- หน้าแรก
- ระบบอัญเชิญวีรชน: เมื่อผมต้องแบกชะตากรรมของประเทศ
- บทที่ 8 - การปะทะครั้งแรก
บทที่ 8 - การปะทะครั้งแรก
บทที่ 8 - การปะทะครั้งแรก
บทที่ 8 - การปะทะครั้งแรก
โลกอินเทอร์เน็ตของประเทศมังกรเดือดปุดๆ ทันที
"เชี่ย เล่นไม่ซื่อปะเนี่ย สู้ไม่ได้ก็เลยจงใจเล่นงานกันเหรอ แถมแม่งยังรวมหัวกันกำหนดกติกาเองอีก (ล้มโต๊ะด้วยความโกรธ)"
"นักธนู 3V3 ในป่าเนี่ยนะ นี่มันสนามรบสั่งตัดพิเศษเพื่อพวกอาซัน พวกโสม แล้วก็พวกเยว่ชัดๆ พวกมันมุดป่ากันเป็นกิจวัตรอยู่แล้วนี่ (สูบบุหรี่วางแผน)"
"เทพเย่เพิ่งแทะขาเนื้อย่างเสร็จ หน้ายังมันแผล็บอยู่เลย ไอ้พวกชั่วสบโอกาสตอนนี้ กะจะให้เขาอาหารไม่ย่อยจนเล่นไม่ออกใช่มั้ยเนี่ย (มุมมองแปลกแหวกแนว)"
"กำหนดคนเองได้เหรอ สุ่มเอายังพอว่า แต่ถ้าให้กำหนดคนเองจะเลือกใครล่ะ พวกเราไม่รู้จักใครเลยนะ (ตื่นตระหนกลนลาน)"
"เทพเย่ อย่าปอดแหก ซัดมันเลย ข้าไม่เชื่อหรอกว่าบรรพบุรุษเราจะยิงธนูสู้ไอ้พวกนี้ไม่ได้ ถึงข้าจะไม่รู้จักชื่อก็เถอะ (เชื่อมั่นแบบหลับหูหลับตาบวกหนึ่ง)"
...
ในขณะเดียวกัน บนเวทีระดับนานาชาติก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
"(IP สหพันธ์เสรีชน) เป็นการดวลที่ยุติธรรมดี จะได้โชว์รากฐานที่แท้จริงของแต่ละฝ่าย"
"(IP แคว้นอาซัน) ธนูเทพอาซัน สืบทอดมายาวนาน ศึกนี้พวกเราชนะแน่"
"(IP แคว้นโสมใต้) ผลงานอันยอดเยี่ยมของผู้เข้าแข่งขันเย่เสวียน ตามพงศาวดารมหาโสมที่เพิ่งค้นพบเมื่อวานระบุว่าเขามีสายเลือดอันดีงามของชนชาติมหาโสมของเราสวมรอยอยู่ เย่เสวียน กลับสู่อ้อมอกของแผ่นดินแม่มหาโสมเถอะซีมิดา"
"(IP แคว้นช้างเผือก) ถึงข้าจะอยากให้ประเทศมังกรแพ้ก็เถอะ แต่คอมเมนต์บนนี่เอ็งน่าขยะแขยงเกินไปแล้ว เลิกมโนซะทีเถอะ ไม่งั้นอีกเดี๋ยวทั้งโลกใบนี้คงเป็นของพวกเอ็งหมดแน่"
"(IP แคว้นหม่าไหล) เห็นด้วยอย่างยิ่ง"
...
บนลานประลอง เย่เสวียนค่อยๆ ลืมตาขึ้น
"นักธนู 3V3 พื้นที่ป่าทึบ เลือกคนได้เอง"
เขาพึมพำเบาๆ แต่รอยยิ้มเยือกเย็นกลับปรากฏขึ้นที่มุมปาก
สมองของเขาประมวลผลอย่างรวดเร็วราวกับซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ท่ามกลางประวัติศาสตร์ห้าพันปีของหัวเซี่ย รายชื่อของเหล่ายอดนักธนูที่เปล่งประกาย พร้อมด้วยประวัติ ผลงาน และจุดเด่น ล้วนผุดขึ้นมาในหัวอย่างแจ่มชัด
"จะมาแข่งสืบทอดวิชาธนูกับข้างั้นเรอะ จะมาวัดความลึกซึ้งทางประวัติศาสตร์กับข้าเนี่ยนะ"
เย่เสวียนแค่นหัวเราะในใจ ความห้าวหาญที่พร้อมจะเหยียบย่ำทุกสิ่งในใต้หล้าพลุ่งพล่านขึ้นมา เขาลุกขึ้นยืนหยัด น้ำเสียงดังกังวานไปทั่วทุกสารทิศ
"ไอ้พวกกระจอกต่างด้าว ไอ้พวกตัวตลกไร้ค่า มีหน้ามาท้าทายวิถีแห่งธนูกับประเทศมังกรของข้างั้นรึ"
"คำท้านี้"
"ข้าเย่เสวียน ขอน้อมรับ"
[ประเทศมังกรรับคำท้า ทั้งสองฝ่ายเริ่มทำการกำหนดวีรชน]
วีรชนที่ฝั่งพันธมิตรกำหนด:
1 อานาซันกา (แคว้นอาซัน)
ตามบันทึก "พงศาวดารราชวงศ์เมวาร์" ชายผู้นี้มีพละกำลังและความอึดเหนือมนุษย์ เคยถูกธนูนับร้อยดอกยิงใส่ร่างแต่ก็ยังยืนหยัดสู้ไม่ถอย ลูกธนูเจาะเกราะสามเหลี่ยมหัวหนักที่เขาใช้มีอานุภาพทำลายล้างที่น่าสะพรึงกลัว
2 คังกัมชาน (แคว้นโสมใต้)
ตาม "พงศาวดารโครยอ" เขาคือแม่ทัพเลื่องชื่อแห่งโครยอ เชี่ยวชาญการรบแบบกองโจรบนภูเขาเป็นพิเศษ ฝีมือยิงธนูพลิกแพลงและลอบกัดเก่งกาจ ชำนาญการใช้ภูมิประเทศที่ซับซ้อนเพื่อดักซุ่มยิง
3 เลหลอย (แคว้นเยว่)
ตาม "พงศาวดารไดเวียด" เขาคือปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ยุคหลังของราชวงศ์เล ปรมาจารย์แห่งการรบในป่าทึบ เชี่ยวชาญการใช้ยาพิษ ลูกธนูอาบยาพิษแค่ถลอกก็ถึงตาย แถมยังเก่งกาจเรื่องการวางกับดักอันตรายเพื่อเล่นงานศัตรูในที่ลับ
วีรชนที่ประเทศมังกรกำหนด:
1 หยางโหยวจี (แคว้นฉู่ ยุคชุนชิว)
ตามบันทึก "จ้านกว๋อเช่อ" และ "ลวี่ซื่อชุนชิว" เขามีฉายาว่า "เลี้ยงหนึ่งศร" มีฝีมือระดับ "ร้อยก้าวทะลวงใบหลิว" พลังทะลวงของลูกธนูเขาเป็นอันดับหนึ่งในยุคนั้น สามารถยิงทะลุเกราะหนักเจ็ดชั้นได้ มุ่งเน้นความแม่นยำและพลังทำลายล้างขั้นสุดยอด
2 หลี่กวง (ราชวงศ์ฮั่นตะวันตก)
ตามบันทึก "สื่อจี้" และ "ฮั่นซู" เขามีฉายาว่า "ขุนพลบิน" พละกำลังแขนเหนือชั้น ถนัดใช้ธนูแข็ง "หน้าไม้ต้าหวง" ยิงได้ไกลสุดกู่ (ประมาณ 400 เมตร) มีตำนาน "ยิงหินจนลูกธนูจมมิด" ลูกธนูพุ่งแรงและหนักหน่วงราวกับดาวตกพุ่งชนโลก
3 จ่างซุนเซิ่ง (ราชวงศ์สุย)
ตามบันทึก "สุยซู" และ "เป่ยสื่อ" ฝีมือยิงธนูของเขาดั่งเทพประทาน มีวีรกรรม "ยิงศรเดียวได้นกอินทรีสองตัว" จนชาวทูเจวี๋ยเกรงกลัวและขนานนามให้ว่า "เพลิงกัมปนาท" ไม่เพียงแต่ฝีมือยิงธนูจะยอดเยี่ยม แต่ยังเชี่ยวชาญกลยุทธ์และการวางแผน เก่งเรื่องการคาดเดาสถานการณ์และวางหมากดักทาง
[การกำหนดวีรชนเสร็จสิ้น]
[ภูมิประเทศ: ป่าดึกดำบรรพ์ สร้างเสร็จสมบูรณ์]
ป่าทึบดึกดำบรรพ์ที่มืดมิด ชื้นแฉะ และเต็มไปด้วยจิตสังหารผุดขึ้นมา ต้นไม้โบราณสูงเสียดฟ้าบดบังแสงตะวันจนมิด
หยางโหยวจี (ราชาแห่งการทะลวง), หลี่กวง (ราชาแห่งพลังและระยะยิง), จ่างซุนเซิ่ง (ราชาแห่งกลยุทธ์) สามวีรชนผู้แบกรับจุดสูงสุดของวิถีธนูแห่งหัวเซี่ยในแต่ละด้าน ก้าวออกมาจากแสงสว่างด้วยแววตาสงบนิ่ง
คู่ต่อสู้ของพวกเขาคือนักธนูมฤตยูที่ถูกคัดสรรมาเป็นอย่างดีจากแคว้นอาซัน (นักธนูเกราะเหล็ก), แคว้นโสมใต้ (จอมซุ่มแห่งขุนเขา), และแคว้นเยว่ (อสรพิษป่าทึบ)
ศึกตัดสินชะตาประเทศด้วยวิถีแห่งธนู กำลังจะเปิดม่านเลือดขึ้นแล้ว
เงาร่างของหยางโหยวจี หลี่กวง และจ่างซุนเซิ่งรวมตัวกันท่ามกลางแสงสลัว หยางโหยวจีสวมเกราะหนังสไตล์เรียบง่าย สะพายธนูยาวทรงโบราณไว้ที่หลัง มีกระบอกธนูห้อยอยู่ที่เอว แววตาสงบนิ่งดั่งบ่อน้ำลึก เขาหันไปมองเย่เสวียนเป็นคนแรก
"คนรุ่นหลังเอ๋ย เหตุใดจึงเรียกพวกข้ามาที่นี่"
เย่เสวียนประสานมือคารวะ อธิบายสถานการณ์วิกฤตของประเทศมังกร กฎเกณฑ์อันโหดร้ายของสนามรบแห่งนี้ ยุคสมัยและวีรกรรมของทั้งสามท่าน รวมถึงศึกดวลธนูเดิมพันชะตาประเทศที่กำลังจะเกิดขึ้นให้ฟังอย่างกระชับและชัดเจน
"พวกต่างด้าวรวมหัวกัน บีบคั้นด้วยวิถีแห่งธนูงั้นรึ"
เมื่อฟังจบ หยางโหยวจีกวาดสายตามองป่าทึบแห่งนี้ น้ำเสียงของเขาเรียบเฉยไร้ระลอกคลื่น
หลี่กวงรูปร่างกำยำ หนวดเคราฟูฟ่อง สะพายธนูยักษ์ "หน้าไม้ต้าหวง" ที่สูงแทบจะเท่าตัวเขาไว้ที่หลัง เมื่อได้ยินดังนั้นก็แค่นหัวเราะอย่างเย็นชา
"พวกตัวตลกไร้ราคา กล้ามาท้าทายวิถีแห่งธนูเชียวรึ"
จ่างซุนเซิ่งสวมเกราะเบาแบบราชวงศ์สุย ใบหน้าดูเป็นบัณฑิตแต่แฝงไว้ด้วยความเฉียบขาด เขาค้อมตัวทำความเคารพหยางโหยวจีและหลี่กวงอย่างเป็นทางการก่อน
"ผู้น้อยจ่างซุนเซิ่ง ได้ยินชื่อเสียง 'เลี้ยงหนึ่งศร' ของท่านผู้อาวุโสหยาง และบารมี 'ขุนพลบิน' ของท่านแม่ทัพหลี่มานาน วันนี้โชคดีนักที่ได้ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับสองผู้อาวุโส"
จากนั้นสายตาของเขาก็มองลึกเข้าไปในป่าทึบ ที่ซึ่งจิตสังหารซุกซ่อนอยู่
"ที่นี่อันตรายนัก ศัตรูไม่ใช่พวกกระจอก พวกเราต้องร่วมมือกัน"
หยางโหยวจีมองจ่างซุนเซิ่ง พยักหน้าเล็กน้อยแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
"คนรุ่นหลังเก่งกาจไม่เบา ในเมื่อมาร่วมรบในสนามเดียวกัน ก็ต้องร่วมแรงร่วมใจกัน"
ส่วนหลี่กวงนั้นยื่นมือใหญ่ดั่งพัดใบกล้วยไปตบบ่าจ่างซุนเซิ่งอย่างแรงจนร่างของจ่างซุนเซิ่งเซไปนิดหน่อย
"ได้ฉายา 'เพลิงกัมปนาท' จากพวกทูเจวี๋ยมาได้ ฝีมือยิงธนูของเจ้าหนุ่มคงไม่เลว เอาล่ะ วันนี้พวกเราจะแสดงให้พวกคนเถื่อนมันเห็นว่า วิถีแห่งธนูของหัวเซี่ยเรา มียอดฝีมือสืบทอดกันมาทุกยุคทุกสมัย"
[คำเตือนกติกาสนามรบ: ในศึกดวลธนู วีรชนแต่ละคนจำกัดให้พกพาลูกธนูได้เพียงสามสิบดอก สามารถเลือกชนิดของลูกธนูได้เอง]
เสียงระบบอันเย็นชาดังขึ้นอย่างถูกจังหวะ เมื่อทั้งสามได้ยินก็เบือนหน้าไปมองชั้นวางธนูที่โผล่ขึ้นมาตรงริมสนามรบ บนนั้นมีลูกธนูรูปแบบต่างๆ วางเรียงรายอยู่อย่างเป็นระเบียบ
หยางโหยวจีเดินเข้าไปเงียบๆ เอื้อมมือปาดผ่านชั้นวาง ในที่สุดเขาก็เลือกลูกธนูสามสิบดอกที่เรียวเล็กกว่าลูกธนูมาตรฐานเล็กน้อย และมีหัวธนูแหลมคมดุจเข็ม ลูกธนูชนิดนี้ยอมสละน้ำหนักและพลังทำลายล้างบางส่วน เพื่อแลกกับพลังทะลวงและความเร็วขั้นสุดยอด ซึ่งเข้ากับวิถีแห่งความแม่นยำ "เลี้ยงหนึ่งศร" ของเขาพอดี
หลี่กวงก้าวฉับๆ ไปที่ชั้นวาง ใช้มือใหญ่ดั่งพัดใบกล้วยคว้าลูกธนูมาสามสิบดอกรวด ลูกธนูเหล่านี้ดูใหญ่เทอะทะกว่าที่หยางโหยวจีเลือกอย่างเห็นได้ชัด ก้านธนูยาวกว่า หัวธนูเจาะเกราะสามเหลี่ยมดูหนักอึ้งและน่าเกรงขาม ช่างเหมาะเจาะกับหน้าไม้ต้าหวงในมือของเขา สิ่งที่เขาต้องการคือพลังทำลายล้างที่ไม่มีอะไรต้านทานได้
ส่วนจ่างซุนเซิ่งเลือกลูกธนูขนนกแบบมาตรฐานสามสิบดอก หัวธนูสมดุล ก้านธนูได้สัดส่วน ผสมผสานทั้งระยะยิง ความแม่นยำ และพลังโจมตีไว้ด้วยกัน เหมาะสำหรับการใช้งานอย่างมั่นคงในสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อนหลากหลายรูปแบบ
ทั้งสามไม่พูดจาใดๆ อีก ความเข้าขากันอย่างมองไม่เห็นก่อตัวขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน หยางโหยวจีเสียบลูกธนูเรียวเล็กเข้ากระบอกธนู ร่างกายพลิ้วไหว เพียงพริบตาก็ลื่นไหลเข้าไปในเงามืดของรากไม้ที่คดเคี้ยวทางฝั่งซ้ายจนหายลับตาไป
หลี่กวงสะพายลูกธนูหนักไว้ที่หลัง ก้าวเท้ายาวๆ ตรงไปยังโขดหินนูนที่ถูกปกคลุมด้วยเฟิร์นยักษ์ทางขวาด้านหน้า ฝีเท้าที่หนักแน่นกลับลงสู่พื้นอย่างเงียบเชียบ
ส่วนจ่างซุนเซิ่งเสียบลูกธนูมาตรฐานจนเต็มกระบอก เลือกต้นไม้โบราณขนาดสามคนโอบที่อยู่ตรงกลางค่อนไปทางด้านหลังของทั้งสามคน เขาเอนหลังพิงต้นไม้ สายตาดุจพญาเหยี่ยวกวาดมองพื้นที่รูปพัดเบื้องหน้า
ที่อีกฝั่งหนึ่งของป่าทึบ ร่างสามร่างที่แผ่กลิ่นอายอันตรายไม่แพ้กันก็กำลังเคลื่อนไหว อานาซันกา (แคว้นอาซัน) ร่างกำยำดั่งหอคอยเหล็กแบกคันธนูแข็งที่ต้องใช้พละกำลังมหาศาลถึงจะง้างได้ ฝีเท้าหนักอึ้งเหยียบใบไม้แห้งดังกุบกับ เขาเลือกเดินบนเส้นทางเล็กๆ ในป่าที่ค่อนข้างเปิดโล่ง หมายมั่นจะใช้พละกำลังบดขยี้ซึ่งๆ หน้า
คังกัมชาน (แคว้นโสมใต้) ทำตัวราวกับวิญญาณเร่ร่อน แนบชิดกับลำต้นไม้พรางตัวไปกับเถาวัลย์และรากไทรที่ห้อยย้อย เคลื่อนที่ตีวงเข้าหาโขดหินที่หลี่กวงอยู่
เลหลอย (แคว้นเยว่) กลมกลืนไปกับพุ่มไม้หนาทึบอย่างสมบูรณ์แบบ มีเพียงหัวธนูที่อาบน้ำยางสีเขียวเข้มที่วับแวมให้เห็นเป็นระยะ บ่งบอกว่าเขากำลังใช้ภูมิประเทศที่ซับซ้อนวางกับดักมรณะและกลไกธนูพิษอยู่
ความเงียบสงัดปกคลุมไปทั่วทั้งป่า มีเพียงเสียงลมพัดผ่านยอดไม้และเสียงแมลงร้องระงมอยู่ไกลๆ
"ฟิ้ว"
เสียงแหวกอากาศแหลมปรี๊ดดังขึ้นอย่างกะทันหัน มาจากทิศทางที่คังกัมชานซุ่มอยู่ ลูกธนูสั้นอาบน้ำพิษสีดำพุ่งออกมาจากพุ่มไม้หนาทึบอย่างแยบยล พุ่งตรงเข้าใส่หัวไหล่ของหลี่กวงที่โผล่พ้นโขดหินออกมา จังหวะนั้นกะเกณฑ์มาอย่างแม่นยำ เป็นเสี้ยววินาทีที่หลี่กวงกำลังขยับตัวเปลี่ยนท่าพอดี
ทว่าหลี่กวงราวกับมีตาด้ายหลัง ในเสี้ยววินาทีที่ลูกธนูพิษหลุดจากแล่ง ร่างกำยำของเขาก็หดวูบกลับเข้าไปหลังโขดหินอย่างรวดเร็ว
"ฉึก"
ลูกธนูพิษพุ่งปักเข้าที่โขดหินที่หลี่กวงเพิ่งพิงอยู่อย่างจัง หางธนูยังคงสั่นระริก สะเก็ดหินกระเด็นกระจาย
ประกายตาของหลี่กวงเย็นเยียบ เคลื่อนไหวรวดเร็วดุจสายฟ้า เขาไม่ได้ชะโงกหน้าออกไป เพียงแต่ดันหน้าไม้ต้าหวงแนบไปกับขอบโขดหินอย่างแรง คันหน้าไม้ขนาดใหญ่แทบจะขนานไปกับพื้นหิน เสียงสายธนูสั่นสะเทือน ลูกธนูยักษ์ขนาดเท่าแขนเด็กที่ติดหัวธนูเจาะเกราะสามเหลี่ยมอันหนักอึ้งพุ่งทะยานออกไป ลูกธนูแหวกอากาศส่งเสียงหวีดร้องทุ้มต่ำ ไม่ได้เล็งไปที่พุ่มไม้ที่คังกัมชานซ่อนตัวอยู่ แต่กลับพุ่งเข้าใส่กิ่งไม้แห้งขนาดเท่าชามตรงพุ่มไม้นั้นอย่างจัง
"แกรก"
กิ่งไม้แห้งหักสะบั้น ร่วงหล่นลงมาทับจุดซ่อนตัวของคังกัมชานอย่างแรง
คังกัมชานปฏิกิริยาไวมาก เขาม้วนตัวกลิ้งถอยหลังทันทีที่ได้ยินเสียงกิ่งไม้หัก แต่พื้นที่ที่กิ่งไม้หล่นใส่กินบริเวณกว้าง แม้เขาจะหลบการโดนทับจังๆ ไปได้ แต่หน้าแข้งข้างหนึ่งก็โดนรอยหักแหลมคมขูดเข้าอย่างจัง เกราะหนังฉีกขาด เลือดทะลักออกมาทันที
แทบจะในเวลาเดียวกัน เสียงคำรามต่ำๆ ก็ดังมาจากเส้นทางเล็กๆ ด้านหน้า อานาซันกาง้างธนูจนสุดแขน ลูกธนูเจาะเกราะสามเหลี่ยมหัวหนักพุ่งออกไปดุจเส้นแสงสีดำพร้อมพลังงานจลน์อันน่าสะพรึงกลัว พุ่งตรงเข้าใส่ลำต้นไม้โบราณที่จ่างซุนเซิ่งพิงอยู่ เขาตั้งใจจะใช้พลังทะลวงอันมหาศาล ยิงทะลุลำต้นไม้เพื่อเล่นงานคนที่อยู่ข้างหลัง
"ระวัง"
เสียงตะโกนของหลี่กวงดังขึ้นท่ามกลางการต่อสู้
จ่างซุนเซิ่งระวังตัวอยู่ตั้งแต่ตอนที่อานาซันกาง้างธนูแล้ว เขาไม่ได้ฝืนรับการโจมตี แต่ใช้ร่างกายที่อ่อนนุ่มราวกับไร้กระดูกสไลด์ตัวหลบฉากไปด้านข้างโดยแนบชิดกับลำต้นไม้
"สวบ"
ลูกธนูเจาะเกราะอันหนักหน่วงเสียบทะลุเข้าไปในลำต้นไม้โบราณที่หนาเตอะ ลึกเกือบหนึ่งเชียะ (ประมาณ 33 ซม.) เศษไม้ปลิวว่อน ก้านธนูยังคงสั่นระริกอย่างรุนแรงและส่งเสียงครางหึ่งๆ หากโดนร่างกายคนเข้า ผลที่ตามมาคงไม่ต้องคาดเดา
ในจังหวะที่จ่างซุนเซิ่งสไลด์ตัวหลบนั้นเอง ลูกดอกเป่าไร้เสียงก็พุ่งแหวกอากาศออกมาจากดงใบไม้กว้างที่ดูธรรมดาๆ ทางด้านข้างอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ก้านลูกดอกสั้นและเล็กเรียว ส่องประกายสีฟ้าหม่นอันน่าขนลุก เป้าหมายคือช่องโหว่ที่สีข้างของจ่างซุนเซิ่งที่เผยออกมาตอนหลบหลีก ลูกธนูพิษของเลหลอยราวกับอสรพิษที่ซุ่มซ่อนอยู่ในเงามืด ในที่สุดก็เผยเขี้ยวพิษมรณะออกมาแล้ว
สถานการณ์พลิกผันอย่างกะทันหัน ตกอยู่ในภาวะวิกฤตขั้นสุด
[จบแล้ว]