ชั่วคราวยังไม่มีอันตรายถึงชีวิต แต่การที่เขาฝืนใช้โลหิตบริสุทธิ์ระเบิดพลังวิญญาณออกมา ทำให้กระดูกวิญญาณกายาและกระดูกวิญญาณจิตของตนเองได้รับผลสะท้อนกลับ ตอนนี้ปริแตกไปกว่าครึ่งแล้ว"
กระดูกวิญญาณกายาปริแตกไปครึ่งหนึ่ง?
เช่นนั้นท่านพ่อก็บำเพ็ญเพียรไม่ได้แล้วไม่ใช่หรือ?
เสิ่นเยียนใจดิ่งวูบ นางจ้องมองเฟิงสิงเหยา
"มีวิธีใดที่สามารถรักษากระดูกวิญญาณกายาของเขาให้หายดีได้หรือไม่?"
เฟิงสิงเหยาชะงักไปเล็กน้อย
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง เงยหน้าขึ้นมองนาง ราวกับจะมองทะลุเข้าไปในจิตวิญญาณของนาง
"ข้าเองก็ไม่รู้วิชาแพทย์ แต่ถ้าเจ้าอยากให้ข้ามีวิธี ข้าก็มี"
เสิ่นเยียนฟังความหมายในคำพูดของเขาออก
เลือดของเขา...
เลือดของเขาดูเหมือนว่าจะสามารถรักษาอาการบาดเจ็บได้ทุกอย่าง
เฟิงสิงเหยารอคอยคำตอบจากนางอย่างเงียบ ๆ เพียงแต่สายตาของเขายังคงไม่ละไปจากตัวนาง
เสิ่นเยียนสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ วินาทีต่อมาก็สบตากับเขา แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
"ยังมีวิธีอื่นอีกหรือไม่?"
นางอยากช่วยท่านพ่อ ทว่าเฟิงสิงเหยาก็ไม่ได้ติดค้างอะไรนาง หากคิดจะเอาเลือดของเขา เช่นนั้นนางกับพวกที่อยากจะตามล่าสังหารเขาจะต่างอะไรกัน?
เฟิงสิงเหยาเดินเข้ามาใกล้ ก้มตัวลงช้า ๆ ริมฝีปากแนบชิดใบหูของนาง น้ำเสียงแผ่วเบาจนได้ยินกันเพียงสองคน แฝงไปด้วยรอยยิ้มผ่อนคลาย
"เสิ่นเยียน ข้าต้องการเพียงแค่ท่าทีของเจ้าก็พอแล้ว"
เขาเอ่ยเสริมขึ้นมาอีกประโยค
"รอให้จัดการความวุ่นวายที่นี่สงบลงเมื่อใด ข้าจะช่วยเจ้ารักษาท่านพ่อเอง"
ขณะที่พูด เขากลับยื่นมือไปคว้าข้อมือของเสิ่นเยียนเอาไว้ ในสถานการณ์ที่ไม่มีใครล่วงรู้ เขาส่งผ่านพลังของตนเองอย่างต่อเนื่องเพื่อสงบความปั่นป่วนของพลังภายในร่างเสิ่นเยียน แม้แต่อาการบาดเจ็บภายในของนาง ก็ได้รับการเยียวยาในเวลาอันสั้น
เสิ่นเยียนเงยหน้ามองเขาด้วยสีหน้าตกตะลึง ในใจบังเกิดความรู้สึกซับซ้อนขึ้นมา
ที่แท้การที่เขายื่นมือมาหานางตั้งแต่แรก ก็มีความคิดเช่นนี้นี่เอง
เวลานี้ เฟิงสิงเหยายืดตัวตรง หันไปมองสิงชุนแล้วเอ่ย
"สิงชุน มานี่ พาท่านลุงเสิ่นไปส่งยังที่ปลอดภัย ให้เขาได้พักผ่อนรักษาตัวให้ดี"
เมื่อสิงชุนได้ยินดังนั้น ก็ชะงักงัน
สายตาของเขาวนเวียนอยู่บนร่างของเสิ่นเยียนและเฟิงสิงเหยา ในชั่วพริบตานี้ ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่า ทั้งสองคนจะต้องมีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งต่อกันแน่ ๆ
เสิ่นเยียนขมวดคิ้ว
เมื่อเฟิงสิงเหยาเห็นเช่นนั้น ก็กางค่ายกลคุ้มกันร่างของเสิ่นเทียนเฮ่าในทันที ก่อนจะคลี่รอยยิ้มบาง ๆ แล้วเอ่ย
"วางใจเถอะ ไม่มีใครสามารถทำร้ายท่านลุงได้"
เสิ่นเยียนรู้ดีว่าสงครามยังไม่สิ้นสุด และในฐานะนายน้อยแห่งเทียนเหมิน นางมิอาจถอยกลับไปอยู่เบื้องหลังในเวลานี้ นางหลุบตามองใบหน้าซีดเผือดของท่านพ่อ แววตาลึกล้ำลงเล็กน้อย หลังจากฝากฝังเขาไว้กับสิงชุนแล้ว ก็หยิบหินคริสตัลสื่อสารก้อนหนึ่งออกมาจากมิติเก็บของ แล้วเอ่ยกับสิงชุน
"นี่คือหินคริสตัลสื่อสารของข้า หากมีเรื่องอันใด ต้องส่งข่าวให้ข้ารู้ทันที"
"ขอรับ คุณหนูเสิ่น"
ท่าทีของสิงชุนพลันนอบน้อมขึ้นมาหลายส่วน
รอจนสิงชุนคุ้มกันเสิ่นเทียนเฮ่าจากไปแล้ว คณบดีสวี่เจ๋อแห่งสถาบันจงยวี่จึงค่อยเดินเข้ามา เขามองเฟิงสิงแวบหนึ่ง ก่อนจะเบนสายตาไปหยุดที่เสิ่นเยียน
"เสิ่นเยียน ต่อจากนี้พวกเจ้าคิดจะ..."
เสิ่นเยียนตอบด้วยสายตาแน่วแน่
"แน่นอนว่าต้องถอนรากถอนโคนสมาพันธ์ใหญ่กุยหยวนให้สิ้นซาก ไม่ปล่อยให้มันมีวี่แววฟื้นคืนชีพกลับมาได้อีก"
คณบดีสวี่เจ๋อชะงักไปเล็กน้อย
"แล้วซานชิงเต้ากับป้อมศักดิ์สิทธิ์เล่า?"
"เรื่องนั้นคงต้องดูท่าทีของท่านประมุข..."
เสิ่นเยียนพูดพลางเอียงคอหันไปมองบุรุษข้างกาย เปลี่ยนทิศทางบทสนทนาเล็กน้อย
"รวมถึงท่าทีทางฝั่งของจ่วนเซิงเทียนแล้วเจ้าค่ะ"
เฟิงสิงเหยาเลิกคิ้วยิ้ม ตอบกลับไปว่า
"เจ้าอยากทำเช่นไรก็ตามใจเจ้า อย่างไรเสียพวกเราก็อยู่ข้างเดียวกัน"
คณบดีสวี่เจ๋อขมวดคิ้ว
"..."
ไฉนถึงรู้สึกว่าบรรยากาศนี้มันแปลก ๆ พิกล
เสิ่นเยียนปรายตามองเขาอย่างเย็นชา
เฟิงสิงเหยาเห็นดังนั้น ก็กระแอมไอเบา ๆ อย่างไม่เป็นธรรมชาติ เอื้อมมือไปดึงแขนเสื้อของเสิ่นเยียน
"ไปเถอะ พวกเราไปสังหารศัตรูกัน"
ทว่าเสิ่นเยียนกลับดึงแขนเสื้อของตนกลับคืนมาอย่างไร้เยื่อใย จากนั้นก็หันไปมองพวกอวี๋ฉางอิง แล้วเอ่ยถาม
"พวกเจ้าบาดเจ็บสาหัสมาก มิสู้กลับไปรักษาตัวที่สถาบันจงยวี่กับคณบดีสวี่เจ๋อก่อนดีหรือไม่?"
คณบดีสวี่เจ๋อที่ได้ยินคำพูดนี้
"?"
คณบดีสวี่เจ๋อมีสีหน้าไม่สบอารมณ์ แค่นเสียงเย็นชา
"เสิ่นเยียน เจ้าฟังนะ ข้าผู้นี้ยังไม่ได้รับปากว่าพวกเจ้ายังคงเป็นศิษย์ของสถาบันแดนประจิม!"
เสิ่นเยียนยิ้มตอบ
"หากพวกเราชนะ พวกเราก็คือศิษย์ของสถาบันแดนประจิม ไม่ใช่ว่าตกลงกันไว้ตั้งนานแล้วหรือเจ้าคะ? คณบดี"
"ถูกเจ้าหลอกเข้าให้แล้วจริง ๆ!"
คณบดีสวี่เจ๋อโกรธจนหัวเราะออกมา ทว่าในใจกลับวางกังวลลง เขาโบกมือเรียกอาจารย์และศิษย์ของสถาบันจงยวี่ให้เข้ามา พาตัวพวกอวี๋ฉางอิงที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสกลับไปที่สถาบันจงยวี่
เดิมทีพวกอวี๋ฉางอิงก็ไม่ยอมกลับไปเช่นนี้ แต่ทว่าร่างกายของพวกเขาถึงขีดจำกัดแล้ว ไม่อาจทนต่อสู้ได้อีกต่อไป
ในยามที่พวกเขาเดินผ่านข้างกายเสิ่นเยียน เฟิงสิงเหยาดูเหมือนเพิ่งจะจำพวกเขาได้ จึงเอ่ยขึ้นประโยคหนึ่ง
"ที่แท้ก็พวกเจ้านี่เอง"
พวกกลุ่มอสูรหลายคน
"..."
นี่เจ้ามีมารยาทบ้างไหม? เห็นพวกเราเป็นธาตุอากาศหรืออย่างไร?
หลังจากที่พวกเขาจากไปแล้ว พื้นที่บริเวณประตูเมืองแห่งนี้ ก็กลายเป็นดั่งซากปรักหักพัง ศพนับไม่ถ้วนกองทับถมกัน เลือดไหลเป็นสายน้ำ เป็นภาพที่น่าสะเทือนใจยิ่งนัก
เฟิงสิงเหยาเอ่ยขึ้นมาลอย ๆ
"ตอนนี้เจ้าดูทุลักทุเลเสียยิ่งกว่าตอนที่ข้าพบเจ้าครั้งแรกเสียอีก"
เมื่อเสิ่นเยียนได้ยินดังนั้น ก็เงยหน้าขึ้น
"ยามแรกที่เห็นเจ้าได้รับบาดเจ็บ ข้ารู้สึกเพียงแค่ประหลาดใจเล็กน้อยเท่านั้น เพราะอย่างไรเสีย ในตอนนั้นเจ้าสำหรับข้าแล้วก็ไม่ได้สลักสำคัญอันใด ทว่าตอนนี้ที่เห็นเจ้าได้รับบาดเจ็บ ในใจข้ากลับรู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลย"
ดวงตาอันเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกของเขา ราวกับน้ำในทะเลสาบอันลึกล้ำ บัดนี้กำลังทอดมองนางอย่างอ่อนโยน
เสิ่นเยียนหลบสายตาของเขา เพียงตอบกลับไปประโยคหนึ่งด้วยท่าทีจริงจัง
"ธุระสำคัญต้องมาก่อน"
เสียง 'แกรก' ดังขึ้น หัวใจของเฟิงสิงเหยาราวกับแตกสลายไปหลายส่วน
ยังไม่ทันที่เฟิงสิงเหยาจะได้ตอบสนอง เสิ่นเยียนก็พุ่งทะยานไปยังทิศทางใจกลางเมือง เป้าหมายคือทิศทางของป้อมศักดิ์สิทธิ์
เฟิงสิงเหยา
"..."
เขาหลุดหัวเราะออกมา เคลื่อนย้ายพริบตาตามไป จากนั้นก็ยื่นมือออกไปรวบเอวของเสิ่นเยียน พานางมุ่งหน้าต่อไป
เสิ่นเยียนเพียงชะงักไปครู่หนึ่ง ไม่ได้ดิ้นหลุดจากท่อนแขนของเขา กลิ่นอายที่คุ้นเคยโชยเตะจมูก ทำให้นางนึกถึงภาพเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ตอนที่เขาอยู่ในมิติพลังพิเศษ...
นางหลุบตาลง
เมื่อครู่ หัวใจของนาง... ว้าวุ่นเสียแล้ว