- หน้าแรก
- ปฏิบัติการฟาร์มของวิเศษ แถมพ่วงด้วยสามีระดับมหาเทพ!
- บทที่ 7 - บุกช่วยคนจากเผ่าอี้
บทที่ 7 - บุกช่วยคนจากเผ่าอี้
บทที่ 7 - บุกช่วยคนจากเผ่าอี้
บทที่ 7 - บุกช่วยคนจากเผ่าอี้
ดูเหมือนว่ามหาสงครามระหว่างเผ่าอี้และเผ่าสวรรค์คงจะปะทุขึ้นในอีกไม่ช้าไม่นานนี้
ก่อนหน้านี้เส้าหว่านเคยกล่าวไว้ว่า โอกาสที่นางจะนิพพานจุติใหม่คือช่วงเวลาแห่งมหาสงครามริมฝั่งแม่น้ำรั่วสุ่ย บัดนี้เวลาเตรียมตัวของนางเหลือไม่มากแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นหากเส้าหว่านต้องการนิพพานในเพลิงกรรมปทุมแดง ด้วยสภาพดวงจิตของนางในยามนี้เกรงว่าคงไม่ราบรื่นนัก นางต้องหาวิธีจัดการเรื่องนี้ให้จงได้
เมื่อเส้าหว่านได้ล่วงรู้ช่วงเวลาคร่าวๆ ของมหาสงครามระหว่างเผ่าสวรรค์และเผ่าอี้จากจิ่วเยวี่ย นางก็เงียบงันไป สีหน้าฉายแววเคร่งเครียดหนักอึ้ง
"ด้วยสภาพของข้าในยามนี้ แม้จะมีโอกาสสูงที่จะนิพพานจุติใหม่ได้สำเร็จ ทว่าดวงจิตของข้ายังไม่กล้าแข็งพอ หนำซ้ำบุญกุศลก็เหลืออยู่เพียงน้อยนิด ความเสี่ยงในการนิพพานยังมีมากเกินไป หากมีผู้ใดสามารถควบคุมเพลิงกรรมปทุมแดงนี้ได้ เรื่องราวคงจะง่ายดายขึ้น ทว่าระฆังบูรพาตงหวงกลับตกอยู่ในมือของฉิงชาง"
ใบหน้าของเส้าหว่านเผยให้เห็นถึงความหนักใจอย่างปิดไม่มิด
จิ่วเยวี่ยย่อมล่วงรู้ดีว่าเส้าหว่านกำลังกังวลสิ่งใด ภายในใจของนางได้วางหมากเตรียมการไว้แล้ว
"เส้าหว่าน ท่านคิดว่าหากข้าสามารถสยบและครอบครองเพลิงกรรมปทุมแดงได้ มันจะช่วยให้ท่านสะดวกขึ้นหรือไม่"
ดวงตาของเส้าหว่านทอประกายเจิดจ้าขึ้นมาทันที
"หากเป็นเช่นนั้นย่อมมีความเป็นไปได้สูงยิ่ง"
ทว่าเพียงครู่เดียวเส้าหว่านก็ดึงสติกลับมาได้ เพลิงกรรมปทุมแดงมิใช่สิ่งที่จะสยบได้โดยง่าย เมื่อหวนนึกถึงระดับตบะของจิ่วเยวี่ย แววตาของเส้าหว่านก็หม่นแสงลงอีกครา
ด้วยตบะเพียงขั้นซ่างเซียนของจิ่วเยวี่ยในยามนี้ การจะสยบเพลิงกรรมปทุมแดงย่อมเป็นไปไม่ได้เลย
"ไม่ได้เด็ดขาด บัดนี้เจ้ายังเป็นเพียงซ่างเซียน เจ้ารับมือกับเพลิงกรรมปทุมแดงไม่ไหวหรอก" เส้าหว่านเอ่ยปฏิเสธข้อเสนอของจิ่วเยวี่ยอย่างหนักแน่น
แววตาของจิ่วเยวี่ยเปี่ยมไปด้วยความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่
"เส้าหว่าน ข้าสัมผัสได้ว่าเพลิงกรรมปทุมแดงอาจเป็นวาสนาที่ช่วยให้ข้าทะลวงเข้าสู่ขั้นซ่างเสิน ข้าจะไม่มีวันยอมแพ้เด็ดขาด"
เส้าหว่านตกตะลึงกับถ้อยคำของจิ่วเยวี่ย เมื่อได้สบตากับแววตาอันมุ่งมั่นนั้น ริมฝีปากของนางก็เม้มเข้าหากันแน่น ภายในใจเกิดการต่อสู้ดิ้นรนอยู่นานสองนาน
ในที่สุดความลังเลบนใบหน้าก็มลายหายไป ดูเหมือนเส้าหว่านจะคิดตกในเรื่องบางอย่างได้แล้ว
"ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ปล่อยให้พวกเราเผชิญหน้ากับมันไปด้วยกันเถิด"
สายตาของสตรีทั้งสองประสานเข้าหากัน แฝงไว้ด้วยความไม่ยินยอมพ่ายแพ้ต่อโชคชะตา ความมุ่งมั่นที่จะต่อกรกับฟ้าดิน และความปรารถนาที่จะทุ่มเทสุดกำลังเพื่ออนาคตในภายภาคหน้า
จิ่วเยวี่ยและเส้าหว่านเริ่มตระเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับมหาสงครามที่กำลังจะมาถึง ทว่าบัดนี้ยังคงมีปัญหาของซืออินที่ต้องสะสางเสียก่อน
เมื่อจิ่วเยวี่ยได้รับข่าวสารอีกครั้ง นางก็ได้ยินมาว่าฉิงชางได้ส่งเทียบเชิญงานมงคลไปทั่วสารทิศ ประกาศกร้าวว่าจะรับลิ่งอวี่และซืออินเป็นบุตรบุญธรรม ส่วนม่อเยวียนนั้นได้บุกเดี่ยวไปยังตำหนักต้าจื่อหมิงเพื่อช่วยเหลือคนแล้ว
จิ่วเยวี่ยไม่คาดคิดเลยว่าท่านอาจารย์จะลงมือรวดเร็วปานนี้ เดิมทีนางตั้งใจจะติดตามไปด้วยแท้ๆ
"ศิษย์พี่ใหญ่ ข้าจะไปช่วยท่านอาจารย์เจ้าค่ะ"
เมื่อเตี๋ยเฟิงเห็นจิ่วเยวี่ยทำท่าจะพุ่งทะยานออกไป เขาก็รีบยื่นมือออกไปคว้าตัวนางไว้ ทว่าเขาคว้าได้เพียงชายแขนเสื้อเท่านั้น เพียงพริบตาเดียวจิ่วเยวี่ยก็ดิ้นหลุดและทะยานลับหายไป
เตี๋ยเฟิงมองดูแผ่นหลังของจิ่วเยวี่ยที่ไร้ร่องรอยด้วยความกังวลใจยิ่งนัก ก่อนที่ท่านอาจารย์จะจากไป พวกเขาตั้งใจจะติดตามไปด้วย ทว่ากลับถูกท่านอาจารย์ใช้ข้ออ้างเรื่องสภาพแวดล้อมอันเป็นพิษของดินแดนเผ่าอี้สั่งห้ามมิให้พวกเขาตามไป
บัดนี้ศิษย์น้องเล็กกลับแอบบุกเดี่ยวไปเสียแล้ว หากเกิดเหตุร้ายอันใดขึ้นจะทำเช่นไรดี
ทว่าความเร็วของจิ่วเยวี่ยนั้นล้ำเลิศเกินไป เพียงชั่วพริบตานางก็อันตรธานหายวับไปจากสายตา พวกเขาอยากจะคว้าตัวไว้ก็คว้าไม่ทัน
ยิ่งไปกว่านั้น ในบรรดาศิษย์ทั้งหมดไม่มีผู้ใดมีตบะสูงส่งเทียมเท่าจิ่วเยวี่ย การไล่ตามไปจึงมีแต่จะสูญเปล่า พวกเขาจึงทำได้เพียงยืนรั้งรออยู่กับที่
อีกด้านหนึ่ง เมื่อจิ่วเยวี่ยเร่งรุดมาถึงตำหนักต้าจื่อหมิง ม่อเยวียนและฉิงชางก็กำลังประมือกันอย่างดุเดือดแล้ว
เมื่อมองเห็นคนทั้งสองที่ถูกม่อเยวียนคุ้มครองอยู่เบื้องหลัง ดวงตาของจิ่วเยวี่ยก็กลอกกลิ้งไปมา นางปรับเปลี่ยนทิศทางการพุ่งทะยานของตนในทันที
การต่อสู้ระหว่างม่อเยวียนและฉิงชางดำเนินไปอย่างสูสีดุเดือด ผู้คนที่รายล้อมอยู่รอบนอกไม่มีผู้ใดกล้าสอดมือเข้าไปยุ่งเกี่ยว ซืออินนั้นอยากจะเข้าไปช่วยเหลือใจจะขาด ทว่าในดินแดนของเผ่าอี้แห่งนี้ พลังเซียนในร่างของนางถูกสะกดจนไม่อาจใช้การได้
หนำซ้ำศิษย์พี่เก้ายังได้รับบาดเจ็บสาหัส นางจึงไม่อาจทอดทิ้งเขาไปได้
จิ่วเยวี่ยค่อยๆ ย่างกรายเข้าไปหาซืออินและลิ่งอวี่อย่างเงียบเชียบ ยามนี้ม่อเยวียนกำลังรับมือกับฉิงชาง หากคนทั้งสองเกิดอันตรายขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อสมาธิของม่อเยวียนอย่างไม่ต้องสงสัย
นางจะต้องปกป้องคนทั้งสองนี้ไว้ให้จงได้
ในยามนี้จิ่วเยวี่ยรู้สึกโชคดียิ่งนักที่ร่างกายนางคือวิฬาร์วิญญาณเก้าหาง แม้จะอยู่ในดินแดนเผ่าอี้ นางก็ยังคงสามารถใช้พลังเซียนได้อย่างอิสระเสรี มิเช่นนั้นนางคงไม่อาจทำสิ่งใดได้เลย
บนห้วงเวหา ฉิงชางกำลังถูกม่อเยวียนกดข่มอย่างหนัก ยิ่งประมือฉิงชางก็ยิ่งเดือดดาล
หลีหยวนที่เฝ้ามองอยู่ด้านข้างเห็นพระบิดาถูกม่อเยวียนไล่ต้อน ภายในใจก็บังเกิดความร้อนรน หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปย่อมไม่เป็นผลดีแน่
ในจังหวะนั้นเอง สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นซืออินและลิ่งอวี่ที่หลบมุมอยู่ แววตาของเขาพลันแปรเปลี่ยนเป็นอำมหิตเหี้ยมเกรียม
"ทหาร จับกุมตัวคนของเผ่าสวรรค์ทั้งสองคนนั้นไว้ให้ข้า"
คำสั่งของหลีหยวนทำให้ซืออินและลิ่งอวี่ใจหายวาบ บัดนี้พวกเขาไร้ซึ่งพลังเซียนป้องกันตัว ส่วนท่านอาจารย์ก็กำลังพัวพันอยู่กับฉิงชางจนไม่อาจปลีกตัวมาช่วยได้
ต่อให้พวกเขาจะร้อนใจเพียงใด บรรดาทหารเผ่าอี้ก็ยังคงดาหน้าเข้ามาหา เมื่อจวนตัว ซืออินจึงทำได้เพียงเรียกศัสตราวุธประจำกายออกมา แล้วหยัดยืนขวางหน้าคุ้มครองลิ่งอวี่ที่บาดเจ็บสาหัสไว้ด้านหลัง
ม่อเยวียนเองก็สังเกตเห็นสถานการณ์เบื้องล่าง สมาธิของเขาเริ่มวอกแวกหมายจะพุ่งตัวลงไปคุ้มครองศิษย์ทั้งสอง ทว่าฉิงชางกลับเกาะติดหนึบไม่ยอมปล่อย ทำให้เขาไม่อาจผละตัวออกมาได้
ในจังหวะเป็นตายนั้นเอง จิ่วเยวี่ยก็ลงมือ
เมื่อเห็นทหารเผ่าอี้เบื้องหน้าล้มระเนระนาดลงไปกองกับพื้น ซืออินและลิ่งอวี่ต่างก็ตกตะลึง ทว่าเพียงเสี้ยววินาทีต่อมาพวกเขาก็ล่วงรู้ถึงสาเหตุ เมื่อเงาร่างของจิ่วเยวี่ยมาปรากฏอยู่เบื้องหน้า
"ศิษย์น้องเล็ก เหตุใดเจ้าจึงมาอยู่ที่นี่ได้"
"ศิษย์น้องเล็ก เจ้า"
ซืออินประหลาดใจยิ่งนักที่เห็นจิ่วเยวี่ยปรากฏกาย ณ ที่แห่งนี้ ส่วนลิ่งอวี่นั้นตกตะลึงที่จิ่วเยวี่ยสามารถใช้พลังเซียนในดินแดนเผ่าอี้ได้อย่างอิสระ
แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอันใด การมีจิ่วเยวี่ยอยู่เคียงข้าง ย่อมรับประกันความปลอดภัยให้พวกเขาได้แล้ว
ม่อเยวียนเห็นการปรากฏตัวของจิ่วเยวี่ยเช่นกัน คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ทว่าเมื่อเห็นนางสามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ เขาจึงคลายความกังวลและหันกลับไปจดจ่อกับการจัดการฉิงชางอีกครั้ง
การปรากฏตัวของจิ่วเยวี่ยทำให้หลีหยวนเดือดดาลจนแทบคลั่ง
"โผล่มาอีกคนแล้วงั้นหรือ คิดว่าตำหนักต้าจื่อหมิงของข้าเป็นสถานที่ที่พวกเจ้าจะมาเดินเล่นได้ตามใจชอบหรืออย่างไร ทหาร จับกุมพวกมันทั้งหมดให้ข้า"
จิ่วเยวี่ยแค่นเสียงหัวเราะเยาะเย้ยอย่างไม่ยี่หระ นางหาได้ใส่ใจทหารสวะเหล่านี้ไม่ ตราบใดที่ฉิงชางไม่ลงมือด้วยตนเอง นางย่อมมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าจะสามารถปกป้องคนด้านหลังได้อย่างแน่นอน
ระดับพลังของม่อเยวียนนั้นสูงส่งกว่าฉิงชางอยู่แล้ว เมื่อสิ้นไร้ซึ่งความพะว้าพะวงเบื้องหลัง เขาย่อมสามารถสำแดงพลังอำนาจออกมาได้อย่างเต็มที่
เมื่อเห็นตนเองกำลังตกเป็นรองและถูกม่อเยวียนกดดันอย่างหนัก แววตาของฉิงชางก็เริ่มบ้าคลั่ง ทว่าเมื่อหวนนึกถึงแผนการใหญ่ในภายภาคหน้า เขาก็จำต้องกดข่มความคิดที่จะใช้งานระฆังบูรพาตงหวงลงไป
ท้ายที่สุดฉิงชางก็พ่ายแพ้ต่อม่อเยวียน ม่อเยวียนอาศัยจังหวะนี้ทะยานลงมาคว้าตัวซืออินด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนจิ่วเยวี่ยก็หิ้วปีกของลิ่งอวี่ด้วยมืออีกข้าง ก่อนที่คนทั้งสี่จะทะยานร่างหลบหนีออกจากตำหนักต้าจื่อหมิงไป
เมื่อกลับมาถึงคุนหลุนซวี ทั้งสี่คนก็ถูกห้อมล้อมด้วยเตี๋ยเฟิงและศิษย์คนอื่นๆ ที่เฝ้ารอด้วยความร้อนรน
"ศิษย์พี่เก้า สิบเจ็ด พวกเจ้าปลอดภัยดีหรือไม่"
พวกเขาจ้องมองสำรวจทั้งสองคน ดูเหมือนจะมีเพียงลิ่งอวี่เท่านั้นที่มีสภาพย่ำแย่ ส่วนซืออินนั้นดูภายนอกไร้ซึ่งร่องรอยบาดแผล
"ศิษย์พี่เก้า เหตุใดท่านจึงบาดเจ็บหนักถึงเพียงนี้ คนของเผ่าอี้ลงมือโหดเหี้ยมเกินไปแล้ว นี่พวกมันคิดจะเปิดศึกกับเผ่าสวรรค์ของเราจริงๆ หรือนี่"
ต้องยอมรับเลยว่าวาจาของฉางซานนั้นแทงทะลุถึงก้นบึ้งความคิดของฉิงชางอย่างแท้จริง
"เร่งรักษาอาการบาดเจ็บของลิ่งอวี่เสียก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากันภายหลัง"
"ขอรับ ขอรับ"
เมื่อได้ยินคำสั่งของม่อเยวียน ศิษย์พี่ทั้งหลายก็รีบพยุงลิ่งอวี่กลับเข้าเรือนพัก ส่วนซืออินก็ถูกลากตัวไปตรวจดูว่ามีบาดแผลซุกซ่อนอยู่หรือไม่
นับว่ายังโชคดีที่ซืออินไม่ได้เป็นอะไรมาก ทว่าบาดแผลบนร่างของลิ่งอวี่นั้นมีไม่น้อยเลย หลังจากทำแผลเสร็จสิ้น ทั้งสองก็ถูกเรียกตัวไปยังตำหนักใหญ่
ซืออินเพิ่งจะตระหนักได้ว่าสถานการณ์เริ่มไม่สู้ดี นางจึงคุกเข่าหมอบราบอยู่บนพื้นด้วยท่าทีหวาดหวั่น ใบหน้าฉายแววสำนึกผิดอย่างเห็นได้ชัด
เนื่องจากลิ่งอวี่ได้รับบาดเจ็บสาหัสและยังถูกซืออินลากเข้าไปพัวพัน เขาจึงได้รับอนุญาตให้นั่งเก้าอี้อยู่ด้านข้าง
"สิบเจ็ด ว่ามาสิ เรื่องราวทั้งหมดเป็นมาอย่างไรกันแน่"
เมื่อจนมุม ซืออินจึงทำได้เพียงสารภาพความจริงอย่างหมดเปลือก เล่าตั้งแต่นางต้องการใช้ทางลัดเพื่อกลับไปยังชิงชิว แต่กลับพลาดท่าถูกสมุนของราชาเผ่าอี้จับกุมตัวไว้ จากนั้นฉิงชางก็คิดจะบีบบังคับรับพวกนางเป็นบุตรบุญธรรม
นางยังเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในตำหนักต้าจื่อหมิงอีกด้วย
"จากนั้นท่านอาจารย์ก็บุกเข้าไปช่วย โชคดีที่ศิษย์น้องเล็กโผล่มาคุ้มครองพวกข้าได้ทันท่วงที มิเช่นนั้นเผ่าอี้คงจับพวกข้าไปเป็นตัวประกันเพื่อข่มขู่ท่านอาจารย์อีกเป็นแน่"
เตี๋ยเฟิงจ้องมองซืออินด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความผิดหวังระคนโกรธเคืองที่นางไม่เอาถ่าน
ม่อเยวียนทอดสายตามองซืออินที่คุกเข่าสำนึกผิดอยู่เบื้องล่าง สลับกับลิ่งอวี่ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส
"ในเมื่อสภาพจิตใจของพวกเจ้ายังไม่มั่นคงเช่นนี้ ก็จงคัดลอกคัมภีร์ชิงซินคนละห้าหมื่นจบ"
ซืออินได้ยินบทลงโทษก็แทบจะกระโดดตัวลอย ทว่าเมื่อสบเข้ากับสายตาอันเฉียบขาดไม่อนุญาตให้โต้แย้งของม่อเยวียน นางก็จำต้องคุกเข่าลงไปดังเดิมด้วยความคอตก
ท้ายที่สุดแล้วเรื่องนี้นางก็เป็นฝ่ายผิด ซืออินได้แต่ร่ำไห้อยู่ในใจ คัดลอกตั้งห้าหมื่นจบ คัดเสร็จแล้วอุ้งเท้าจิ้งจอกของนางยังจะใช้งานได้อยู่อีกหรือ
ทว่าเพียงไม่นาน ซืออินก็ไม่มีเวลามามัวพะวงกับเรื่องเหล่านี้อีกต่อไป เพิ่งจะรับโทษทัณฑ์และก้าวเท้าออกจากตำหนักใหญ่ นางก็แหงนหน้าขึ้นไปเห็นเมฆดำทะมึนกำลังม้วนตัวรวมกันอยู่บนฟากฟ้า
ซืออินยืนอึ้งตะลึงงันไปในทันที
"นี่มันเกิดเรื่องอันใดขึ้น คุนหลุนซวีของเรากำลังจะมีพายุฝนฟ้าคะนองงั้นหรือ"
เตี๋ยเฟิงหวนนึกถึงสิ่งที่ท่านอาจารย์เคยกล่าวไว้ เขาย่อมรู้ดีว่านี่คือทัณฑ์อัสนีสำหรับก้าวล่วงสู่ขั้นซ่างเซียนของสิบเจ็ด ทว่าเมื่อเห็นผู้ที่กำลังจะข้ามด่านเคราะห์กลับไม่รู้ร้อนรู้หนาวใดๆ เขาก็แทบจะกระอักเลือดด้วยความโมโห
"สิบเจ็ด นี่คือด่านเคราะห์ของเจ้า"
"อะไรนะ ด่านเคราะห์ของข้างั้นหรือ"
ซืออินจ้องมองแรงกดดันบนฟากฟ้าที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ขนจิ้งจอกทั่วร่างแทบจะลุกซันด้วยความหวาดกลัว ภายในใจบังเกิดความขลาดกลัวต่อทัณฑ์อัสนีนี้ยิ่งนัก
ทว่าม่อเยวียนเมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนี้ ก็พุ่งตัวเข้ามาหิ้วคอเสื้อของซืออิน แล้วจับนางไปโยนไว้ในสถานที่ที่เหมาะสมต่อการข้ามด่านเคราะห์ในทันที
[จบแล้ว]