- หน้าแรก
- หลังจากที่ผมจุติมาเป็นคุณชายปลอม ผมก็โด่งดังขึ้นมา
- บทที่ 13 ทางลัดสู่ความสำเร็จ
บทที่ 13 ทางลัดสู่ความสำเร็จ
บทที่ 13 ทางลัดสู่ความสำเร็จ
บทที่ 13 ทางลัดสู่ความสำเร็จ
เกาอวี่หันหลังให้กับประตู เขาจึงมองไม่เห็นหลินเหยียนหรันที่ยืนอยู่ข้างหลังในยามที่เขากำลังพูด
ทว่าเด็กฝึกคนอื่น ๆ นั้นต่างออกไป ทันทีที่พวกเขาเงยหน้าขึ้น ก็เห็นที่ปรึกษาและทีมงานมายืนรออยู่ที่ประตูแล้ว หลังจากตกตะลึงไปครู่หนึ่ง ทุกคนก็รีบลุกขึ้นด้วยความลนลานพลางโค้งคำนับอย่างรวดเร็ว
"ครูเหยียนหรัน คุณ... คุณมาแล้วหรือครับ"
"ยินดีต้อนรับครับ ยินดีต้อนรับ"
สถานการณ์มันกะทันหันเกินไปจนทุกคนตั้งตัวไม่ทัน ทำให้น้ำเสียงและสีหน้าท่าทางที่แสดงออกมานั้นดูไม่เป็นธรรมชาติเอาเสียเลย
เกาอวี่ที่ก่อนหน้านี้ทำตัวไม่เกรงกลัวสิ่งใด กลับรู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่าเมื่อได้ยินชื่อของเหยียนหรัน เขาก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกผิดและยืนแข็งทื่ออยู่กับที่
สายตาของหลินเหยียนหรันกวาดมองใบหน้าของทุกคน เมื่อเห็นว่าเหล่าเด็กฝึกมีท่าทางหวาดหวั่นและกังวลว่าเขาจะโกรธ เขาก็ยกยิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนจะค่อย ๆ เดินเข้าไปหาพวกเขา
"ทุกคนลำบากกันมากเลยนะ การซ้อมเป็นอย่างไรบ้าง ราบรื่นดีไหม"
รอยยิ้มอันอ่อนโยนและสงบเยือกเย็นปรากฏบนใบหน้าของเขา ท่าทางของเขาดูผ่อนคลายและน้ำเสียงก็เปี่ยมไปด้วยความเมตตา ราวกับว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ไม่ได้มีความหมายอะไรเลย
เมื่อเห็นความใจกว้างของหลินเหยียนหรันที่ไม่ถือสาหาความ เหล่าเด็กฝึกก็พากันถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
เพราะหากที่ปรึกษาเป็นคนใจแคบและเปิดฉากทะเลาะกับเกาอวี่โดยตรง พวกเขาไม่เพียงแต่จะถ่ายทำรายการต่อไม่ได้เท่านั้น แต่ยังไม่สามารถซ้อมต่อได้อีกด้วย
เกาอวี่เพิ่งจะได้สติก็ตอนที่จินเล่อเทียนแอบดึงชายเสื้อของเขา ด้วยความรู้สึกผิดอย่างล้นพ้น เขาไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าหลินเหยียนหรัน และทำได้เพียงเดินตามจินเล่อเทียนไปยังมุมห้องที่ลับตาคน เพื่อพยายามลดตัวตนของตัวเองให้เหลือน้อยที่สุด
อย่างไรก็ตาม ทันทีที่เขาไปถึงมุมห้องและกำลังจะนั่งลง เขาก็เห็นหลินเหยียนหรันไปยืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ของห้องซ้อมแล้ว พร้อมกับตบมือเรียกทุกคน
"ก่อนอื่น ช่วยแสดงผลการซ้อมของวันนี้ให้ผมดูหน่อย"
เหล่าเด็กฝึกต่างพากันโอดครวญในทันที
"ครูครับ อย่าเลยครับ พวกเรายังทำกันไม่ค่อยได้เลย"
"พวกเรายังซ้อมกันไม่ดีเลยครับ ผลลัพธ์มันแย่มาก"
"ให้พวกเราซ้อมมากกว่านี้เถอะครับ ผมยังจำเนื้อร้องไม่ได้เลย..."
หลินเหยียนหรันส่ายหน้า "ซ้อมพร้อมกันสักรอบเถอะ ผมอยากเห็นความคืบหน้า"
ก่อนที่เหล่าเด็กฝึกจะได้เอ่ยปากอะไรอีก หลินเหยียนหรันก็เสริมขึ้นว่า "ผมต้องการเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันของพวกคุณก่อน"
ดวงตาอันงดงามของเขามองไปยังทุกคนด้วยแววตาที่เจือรอยยิ้ม น้ำเสียงยังคงนุ่มนวล แต่ทุกคนที่สบตาเขากลับไม่กล้าที่จะหาข้ออ้างให้ตัวเองอีกต่อไป
ในเวลานี้ ที่ปรึกษาที่อยู่ตรงหน้าพวกเขามีรัศมีบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ ราวกับว่าเขามีมนต์ขลังที่ทำให้ผู้คนอยากจะเชื่อฟังเขาอย่างว่าง่ายโดยไม่รู้ตัว
เหล่าเด็กฝึกไม่กล้าบ่นอีกต่อไป เมื่อเสียงดนตรีเริ่มต้นขึ้น พวกเขาก็เริ่มเต้นตามจังหวะ
ยกเว้นเพียงไม่กี่คนที่พอจะถูไถไปกับการร้องและการเต้นจนจบเพลงได้ ส่วนเด็กฝึกที่เหลือต่างก็มีปัญหามากมายเต็มไปหมด
และเนื่องจากหลินเหยียนหรันยืนอยู่หน้าสุดของทุกคน เขาจึงเห็นทุกความผิดพลาดที่เกิดขึ้นระหว่างการแสดงได้อย่างชัดเจน
ลู่เทียนหลางร้องเพลงได้อย่างเดียวแต่กลับจำท่าเต้นไม่ได้เลยแม้แต่ท่าเดียว
จีซ่วยนั้นตรงกันข้าม เขาเต้นตลอดการแสดงแต่ปากกลับไม่ขยับเลยสักครั้ง
ฟ่านเซียง เกาอวี่ และจินเล่อเทียน แรปเปอร์ทั้งสามคนนี้ เมื่อต้องร้องและเต้นไปพร้อมกัน จังหวะของพวกเขาก็เพี้ยนไปหมด
ไม่ต้องพูดถึงเซี่ยซิงซิงและเริ่นฉูซี พวกเขาทำแบบเก้ ๆ กัง ๆ และมั่วไปจนจบการแสดง... เห็นได้ชัดว่าหากขาดคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านการร้องและการเต้น เด็กกลุ่มนี้ก็เหมือนเสียเวลาเปล่าไปทั้งวัน
นี่ก็เข้าสู่ช่วงกลางคืนแล้ว และเหลือเวลาอีกเพียงสองวันกว่า ๆ เท่านั้น ด้วยสภาพแบบนี้ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะขึ้นแสดงบนเวทีได้
หลังจากการแสดงจบลง ไม่มีเด็กฝึกคนไหนพูดอะไรออกมาเลย ทุกคนต่างก้มหน้าลงด้วยความหดหู่
พวกเขารู้ระดับของตัวเองดีที่สุด ไม่จำเป็นต้องรอให้ที่ปรึกษามาวิจารณ์ก็รู้ว่าผลลัพธ์เป็นอย่างไร อีกทั้งในห้องซ้อมยังมีกระจกบานใหญ่ ทุกท่วงท่าของพวกเขาจึงปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน
พวกเขาได้ยินมาว่ากลุ่มของเผยลั่วที่อยู่ข้าง ๆ สามารถร้องและเต้นตามดนตรีประกอบได้แล้ว ในขณะที่กลุ่มของพวกเขายังอยู่ในขั้นที่ร้องให้พร้อมกันยังไม่ได้เลย... พวกเขาแทบไม่ได้พักผ่อนกันมาทั้งวัน แต่ผลลัพธ์กลับยังแย่ขนาดนี้
เหล่าเด็กฝึกนั่งลงบนพื้นด้วยความท้อแท้ ทั้งโกรธและรู้สึกไม่ได้รับความยุติธรรม
"ผมขอโทษครับ"
"ทำไมผมถึงไร้ประโยชน์ขนาดนี้..."
"พวกเราจะขึ้นเวทีได้จริง ๆ หรือ"
"ครูครับ พวกเราทำไม่ได้จริง ๆ..."
ในช่วงแรกมีบางคนพูดออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แต่ยิ่งพูดไปพวกเขาก็ยิ่งรู้สึกหมดหวัง สุดท้ายจึงเงียบเสียงลงไปเสียดื้อ ๆ
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันราวกับป่าช้า
หลินเหยียนหรันนิ่งฟังคำพร่ำบ่นของทุกคนโดยไม่พูดอะไร เขาเพียงแต่เท้าคางด้วยมือข้างหนึ่งและตกอยู่ในภวังค์ความคิด
เมื่อเห็นใบหน้าอันเคร่งขรึมและความเงียบของหลินเหยียนหรัน เหล่าเด็กฝึกก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกกังวล เพราะกลัวว่าเขาจะตำหนิที่พวกเขาไม่พยายามมากพอ
ทว่า การกระทำต่อมาของหลินเหยียนหรันกลับเหนือความคาดหมายของทุกคนโดยสิ้นเชิง
เขายื่นมือขวาออกมา โน้มตัวลง และช่วยพยุงเด็กฝึกที่กำลังหมดอาลัยตายอยากบนพื้นให้ลุกขึ้นทีละคน
จนกระทั่งสุดท้าย หลินเหยียนหรันยื่นมือไปหาเกาอวี่
"ลุกขึ้นเถอะ"
เกาอวี่สบตาหลินเหยียนหรันและเห็นว่าเขายังคงตั้งใจจะช่วยพยุง ใบหน้าของเกาอวี่เปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อก่อนจะซีดลง
สุดท้ายเขาไม่กล้าที่จะยื่นมือออกไป ได้แต่รีบปัดฝุ่นที่ก้นแล้วลุกขึ้นด้วยตัวเองอย่างรวดเร็ว
หลังจากหลินเหยียนหรันเห็นทุกคนกลับมายืนตัวตรงอีกครั้ง เขาก็ถามพวกเขาด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก
"บอกผมหน่อย พวกคุณเต็มใจจะยอมแพ้ไปแบบนี้จริง ๆ หรือ"
พวกคุณเต็มใจจะยอมแพ้ไปแบบนี้จริง ๆ หรือ?
เหล่าเด็กฝึกต่างถามตัวเองในใจอย่างเงียบ ๆ
แน่นอนว่าไม่!
ต่อให้ผลสุดท้ายจะต้องถูกคัดออก พวกเขาก็ไม่เต็มใจที่จะยอมรับมันในสภาพเช่นนี้
แต่คู่ต่อสู้ของพวกเขานั้นแข็งแกร่งเกินไป... ทันทีที่ความคิดนี้แวบเข้ามาในหัวของเหล่าเด็กฝึก พวกเขาก็ได้ยินหลินเหยียนหรันถามต่อว่า "ถ้าแม้แต่ตัวพวกคุณเองยังไม่เชื่อมั่นในตัวเอง แล้วผู้ชมและแฟนคลับจะเอาอะไรมาเชื่อมั่นและสนับสนุนพวกคุณได้ล่ะ"
เพียงประโยคเดียวก็ทำให้ทุกคนตื่นตัว พวกเขาต่างเงยหน้าขึ้นมองหลินเหยียนหรัน
หลินเหยียนหรันพยักหน้าให้พวกเขา แววตามีรอยยิ้มจาง ๆ "แม้ว่าทุกคนในกลุ่มของเราจะมีปัญหาบ้างไม่มากก็น้อย แต่สิ่งเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการซ้อมซ้ำ ๆ สำหรับพวกเราแล้ว ตราบใดที่ค้นพบวิธีการที่ถูกต้อง การร้องและการเต้นมันก็มีทางลัดของมันอยู่ เรายังมีเวลา มันยังไม่สายเกินไปหรอก"
เรายังมีเวลา มันยังไม่สายเกินไป
ภายใต้ความกดดันอันมหาศาลเช่นนี้ การให้กำลังใจในเชิงบวกยังคงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการสร้างแรงจูงใจ
หลังจากได้ฟัง ดวงตาของเด็กฝึกหลายคนก็เริ่มกลับมามีประกายแห่งความมุ่งมั่นอีกครั้ง
เมื่อเห็นว่าขวัญและกำลังใจของทุกคนไม่ตกต่ำเหมือนเดิมแล้ว หลินเหยียนหรันก็ไม่เสียเวลาอีกต่อไปและชี้ให้เห็นถึงปัญหาโดยตรง
"พวกคุณตกลงเรื่องการแบ่งเนื้อร้องและตำแหน่งกันเรียบร้อยแล้วใช่ไหม"
เหล่าเด็กฝึกพยักหน้า
สิ่งแรกที่พวกเขาทำในตอนเช้าคือการแบ่งส่วนที่แต่ละคนต้องรับผิดชอบ
แม้ว่าจะมีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันมากมายตอนแบ่งเนื้อร้อง แต่เนื่องจากข้อจำกัดด้านเวลา ทุกคนจึงไม่อยากเสียเวลาไปกับเรื่องนี้ จึงยอมประนีประนอมและแบ่งกันไปตามสภาพ
หลินเหยียนหรันไม่เห็นด้วยกับการแบ่งงานแบบนี้อย่างชัดเจน
เขาจึงหยิบปากกาขึ้นมาขีดเขียนลงบนสมุดเนื้อเพลง และแบ่งเนื้อร้องในส่วนต่าง ๆ ใหม่ทั้งหมด
"บางทีทุกคนอาจจะรู้สึกได้ว่าการแสดงของพวกเรามันดูไม่ประสานกันเลย ขาดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน"
เหล่าเด็กฝึกพยักหน้าเห็นด้วยทันที นี่คือปัญหาที่พวกเขาสังเกตเห็นก่อนหน้านี้แต่ไม่สามารถแก้ไขได้
ในฐานะที่ปรึกษา หลินเหยียนหรันได้มอบทางออกให้กับพวกเขา
"ผมเสนอให้พวกเราแบ่งเนื้อร้องใหม่"
ทันทีที่ข้อเสนอนี้ถูกเอ่ยออกมา เด็กฝึกหลายคนมีสีหน้าที่ลำบากใจมาก
เพราะพวกเขาซ้อมตามส่วนที่ได้รับมอบหมายเมื่อตอนเช้ามาทั้งวันแล้ว ตอนนี้หลินเหยียนหรันต้องการรื้อใหม่ทั้งหมด นั่นหมายความว่าการซ้อมทั้งวันของพวกเขาจะสูญเปล่า!
ข้อเสนอนี้ช่างบ้าบิ่นเหลือเกิน
หากแบ่งออกมาไม่ดี มันจะกลายเป็นการเสียเวลาอันมีค่าที่เหลือน้อยอยู่แล้วไปโดยเปล่าประโยชน์
ไม่เพียงเท่านั้น เหล่าเด็กฝึกยังไม่ค่อยไว้วางใจในความสามารถทางวิชาชีพของหลินเหยียนหรัน ข้อเสนอของเขาจึงถูกคัดค้านอย่างหนัก
"ครูครับ แบบนี้มันจะไม่ดีหรือเปล่า... พวกเราไม่มีเวลาลองอะไรใหม่ ๆ แล้วนะครับ" ลู่เทียนหลางแสดงการประท้วงโดยพยายามเลือกใช้คำพูดอย่างระมัดระวัง
ฟ่านเซียงก็พยักหน้าเห็นด้วย "พวกเราเริ่มคุ้นเคยกับส่วนของตัวเองแล้ว ถ้าต้องเริ่มใหม่ ผมเกรงว่าผลลัพธ์จะยิ่งแย่ลงกว่าเดิม"
เกาอวี่เองก็คัดค้านอย่างรุนแรง เขาอยากจะลุกขึ้นพูดอะไรบางอย่าง แต่พอนึกถึงเรื่องที่เขาแอบนินทาหลินเหยียนหรันลับหลังแล้วเจ้าตัวมาได้ยินเข้า เขาก็หักห้ามใจไว้และทำเพียงแค่สนับสนุนคำพูดของฟ่านเซียงเท่านั้น
เมื่อเห็นว่ามีคนคัดค้านมากมาย หลินเหยียนหรันก็ไม่ได้โต้เถียงต่อ แต่เลือกที่จะเจรจากับพวกเขาโดยตรง "ลองดูสักครั้งเพื่อดูผลลัพธ์เถอะ ถ้ามันไม่ดีจริง ๆ เราค่อยกลับไปใช้การจัดวางแบบเดิมดีไหม"
ในเมื่อหลินเหยียนหรันพูดเช่นนั้น คนที่อยากจะคัดค้านก็รู้สึกเกรงใจจนไม่กล้าดึงดันต่อ
ยิ่งไปกว่านั้น แม้ในทีมจะมีคนคัดค้านมาก แต่ก็มีอีกหลายคนที่รู้สึกว่าการแบ่งงานแบบเดิมนั้นไม่เหมาะสมและอยากจะแบ่งใหม่เช่นกัน
ดังนั้นทุกคนจึงยอมรับข้อเสนอของหลินเหยียนหรัน และตกลงให้เขาเป็นคนแบ่งเนื้อร้องใหม่
หลินเหยียนหรันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก เขาจัดเรียงเนื้อร้องใหม่อย่างเป็นระบบ
ในช่วงแรก การแบ่งเนื้อเพลงทั้งเพลงเป็นไปอย่างราบรื่น จนกระทั่งมาถึงปัญหาเรื่องเสียงสูงในท่อนอี
"จีซ่วย คุณรับหน้าที่ร้องเสียงสูงในท่อนอีนะ"
จีซ่วยที่ตอนแรกคิดว่าตัวเองจะถูกมอบหมายให้ร้องประสานเสียง เมื่อได้ยินหลินเหยียนหรันเรียกชื่อ แววตาของเขาก็พลันสว่างไสวขึ้นมาทันที
เขามองหลินเหยียนหรันด้วยความประหลาดใจ ราวกับคิดว่าตัวเองหูฝาดไป "ผมหรือครับ"
หลินเหยียนหรันพยักหน้าให้เขา "ใช่ คุณนั่นแหละ เสียงสูงของคุณมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว คุณลองทำตรงนี้ดูนะ"
หลังจากที่จีซ่วยได้รับคำตอบที่ยืนยัน หัวใจของเขาก็เต้นรัวอย่างแรง
ความจริงแล้วเขาอยากจะลองร้องท่อนเสียงสูงนี้มาโดยตลอด
ทว่าเขาไม่ค่อยมั่นใจในความสามารถของตัวเอง และยังรู้สึกเกรงใจที่จะไปแข่งกับคนอื่น จึงปล่อยให้เป็นไปตามสถานการณ์และยอมฟังการจัดสรรของทุกคน โดยยกส่วนนี้ให้กับลู่เสี่ยวเหมิงซึ่งเป็นนักร้องเสียงหลักของกลุ่ม
ไม่คาดคิดเลยว่าในการแบ่งเนื้อร้องใหม่ครั้งนี้ ครูจะเลือกเชื่อมั่นในตัวเขาและมอบโอกาสให้อีกครั้ง
เมื่อเผชิญกับโอกาสที่ได้รับกลับคืนมานี้ จีซ่วยก็ตอบตกลงด้วยความดีใจทันที
จีซ่วยมีความสุข แต่ลู่เสี่ยวเหมิงที่เคยร้องท่อนนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น
เหตุผลที่ทุกคนอยากร้องท่อนเสียงสูงนี้ก็เพราะว่ามันเป็นจุดที่ทำให้ดูโดดเด่นได้ง่ายหากทำออกมาได้ดี
ทุกคนต่างต้องการสร้างความประทับใจบนเวที และเขาก็ปรารถนาเช่นนั้นเหมือนกัน
ดังนั้น ทันทีที่ได้ยินว่าส่วนของตัวเองถูกแย่งไป เขาก็เริ่มกระวนกระวายใจ
"ครูครับ ผมซ้อมท่อนนี้มาทั้งวันแล้วนะครับ"
ที่จริงลู่เสี่ยวเหมิงอยากจะถามมากกว่านั้นว่า "ทำไมคนที่ร้องเพลงแย่กว่าผมอย่างคุณ ถึงคิดว่าผมยังทำได้ไม่ดีพอ"
แต่เนื่องจากมีกล้องถ่ายอยู่และด้วยสถานะที่ปรึกษาของหลินเหยียนหรัน เขาจึงไม่กล้าพูดออกมา
หลินเหยียนหรันมองความรู้สึกของลู่เสี่ยวเหมิงออกในแวบเดียว แต่เขาไม่ได้โต้เถียง เพียงแต่ปลอบโยนอย่างใจเย็นว่า "ในเพลงนี้มีตำแหน่งหนึ่งที่ขาดคุณไม่ได้เลย แต่มันไม่ใช่ตรงนี้"
หลังจากพูดจบ เขาก็บอกส่วนที่เขาได้รับมอบหมาย
ลู่เสี่ยวเหมิงยังอยากจะทุ่มเถียงเพื่อตัวเองต่อ แต่เพื่อน ๆ ของเขากลับดึงตัวเขาไว้เสียก่อน
หลังจากแบ่งเนื้อร้องเสร็จแล้ว หลินเหยียนหรันก็บอกให้ทีมงานเปิดดนตรีประกอบอีกครั้ง
"อย่างที่ผมบอกไป ลองทำตามนี้สักครั้งพร้อมกับดนตรีประกอบ"
ทุกคนหยิบสมุดเนื้อเพลงขึ้นมา และเริ่มร้องตามทำนองด้วยความกังขาและสงสัย
เมื่อเริ่มร้องในช่วงแรก เหล่าเด็กฝึกต่างมีสีหน้าเรียบเฉย มองว่ามันเป็นการซ้อมที่ไร้ประโยชน์
ทว่ายิ่งร้องไปเท่าไหร่ ท่าทีของทุกคนก็เริ่มเปลี่ยนไป
ท่อนที่พวกเขาเคยรู้สึกว่าร้องยากและขัดเขิน กลับลื่นไหลขึ้นมากหลังจากเปลี่ยนส่วนที่รับผิดชอบ
คนที่เคยรู้สึกว่าตัวเองไม่เหมาะกับเพลงนี้เลย กลับรู้สึกขึ้นมาทันทีว่าพวกเขาสามารถทำมันได้อีกครั้ง
แม้แต่ทีมงานในกองถ่ายยังสังเกตเห็นว่า การร้องของพวกเขาในครั้งนี้ฟังดูรื่นหูและสบายกว่าเมื่อก่อนมาก ความประสานสอดคล้องกันโดยรวมนั้นยอดเยี่ยม และไม่มีความรู้สึกขัดแย้งระหว่างตัวนักร้องกับบทเพลงอีกต่อไป
เด็กฝึกทุกคนรู้สึกราวกับว่าเส้นลมปราณเรินดูถูกทะลวงผ่าน พวกเขาได้พบส่วนที่เหมาะสมกับตัวเองและแสดงออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม
โดยเฉพาะเมื่อถึงคิวเสียงสูงของจีซ่วย ใครที่มีหูก็ฟังออกว่ามันเหมาะสมกว่าตอนที่ลู่เสี่ยวเหมิงร้องก่อนหน้านี้มากจริง ๆ
หลังจากร้องจบหนึ่งรอบ เหล่าเด็กฝึกต่างมองหน้ากันด้วยความตกตะลึง
ทั้งสิบห้าคนที่เคยเชื่อมาตลอดว่าทีมของพวกเขาไม่มีทางหลอมรวมเข้าด้วยกันได้ไม่ว่าจะซ้อมหนักแค่ไหน ในที่สุดก็ได้สัมผัสถึงคำว่าเคมีของทีม
มันให้ความรู้สึกราวกับว่าพวกเขาฝึกซ้อมด้วยกันมานานหลายปี
ผลลัพธ์ในครั้งนี้เหนือกว่าการซ้อมทั้งวันอย่างสิ้นเชิง
และทั้งหมดที่หลินเหยียนหรันทำ ก็เพียงแค่ปรับเปลี่ยนส่วนการร้องของเด็กฝึกแต่ละคนเท่านั้น
คนที่เคยสงสัยในความสามารถของหลินเหยียนหรันก่อนหน้านี้ บัดนี้ต่างมองเขาด้วยความเลื่อมใสศรัทธา
ครูเหยียนหรันไม่ได้พูดเกินจริงเลย หากคุณค้นพบวิธีการที่ถูกต้อง มันมีทางลัดสำหรับการร้องเพลงอยู่จริง ๆ!
หลังจากนั้น หลินเหยียนหรันขอให้ทุกคนร้องตามดนตรีประกอบต่อไป ครั้งนี้ไม่มีใครตั้งข้อสงสัยอีกเลย ทุกคนต่างให้ความร่วมมือกับเขาอย่างเต็มที่
หลังจากที่ทุกคนซ้อมร้องประสานเสียงร่วมกันแล้ว หลินเหยียนหรันก็นั่งลงที่เปียโนและบรรเลงทำนอง พร้อมกับช่วยขัดเกลารายละเอียดให้เด็กฝึกทีละประโยคอย่างพิถีพิถัน
เมื่อมองดูท่าทางที่แสนชำนาญของหลินเหยียนหรันขณะเล่นเปียโน และบทเพลงอันไพเราะที่เขาสามารถบรรเลงออกมาได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำในทุก ๆ ท่อน
แทบจะไม่มีใครในกลุ่มสงสัยในความสามารถทางดนตรีระดับมืออาชีพของเขาอีกต่อไป
ในห้องซ้อมอันกว้างขวาง ไม่มีใครอู้งานหรือแอบกระซิบกระซาบ ทุกคนต่างจดจ่ออยู่กับหลินเหยียนหรัน และตั้งใจฟังคำชี้แนะของเขาอย่างจดจ่อ
"ลู่เสี่ยวเหมิง ร้องใหม่อีกรอบนะ พอเข้าท่อนนี้ ต้องเริ่มด้วยความนุ่มนวลและสร้างพลังเสียงให้มีมิติ"
"จีซ่วย เวลาคุณร้อง ให้ผ่อนแรงลงนิดหนึ่งและคำนึงถึงเสียงของลู่เทียนหลางด้วย"
"เกาอวี่ การออกเสียงแรปของคุณยังไม่ชัดเจนพอ ลองทำแบบนี้ดู..."
ครั้งแล้วครั้งเล่าที่หลินเหยียนหรันคอยแก้ไขและสอนทุกคนอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย การร้องของทั้งกลุ่มพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเริ่มมีพลังที่สามารถเทียบเคียงกับสมาชิกในระดับเอได้แล้ว
เกาอวี่ที่อยู่ท่ามกลางฝูงชนมองดูหลินเหยียนหรันที่กำลังก้มหน้าเล่นเปียโนเงียบ ๆ ในใจของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและความไม่สบายใจ
ก่อนหน้านี้เขามองข้ามว่าที่ปรึกษาคนนี้ไร้ประโยชน์ แต่ในความเป็นจริง ความสามารถระดับมืออาชีพที่เขาแสดงออกมาในคืนนี้ ทั้งความเข้าใจและการควบคุมดนตรี เรียกได้ว่าเหนือกว่าที่ปรึกษาของกลุ่มอื่น ๆ ไปไกลมาก
เขาสามารถดูการซ้อมเพียงครั้งเดียวแล้วค้นพบจุดแข็งและจุดอ่อนของเด็กฝึกทุกคน และเมื่อต้องแบ่งเนื้อร้อง เขาก็เลือกดึงจุดเด่นและหลีกเลี่ยงจุดด้อย ค้นหาส่วนที่เหมาะสมที่สุดให้กับทุกคน และจัดวางตำแหน่งทุกคนได้อย่างสมบูรณ์แบบ... นี่เป็นสิ่งที่ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่เท่านั้นที่จะทำได้
เมื่อย้อนนึกถึงตอนที่เขาพูดอย่างมั่นใจว่า "นายคิดจริง ๆ หรือว่าเขาจะช่วยพวกเราได้?" เกาอวี่ก็อยากจะตบหน้าตัวเองสักหลาย ๆ ครั้ง
ครูเหยียนหรันช่างแตกต่างจากสิ่งที่คนภายนอกพูดถึงอย่างสิ้นเชิง!
เมื่อถึงเวลาตีสาม เสียงเพลงในห้องซ้อมก็สงบลงในที่สุด
หลินเหยียนหรันซึ่งไม่ชอบการนอนดึก ขยี้ตาพลางพูดกับเหล่าเด็กฝึกว่า "ดึกมากแล้ว วันนี้พอแค่นี้เถอะ"
เมื่อเห็นว่าเหล่าเด็กฝึกยังมีท่าทีอาลัยอาวรณ์ เขาก็ยิ้มออกมา "วันนี้พักผ่อนกันเถอะ พรุ่งนี้พอฟื้นพลังกลับมาแล้วค่อยมาคุยกันใหม่"
พูดจบเขาก็ลุกขึ้นเตรียมตัวจะเดินออกไป
ในจังหวะนั้นเอง เกาอวี่ก็รีบวิ่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าเขา
จากนั้นเขาก็โค้งคำนับให้หลินเหยียนหรันอย่างสุดตัว
"ครูเหยียนหรัน ผมขอโทษครับ"