- หน้าแรก
- วิถีเซียนซ่อนคม ปฐมบทอารามเยวี่ยเจี้ยน
- บทที่ 4 - เซียนขี้งกกับกฎเหล็กแห่งเงินตรา
บทที่ 4 - เซียนขี้งกกับกฎเหล็กแห่งเงินตรา
บทที่ 4 - เซียนขี้งกกับกฎเหล็กแห่งเงินตรา
ฟางสู้อวี่ยังอยากจะซักถามรายละเอียดเพิ่ม แต่กลับเห็นฉือเสียนชวนล้มตัวลงนอนเอกเขนกบนเก้าอี้ไม้ไผ่ตามเดิม ปลายนิ้วเรียวยาวลูบขนเสี่ยวไป๋ไปมาอย่างสบายอารมณ์ ส่วนเจ้าแมวดำก็ครางครืดคราดในลำคอ ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของเขามีความขี้เกียจและรักความสบายเด่นชัดขึ้นมาอีก
"ผู้กองฟางครับ" เขาพูดโดยไม่ลืมตา น้ำเสียงบ่งบอกว่าต้องการส่งแขก "หลังจากนี้ก็ฝากคุณด้วยแล้วกัน อารามเล็กๆ ของผมคงไม่เหมาะจะเข้าไปยุ่งกับน้ำขุ่นๆ พวกนั้นหรอกครับ"
"เดี๋ยวสิ" ฟางสู้อวี่ขมวดคิ้ว "คุณพูดเรื่องพิธีกรรม เรื่องเหยื่อเซ่นสรวง แล้วยังเรื่องแผนการที่ใหญ่กว่าอีก ... "
ฉือเสียนชวนไม่ได้ตอบอะไรต่อ เพียงแค่หาวออกมาคำโตด้วยความง่วง
"แฮ่ม!" จ้าวหม่านถังที่แอบหดหัวอยู่ข้างหลังจู่ๆ ก็กระแอมขึ้นมา เขาก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าวพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์แบบพ่อค้าที่มาแทนที่ความกลัวเมื่อครู่จนเกลี้ยง "เอ่อ ... ผู้กองฟางครับ ต้องขออภัยจริงๆ นะครับ แต่อารามเยวี่ยเจี้ยนของเราเป็นธุรกิจขนาดย่อม เงินทำบุญทุกบาททุกสตางค์เราต้องบริหารจัดการอย่างรอบคอบ คือว่าเรื่องดูดวงหรือให้คำปรึกษาเนี่ยมันก็มีกฎเกณฑ์ของมันอยู่นะครับ" เขาชูนิ้วชี้กับนิ้วโป้งขึ้นมาถูไปมาเป็นท่าทางที่เป็นเอกลักษณ์ "ครั้งละห้าร้อยหยวน ราคายุติธรรมไม่หลอกลวงแน่นอนครับ"
อู๋เฟิงที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับตาค้าง "หะ ... ห้าร้อยหยวนเหรอ! คุณจ้าวครับ นี่พวกผมมาทำคดีนะ! เป็นการสืบสวนคดีฆาตกรรมเพื่อขอข้อมูลนะครับ!" น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
จ้าวหม่านถังยืดอกขึ้นทันที เชิดหน้าตอบอย่างมีเหตุมีผล "แล้วยังไงล่ะครับ ตำรวจทำคดีแล้วไม่ต้องจ่ายเงินเหรอ ต่อให้เป็นเง็กเซียนฮ่องเต้มาเองก็ต้องยึดถือความถูกต้องสิครับ! ที่นี่เราปฏิบัติกับทุกคนเท่าเทียมกัน! ไม่โกงไม่หลอก! ดำเนินธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์ครับ!" เขาชี้ไปที่แผ่นไม้เก่าๆ สีซีดจางที่ตั้งอยู่ข้างประตูอาราม บนแผ่นไม้เขียนด้วยพู่กันอย่างไม่ค่อยเรียบร้อยนักว่า : [ตรวจดวงชะตาครั้งละห้าร้อยหยวน ปรึกษาปมปัญหาชีวิต จิตศรัทธาพาสมหวัง]
อู๋เฟิงมองแผ่นไม้สลับกับหน้าของจ้าวหม่านถังที่ทำท่าทางเหมือนพ่อค้าผู้ทรงเกียรติ ก่อนจะเหลือบมองฉือเสียนชวนที่นอนทำตัวเหมือนอยู่นอกโลก มุมปากของเขาอดไม่ได้ที่จะกระตุกยิกๆ
ฟางสู้อวี่หันไปมองฉือเสียนชวนด้วยความจนใจ แต่สิ่งที่เขาเห็นกลับทำให้เขาแทบจะหลุดขำออกมาด้วยความโมโห ... พ่อเซียนตกสวรรค์ที่เพิ่งจะบอกว่าไม่ขอเข้าไปยุ่งเรื่องวุ่นวายเมื่อกี้ ตอนนี้ยังนอนเอนหลังลูบแมวอยู่เหมือนเดิมแท้ๆ แต่ดวงตาที่เคยปรือเหมือนคนง่วงนอนตลอดเวลานั้นจู่ๆ ก็เบิกโพลงขึ้นมา! แววตาเป็นประกายวาววับจ้องตรงมาที่เขาอย่างแน่วแน่
สายตาคู่นั้นไม่มีร่องรอยของความปล่อยวางหรือความเฉยชาต่อโลกแม้แต่นิดเดียว แต่มันกลับมีคำว่า "เงิน! ทอง! ของ! มี! ค่า!" เขียนไว้อย่างชัดเจนจนแทบจะกระโดดออกมาจากเบ้าตา
ฟางสู้อวี่ถึงกับต้องยกมือขึ้นนวดขมับที่เต้นตุบๆ เขาลืมไปได้ยังไงกัน! ลืมไปได้ยังไงว่าไอ้คนท่าทางเหมือนพร้อมจะบินขึ้นสวรรค์ไปเป็นเซียนทุกเมื่อคนนี้ ที่จริงแล้วเป็นพวกเห็นเงินเป็นพระเจ้า! ตอนที่ไปขอให้เขาช่วยคดีนกไนติงเกลครั้งก่อนนั่นก็เหมือนกัน ต้องจ่ายเงินครบถึงจะยอมจับพู่กันเขียนยันต์! ไม่มีลดหย่อนแม้แต่เซนต์เดียว!
"นี่ผม ... กำลังจะโดนรีดไถอีกแล้วเหรอเนี่ย" ฟางสู้อวี่บ่นพึมพำในใจ แต่พอคิดถึงข้อมูลที่สำคัญเมื่อครู่เขาก็จำยอมล้วงกระเป๋าเงินหนังออกมา ดึงแบงก์ร้อยห้าใบออกมาวางกระแทกลงบนมือของจ้าวหม่านถัง น้ำเสียงแฝงความประชดประชัน "ได้! กฎก็คือกฎ! คุยต่อได้หรือยังครับ"
จ้าวหม่านถังยิ้มจนแก้มปริ รีบเก็บเงินมาคลี่นับเสียงดังฉับๆ สองรอบอย่างรวดเร็วพอกับมือโปรจนพอใจแล้วจึงยัดใส่กระเป๋า
"นั่นมันราคาของคำปรึกษาครั้งเก่านะครับ" คนที่นอนม้วนแมวอยู่บนเก้าอี้พูดขึ้นมาเบาๆ น้ำเสียงนุ่มนวลราวกับขนนกแต่กลับชัดเจนในโสตประสาท "วิเคราะห์ครั้งละห้าร้อยหยวนครับ"
ฟางสู้อวี่ " ... "
เลือดในกายพุ่งขึ้นถึงหัวทันที เขาหัวเราะออกมาด้วยความโมโหจัดจนเสียงดังขึ้นกว่าเดิม "ฉือเสียนชวน นี่คุณจะรีดเลือดกับปูเลยใช่ไหมเนี่ย? ตกลงผมกลายเป็นดัชนีชี้วัดกำไรรายปีของอารามเยวี่ยเจี้ยนไปแล้วใช่ไหม?"
ในที่สุดฉือเสียนชวนก็ยอมหันมามองหน้าฟางสู้อวี่ตรงๆ เขายังคงมีสีหน้าเรียบเฉยและดูเกียจคร้านเหมือนเดิม แต่แววตามั่นคงมาก "ผู้กองฟางครับ พูดแบบนั้นก็ไม่ถูกนะ เมื่อคืนผมช่วยคนไว้ในป่าแล้วชี้ทางสว่างให้เธอลงเขาไปถือว่าผมทำเกินหน้าที่ไปแล้ว ส่วนเมื่อกี้ผมอธิบายเรื่องดวงหยินล้วน เรื่องเวลาชง เรื่องพิธีกรรม และจุดประสงค์ของฆาตกรให้คุณฟังอย่างละเอียดขนาดนั้น มันไม่ถือเป็นการช่วยงานครั้งที่สองเหรอครับ?"
เขาหยุดไปครู่หนึ่งแล้วพยักหน้าไปทางจ้าวหม่านถังเป็นเชิงบอกใบ้ "เรื่องราวมันซับซ้อน พลังงานผมก็มีจำกัด ถ้าทำมากเกินสามครั้งเดี๋ยวตบะจะเสื่อมเอา" ความหมายคือถ้าไม่จ่ายเพิ่มก็ไม่ต้องคุยกันแล้ว! เรื่องนี้มันยุ่งยากเกินไปผมไม่อยากรับกรรมเพิ่มฟรีๆ!
ฟางสู้อวี่สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วค่อยๆ ผ่อนออกมา ตำรวจสืบสวนอย่างเขารู้ดีว่าถ้าใช้ไม้แข็งกับฉือเสียนชวนจะไม่มีวันได้ผล เขาจ้องมองดวงตาคู่สวยที่ตอนนี้นิ่งสนิทเหมือนผิวน้ำที่ไม่มีอะไรไปกระทบแล้วก็พยักหน้า "ตกลงครับผมเข้าใจแล้ว" เขาตัดสินใจหันหลังกลับ "อู๋เฟิง กลับกันเถอะ"
เมื่อเดินไปถึงประตูอารามฟางสู้อวี่ชะงักเท้าแต่ไม่ได้หันกลับมามอง เขาพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำว่า "ถ้าพวกคุณนึกเบาะแสอะไรออกเพิ่ม ไม่ว่ามันจะดูเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับคดีก็ตาม รบกวนติดต่อผมมาได้ตลอดเวลานะครับ โทรหาผมได้เลย" พูดจบเขาก็เดินนำอู๋เฟิงออกจากประตูอารามไป
ฉือเสียนชวนทำท่าเหมือนเสร็จสิ้นภารกิจใหญ่โต เขาล้มตัวลงนอนอย่างผ่อนคลายเต็มที่ มือเรียวสวยลูบขนเสี่ยวไป๋ไปมาอย่างไม่รู้เบื่อ ท่าทางราวกับกำลังไล่แมลงที่รบกวนความฝันออกไป "ไปดีมาดีนะครับ รอบหน้าจะมาอย่าลืมจองคิวล่วงหน้านะ อารามเราคิวทองช่วงนี้งานยุ่งมาก" เขายังไม่ลืมที่จะปล่อยมุกตบท้าย "ก็นะ ความยากจนมันจำกัดจินตนาการ แต่เงินตรามันช่วยปลดล็อคคิวงานได้เสมอแหละครับ"
ฟางสู้อวี่ที่เดินห่างออกไปสิบกว่าเมตรถึงกับเสียหลักเดินสะดุดบันไดหินที่เปียกชื้นจนเกือบหน้าคะมำ ฉือเสียนชวนคนนี้เล่นมุกเก่งจนแทบจะซึมเข้ากระดูกไปแล้วจริงๆ เขาได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจและรู้สึกขำอยู่ในทีว่าทำไมชีวิตต้องมาเจออะไรแบบนี้
ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังจะก้าวพ้นเขตอาราม ฉือเสียนชวนที่นอนหลับตาอยู่ก็พูดขึ้นมาลอยๆ น้ำเสียงเกียจคร้านแต่กลับเจาะจงไปที่อู๋เฟิง "พ่อหนุ่มตำรวจคนนั้นน่ะ อะไรที่มันควรมีก็จะมี อะไรที่ไม่ใช่ของเราก็อย่าไปฝืนเลย ผู้หญิงคนนั้นเขามีคนในใจอยู่แล้ว ดอกไม้มีอยู่ทั่วโลกจะไปเสียดายดอกเดียวทำไม? อย่าเอาชีวิตไปผูกติดกับต้นไม้ต้นเดียวเลย ลองเปลี่ยนไปดูต้นอื่นบ้างสิ บางทีวิวตรงนั้นอาจจะสวยกว่าเยอะก็ได้นะ"
อู๋เฟิงชะงักกึกไปทันที ใบหน้าเต็มไปด้วยความอึ้งและตื่นตระหนก เขาชี้นิ้วเข้าหาตัวเองแล้วหันไปมองฟางสู้อวี่ แววตาดูรนรานอย่างเห็นได้ชัด "ผมเหรอครับ? คุณฉือครับ คุณ ... คุณหมายถึงเหวินหยวนหยวนเหรอ? หรือว่าคุณดูออกว่า ... "
ฉือเสียนชวนปรือตาขึ้นมองแวบหนึ่ง แววตาแฝงความรำคาญใจที่เห็นคนดื้อรั้น เขารีบขัดขึ้น "ดูอะไรกันล่ะ ผมไม่ใช่กามเทพนะเรื่องความรักไม่เกี่ยวอะไรกับผม ผมแค่จะบอกว่าคนเราต้องใช้ชีวิตให้มีความสุข ฝืนเคี้ยวสิ่งที่ไม่อร่อยมันก็มีแต่จะเจ็บฟัน ฝืนดึงดอกไม้ที่เขาไม่ให้มันก็มีแต่จะเจ็บมือ ฝืนตามความรักที่ไม่มีวันสมหวังมันก็มีแต่จะเจ็บตัว พ่อหนุ่ม เปิดมุมมองให้กว้างหน่อย โลกนี้มีผู้หญิงอีกตั้งเยอะแยะที่มีรสนิยมแปลกๆ ... เอ่อ ผมหมายถึงคนที่มองเห็นความดีในตัวคุณน่ะ"
คำพูดนี้เหมือนการแซะแต่ที่จริงมันคือการบอกทางสว่างให้อู๋เฟิงที่แอบรักเหวินหยวนหยวนข้างเดียวมาตลอดจนดูเหมือนจะไม่มีหวัง อู๋เฟิงหน้าแดงก่ำจนถึงหู พูดอะไรไม่ออก ฟางสู้อวี่ตบบ่าเขาเบาๆ และส่งสายตาเป็นเชิงบอกว่าเดี๋ยวค่อยคุยกัน ก่อนจะลากเขาเดินออกจากอารามเยวี่ยเจี้ยนไป
ไอ้คนนี้! จริงๆ เลย ... ทั้งน่าหมั่นไส้และทั้งน่าทึ่งในเวลาเดียวกัน! ฟางสู้อวี่หันไปมองอารามเต๋าหลังเก่าที่ซ่อนตัวอยู่ในหมอกอีกครั้ง ความรู้สึกหนักอึ้งในใจจากคดีฆาตกรรมดูเหมือนจะเบาบางลงไปนิดหนึ่ง
ตลอดทางที่เดินลงเขาตามขั้นบันไดหินที่เปียกชื้น หมอกเริ่มจางหายไปจนเห็นแสงแดดรำไรลอดผ่านพุ่มไม้ ฟางสู้อวี่ไม่ได้มีท่าทีผ่อนคลายเลยแม้แต่น้อย เขาหันกลับไปมองเป็นระยะ อารามเยวี่ยเจี้ยนดูเหมือนจะเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ที่นิ่งสงบ สัญชาตญาณของเขาบอกว่าฉือเสียนชวนไม่มีทางรอดพ้นจากเรื่องนี้ไปได้แน่ๆ
เขาไม่ได้สงสัยว่าฉือเสียนชวนจะเป็นฆาตกร การมาลงมือฆ่าคนในถิ่นตัวเองแล้วเอาศพไปวางไว้ที่ป้ายรถเมล์มันเป็นเรื่องที่โง่เกินไปสำหรับคนฉลาดและเกลียดความยุ่งยากอย่างฉือเสียนชวน เขาเพียงแค่ต้องการคำอธิบายจากผู้เชี่ยวชาญต่อเหตุการณ์ประหลาดในที่เกิดเหตุเท่านั้น
คดีของหลี่กั่วเอ๋อร์หญิงสาวที่ตายในสภาพลิ้นถูกตัดและหลอดเลือดดำที่คอถูกปาดอย่างแม่นยำ ณ สถานที่ที่แปลกประหลาดในเวลาที่เฉพาะเจาะจง มันเป็นสิ่งที่ผิดวิสัยของการฆ่าแกงทั่วไป ฆาตกรเหมือนกำลังสร้างงานศิลปะที่เต็มไปด้วยความโหดเหี้ยมและความเชื่อบางอย่าง
พิธีกรรมเซ่นสรวงวิญญาณหยินที่ฉือเสียนชวนวิเคราะห์มาคือคำตอบที่ทำให้ทุกอย่างที่ดูไม่สมเหตุสมผลกลับมาชัดเจนขึ้นทันที นี่ไม่ใช่แค่การฆาตกรรมแต่มันคือการสังเวยชีวิต! และมันอาจจะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของหายนะที่ใหญ่กว่านั้น ความมืดมิดที่ชื่อว่าสำนักเหว่ยเซียนดูเหมือนจะเริ่มแผ่เงาปกคลุมเมืองจิงอย่างช้าๆ
ฉือเสียนชวนในฐานะผู้รักษาการอารามที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุที่สุดและเป็นคนเดียวที่ได้เจอเหยื่อก่อนตาย เขาและอารามแห่งนี้คงจะถูกดึงเข้าสู่พายุนี้ในไม่ช้า จะอยากอยู่อย่างสงบแค่ไหนก็คงทำได้ยากแล้ว
"พี่ชวน! พี่ชวน! เรื่องจบจริงๆ แล้วใช่ไหมครับ?" เมื่อตำรวจเดินลับตาไปจ้าวหม่านถังก็ทิ้งคราบพ่อค้าหน้าเงินทันที หน้าของเขากลับมาซีดเผือดอีกครั้ง เขาขยับเข้าไปใกล้เก้าอี้ไม้ไผ่พลางถามเสียงสั่น "เมื่อคืนพี่บอกว่าเรื่องมันจบแล้วไม่ใช่เหรอ แล้วทำไม ... ทำไมถึงมีคนตายอีกล่ะ แถมตายท่าทางสยดสยองขนาดนั้นด้วย!"
ฉือเสียนชวนไม่ได้ตอบทันที เขาลุกขึ้นนั่งช้าๆ แล้ววางเสี่ยวไป๋ลงบนพื้น เจ้าแมวดำยืดตัวบิดขี้เกียจก่อนจะเดินนวยนาดหายไปทางหลังบ้าน เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย แววตาที่เคยขี้เล่นหายไปเหลือเพียงความเคร่งเครียดที่ซ่อนไว้ลึกๆ
"จบเหรอ? มันแค่จบกรรมของช่วงเวลานั้นไปน่ะสิ แต่มันไม่ได้แปลว่าเรื่องจะยุติลงตรงนี้" เขาพึมพำกับตัวเองเหมือนกำลังเรียบเรียงความคิด "การที่คนร้ายเลือกมาลงมือแถวนี้ มีโอกาสสูงมากที่มันจะตั้งใจเล็งมาที่ชัยภูมิของอารามเยวี่ยเจี้ยนด้วย"
"หา! เล็งมาที่พวกเราเหรอครับ!" จ้าวหม่านถังแทบจะเข่าอ่อน
"ไม่น่าจะเล็งมาที่ตัวอารามโดยตรงหรอก" ฉือเสียนชวนส่ายหน้า "ภูเขาเฟิ่งหลิ่งมีชัยภูมิเหมือนมังกรซุ่มรอน้ำ และอารามเยวี่ยเจี้ยนคือจุดที่กดทับเส้นเลือดใหญ่ของมังกรเอาไว้พอดิบพอดี ในทางฮวงจุ้ยที่นี่คือจุดรวมพลังงานที่บริสุทธิ์ที่สุดแต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นจุดที่ใช้กักเก็บพลังงานหยินที่รุนแรงได้ดีที่สุดด้วย ถ้าคิดจะเริ่มทำอะไรบางอย่างที่ชั่วร้าย ที่นี่คือจุดเริ่มต้นที่เหมาะสมที่สุด"
เขานิ่งไป แววตาคมปลาบขึ้นมาเหมือนมองเห็นบางอย่างที่คนทั่วไปมองไม่เห็น "แต่ดูจากวิธีการลงมือที่เด็ดขาดและสะอาดสะอ้านขนาดนี้ ถ้าพิธีกรรมเซ่นสรวงวิญญาณหยินคือขั้นตอนแรก เพื่อไม่ให้พวกเราหรือคนที่มีวิชาตื่นตัวเร็วเกินไป ฆาตกรคงจะทำพิธีต่อในที่ที่ไกลออกไป"
น้ำเสียงของเขาเย็นลงเรื่อยๆ "ถ้าให้เดา เหยื่อคนถัดไปไม่ว่าจะเป็นการผลัดกระดูกหรือการชำระไขกระดูกก็ตาม จะต้องไปตายที่อื่นที่ห่างไกลจากเขาเฟิ่งหลิ่ง เพื่อถ่วงดุลพลังงานและทำให้ยากต่อการตามรอย"
"มะ ... มีคนถัดไปอีกเหรอครับ!" จ้าวหม่านถังอุทานลั่นจนตัวสั่นพะเยา "คนที่สองเหรอครับ?!"
"เหยื่อเซ่นสรวงน่ะ คนเดียวมันไม่พอหรอกครับ" ฉือเสียนชวนพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ "มันเหมือนการปรุงยา ถ้าตัวยาไม่พอพิธีกรรมก็ไม่สำเร็จ ถ้าเป็นผมลงมือน่ะนะ ... " เขาหันไปมองจ้าวหม่านถังด้วยรอยยิ้มที่ดูไม่หวังดีเอาซะเลย "หม่านถัง"
"ครับ!" จ้าวหม่านถังขานรับอย่างตกใจ
ฉือเสียนชวนลากเสียงยาว แววตามีเลศนัย "ผมว่าคุณก็น่าสนใจนะ คนที่ดวงซวยเข้าขั้นเทพแบบคุณแถมยังรอดชีวิตมาได้ทุกครั้งเนี่ย ในสายตาของพวกนอกรีตคุณคือวัตถุดิบชั้นเลิศเลยล่ะ ทนไม้ทนมือดีนักเชียว ... "
ยังพูดไม่ทันจบจ้าวหม่านถังก็หน้าซีดเป็นกระดาษ "อ๊ากกก!" เขาร้องลั่นแล้วโกยอ้าวหนีไปอยู่มุมกำแพงอารามที่ไกลที่สุด "ผมเตือนพี่แล้วนะ! ใครเข้าใกล้ผมจะซวยเข้าขั้นวิบัติเลยนะ! วิบัติแบบฟ้าถล่มดินทลายเลยล่ะ!" เขาชี้หน้าฉือเสียนชวนด้วยมือที่สั่นงันงกพยายามขู่ให้ตัวเองรอดชีวิต
"คึคึ ... " หลิวเฮ่อซานที่ยืนดูอยู่ทนไม่ไหวจนหลุดหัวเราะออกมา เขาเดินไปหาจ้าวหม่านถังแล้วตบไหล่เบาๆ "หม่านถังเอ๊ย ขวัญอ่อนจริงๆ เลยนะเรา เสียนชวนเขาก็แค่ล้อเล่นเท่านั้นแหละ!" เขาหัวเราะร่า "อยู่กับเสียนชวนมาตั้งกี่ปีแล้วยังไม่ชินอีกเหรอ เขาแค่เห็นนายตื่นเต้นเรื่องเงินเมื่อกี้เลยอยากให้ลดความระอุลงหน่อยไง!"
"จะบ้าเหรอครับ!" จ้าวหม่านถังพูดเสียงสั่น "คนเล่นแรงแบบนี้หัวใจจะวายตายก่อนพอดี! ถ้าผมเป็นอะไรไปใครจะคอยดูแลอารามซอมซ่อนี้ล่ะ ใครจะคอยรับหน้าตำรวจให้ล่ะ! กะอีแค่ความกล้าปลอมๆ ของผมเนี่ยมันกันผีไม่ได้หรอกนะ! สู้ไปหลบหลังพี่ชวนยังจะปลอดภัยกว่าเยอะเลย!"
หลิวเฮ่อซานหัวเราะชอบใจ มองดูเด็กหนุ่มทั้งสองคนด้วยสายตาเอ็นดู "ก็ถูกของหม่านถังนะ ในยามคับขันน่ะเสาหลักของอารามเยวี่ยเจี้ยนก็คือเสียนชวนนั่นแหละ"
ฉือเสียนชวนลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าแล้วบิดขี้เกียจจนกระดูกลั่นเสียงดัง "แหม อย่าชมผมมากเลยครับลุงเฮ่อซาน" เขาทำเสียงเหนื่อยหน่าย "การต้องมาเป็นเสาหลักนี่มันงานหนักนะ ผมยังอยากนอนตากแดดลูบแมวไปวันๆ อยู่เลย ชีวิตที่สงบสุขน่ะมันดีที่สุดแล้ว ใครอยากจะไปยุ่งกับเรื่องพวกนี้กันล่ะ"
เขาเกือบจะหลุดพูดความในใจออกมาแล้วว่าชอบการนอนนิ่งๆ ที่สุด จ้าวหม่านถังที่เริ่มหายกลัวก็อดแขวะไม่ได้ "ขี้เกียจให้มันน้อยๆ หน่อยเถอะครับ!" พูดจบเขาก็รีบเดินไปที่รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าของตนเองเพื่อเตรียมตัวไปทำงานของตนต่อ
[จบแล้ว]